เช้าวันต่อมา หลินเฟิงกินข้าวกับบิดามารดาเสร็จก็ไม่ได้ไปฝึกฝนหรือทำอันใด เขาเพียงนั่งรับครุ่นคิดพลางรับลมอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณลานฝึกหลังบ้านเท่านั้น
‘ นี้ก็จะ 2 ปีแล้วสินะ นับแต่ที่ข้าเข้ามายังโลกที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ’หลินเฟิงครุ่นคิด เขาคิดถึงเรื่องราวเก่าๆที่เขาเคยผ่านมา แม้ว่าที่โลกเก่าเขาจะไม่เหลือใคร แต่เขาก็มีความทรงจำให้คิดถึง ส่วนโลกใหม่ แน่นอนว่าตอนนี้เขามีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ หรือครอบครัว ดังนั้นมันราวกับว่าเขาได้ถูกเติมเต็มใส่ส่วนที่ขาดหายไป จากโลกใบเก่า
แต่แน่นอนว่าเขาไม่ได้ลืมว่าตนไม่ได้เป็นคนของโลกนี้ แต่เขาก็ดีใจที่ได้มาอยู่โลกเช่นนี้ โลกแฟนตาซี โลกนิยาย ที่เขาเคยอ่านผ่านๆ โลกที่เขาสามารถฝึกฝน โลกที่รนับถือความแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งที่สามารถสร้างได้ด้วยความพยายาม โลกที่เงินมีอำนาจน้อยกว่าความพยายาม นี้คือสิ่งที่เขาปราถนามาตลอด เพราะเขาอยากพิสูจน์คุณค่าของตัวเขาเองให้คนอื่นรับรู้ และตอนนี้เขาก็พิสูจน์ให้พิบา มารดาของเขาในโลกนี้ได้ภาคภูมิแล้ว
“หลินเฟิง” เสียงสตรีนางหนึ่งเรียกหลินเฟิง
ระหว่างที่หลินเฟิงกำลังครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงของสตรีมาเรียกเขา แน่นอนว่าเสียงนี้คือเสียงของหลินหลาน ตั้งแต่นางบรรลุระดับพื้นฐานขั้น 7 นางก็มาหาเขาบ่อยขึ้น มาถามว่าเขาบรรลุขั้น7 หรือยัง เพราะนางต้องการให้เขาไปด้วยนั่นเอง
“ช่วงนี้เจ้าไม่คิดถึงข้าบ่อยไปหน่อยรึ” หลินเฟิงเดินมาหาหลินหลาน พร้อมกล่าวหยอกล้อนาง
“ใครคิดถึงเจ้ากัน ข้าเพียงแค่มาดูว่าจะบรรลุขั้น 7 หรือยัง เพราะข้าไม่มีเพื่อนไปเข้าร่วมทดสอบก็เท่านั้นแหละ” หลินหลานกล่าวพลางหลบหน้าหลินเฟิง เพราะนางตอนนี้หน้าแดงขึ้นมาด้วยคำพูดหยอกล้อของหลินเฟิง
“ข้าบรรลุเมื่อวานนี้เอง” หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่ปิดบัง
“จริงรึ??” หลินหลานถามด้วยความประหลาดใจ
แม้ว่านางจะมีความคิดว่าหลินเฟิงอาจจะฝึกฝนทัน แต่นางก็คิดว่ามันยากและทำใจไว้แล้วว่าหลินเฟิงคงไม่สามารถไปพร้อมนางได้ เพราะการจะบรรลุจากขั้น 4 ไปยังขั้น 7 มันไม่มีทางใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือนแน่นอน
ตามที่หลินหลานคิด ต่อให้เป็นหลินเฟิง จากการคำนวญของนางแลว หลินเฟิงทำได้อย่างมากก็ขั้น 6 เท่านั้น ไม่มีทางไปถึงขั้น 7 แต่ใครจะคิดเล่ามาหลินเฟิงมาถึงขั้น 7 ได้จริงๆ และใช้เวลา 3 เดือนในการบรรลุจากขั้น6 ไปขั้น 7 ซึ่งเป็นขั้นมีความกว้างของระหว่างขั้นนั้นมากและใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถบรรลุ ขั้น 7 ได้
หลินเฟิงพยักหน้าให้กับคำถามหลินหลาน และนี้ยิ่งทำให้หลินหลานต้องเอามือมาป้องปาก นางตกตะลึงมากจนไม่สามารถพูดอันใดออกไปได้แล้วจริงๆ นางไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้กับเรื่องหลินเฟิงดี นางเริ่มรู้สึกท้อกับการฝึกฝนของนาง
แน่นอนว่าเป็นใครก็ต้องท้อและหมดกำลังใจหากเอาตวเองไปเทียบกับหลินเฟิงที่ได้รับการจุติร่างกาย หากหลินเฟิงไม่ได้รับการจุติร่างกาย เขาไม่มีทางบรรลุแน่นอน ต่อให้ไม่ฝึกฝนวรยุทธ์ก็ตาม เพราะการไม่ฝึกฝนวรยุทธ์จะทำให้ต้องเจอกับปัญหามากมาย หากต้องการจะบรรลุสักขั้น 1 จะต้องใช้เวลาเพิ่มมากกว่าฝึกฝนวรยุทธ์มากมายแน่นอน
ไม่นานหลินหลานก็เลิกเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับหลินเฟิง และไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆทั่วไปพอ นี้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาอย่างมาก
“ตอนนี้เหลือเวลาอีกสอง วันก็ต้องเดินทางแล้ว เจ้าเตรียมตัวหรือยัง” หลินหลานที่ปรับอารมณ์ได้แล้วก็ถามเข้าประเด็นทันที
“ยังเลย ข้าไม่รู้ว่าต้องเตรียมอันใดไปบ้าง” หลินเฟิงกล่าว
ไม่นานพวกเขาก็คุยกันจนเสร็จ หลินหลานกับบ้านไป ก่อนที่นางจะกลับไป นางได้บอกว่าเตรียมตัวไปเผื่อว่าพวกเขาจะสามารถเข้าร่วมได้ เพราะหากผ่านการทดสอบจะต้องเข้าไปอยู่ในนิกายเลย และไม่ได้ออกมาสักพักใหญ่ ดังนั้นจึงให้เตรียมของที่จำเป็นไปด้วยเลย
แน่นอนว่าของที่จำเป็นสำหรับหลินเฟิงตอนนี้มีไม่มาก ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการแช่เพื่อเสริงสร้างร่างกาย และรวมไปถึงเลือดสัตว์อสูรระดับ 2 ขั้นปลาย ที่ให้ปู่และตาของเขาเตรียมไว้ให้
และแล้ว 2 วันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางไปยังนิกายเมฆาเพื่อเข้าร่วมการทดสอบแล้ว และตอนนี้หลินเฟิงก็อยู่ที่หน้าประตูหมู่บ้านตระกูลหลิน พร้อมกับรุ่นเยาว์อีก 3 คน ชายชราอีก 2 คน รวมทั้งยังมีพ่อแม่ของหลินเฟิงและหลินฮุย อีก
รุ่นเยาว์สามคนคือ หลินอี้หาน หลินหลานและหลินฮุย ส่วนชายชราคือ หลินหยางกับหลินมัวไห่ การเดินทางไปนิกายเมฆาครั้งนี้หลินหยางกับหลินมัวไห่จะรับผิดชอบด้วยตัวพวกเขาเอง ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของรุ่นเยาว์ของพวกเขา
“เฟิงเอ่อร์ เจ้าห้ามฝืนตัวเองเด็ดขาด และจำไว้ว่าหากเจ้าเดือดร้อนอันให้ เจ้ายังมีพ่อและแม่ของเจ้ารอเจ้าอยู่ที่นี้ เจ้าสามารถกลับมาได้เสมอหากเจ้าต้องการ” เซี่ยหลัวกล่าวขณะเข้าไปกอดหลินเฟิงด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะกลับมาหาท่านแน่นอน” หลินเฟิงกล่าวลาบิดากับมารดาของเขา ส่วนหลินฮุยก็กล่าวลาหลินเยาเช่นเดียวกัน
กลุ่ม 6 คน รุ่นเยาว์ 4 ชายชรา 2 คนได้ออกเดินทางไปนิกายเมฆาทันที และการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาราวๆ ครึ่งวัน จะถึงนิกายเมฆา ในระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นหลินมัวไห่ หรือหลินหยางต่างก็กล่าวเรื่องราวของนิกายเมฆา รวมกฎที่ต้องปฏิบัติเมื่อไปถึงนอกายเมฆา
ที่ตั้งของนิกายเมฆาอยู่บนภูเขาสูงหลายพันเมตร และรอบๆนั้นมีค่ายกลป้องกันอยู่ ทำให้ยากมากที่จะฝ่าเข้าไปได้ แม้จะมีพลังฝีมือที่สูงส่งก็ตาม และต้องเข้านิกายด้วยทางเข้าเพียงทางเดียวที่มีอยู่จึงจะไม่ถูกค่ายกลที่ป้องกันนิกายอยู่เล่นงาน
เมื่อมาถึงนิกาย หลินเฟิงและคนอื่นๆที่เดินทางมาด้วยกันก็เห็นกลุ่มคนมากมายมารออยู่ที่ตีนเขาแห่งนี้ ตีนเขาแห่งนี้มีความสูงหลายพันเมตร บริเวณเขามีเส้นทางขึ้นที่ชัดเจนเพียงเส้นทางเดียว และหน้าทางขึ้นนั้นมีป้ายขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า “นิกายเมฆา” แน่นอนว่านี้คือที่ตั้งของนิกายเมฆาที่เป็นที่หมายที่หลินเฟิงและคนอื่นๆต้องการมา
“พวกเจ้ามาช้าเสียจริง”หลังจากมาถึงได้ไม่นาน ก็มีเสียงชายชราคนหนึ่งดังขึ้นมา
และเมื่อหลินเฟิงหันไปก็รู้ทันทีว่าใคร ชายชราคนนั้นคือเซี่ยคง ตาของหลินเฟิงนั่นเอง ตาของเขามาพร้อมกับชายชราอีกคนหนึ่ง น่าจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเซี่ย และตระกูลเซี่ยปีนี้พารุ่นเยาเข้าร่วมการทดสอบ 3 คนด้วยกัน
“พวกเจ้าก็มาถึงแล้วสินะ” หลินหยางกล่าวตอบเซี่ยคง