หลังจากพวกฉางเฟิงถอยออกไปอย่างปลอดภัยได้แล้วทุกคนก็ถอนหายใจผู้นำตระกูลซวนหยวนมองที่หอกของตนที่สั่นไหวเล็กน้อยพร้อมกับแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของซุนเต๋านั้นน่าหวาดกลัวมาก ความเข้าใจในเต๋ากระบี่ล้ำลึกมากกว่าผู้ใช้กระบี่ที่เขาเคยเจอมา
“สมกับเป็นโลกกระบี่ทุกคนต่างฝึกฝนกระบี่ได้น่ากลัวมาก” ผู้นำตระกูลซวนหยวนกล่าว
“ไม่ผิดข้าเองก็ใช้กระบี่เหมือนกันแต่ก็เทียบกับอีกฝ่ายไม่ได้เลย” ฉางเฟิงกล่าว
“ขนาดเจ้ายังพูดแบบนี้แปลว่าศัตรูที่พวกเรากำลังเจอไม่อาจจะเอาชนะได้งั้นเหรอ”หู่หวางกล่าวด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“เปล่าไม่ใช่หรอก ข้าพูดถึงเรื่องกระบี่เราสู้พวกนั้นไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาชนะพวกเขาไม่ได้จริงๆ ข้าได้ลองต่อสู้กับอัจฉริยะฝั่งนั้นดูแล้วทักษะกระบี่ของข้าด้อยกว่าเล็กน้อยก็จริง แต่ข้าไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้กระบี่แต่ข้ายังใช้ดาบ หอก มีด และหมัดหรือฝ่ามือได้เช่นกัน ดังนั้นข้าแค่ต้องการเวลาสะสมประสบการณ์และฝึกฝนเต๋าเหล่านี้ให้ถึงขั้นเซียนข้าก็จะเหนือกว่าพวกเขา”ฉางเฟิงกล่าว
“แล้วการต่อสู้ของเจ้ากับอีกฝ่ายใครชนะ”เจี้ยนอี้อยากรู้
“แน่นอนว่าต้องข้าถ้าไม่ใช่ว่าจักรพรรดิเซียนของอีกฝ่ายมาถึงเร็วมากข้าคงสังหารอีกฝ่ายไปแล้วแต่ข้าก็ตัดแขนของอัจฉริยะคนนั้นไปได้ เรียกได้ว่าพลังคงลงลงมากแน่ๆ” ฉางเฟิงกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็เบาใจเพราะแม้แต่เจ้ายังเอาชนะไม่ได้งั้นพวกข้าก็หมดหวังแล้ว” เจี้ยนอี้กล่าว
“แล้วเจ้าไปทำอะไรทำไมอีกฝ่ายถึงไล่ล่าเจ้ามากขนาดนี้”โหลวหลานกล่าว
“ข้าระเบิดฐานของพวกมันสังหารระดับจักรพรรดิและขั้นเซียนไปหลายคน”ฉางเฟิงยิ้ม
“นี่เจ้านี่มันบ้าบิ่นจริงๆเจ้าไม่กลัวจะถูกฆ่างั้นเหรอ” เจี้ยนอี้ถึงกับส่ายหน้า
“เพราะมันไม่มีทางเลือกจากที่ข้าเห็น พวกมันมีระดับจักรพรรดิเข้าร่วมในกลุ่มสองพันกว่าคนและขั้นเซียนเกือบพันคนใหนจะจักรพรรดิเซียนอีก30 กว่าคน จำนวนขนาดนี้มากกว่าพวกเราสองถึงสามเท่า” ฉางเฟิงกล่าว
“มากขนาดนั้นเลย”ผู้นำตระกูลซวนหยวนตกใจ
กลุ่มของฉางเฟิงมีแค่จักรพรรดิเซียน10 คน ขั้นเซียนอีก 300 และขั้นจักรพรรดิอีก 600 คนเท่านั้นเรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติดเลย
“เป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว”ผู้นำตระกูลเจี้ยนกล่าว
“ตอนนี้ศัตรูคงกำลังกระจายกันออกตามหาพวกเราเพราะงั้นช่วงนี้พวกเราซ่อนตัวรักษาตัวก่อนดีกว่า เพราะด้วยจำนวนคนของทางเราไม่ควรไปปะทะกันตรงๆกับอีกฝ่ายจะดีที่สุด”ผู้นำตระกูลซวนหยวนกล่าว
“ดีพวกเราค่อยวางแผนกันใหม่” พวกฉางเฟิงถอยกลับไปยังถ้ำของตัวเองและซ่อนตัววางแผนใหม่
ทางด้านซุนเต๋าหลังจากที่ออกตามหาพวกฉางเฟิงไม่พบก็กลับมาที่ฐานและเห็นชายชราชุดเขียวและหญิงชราชุดขาวกำลังรวบรวมคนของตนเองอยู่
“พวกเจ้ากำลังทำอะไร”ซุนเต๋าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผู้อาวุโสคนพวกนี้คิดจะแยกตัวออกไปโดยไม่ฟังคำสั่งของท่านเลย” ศิษย์ของนิกายเทพกระบี่รีบวิ่งไปรายงานซุนเต๋าทันที
“นี่มันหมายความว่ายังไงโม่จ้าน ปู้หนิง พวกเจ้าคิดจะขัดคำสั่งของนิกายเทพกระบี่งั้นเหรอ” ซุนเต๋าคำราม
ชายชราชุดเขียวมีนามว่าโม่จ้านหันมามองซุนเต๋าและยกยิ้ม
“ซุนเต๋าไม่ใช่ว่าพวกเราไม่ฟังคำสั่งแต่เป็นเพราะเจ้าเป็นผู้นำที่ไม่น่าเชื่อถือสำหรับพวกเรา เจ้าดูสิด้วยการเป็นผู้นำของเจ้า ฐานเราถูกทำลาย ศิษย์จำนวนมากตกตายแถมเจ้ายังปล่อยให้ศัตรูที่เป็นขั้นเซียนหนีไปได้แล้วเจ้าจะให้พวกเราเชื่อใจเจ้าได้อย่างไร”โม่จ้านกล่าว
“แล้วอีกอย่างพวกเราไม่ใช่ทาสของนิกายเทพกระบี่ผู้นำของพวกเราเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้นำของพวกเจ้า ที่พวกเรายอมทำตามพวกเจ้าก็ถือว่าไว้หน้าพวกเจ้ามามากแล้วแต่เมื่อพวกเจ้าไม่มีความสามารถพวกเราก็ขอแยกทางกันดีกว่า” หญิงชราชุดขาวนามปู้หนิงกล่าว
“นี่พวกเจ้าคิดว่าทั้งหมดเป็นความผิดของข้าคนเดียวงั้นเหรอ”ซุนเต๋าคำราม
“ปล่อยพวกเขาไปเถอะศิษย์พี่ในเมื่อไม่เชื่อใจกันอยู่ด้วยกันไปก็มีแต่จะทำให้เสียเรื่องเปล่าๆ” เคอหยินกล่าว
“สมแล้วที่ขึ้นชื่อว่ามีสติปัญญาหลักแหลมต่างกับคนบางคนเข้าใจอะไรง่ายดี เอาละพวกเราไปกันเถอะ” โม่จ้านหัวเราะแล้วเดินออกไป
ซุนเต๋าได้แต่กำหมัดและกัดฟันแน่นเข้าไม่คิดว่าด้วยการนำของตนเองยังไม่ทันเริ่มโจมตีก็ถูกศัตรูทำให้เสียหน้าเสียแล้ว
“บ้าเอ้ยตอนนี้กำลังคนของเราหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว” ซุนเต๋าคำราม
“ทั้งสองคนนั้นวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ว่ายังไงพวกเราก็รั้งพวกนั้นเอาไว้ไม่ได้อยู่ดีกลับกันการจากไปของพวกเขาทำให้ข้ารู้สึกสบายใจมากกว่า” เคอหยินกล่าว
“มันก็จริงของเจ้าข้าเองก็ต้องระวังพวกนั้นกลัวว่าจะถูกแทงข้างหลังตลอดเวลาเช่นกัน” ซุนเต๋าเริ่มสงบสติอารมร์ได้ทันที
“พวกเราควรจะไม่ประมาทศัตรูอีกต่อไปเพราะแม้อีกฝ่ายจะมีจำนวนน้อยกว่าพวกเราแถมยังอ่อนแอกว่าพวกเราแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสู้พวกเราไม่ได้”เคอหยินกล่าว
เรียกได้ว่าในกลุ่มคนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมมากที่สุดคือเคอหยินนางนั้นมองออกว่าปรมาจารย์ค่ายกลนั้นประมาทมากเกินไป พวกเขากางกางค่ายกลเสร็จก็ไม่ได้เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดและกลับมาพักผ่อนซึ่งปกติจำนวนต้องสร้างหอคอยสูงเอาไว้ตรวจสอบถึงสิ่งผิดปกติรอบๆค่ายกลถึงจะถูก
เคอหยินไม่รอช้านางรีบสั่งการปรมาจารย์ค่ายกลให้ทำหน้าที่ของตนเองอีกครั้งและครั้งนี้พวกนางจะไม่ประมาทอีกหลังจากได้รับความเสียหายพวกซุนเต๋าก็วางแผนกันอย่างเข้มงวด
ทางด้านโม่จ้านและปู้หลิงพากันแยกตัวออกมาและตรงไปยังแนวป้องกันโดยตรงทั้งสองคิดว่าด้วยพลังของพวกเขามีจักรพรรดิเซียนมาด้วยถึง 10 คนและขั้นเซียนอีก500 คน พวกเขาสามารถทำลายแนวป้องกันและทะลวงออกไปด้านนอกอได้
“รอให้พวกเราสร้างผลงานให้ได้ก่อนเถอะเมื่อกลับเข้าไปซุนเต๋าจะกลายเป็นตัวตลกทันทีและนิกายเทพกระบี่ก็จะเสียหน้าครั้งใหญ่”โม่จ้านหัวเราะ
“แน่นอนอยู่แล้วหลายปีมานี้นิกายเทพกระบี่ใช้ชื่อบรรพชนตัวเองกดดันพวกเรามาตลอด ด้วยการมีระดับพระเจ้าหนุนหลังทำให้ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาเหอะ รอวันที่บรรพชนของพวกเราทะลวงระดับเสียก่อนวันนั้นนิกายเทพกระบี่จะทำอะไรเราได้”ปู้หลิงกล่าว
ขณะที่กลุ่มของทั้งสองกำลังเคลื่อนไหวฉางเฟิงก็ได้รับรายงานจากหน่วยสืบข้อมูลทันที
“ไม่คิดว่าพวกมันจะโง่ขนาดนี้ตอนแรกข้ายังหนักใจว่าจะทำยังไงถึงจะแยกพวกมันออกจากกันแต่ไม่คิดว่าพวกมันจะแยกตัวออกมาเอง”ฉางเฟิงอ่านข้อความและหัวเราะอย่างชอบใจ