7
หลังจากที่ทุกคนเข้ามาภายในบ้าน หวังอวี้ก็รีบหาน้ำมาให้ผู้ใหญ่บ้านและหยวนิ แต่หาได้สนใจเสวี่ยหงแต่อย่างใด
หยวนิเห็นเช่นนั้นก็ทำเพียงมอบแก้วน้ำให้เสวี่ยหง
เสวี่ยหงมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ ตอนนี้เธอกระหายน้ำมากจริงๆ
ผู้ใหญ่บ้านที่เห็นการแสดงออกของสองหนุ่มสาวแล้วก็ได้แต่หัวเราะชอบใจ ผิดกับพ่อหลี่และหวังอวี้ที่มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เอาล่ะ ไหนเล่ามาสิว่าเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ความจริงเป็ยังไงไม่ใช่เื่สำคัญหรอกครับ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือผม้ารับผิดชอบเสวี่ยหง ถึงผมจะมีเงินทองไม่มาก แต่คิดว่าจะให้ค่าสินสอด 10 หยวนครับ”
10 หยวนในสมัยนี้นับว่ามากโขทีเดียว หลายๆ ครอบครัวใช้เงินจำนวนนี้ได้ทั้งปีเลยล่ะ
“ได้อย่างไรกัน ลูกสาวคนนี้เราเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม งานในไร่นาไม่เคยต้องทำทั้งๆ ที่ทุกคนต่างต้องให้ความร่วมมือ แต่เราทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะปล่อยให้เด็กสาวที่แสนบอบบางคนนี้ต้องออกไปตรากตรำทำงานหนัก ค่าสินสอดแค่ 10 หยวนดูจะน้อยไปหน่อยนะ อย่างน้อยๆ ก็ควรจะให้สัก 30 หยวนสิ” หวังอวี้รีบแย้ง
“หวังอวี้ ให้มันน้อยๆ หน่อย” ผู้ใหญ่บ้านได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวตักเตือน
“นี่น้อยแล้วค่ะผู้ใหญ่บ้าน ถ้าไม่ยอมให้ตามที่เรียกร้อง ถ้างั้นก็แยกบ้านออกไปเลย อย่างไรเสียลูกสาวก็ต้องแต่งออกไปอยู่บ้านสามีอยู่แล้ว ทำไมเราถึงจะต้องเลี้ยงดูทั้งลูกสาวทั้งลูกเขยด้วยล่ะ”
เป็อันเข้าใจกันว่า ลูกเขยที่เป็ยุวชนบัญฑิตจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง เพราะว่าพวกเขาต่างไม่มีพื้นที่จัดสรรเป็ของตัวเอง เพียงอยู่กันอย่างแออัดในบ้านที่ทางการจัดให้
“ใช่ครับ บ้านเรายังมีเด็กอีก 3 คนที่ต้องดูแล แรงงานที่ได้แต้มเต็ม 10 ก็มีแค่ผมคนเดียว หากแต่งเข้ามาก็ต้องช่วยเราแบ่งเบาสิ ไม่ใช่เพิ่มปัญหาให้” หลี่ตงเหอเห็นดีเห็นงามกับภรรยา
“ผมมีไม่ถึง 30 หยวนหรอกครับ” หยวนิตอบด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ
“ไม่มี? แต่คิดจะขอลูกสาวเรางั้นเหรอ เหอะ! มักง่ายเกินไปหรือเปล่า!” หวังอวี้โต้กลับ
“ถ้างั้นก็แยกบ้านเลยก็ได้ค่ะ” เสวี่ยหงเอ่ยแทรกขึ้น เรียกให้ทุกสายตามองมาทางเธอ
ผู้ใหญ่บ้านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน “คิดให้ดีๆ ก่อนนะหนูเสวี่ยหง เื่แบบนี้จะหุนหันตัดสินใจไม่ได้นะ”
“หนูคิดดีแล้วค่ะ” เสวี่ยหงตอบอย่างหนักแน่น พร้อมกับจ้องสบตากับผู้ใหญ่บ้าน
สายตาเด็ดเดี่ยวของเธอ ประกอบกับใบหน้าที่เริ่มบวมเป่งจากแรงตบของแม่เลี้ยงทำให้ผู้ใหญ่บ้านเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลางๆ
“ผมสนับสนุนเสวี่ยหงครับ” หยวนิช่วยยืนกรานอีกคน
“อะแฮ่ม ถ้าเสวี่ยหงตัดสินใจแล้วและหยวนิเห็นด้วย ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเป็การแต่งออกตามประเพณี ลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็เหมือนกับน้ำที่ถูกสาดออกไป หลังจากเสร็จสิ้นพิธีก็ให้ต่างคนต่างอยู่ บ้านหลี่จะเรียกร้องอะไรอีกไม่ได้นะ เพราะเป็ฝ่ายเสนอเื่นี้ขึ้นมาเอง แล้วอย่าได้ลืมแบ่งอาหารส่วนแบ่งของเสวี่ยหงให้ด้วยล่ะ ถ้าไม่คิดจะให้สินเดิมก็แล้วไปเถอะ แต่ส่วนแบ่งจากทางการอย่างไรก็ต้องเอาให้เสวี่ยหง”
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยคำตัดสินอย่างเป็กลางที่สุดหลังจากมองสีหน้าของแต่ละคน
“ได้อย่างไรกันคะ! อยากแยกออกไปเองก็ไม่ต้องเอาอะไรไปทั้งนั้น! เรายังมีเด็กๆ ให้ต้องเลี้ยงดูอีกนะคะ” หวังอวี้แย้งทันควัน
“หลี่ตงเหอ หากมีเวลาก็ช่วยตักเตือนภรรยาของคุณบ้างนะ ส่วนแบ่งจากทางการถูกแบ่งมาตามจำนวนคนในครอบครัว ในเมื่อนั่นคือส่วนของเสวี่ยหง เธอก็ควรจะได้รับมัน” ผู้ใหญ่บ้านไม่ตอบหวังอวี้ กลับหันไปพูดกับหลี่ตงเหอ
หลี่ตงเหอพลันหน้าแดงด้วยความอับอาย และเมื่อเห็นว่าภรรยาตนทำท่าจะแย้งอีก เขาจึงจับไหล่นางเอาไว้แล้วกระแอมไอพลางส่งสายตาว่าให้นางเงียบเสีย
หวังอวี้ที่อยากจะโต้แย้งจึงต้องงับปากและนั่งเงียบๆ ตามเดิม
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะผู้ใหญ่บ้าน หากพวกเขาไม่อยากมอบอาหารส่วนนั้นให้หนู หนูก็ไม่ขอรับมา หนูเชื่อว่าหนูกับหยวนิจะหาทางออกได้เองค่ะ”
คำพูดของเสวี่ยหงทำให้หวังอวี้ดวงตาเป็ประกาย แต่แล้วก็ต้องกลับมาหน้าบึ้งตึงเมื่อเสวี่ยหงพูดต่อ “หนูขอแค่พื้นที่บริเวณรอบๆ ห้องเก็บฟืนเก่าที่ตอนนี้เป็ห้องของหนูเพื่อใช้อยู่อาศัยก็พอค่ะ”
“ไม่ได้! แต่งงานแล้วก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นสิ!” หวังอวี้ตวาด
“ใจเย็นๆ ก่อนคุณ” หลี่ตงเหอรีบปรามภรรยา
ผู้ใหญ่บ้านรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับกิริยาท่าทางของหวังอวี้ แต่แรกก็คิดจะเอาเปรียบคนหนุ่มสาวทั้งสองด้วยการรีดไถเงิน มาตอนนี้ก็ยังจะบีบให้ทั้งสองออกไปตกระกำลำบากท่ามกลางอากาศอันเลวร้ายของฤดูหนาวอีก
“เราไม่ขออยู่ที่นี่นานหรอกครับ หลังหิมะหยุดตกเราก็จะหาที่อยู่ใหม่ เื่นี้ผมคงต้องรบกวนผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยส่งเื่ขอพื้นที่สร้างบ้านให้ผมหน่อยนะครับ เราไม่้าพื้นที่มากมายอะไรหรอกครับ” หยวนิกล่าว ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมว่าที่เ้าสาวของเขาถึงได้อยากออกไปให้พ้นจากครอบครัวนี้นัก
ผู้ใหญ่บ้านหันมองหนุ่มสาว “เอาแบบนั้นหรือ”
“ครับ / ค่ะ” ทั้งสองตอบพร้อมกัน
ผู้ใหญ่บ้านจึงได้แต่ถอนหายใจ “เอาล่ะ ฉันจะทำเื่ให้ ส่วนเื่แต่งงาน ฉันจะเป็ผู้ใหญ่ฝ่ายเ้าบ่าวให้เอง เงินสินสอด 10 หยวนนั้นเอาออกมาใช้ในพิธีก็พอ หลังจากนั้นก็เก็บไว้เป็เงินทุนของพวกเธอสองคนซะ ทางฝ่ายเ้าสาวไม่ต้องมีสินเดิมและไม่ต้องแบ่งส่วนแบ่งอาหารมาให้ แต่ต้องแบ่งพื้นที่ให้เ้าบ่าวเ้าสาวอยู่ไปก่อนจนกว่าจะหมดหน้าหนาว พ่อแม่เสวี่ยหงเห็นว่าอย่างไร”
หลี่ตงเหอรั้งตัวหวังอวี้เอาไว้ไม่ให้มีปากเสียง แม้เขาจะไม่พอใจในคำตัดสินนี้ แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว ครอบครัวเขาก็ไม่ถือว่าเสียเปรียบอะไร
แม้ไม่ได้รับเงิน 10 หยวนมา แต่อย่างน้อยที่บ้านก็ไม่ต้องเสียอะไรไป เพียงยอมให้ว่าที่บ่าวสาวอยู่ในเขตบ้านของตนจนกว่าจะหมดฤดูหนาว หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ไม่จำเป็ต้องมาข้องเกี่ยวกันอีก
“ตกลงครับ” หลี่ตงเหอตอบออกมาในที่สุด
“ดี เอาเป็ตามนี้ล่ะ หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จเราจะจัดงานแต่งให้กับเด็กทั้งสองคนทันที”
หลังจากตกลงกันได้ ผู้ใหญ่บ้านก็จากไป
“มานี่เลยนังตัวดี สร้างเื่ให้เราไม่หยุดหย่อนจริงๆ” หวังอวี้ปรี่เข้าไปกระชากแขนเสวี่ยหง หมายทุบตีให้หายโมโห
“คุณน้าครับ ถือว่าผมขอล่ะ อย่าทำอะไรเสวี่ยหงเลยนะครับ” หยวนิรีบดึงร่างเล็กให้พ้นจากเงื้อมมือของอีกฝ่าย
“ฉันจะสั่งสอนลูกตัวเองไม่ได้หรือไง” แต่ก่อนที่ทั้งสี่คนจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กๆ 3 คนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วเสียก่อน
“แม่ ผมหิวแล้ว เย็นนี้มีอะไรให้กินบ้างครับ” หลี่ซูจวิ้นเดินเข้ามา ตามมาด้วยน้องสาวและน้องชายของเขา
“โอ๊ะ ลูกๆ กลับมาแล้วหรือ แม่ยังไม่ได้เริ่มทำอาหารเลย แต่วันนี้เรามีเนื้อกวางล่ะ” หวังอวี้เลิกสนใจลูกสาวนอกไส้แล้วหันไปพะเน้าพะนอลูกชายของเธอ
“จริงเหรอครับ! เย้ๆๆๆ เนื้อกวางๆ วันนี้เราจะได้กินเนื้อ!” หลี่ซูอวิ๋นะโโลดเต้นไปมา
“แม่ไปเอาเนื้อกวางมาจากไหนน่ะ” แต่หลี่อ้ายหลินกลับนึกสงสัยขึ้นมา
“มีคนเอามาให้น่ะ ไปๆ เราไปชำแหละกวางกันเถอะ” หวังอวี้ต้อนเด็กๆ ทั้ง 3 คนไปทางครัว ทิ้งให้หลี่ตงเหออยู่กับหยวนิและเสวี่ยหง
“วันนี้ฉันกับแม่แกทำรั้วระแนงเสร็จแล้ว ทางเข้าเราก็ทำให้ใหม่ อยู่ทางด้านหลังห้องเก็บฟืน ต่อไปแกจะได้ไม่ต้องเดินผ่านบ้านเรา” หลี่ตงเหอชี้ไปทางรั้วใหม่เอี่ยมและอธิบาย
“ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูกับหยวนิขอตัวก่อนนะคะ” เสวี่ยหงค้อมศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะพาหยวนิเดินออกจากรั้วบ้านหลี่เพื่ออ้อมไปเข้าอีกทาง
เมื่อทั้งสองเดินผ่านประตูรั้วหยาบๆ ทางด้านหลังห้องเก็บฟืนมา หยวนิก็กวาดตามองไปรอบๆ
แม้อาณาเขตรอบๆ ห้องเก็บฟืนจะไม่กว้างนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับสร้างเพิงชั่วคราวไว้เป็ครัวเล็กๆ ได้ หากไม่อยากทำอาหารภายในห้องเล็กแคบ
“ขอบคุณนะคะที่คุณทำตามที่ฉันขอ” เสวี่ยหงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“ไม่เป็ไร ถือว่าเราช่วยกันและกันเถอะ ผมเองก็ไม่อยากจะอยู่ในบ้านพังๆ ที่มีคนนับสิบอัดรวมกันนักหรอกครับ” เขาเล่นมุก
เสวี่ยหงอยากจะหัวเราะ แต่การเกร็งหน้าท้องทำให้เธอรู้สึกทรมาน เธอจึงทำได้เพียงส่งยิ้มให้เขา
“ห้องนี้ก็ทั้งเล็กทั้งเก่าเหมือนกันนะคะ แถมยังไม่มีเตียงเตาด้วย คุณอาจทนหนาวไม่ไหวนะ”
“จะหนาวได้ยังไง ผมมีคุณให้กอดนะ”
เมื่อเขาพูดจบก็เหมือนเพิ่งรู้ตัว ทั้งสองต่างหน้าแดงก่ำ
‘นี่เขาเรียกหยอดใช่ไหมน่ะ อ้ายยยยยย’ เสวี่ยหงกรีดร้องในใจ
“อะ…เอ่อ เย็นนี้คุณมีอะไรกินหรือเปล่า นี่ก็มืดแล้ว แต่ผมพอจะออกไปล่าสัตว์ตัวเล็กๆ มาได้นะ” เขาเสนอตัว ด้วยทราบดีว่าตอนนี้เสวี่ยหงไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ
“ไม่เป็ไรค่ะ เมื่อบ่ายฉันเก็บผักป่ามาได้เยอะพอสมควร จะขาดก็แต่น้ำนี่แหละค่ะ ฉันไม่รู้จะขนมายังไง แถมขนมาก็ไม่มีที่เก็บอีก” เธอทำหน้าจนใจ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะลองไปถามผู้ใหญ่บ้านดูว่าพอจะหยิบยืมไหหรือโอ่งจากใครได้บ้าง แล้วก็แบ่งอาหารส่วนของผมมาไว้ที่นี่สักหน่อยแล้วกันครับ” หยวนิบอกด้วยท่าทางไม่นึกร้อนใจเลยสักนิด
เสวี่ยหงเบิกตาโต ‘นี่ถ้าพ่อหนุ่มน้อยเป็เศรษฐีในยุคปัจจุบันล่ะก็นะ คงจะเป็สายเปย์ ชัวร์!’
“คุณไม่จำเป็ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะคะ ถ้าคุณแบ่งมา แล้วคุณจะกินอิ่มได้ยังไงกัน” เธอจำเป็ต้องบอกปัด ด้วยไม่อยากสร้างความลำบากให้กับอีกฝ่ายจนเกินไป
“ไม่เป็ไรหรอก ผมกินน้อยลงหน่อยก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คุณอย่ากังวลไปเลย” หยวนิปลอบ
เสวี่ยหงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นคุณเอาอาหารส่วนของคุณมาไว้ที่นี่ทั้งหมดเลยก็แล้วกันค่ะ” เธอเห็นหยวนิตาโตจึงรีบอธิบาย “คือ ฉันจะทำอาหารให้คุณเองค่ะ ไม่ได้คิดจะเก็บมันไว้เองหรอกนะคะ ตอนเช้าคุณมาที่นี่ก่อนไปทำนา ตอนกลางวันฉันก็จะเอาอาหารไปส่งให้ ตอนเย็นคุณก็กลับมากินข้าวที่นี่ก่อนแล้วค่อยไปพักผ่อนที่บ้านพัก คุณคิดว่าไงคะ”
หยวนิแย้มยิ้ม “ได้สิ แต่จะไม่ลำบากคุณเหรอ”
เสวี่ยหงโบกมือระรัว “ไม่เลยค่ะ ยังไงฉันเองก็ต้องกิน ทั้งยังต้องพึ่งพาอาหารส่วนแบ่งของคุณ ฉันแค่ต้องเข้าป่าหาวัตถุดิบเพิ่มแล้วทำอาหารเตรียมไว้ให้คุณเท่านั้นเองค่ะ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะรีบไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก่อน จะได้รีบตักน้ำและเอาอาหารมาให้คุณ” หยวนิไม่รอฟังคำตอบ เขาผลุนผลันจากไปอย่างรวดเร็วปานสายลม
เสวี่ยหงมองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มด้วยยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย
‘นี่มันเหตุบังเอิญหรือว่าเธอตั้งใจให้มันเกิดขึ้นกันน่ะ หลิงปา’
‘ระบบไม่มีสิทธิบงการวิถีชีวิตของโฮสต์ค่ะ’
‘บงการไม่ได้ แต่ชักนำได้ล่ะสิท่า’
‘ยินดีด้วยค่ะ โฮสต์เริ่มฉลาดขึ้นแล้ว’
‘หลิงปา!!’
‘คะ?’
‘ฮึ่ย!’
เสวี่ยหงขบกรามแน่น ในใจอยากจะก่นด่าหลิงปาให้กระเจิง แต่ก็นึกอะไรไม่ออก จึงได้แต่กระฟัดกระเฟียดอยู่คนเดียว
หลังจากสงบจิตใจลงได้ เธอก็นำฟืน ผักขม กระเทียมป่า และขิงสดออกมาเตรียมไว้ ไม่นานเกินรอ หยวนิก็กลับมาพร้อมโอ่งขนาดกลาง เขาอธิบายว่าผู้ใหญ่บ้านบังเอิญเหลือโอ่งอยู่ใบหนึ่งพอดี จึงให้ทั้งสองยืมมาใช้ก่อน จากนั้นเขาก็วิ่งหายไปอีกครั้ง
เสวี่ยหงจึงเริ่มก่อไฟและใช้หินก้อนใหญ่ที่แอบเก็บมาจากริมลำธารมาก่อเป็เตาชั่วคราว
การก่อไฟในสมัยนี้ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร ดีที่เธอมีไฟแช็กกับเทียนเก็บไว้ในมิติ จึงก่อไฟได้อย่างรวดเร็ว
หยวนิกลับมารอบหนึ่งพร้อมกับน้ำสองถัง เขากลับไปเอาถังและคานไม้จากบ้านพักเพื่อตักน้ำมาให้เสวี่ยหง น้ำเพียงสองถังนั้นเต็มโอ่งขนาดกลางพอดี เขาจึงรีบกลับไปเอาอาหารมา
เมื่อไฟพร้อม และล้างผักเตรียมเอาไว้แล้ว เธอก็หยิบหม้อเก่าๆ ขึ้นไปวางบนเตา พอเห็นว่าหม้อเริ่มร้อน เธอก็แอบหยิบขวดน้ำมันพืชออกมาเทลงไปเล็กน้อย พอให้เคลือบตัวหม้อ
จากนั้นเธอก็หยิบกระเทียมป่ามา ใช้มือหักครึ่ง เพราะ ‘ตอนนี้’ เธอไม่มีมีด เมื่อใส่ลงไปในหม้อแล้ว เธอก็ใช้ช้อนผัดต้นกระเทียมไปมา โรยเกลือลงไปเล็กน้อย และผัดจนได้ที่ จากนั้นจึงเทใส่จาน ก่อนจะรีบเติมน้ำลงไปครึ่งหม้อ รอจนน้ำเดือดหยวนิก็กลับมาพร้อมกับอาหารส่วนของเขาพอดี
“ผมมีไม่มากเท่าไหร่ ข้าวจ้าว ข้าวฟ่าง ธัญญาพืชกับแป้งหยาบมีอย่างละ 20 ชั่ง แป้งข้าวโพดกับแป้งสาลีมีอยู่อย่างละ 10 ชั่ง แต่มันเทศผมมีอยู่ 40 ชั่ง”
“เท่านั้นก็เยอะแล้วล่ะค่ะ คุณรอสักครู่นะคะ ต้มข้าวฟ่างใช้เวลาไม่นานหรอก” เสวี่ยหงรับข้าวของมา และรีบทำอาหารจานหลัก เพราะตอนนี้เธอเองก็หิวจนท้องกิ่วแล้วเหมือนกัน
“ผมออกไปล่าไก่ฟ้าหรือกระต่ายมาดีมั้ยครับ” หยวนิถามขณะเฝ้ามองหญิงสาวง่วนอยู่หน้าเตา
“ตอนนี้น่ะเหรอคะ” เสวี่ยหงหันมาถาม
“ครับ”
“ตอนนี้มืดมากแล้วนะคะ อย่าเลยค่ะ เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะขึ้นเขาไปดูให้เอง”
“คุณาเ็อยู่นะครับ พรุ่งนี้พักผ่อนเถอะ อีกอย่าง คุณล่าสัตว์เป็เหรอครับ”
“ไม่เป็ค่ะ”
หยวนิเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน เสวี่ยหงหันมาเห็นพอดี จึงหัวเราะเบาๆ
“ไว้คุณสอนฉันหน่อยสิคะ”
“ได้ครับ แต่พรุ่งนี้คุณต้องพักผ่อนอยู่บ้านก่อนนะ” เขาบอกด้วยความเป็ห่วง
“ขอบคุณค่ะ ฉันจะเชื่อฟังคุณนะ” เมื่อพูดประโยคนี้ออกไปเธอก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะข้าวฟ่างกำลังได้ที่พอดี
แต่หยวนิที่ได้ยินประโยคนั้นก็รู้สึกพอใจ ความรู้สึกของคนเป็หัวหน้าครอบครัวคงจะเป็ประมาณนี้ล่ะมั้ง?
สองหนุ่มสาวกินมื้อค่ำแสนเรียบง่ายอย่างรวดเร็วเพราะดึกมากแล้ว หยวนิชมเปาะว่าอาหารที่เสวี่ยหงทำอร่อยมาก ทั้งๆ ที่มีแค่ผัดผักกับข้าวต้ม
แน่สิ จะไม่อร่อยได้อย่างไร ก็เธอใช้น้ำมัน
ไม่นานทั้งสองก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน