ตึงตึงตึง
เสียงดาบของทั้งสองฝ่ายปะทะกันดังถี่มากขึ้นเรื่อยๆ
หลินหยางดูเสียเปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัดแต่กระนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไปเลยแม้แต่น้อยจนดูเหมือนเขาบ้าไปแล้วก็ไม่ปานดูมีความสุขกับการต่อสู้ตรงหน้าจากก้นบึ้งของหัวใจ
“หมื่นดาบ... หวนคืน”
ต้วนเทียนหยาค่อยๆ เรียกชื่อที่เขาตั้งให้กับวิชาดาบกระบวนท่าที่สามของเขาออกมา
“เจ้านี่ถึงกับสามารถสำเร็จวิชาหมื่นดาบหวนคืนเลยหรือ...แต่แก่นแท้ของวิชาหมื่นดาบหวนคืน ผู้ใช่จำเป็นต้องสามารถยิงคลื่นพลังดาบออกไปได้ด้วยแล้วหลินหยางทำได้อย่างไร?”
และในตอนที่ต้วนเทียนหยากำลังสงสัยอยู่นั่นเองก็เกิดเรื่องอันน่าตกตะลึงขึ้น
ดาบทั้งแปดที่ล้อมเข้าโจมตีหลินหยางยิ่งนานยิ่งเร็วมากขึ้นเห็นได้ชัดว่าหลินหยางเริ่มรำดาบตามไม่ทันแล้ว และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ เขาก็ปล่อยมือออกจากดาบเสียอย่างนั้น
ทำบ้าอะไรน่ะ!!!!
ผู้ชมทั้งหมดถึงกับเบิกตาโตทันที
วินาทีต่อมา ดาบเฟิ่งหวู่อยู่ๆ ก็เกิดบินว่อนไปรอบตัวหลินหยางเหมือนกับมีชีวิตราวกับพญาวิหคหางยาว คอยปัดป้องพยุหศาสตราที่โหมกระหน่ำเข้าใส่ออกไปทั้งหมด
อะไรน่ะ!!!!
นั่นมัน... พลังจิตควบคุมสิ่งของ??
แถมยังใช้ออกด้วยกระบวนท่าได้ด้วย??
คราวนี้ หลินเฮ่ายวนรู้สึกอึ้งทึ่งอย่างแท้จริง
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าลูกชายของตัวเองในช่วงครึ่งปีมานี้ถึงกับสามารถฝึกฝนพลังจิตขึ้นมาได้ด้วยแถมยังสามารถใช้ร่วมกับเคล็ดวิชากระบวนท่าต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบอีก
โดยทั่วไปแล้วส่วนใหญผู้ใช้พลังจิตจะใช้พลังจิตของตัวเองในการโจมตีทำร้ายศัตรูโดยตรงมีน้อยมากที่สามารถใช้พลังจิตควบคู่ไปกับการใช้กระบวนท่าต่างๆเพราะนอกจากมันจะต้องใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งในการควบคุมสิ่งของอย่างละเอียดแล้วการจะมาถึงระดับนี้ได้ ผู้ใช้ก็ต้องมีทั้งพรสวรรค์ระดับหมื่นปีจะมีสักคนและต้องมีความพยายามอย่างสูงในการฝึกฝนอย่างทรหดด้วย
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ หลินหยางล้มเหลวไปไม่รู้กี่ครั้งทบทวนความผิดพลาดอีกไม่รู้กี่ครั้ง กว่าที่เขาจะสามารถใช้งานเพลงดาบรูปแบบที่สามของต้วนเทียนหยาผ่านทางพลังจิตได้
นี่คือพลังรบระดับสูงสุดของเขาในตอนนี้แล้วหลังจากที่ฝึกหนักขัดเกลามาครึ่งปีในที่สุดก็สามารถสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วบริเวณได้
หมื่นดาบ... หวนคืน!!!!
มู่หยงไป๋ จงศิโรราบต่อหน้าข้าซะ!!!!
ระหว่างที่ดาบเฟิ่งหวู่กำลังร่ายรำอยู่นั้นก็เกิดประกายดาบลวงตาขึ้นมาหลายสายจนดูราวกับเป็นขนนกของพญาวิหคสีน้ำเงินม่วงจริงๆซึ่งมันวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวหลินหยางตลอดเวลา
และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ เงาดาบหลายสายเหล่านี้แต่ละสายล้วนขยับเคลื่อนที่ไม่เหมือนกันสักสาย แต่ละสายล้วนใช้ออกด้วยเพลงดาบกระบวนท่าที่แตกต่างกัน
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้ หลินหยางต้องต่อสู้กับต้วนเทียนหยาทุกวันแต่ละวันล้วนใช้อาวุธในการฝึกฝนที่ไม่ซ้ำกันสักวัน ทั้งดาบ หอก กระบอง เป็นต้นเป้าหมายก็เพื่อที่จะสลักกระบวนท่าอาวุธที่มีจำนวนมากมายมหาศาลปานหยดน้ำในมหาสมุทรให้ฝังลึกลงไปในหัวใจจากนั้นค่อยกลั่นกรองออกมาเป็นวิถียุทธ์ในแบบฉบับที่เหมาะสมกับตัวเขามากที่สุด
ซึ่งตอนนี้เขาทำสำเร็จแล้ว
หมื่นดาบหวนคืนจะสร้างเงาดาบจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นโดยที่แต่ละเงาดาบล้วนใช้ออกด้วยเคล็ดวิชากระบวนท่าที่ไม่เหมือนกันราวกับคลื่นยักษ์ของวิถีดาบอันกว้างใหญ่ไพศาล
ไม่ว่าจะด้านความซับซ้อนหรือความใหญ่โตแล้วเกรงว่าต่อให้ต้วนเทียนหยาเป็นคนใช้ออกกระบวนท่านี้เองแล้วก็ไม่แน่ว่ามันจะทรงพลานุภาพได้เท่ากับที่หลินหยางกำลังใช้อยู่ตอนนี้ได้
ต่อหน้าเพลงดาบหลากหลายกระบวนท่าจำนวนมหาศาลเหล่านี้แล้ว มู่หยงไป๋เหลือแต่เพียงความสิ้นหวัง
ต่อให้เขาเร่งพลังฟ้าดินให้พุ่งไปถึงขีดสุดเรียกดาบวิญญาณเพิ่มอีกสักสิบเล่มก็ยังไม่สามารถต้านทานกระบวนท่าหมื่นดาบหวนคืนของหลินหยางได้
นี่เป็นวิถีดาบระดับสูงสุดของทวีปชี่อู่แล้ว
ตูม
ดาบวิญญาณที่มู่หยงไป๋เรียกออกมาถูกคลื่นดาบอันกว้างใหญ่ของหลินหยางกลืนหายไปในพริบตา
วิชา “ใจว่างเปล่าดาบวิญญาณ” นั้นมีพลังต่อสู้แค่ระดับเข้าใกล้ขอบเขตพลังระดับโพ่ไห่เท่านั้น แต่ “หมื่นดาบหวนคืน”ของหลินหยางนั้นได้ก้าวข้ามระดับอวิ้นหลิงไปจนมีพลังระดับโพ่ไห่แล้วอย่างแท้จริง
มู่หยงไป๋แพ้แล้ว
พ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ พ่ายแพ้อย่างที่ไม่มีอะไรติดค้างอีก
พริบตาที่ดาบวิญญาณถูกกลืนกินลงไปนั้นมู่หยงไป๋ก็ได้ยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว
เขาปิดตาลงอย่างเจ็บปวด เตรียมใจรอรับรสชาติแห่งความพ่ายแพ้เขารู้สึกเจ็บใจในแบบที่ไม่สามารถใช้คำพูดอธิบายได้
นี่คงจะเป็นความแตกต่างระหว่างอัจฉริยะกับปีศาจสินะ...
แต่ในจังหวะที่คลื่นดาบของหลินหยางกำลังจะเข้าไปกลืนกินอีกฝ่ายนั้นเขาก็ได้สลายพลังเพลิงอัสนีม่วงไป คลื่นดาบอันกว้างใหญ่พลันค่อยๆ สลายหายไปตรงบริเวณที่ห่างจากร่างกายของมู่หยงไป๋ไปประมาณหนึ่งชุ่น(ประมาณสามเซนติเมตรกว่า) เหลืออยู่เพียงน้อยนิดที่ลอยไปแตะโดนเบาๆ ตรงหน้าของมู่หยงไป๋
แต่คลื่นพลังดาบที่ยังเหลืออยู่อย่างมหาศาลก็ได้พุ่งเข้าใส่ร่างกายของมู่หยงไป๋ไปเต็มๆจนเลือดสดๆ ทะลักออกจากปากเปรอะเปื้อนลงบนเสื้อผ้าของมู่หยงไป๋ที่แต่เดิมก็ขาดวิ่นอยู่แล้ว
มู่หยงไป๋ในเสื้อขาว หงายหลังล้มลงไปเหมือนกับดาบฉางฉิงของเขาที่บินขึ้นสูงแล้วจากนั้นก็ตกลงมาปักลงไปบนพื้น
ในที่สุดการประดาบสุดดุเดือดสะเทือนฟ้าก็ได้จบลง
ผู้ที่ยังยืนอยู่คือหลินหยาง ชนะได้แบบองอาจน่าเกรงขาม
“ยอดมาก!!!!”
พวกของหลินเฮ่ายวนที่อยู่ข้างๆ ก็ปรบมือเสียงดังขึ้นมาทันทีโดยองค์หญิงเซียวเซียงที่เดินทางรอนแรมมาจากแดนไกล ตอนที่กำลังมองหลินหยางอยู่นั้นแววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความชื่นชม
หลินหยางทำการผ่อนพลัง ปรับลมหายใจด้านต้วนเทียนหยานั้นได้เข้าไปแบกมู่หยงไป๋ที่สลบไปแล้วเดินจากไปส่วนเขานั้นได้หันไปมองที่หลินเฮ่ายวนผู้เป็นพ่อแล้วถามว่า
“ท่านควรจะอธิบายอะไรให้ข้าฟังสักหน่อยหรือเปล่า?”
“ฮ่ะฮ่ะ... หยางเอ๋อร์พ่อต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย!!”
หลินเฮ่ายวนเวลาอยู่ต่อหน้าคนนอกนั้นจะทำตัวทระนงองอาจเสมอต่อให้ยิ้ม เขาก็ยิ้มตามมารยาทเท่านั้นแตกต่างจากพ่อที่ดูไม่เอาไหนแถมชอบกินเกี๊ยวกับกระเทียมนั่นราวกับคนละคน
“ยินดีเรื่องอะไร?” หลินหยางเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
“ยินดีเรื่องที่เจ้าสามารถเอาชนะคุณชายมู่หยงได้และได้เป็นราชบุตรเขยของราชอาณาจักรโล่ยื่ออย่างเป็นทางการแล้วอย่างไร” หลินเฮ่ายวนยังคงยิ้มแบบสบายๆ อยู่
หลินหยางอึ้งไปทันที
เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะนี่?
ในหัวเขาพลันมีหลายเรื่องแวบขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เหมือนจะได้ยินเรื่องราชอาณาจักรโล่ยื่อจะส่งองค์หญิงเซียวเซียงมาหมั้นอะไรสักอย่าง...
ก่อนเริ่มสู้เมื่อกี้นี้เองก็เหมือนได้ยินมู่หยงไป๋พูดประมาณว่าใครเหมาะสมเป็นผู้ชายของเซียวเซียงมากกว่าอะไรแบบนี้ด้วย...
อย่าบอกนะว่า?
เฮ้ย!!!!
หลินหยางสมกับเป็นคนฉลาดเขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แทบจะทันที
ตัวเขาได้ตกหลุมพรางที่หลินเฮ่ายวนแอบขุดเอาไว้ไปแล้วการต่อสู้เมื่อครู่นี้ มันคือการต่อสู้ชิงตัวองค์หญิงเซียวเซียงนี่เอง!!
“ฮ่ะฮ่ะ” หลินเฮ่ายวนแย้มยิ้มอย่างสงยเงียบในดวงตาเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความยินดี
ผลงานของหลินหยางในวันนี้อยู่เหนือกว่าที่เขาคาดเดาไว้มากโขส่วนเรื่องที่เขาอยากให้หลินหยางหมั้นกับเซียวเซียงนั้นเขาย่อมต้องมีเหตุผลของเขาเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้นดำเนินไปได้ค่อนข้างราบรื่นเลยทีเดียว
“หยางเอ๋อร์เอ๋ย เซียวเซียงเดินทางมาไกลอีกทั้งยังนั่งรอเจ้าในพระตำหนักมานานมากด้วยในเมื่อพวกเจ้ากำลังจะกลายเป็นคู่สามีภรรยากันแล้วคิดว่าพวกเจ้าคงมีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันอยู่ เช่นนั้นพ่อคงไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว”
“พรูด!!!!” หั่วเอ๋อร์ที่เกาะอยู่บนไหล่ของหลินเฮ่ายวนนั้นกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ได้แล้วจริงๆจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาทางหลินหยาง ราวกับกำลังจะบอกว่า
“กรั๊กกรักกรัก มีพ่อจอมกวนแบบนี้หลินหยางน้อยเอ๋ย ข้าละสงสารเจ้าเสียจริง...”
หลินหยางรู้สึกหงุดหงิดสุดๆ
เขารู้อยู่แล้วละว่าที่หลินเฮ่ายวนทำแบบนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของเขาแต่ไอความรู้สึกที่โดนคนอื่นกลั่นแกล้งแบบนี้นี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ แต่อยู่ต่อหน้าองค์หญิงเซียวเซียงแบบนี้ก็ไม่สะดวกที่จะเหวี่ยงกลับไปซะด้วย
เขาทำได้แค่ข่มกลั้นความโมโหเอาไว้แล้วถามกลับไปว่า “ท่านพ่อ มันเกิดเรื่องเข้าใจผิดอะไรอยู่รึเปล่า?อีกอย่าง ท่านรับปากข้าแล้วว่าถ้าชนะท่านหัวหน้าต้วนได้ท่านจะยอมบอกเล่าความจริงของเรื่องเมื่อตอนนั้นให้ข้าฟัง...”
เห็นได้ชัดว่าหลินหยางต้องการเบี่ยงประเด็น ใครจะคิดว่าจิ้งจอกเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์หลินเฮ่ายวนนั้นแค่พยักหน้าแล้วตอบว่า
“อ้อ เรื่องนั้นย่อมต้องบอกอยู่แล้วข้าได้มอบหมายเรื่องให้เซียวเซียงไป ให้นางค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังเถอะ... อ้ออีกเดี๋ยวข้าจะให้พ่อครัวทำอาหารเที่ยงมาส่งพวกเจ้าที่นี่ พวกเจ้าไม่ต้องห่วงนะกินไปคุยไปก็แล้วกัน ฮ่ะฮ่ะ”
หลินเฮ่ายวนเดินกุมมือไขว้หลังจากไปอย่างสบายใจเหลือแค่หลินหยางที่กำลังยืนมองเซียวเซียงตาปริบๆ เท่านั้นสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้บนพื้นให้ปลิวสไวสองคนที่ยืนมองสายลมพัดว่อนไปมาอยู่นั้น ดูค่อนข้างจะอึดอัดกันไม่น้อยเลยทีเดียว
“พูฮิ” ในดวงตาคู่งามของเซียวเซียงที่กำลังจ้องมองหลินหยางอยู่นั้นแอบมีความประหม่าให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อย ในที่สุดนางก็กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ “คุณชายหลิน ไม่สิ ว่าที่สามีคะ พวกเราจะยืนคุยอยู่ตรงนี้จริงๆ หรือ?”
“อย่าเรียกมั่ว!!” หลินหยางรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังถูกหยอกล้ออยู่
ในแววตาของเซียวเซียงที่กำลังมองมาทางเขาอยู่นั้นมีความปลาบปลื้มนับถืออยู่เต็มเปี่ยมแต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกรักใคร่ชอบพอระหว่างชายหญิงเลยการแต่งงานครั้งนี้จะต้องมีเบื้องหลังอยู่แน่
“เข้าไปคุยข้างในเถอะ...”
ช่วยไม่ได้
เพื่อจะได้รู้ความจริงของเรื่องราวเมื่อสิบห้าปีก่อนแล้ววันนี้ต่อให้ไม่อยากคุยก็ต้องคุยแล้วละ
หลินหยางพาเซียวเซียงเดินเข้าไปด้านในตำหนักเย็น
“เชิญนั่ง”
ตำหนักเย็น เย็นสมชื่อ เย็นจนแอบหนาวเลย
หลินหยางเดินวนในนั้นหนึ่งรอบถึงจะหากาน้ำชาที่วางอยู่ตรงมุมเจอ แต่ตอนที่เขากำลังจะเทน้ำชาลงไปนั้นก็พบว่าในนั้นว่างเปล่า
“ฮิฮิ” เซียวเซียงหัวเราะขึ้น“เซียวเซียงไม่เคยเห็นคุณชายหลินเกร็งขนาดนี้มาก่อนเลยนะ”
“แฮ่ม...”
หลินหยางไอแห้งๆ ออกมาทีหนึ่งจากนั้นก็เรียกเอาสุราผลไม้ของวานรที่เซวี่ยเทียนมอบให้เขาออกมาสองไห แล้วจึงเทให้เซียวเซียงไปหนึ่งจอก
“สุรานี้หมักจากผลไม้ รสชาติไม่เลวหลินหยางขอใช้สุราแทนชา ขออภัยที่ไม่ได้เตรียมพร้อมไว้”
หลินหยางนั่งลงพร้อมกับมองไปทางเซียวเซียงที่กำลังแย้มยิ้มอยู่
ต้องยอมรับว่า เซียวเซียงนั้นเป็นดั่งผลงานชั้นยอดจากสวรรค์ถึงแม้ว่าหลินหยางจะเคยเห็นใบหน้าอันงดงามสมบูรณ์นี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งแต่พอได้มาดูใกล้ๆ แบบนี้แล้ว ก็ยังรู้สึกว่ามันช่างงดงามจนแทบจะหยุดหายใจอยู่ดี
แต่หลินหยางนั้นเป็นคนที่มีจิตใจแน่วแน่เหนือกว่าคนทั่วไปมากต่อให้อยู่ตรงหน้าหญิงงามปานเทพธิดาแบบนี้ จิตใจของเขาก็ยังคงไร้ซึ่งความหวั่นไหวโดยสิ้นเชิงเขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“องค์หญิงเซียวเซียง เรื่องงานแต่งงานน่ะ...”