ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 36 : ช่างแลดูสุดยอดนัก เจ้าตัวน้อยของบิดา

    'มารดาเอ็งเถอะ ทำไมมันช่างแลดูสุดยอดได้ถึงขนาดนี้นะลูกป๋า' ฉินเทียนพูดในใจพร้อมยืนนิ่งทำทีท่าเบาสบายราวเทพเซียนซึ่งสรรพสิ่งในโลกหล้าหาได้แปดเปื้อนตัวมันได้ไม่


    หากแต่ถึงอย่างนั้น ณ ตอนนี้รอบกายของมันกับรายล้อมไปด้วยอันตราย ของเหล่าสัตว์อสูรประเภทต่างๆ


    จำนวนมากยิ่ง หากแต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ยามนี้ตัวมันฉินเทียนก็หาได้เกรงกลัวไม่ เพราะตัวมันตอนนี้ไม่มีปัญหากับเทือกเขาสัตว์อสูรแห่งนี้อีกต่อไป


    "ย๊าาาาาาาาาาก" เสียงกรีดร้องของฉินจวิ้นเจี๋ยบุตรชายร่างใหญ่หากแต่ใบหน้าเกินวัยร้องตะโกนก้อง


    มือข้างหนึ่งของมันโบกสะบัดง้าวเหล็กดำปรากฏเป็นร่างของราชสีห์ร่างสีทองวิ่งพุ่งเข้าห้ำหั่นเหล่าสัตว์อสูรที่กล้าบังอาจมาขวางทางเดินอันยิ่งใหญ่ของท่านพ่อปู่ บิดาของตัวมัน "!!!ตายซะเดรัจฉานชั่วช้า" พร้อมเสียงกู่ร้องร่างสัตว์อสูรตนนั้นก็ขาดสะบั้นเป็นสองส่วนในทันที หากแต่แม้เป็นเช่นนั้น ฝูงสัตว์อสูรก็ยังมิได้ดูมีทีท่าน้อยลง


    ไม่ช้าเสียงกระพรวน ก็ดังไปมาเป็นจังหวะ หากแต่ช่างน่าแปลกนัก ในไม่ช้าเหล่าสัตว์อสูรมากมายก็คล้ายๆ จะง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาทันที ที่เสียงกระพรวนนั้นดัง และในขณะนั้นเองอยู่ๆ แผ่นดินก็แตกออกพร้อมมีเส้นไหมบางเฉียบพุ่งออกมาจำนวนมาก พร้อมแทงทะลุร่างเหล่าสัตว์อสูรคลั่งน้อยใหญ่จนหมดสิ้น


    เหล่าสัตว์อสูรที่อยู่รอบนอกระยะสังหารเห็นเช่นนี้พวกมันก็ถึงกับครั่นคร้าม แลดูจะหวาดกลัวผู้ลงมือที่ดูจะมีร่างกายเล็กจ๋อยผู้นี้เหลือเกิน ไยร่างเล็กๆ นี้ถึงน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้


    ในไม่ช้าสัตว์อสูรที่แลดูจะเป็นหัวหน้าแห่งสัตว์อสูรกลุ่มนี้ ตัวมันคล้ายรู้ว่าหากวันนี้มันไม่ทำอะไรสักอย่างอำนาจปกครองของมันก็แลดูจะสั่นคลอนเสียแล้ว ความเป็นเจ้าป่าในแดนนี้ของมันมานานปี ทำให้ตัวมันต้องทำอะไรสักอย่าง กิเลนมารตัวหนึ่งที่ร่างกายสีดำทมิฬ วิ่งโถมร่างมาอย่างรวดเร็ว หมายจะสังหารศัตรูร่างเล็กของตัวมัน ที่มีอำนาจสังหารน่าหวาดกลัวเสียเหลือเกินผู้นี้ซะ


    หากแต่แม้มันปรารถนาจะทำเช่นนี้ หากแต่ดูเหมือนว่าความปรารถนาของมันจะมิอาจสมหวังได้ง่ายๆ ในไม่ช้าก็มีบุรุษผู้หนึ่งพุ่งร่างมา ร่างกายของมันลุกไหม้ด้วยเปลวอัคคีสีทอง กลางหน้าผากของมันมีตราสัญลักษณ์วิญญาณราชสีห์สามจุดแต้ม มันยกง้าวฟาดใส่กิเลนทมิฬพร้อมหยิบอากาศพุ่งตัวมาอย่างไม่เกรงกลัวไปหากิเลนมาร "เดรัจฉานแก่กล้ารังแกน้องสาวข้ารึ!!!ตายซะเถอะ" เมื่อง้าวสะบัดพลังวิญญาณก็ก่อร่างเป็นราชสีห์สีทองพุ่งเข้าหากิเลนทมิฬทันที


    กิเลนมารทมิฬตัวนี้ก็หาได้ธรรมดา มันกรีดร้องเสียงดังพร้อมดึงพลังวิญญาณในกายออกมาใช้ก่อเป็นเปลวอัคคีสีแดงล้อมกายของตัวมัน กลางหน้าผากของตัวมันปรากฏตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มไร้จุดแต้ม สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าสัตว์อสูรร้ายตัวนี้แข็งแกร่งขนาดไหน


    หากแต่ฉินจวิ้นเจี๋ยบุตรชายวัยเยาว์ร่างบึกบึนของฉินเทียนก็แลดูหาได้หวาดกลัวไม่ แม้มีความแตกต่างของระดับพลังวิญญาณอย่างมากมาย มันร้องตะโกนพร้อมพุ่งเข้าหา


    !!!ตูมมมมมมมมมมมมมมมมม


    เสียงระเบิดของเคลื่อนพลัง ไหล่ซ้ายของฉินจวิ้นเจี๋ยที่เป็นเกราะรบสีดำทมิฬคล้ายมีรอยยุบไปเล็กน้อย


    หากแต่กิเลนสีดำทมิฬเล่า "ซู่ๆๆๆๆ" สายโลหิตพุ่งออกมาจากด้านข้างลำตัวของมัน กิเลนมารสีดำทมิฬมันโกรธเกรี้ยวถึงที่สุด มันอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้มานับพันปี ตัวมันมิเคยย่ำแย่ถึงเพียงนี้มาก่อน ยามนี้มันพร้อมระเบิดพลังห้ำหั่นอีกรอบแล้ว อย่างไรมันก็ต้องเอาชีวิตไอ้มนุษย์ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงที่เข้ามาในเขตแดนอำนาจของมันให้จงได้


    หากแต่ตอนนี้มันคงได้แต่คิดแล้ว เพราะในช่วงที่มันกำลังปรับพลังวิญญาณนั้น อยู่ดีๆ มันก็สัมผัสได้ถึงความกลัวอันหนาวเหน็บ และเมื่อมันสังเกตดีๆ ก็พบว่ารอบกายของมันคล้ายกับไม่ได้อยู่ในป่าที่มันคุ้นเคย นอกจากนั้นโดยรอบกายมันก็มีแต่สายตาสังหารมองจับจ้องมาที่มันอย่างไม่วางตา และไม่ใช่เพียงหนึ่ง หากแต่มีนับร้อยนับพัน กิเลนสีดำทมิฬที่ตอนนี้บาดเจ็บในใจของมันแอบหวาดหวั่นไม่น้อย


    หากแต่มันก็ไม่รู้เลยอยู่ดีๆ ตัวมันมา ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างไร


    "ฮีๆๆๆๆๆ" กิเลนดำทมิฬกรีดร้อง ก่อนจะพยายามวิ่งหลบหนีศัตรูที่มีมากมายเหลือเกินนี้ไป ตัวมันได้แต่คิด ตัวมันยามนี้มิอาจจะเอาชนะศัตรูโดยรอบจำนวนมากนี้ได้แน่ หากแต่ในไม่ช้า มันก็พบว่าไม่ว่ามันจะวิ่งไปที่ใดก็มีศัตรูรายล้อมรอบดักทางไปของมันเสียหมด


    ฟิว ๆ ๆ ๆ


    เสียงการเคลื่อนกายของอสูรพวกนี้ก็ช่างรวดเร็ว และในทันใดนั้น "ฮีๆๆๆๆๆ" กิเลนมารสีดำทมิฬก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อมันพบว่าที่ลำคอของมันกำลังมีจิ้งจอกสีเงินกระโดดกัดเนื้อบริเวณลำคอของมันได้ มันพยายามตอบโต้กลับทันที หากแต่เมื่อมันพุ่งจะเอาเขากิเลนของมันพุ่งเสียบกลับมันก็พบว่าจิ้งจอกสีเงินนั้นก็ได้หลีกลี้หนีหายมันไปแล้วอย่างเร็วยิ่ง


    และในจังหวะเดียวกัน "ฮีๆๆๆๆๆ" "ฮีๆๆๆๆๆ" "ฮีๆๆๆๆๆ" กิเลนมารสีดำทมิฬก็ต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอีกหลายครั้ง ทั่วร่างของมันถูกกัดฉีกกระชากบ้าง ถูกฝากกรงเล็บบ้าง ยามนี้กิเลนมารสีดำทมิฬที่เคยเป็นถึงเจ้าแห่งเทือกเข้าสัตว์อสูรตนหนึ่ง มันหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นเหลือเกิน ยามนี้เมื่อมันมองไป มันก็พบเห็นจิ้งจอกสีเงินนับร้อยพันตัว กำลังมองมันราวกับเป็นอาหารอันน่าโอชะ


    สายตาที่ทิ่มแทงมานี้ทำให้กิเลนสีดำทมิฬสั่นกลัวเป็นที่สุด และในความหวาดกลัวนั้น "อั๊กกกกกก"


    หัวใจของกิเลนมารสีดำทมิฬคล้ายถูกพุ่งแทงทะลุ มันเหลียวมองไปยังตำแหน่งนั้น มันกลับพบว่าเป็นมนุษย์บุรุษที่มีร่างวิญญาณเป็นอัคคีสีทอง มันผู้นั้นได้ใช้ง้าวของมันแทงมาตรงหัวใจของตัวมันกิเลนมารแล้ว


    กิเลนมารทมิฬตัวมันสับสนนักว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร เหตุอยู่ๆ มนุษย์ผู้นั้นถึงมาปรากฏที่ตรงนี้ได้


    หากแต่ในความสงสัยของกิเลนมารทมิฬตัวนี้ เกรงว่าชาตินี้มันคงมิอาจจะหาคำตอบได้อีกแล้ว เพราะ ณ ตอนนี้มันได้กลายเป็นชีวิตที่ดับสูญไปแล้ว


    ...


    ฉินเทียนที่มองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ยิ้มอย่างพอใจ พร้อมคิดในใจว่า 'ไอ้กิเลนบัดซบเอาแต่พาพวกยกแก๊งมาล่าสังหารข้า เป็นไงละไอ้เวรตะไล เจอฝีมือบุตรของบิดาเข้าไป เอ็งถึงกับไปไม่เป็นเลยใช่ไหม หุหุ'


    ฉินเทียนหัวเราะในใจอย่างมีความสุข 6 เดือนมาแล้วที่มันหลงทางและกลับมาติดอยู่ในหุบเข้าแห่งเหล่าสัตว์อสูร ตัวมันมิคิดเลยว่าการจะเดินทางไปเมืองพยัคฆ์ขาวเหตุใดช่างลำบากลำบนถึงเพียงนี้ แม้ตอนนี้ตัวมันจะยกระดับตัวเองเป็นตราสัญลักษณ์วิญญาณสีขาวเข้มหนึ่งจุดแต้มได้สำเร็จแล้วจากผลบุญของเจ้าตัวน้อยทั้งสองที่มีศรัทธาแรงกล้าต่อมัน หากแต่ความสามารถเพียงเท่านี้กลับไม่สามารถเอาชนะเหล่าสัตว์อสูรสีเหลืองเข้มจำนวนมากได้ และไม่ต้องพูดถึงเจ้าตัวที่เหนือไปกว่านี้เช่นกิเลนมารที่พึงถูกสังหาร


    ดังนั้นเพื่อที่จะออกจากที่แห่งนี้ให้ได้สำเร็จโดยเร็ว แลดูว่าฉินเทียนจะไม่มีทางเลือกอีกต่อไป มันจำเป็นต้องปล่อยอาวุธลับของมันออกมาใช้งาน เหล่าบุตรตัวน้อยที่ต่างมีประวัติใหญ่โตของมัน ที่ตัวมันได้ทุ่มแต้มบุญมหาศาลเพื่อทั้งสอง เอาจริงๆ ฉินเทียนก็ไม่คิดเลยว่าทั้งสองจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ การมีอาจารย์ฝึกสอนที่เคยเป็นถึงราชันย์สวรรค์ผู้หนึ่งกับอีกหนึ่งมหาเทวะปรมัตถ์ ช่างยิ่งใหญ่และมีความแตกต่างกับคนทั่วไปยิ่งนัก


    ฉินเทียนไม่คิดเลยว่าแค่วันนี้ลงมือครั้งแรกทั้งสองจะสามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้มากถึงขนาดนี้ นอกจากนั้นยังชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็นที่สุด สร้างความปีติต่อฉินเทียนผู้เป็นบิดาของทั้งสองไม่น้อย ทำให้ตัวมันตอนนี้ดีใจนัก พร้อมมั่นใจว่าอีกไม่กี่วัน ตัวมันจะได้ออกจากเทือกเขาบัดซบแห่งนี้ ที่ตัวมันได้ติดอยู่ที่นี่มานานเหลือเกิน


    "ท่านพ่อเจ้าค่ะ ฉินผิงทำได้ดีหรือเปล่าเจ้าค่ะ สัตว์อสูรโหดร้ายคลุ้มคลั่งที่ท่านพ่อบอกฉินผิงจัดการมันเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"


    ฉินเทียนหัวเราะเบาๆ ก่อนพยักหน้ารับ แม้แท้จริงมันไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยสตรีวัยเยาว์ของมันต้องมือเปื้อนเลือดเช่นนี้ หากแต่ตัวมันก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ หลายวันมานี้ตัวมันพบว่า ตัวมันถูกล้อมด้วยเหล่าสัตว์อสูรจำนวนมาก หาทางออกอื่นใดไม่ได้อีกแล้ว หากแต่จะให้มันใช้ร่างจำแลงเซียนจ้าวสวรรค์ ฉินเทียนตัวมันก็ไม่ยอมใช้แน่นอน มันไม่คุ้มค่าเลยที่จะเอามาใช้กับพวกกระจอกกระจอกแบบนี้


    หากแต่แม้จะเรียกว่ากระจอก หากแต่ระดับของพวกมันกลับเหนือกว่าฉินเทียนมากจนเกิน มากจนเพลงดาบใบไม้ไหวของฉินเทียนทำอะไรพวกมันไม่ได้แม้แต่น้อย เรียกว่าฟันไม่เข้า มีแต่ต้องวิ่งหนีลูกเดียว


    และเพราะแบบนั้น ฉินเทียนจึงจำเป็นต้องทำบางสิ่งบางอย่าง


    นั่นคือการปล่อยเจ้าเด็กนรกทั้งสองออกจากการฝึกฝนชั่วคราว โดยตัวมันอ้างกับเด็กน้อยทั้งสองว่า...


    ในเส้นทางแห่งการฝึกฝน เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงซึ่งการต่อสู้ห้ำหั่นได้ ดังนั้นวันนี้บิดาจะพาพวกเจ้าทั้งสองไปเปิดหูเปิดตา และทดสอบพวกเจ้าในโลกแห่งความเป็นจริง ไปต่อสู้เป็นตายกับเหล่าอสูรสัตว์ร้ายที่ชั่วช้าและบ้าคลั่ง


    และเมื่อสองเด็กน้อยได้ยินเช่นนี้ นัยน์ตาของทั้งสองก็คล้ายมีเปลวไฟคุกรุ่น


    เพราะทั้งสองฝึกฝนกับสองอาจารย์มาหกเดือนกว่าแล้ว เข้าใจถึงโลกแห่งการฝึกฝนบำเพ็ญมากมายเหลือเกินผ่านการบอกเล่าของสองท่านอาจารย์ผู้ผ่านการคัดเลือกจากศาลเทพสวรรค์ก๊อตทาเลน หากแต่ประสบการณ์จริงนั้นยังมิมี เมื่อวันนี้ท่านพ่อบอกว่าจะพาเข้าสู่โลกแห่งการต่อสู้ห้ำหั่นในใจของทั้งสองก็ฮึกเหิมเกินบรรยาย สาเหตุหลักใหญ่ใจความก็เพราะ


    สองเด็กน้อยอยากแสดงให้บิดาเห็นว่าหลังจากตัวเองร่ำเรียนมา 6 เดือนแล้วมีความก้าวหน้าอย่างไร พร้อมอยากได้รับคำชมจากบิดาเช่นฉินเทียน


    ดังเช่นที่สตรีตัวน้อยฉินผิงกำลังทำอยู่


    สายตานางจดจ้องมองไปที่ฉินเทียนอย่างไม่วางตา


    ฉินเทียนหัวเราะคราวหนึ่ง ก่อนเอามือลูบหัวเจ้าตัวน้อย "ฉินผิงตัวน้อยของบิดา เจ้าทำได้ดีมากนัก" ฉินเทียนพูดพลางก่อนมองไปที่อดีตเจ้าอ้วนที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าบึกกล้ามโตแทนแล้วฉินจวิ้นเจี๋ย "เจ้าก็ด้วยลูกจวิ้นเจี๋ยง้าวสุดท้ายที่เจ้าแทงกิเลนตัวนั้นทำได้ดีมากๆ"


    ฉินจวิ้นเจี๋ยหรือก็คือเจ้าอ้วนสกปรกในอดีต เมื่อมันได้ยินคำชมจากฉินเทียน มันแทบอยากร้องไห้ออกมา ความพยายาม 6 เดือนของมันไม่สูญเปล่าเลย


    ฉินเทียนที่กวาดสายตามองสถานที่โดยรอบ ภายในใจมันร่ำร้องเสียงดัง 'แม่เจ้าโว๊ยนี่เหรอการตอบสู้ของขอบเขตระดับผู้ท่องนภา ดูการร่ายอิทธิฤทธิ์ของพวกเจ้าตัวน้อยทั้งสองสิ มันจะสุดยอดไปไหน สมแล้วที่เป็นวิชาที่ซื้อมาในราคาหลักร้อยล้านแต้มบุญ ขนาดเป็นวิชาส่วนแรกยังรุนแรงถึงเพียงนี้ ไม่อยากคิดเลยว่ายามเป็นมหาเทวะต่อสู้ห้ำหันกัน ยามร่ายอิทธิฤทธิ์ห้ำหันกันจะรุนแรงถึงเพียงไหน ขนาดเจ้าตัวน้อยทั้งสองของข้าที่เป็นเพียงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองอ่อนยังทำได้ขนาดนี้เลยรึ'


    มันร่ำร้องในใจพร้อมดูสถานที่โดยรอบ ที่ต้นไม้หักโค่น บางจุด บางแห่งก็คล้ายกับโดนระเบิดปืนใหญ่ เป็นหลุมเป็นบ่อมากมาย


    ในใจฉินเทียนยามนี้หลังเห็นเจ้าตัวน้อยทั้งสองแสดงฝีมือ ตัวมันก็หันกลับมามองเคล็ดวิชาของมันที่เป็นเพียงระดับเดินดิน ทุกสิ่งอย่างของมันแลดูจะเป็นของเด็กเล่นไปเลยเมื่อเทียบกับสองเด็กน้อยของตัวมัน


    ฉินเทียนไม่แปลกใจเลยหามันจะไม่มีวันออกจากที่แห่งนี้ได้ หากไม่มีเจ้าสองตัวน้อยมาช่วยเปิดทางให้ตัวมัน


    .


    .


    .


    ไม่ช้าฉินเทียนก็เดินย่างก้าวเบาสบาย ตอนนี้เป้าหมายของมันอยู่ที่เมืองพยัคฆ์ขาว


    หากแต่ตัวมันยังไม่ทันก้าวไปได้เท่าไรเสียงสตรีตัวน้อยของมัน ฉินผิงบุตรรักก็ร้องถาม


    "ท่านพ่อเจ้าค่ะพวกเราจะไปที่ใดกันต่อหรือเจ้าค่ะ"


    ฉินเทียนพยักหน้ารับก่อนตอบ "พวกเราจะเดินทางไปยังเมืองพยัคฆ์ขาวกันตัวน้อยของบิดาเจ้ามีอะไรรึ" ฉินเทียนพูดกล่าวด้วยรอยยิ้ม หากแต่ในไม่ช้ารอยยิ้มของมันก็คล้ายกับเป็นน้ำแข็งที่อาบบนใบหน้าหนาๆ และด้านชาของตัวมัน


    "งั้นรึเจ้าค่ะ ดีเลยเจ้าค่ะฉินผิงอยากจะเข้าไปในเมืองใหญ่ ฉินผิงอยากเห็นผู้คนในเมืองว่าเป็นเช่นไร เด็กในหมู่บ้านที่ฉินผิงเคยอยู่บอกว่าที่ตัวเมืองนั้นสวยงามมากนัก และก็มีบ้านเรือนใหญ่โตมากมาย ท่านพ่อเจ้าค่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะนะเจ้าค่ะฉินพิงอยากเห็นแล้ว ตอนนี้ฉินพิงกับพี่ใหญ่จวิ้นเจี๋ยเราฝึกเคล็ดวิชาโบยบินสำเร็จแล้ว ท่านพ่อเราบินกันไปดีไหมเจ้าค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา"


    ร่างฉินเทียนนิ่งแข็งค้าง


    มันจะบอกสตรีตัวน้อยของมันได้อย่างไร บิดาผู้ที่ทั้งสองเรียกหาผู้นี้ ในภาพจำของทั้งสองนั้นตัวมันฉินเทียนเป็นถึงตราสัญลักษณ์วิญญาณระดับราชันย์สวรรค์ หากแต่ถ้ามันผู้นี้บอกว่ามันนั้นมิสามารถโบยบินได้ มันจะแลดูน่าละอายใจเพียงใด


    ไม่ต้องพูดถึงวิธีอื่นใด เช่นการบอกกล่าวว่า "ตัวน้อยของบิดาวันนี้บิดาปวดหลังนัก คงมิอาจจะโบยบินได้ พวกเจ้าทั้งสองช่วยกันอุ้มบิดาโบยบินเกาะหลังไปได้หรือไม่" ซึ่งแน่นอนหากมันพูดเช่นนี้ภาพจำของตัวมันคงป่นปี้ไม่มีเหลือ


    .


    .


    .


    แคระๆๆ ฉินเทียนทำทีท่าไอสองสามที พร้อมเรียกคิดคำพูดมากล่าวอ้างที่ไม่ทำลายภาพลักษณ์อันสูงส่งของตัวมัน


    "ฉินผิงลูกรัก วิถีแห่งการบำเพ็ญมิอาจจะรีบร้อนการเดินทีละก้าวทีละก้าวเป็นสิ่งจำเป็น แม้พวกเจ้ายามนี้จะโบยบินได้แล้ว หากแต่ในโลกของผู้บำเพ็ญสิ่งนี้ธรรมดาเกินไป นอกจากนั้นเจ้ายังมิรู้ความน่ากลัวของศาสตร์แห่งการต่อสู้กลางนภา ยิ่งโล่งแจ้งก็ยิ่งอันตราย หากมีศัตรูแอบซ่อน พวกเจ้าจะสังเกตมันเห็นได้โดยง่ายรึ ย่อมไม่... ใช่หรือไม่ ตรงข้ามกับศัตรูที่หลบซ่อนอยู่ในผืนป่าย่อมสามารถซุ่มโจมตีและกระทำชั่วช้าได้ง่ายดาย วันนี้เป้าหมายของเราคือการฝึกฝน บิดาจะเคี่ยวกำพวกเจ้าด้วยตัวเองทีละก้าวทีละก้าว เดินเป็นตัวอย่างไปพร้อมกับพวกเจ้า แม้สำหรับบิดาแล้วการไปเมืองพยัคฆ์ขาวราวกับลัดนิ้วก็ตาม หากแต่ทำไมบิดาถึงมิกระทำ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อใช้เวลานี้อยู่เป็นเพื่อนพวกเจ้าทั้งสอง ได้ทำหน้าที่บิดาดูแลให้ความรู้กับพวกเจ้าด้วยตัวเอง"


    ฉินเทียนพูดจบก็เอามือไพล่หลัง แล้วก้าวเดินอย่างเบาสบายเป็นธรรมชาติ


    เจ้าตัวน้อยฉินผิงและฉินจวิ้นเจี๋ย ก็คล้ายเข้าใจความปรารถนานี้ของฉินเทียน


    'ไม่นึกเลยท่านพ่อแม้มีภารกิจยิ่งใหญ่ต้องช่วยโลกหล้าและปกป้องผู้คนทั้งหลาย หากแต่ท่านยังแบ่งเวลามาช่วยฝึกฝนพวกเรา พร้อมกับเดินเคียงข้างไปกับพวกเรา' เด็กน้อยบุรุษ 13 ขวบปีได้ยินฉินเทียนพูดเช่นนี้มันก็คล้ายได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตในอนาคตของตัวมัน แม้จะเป็นตัวตนยิ่งใหญ่เพียงไร หากแต่กับใช้ชีวิตและทำตัวเฉกเช่นกับบุรุษมนุษย์สามัญ ไม่มีการถือเนื้อถือตัว ทำตัวยิ่งใหญ่แม้แต่น้อย


    นอกจากนั้นตัวบิดามันจะไปที่ใดก็ได้ในโลกนี้ใช้เวลาแค่ลัดนิ้วหากแต่กลับมาเสียเวลากับตัวมันคอยบอกคอยสอน คอยเป็นแบบอย่างให้เด็กน้อย ฉินจวิ้นเจี๋ยได้ยินเช่นนี้ในใจมันก็แลดูมีความสุขเหลือเกิน ท่านพ่อช่างยิ่งใหญ่และเป็นห่วงมันกับน้องสาวมากนัก มิได้ทำตัวห่างเหินหรือเป็นบิดาแค่เพียงลมปาก


    แน่นอนตัวของเจ้าเด็กล่ำบึกฉินจวิ้นเจี๋ยทั้งชีวิตนี้มันก็คงไม่รู้แน่ว่า ในวันนี้ตัวมันและน้องสาวกำลังถูกบิดาในนามผู้นี้หลอกใช้ในการเดินออกจากเทือกเขาสัตว์อสูร


    เพราะภาพลักษณ์ของบิดาในใจของสองเด็กน้อยยิ่งใหญ่ตระการตาจนเกินไป จนมิอาจจะมองแผนร้ายของบุรุษนามฉินเทียนได้เลย


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน