3
หนาว...
หนาวชะมัด...
‘ฮ...โฮ...โฮสต์’ เสียงนั้นเหมือนดังอยู่ที่ไกลๆ
หญิงสาวพยายามขยับร่างกาย แต่ยิ่งขยับ เธอก็ยิ่งรู้สึกหนาว
‘โฮสต์!’ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังชัดเจนในหัวเธอ
หญิงสาวลืมตาพรึ่บ ก่อนจะต้องกระพริบตารัวๆ เพื่อมองเห็นให้ชัดขึ้น แต่ภาพตรงหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม
นี่มัน...หลังคาฟางกับคานไม้...
เมื่อเหลือบลงมองผนัง ก็เห็นว่ามันทำมาจากดิน
‘โฮสต์คะ!’
หญิงสาวสะดุ้งโหยง ก่อนจะได้สติกลับมา
‘หลิงปา ตอนนี้ฉันคือเสวี่ยหงแล้วใช่ไหม’ เธอถามในใจ
‘ใช่แล้วค่ะ ตอนนี้ในบ้านไม่มีใครอยู่เพราะออกไปทำงานกันแล้ว โฮสต์รีบเอาผ้าห่มผืนใหม่ออกมาเถอะค่ะ แล้วแลกแต้มกับของบำรุงร่างกายในระบบซะนะคะ โฮสต์จะได้หายป่วยและกลับมาแข็งแรงดี’
‘ได้ๆ ’ ซานซานในร่างเสวี่ยหงตอบรับและรีบทำตามคำแนะนำ เธอดึงเอาผ้าห่มผืนหนาที่มีน้ำหนักกว่า 7 ชั่งออกมาห่มแทนผ้าผืนบางแสนจะไร้ประโยชน์ที่คลุมร่างเธออยู่ตอนนี้
หลังจากที่รู้สึกอุ่นขึ้นมาแล้ว เธอก็หลับตาลง เข้าระบบไปเพื่อแลกแต้มกับของบำรุงร่างกายที่หลิงปาบอก
ในระบบเป็เหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่รวบรวมสินค้าเอาไว้มากมาย แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลาหาของ ก็สามารถคิดได้เลยว่าอยากได้อะไร
พอเธอคิดว่า ‘อยากได้ของบำรุงร่างกาย’ เบื้องหน้าเธอก็ปรากฏหน้าจอโฮโลแกรมที่มีรูปของและระบุแต้มที่ต้องใช้แลกไว้ชัดเจน
บนนั้นมีของที่ดูเหมือนเม็ดยาอยู่ 2 แบบ ชื่อที่กำกับไว้คือ ยาฟื้นฟูระบบภายใน และยาบำรุงกำลัง
และแต้มที่ต้องใช้แลกคือเม็ดละ 1,000...
ขูดเืขูดเนื้อกันชัดๆ!
นี่ถ้าไม่ใช่ว่าหลิงปาใจดีให้แต้มมาฟรีๆ เธอคงไม่มีปัญญารักษาตัวเองเป็แน่
เสวี่ยหงแลกแต้มกับยา 2 เม็ดนั้นด้วยหัวใจที่เ็ปรวดร้าว จากนั้นเธอก็มองหาน้ำ แต่กลับไม่เจอเหยือกเลยสักใบ เธอจึงจำต้องลุกออกจากเตียงเพื่อไปรินน้ำจากห้องครัวเพื่อกินยา
อากาศภายในบ้านหนาวมาก แต่ข้างนอกกลับสว่างจ้า ไม่มีหิมะเลยสักนิด
เสวี่ยหงเดินตัวสั่นเข้าไปในห้องของตัวเองแล้วรีบซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนหนา
ห้องนี้เดิมทีเป็ห้องเก็บฟืน แต่มันกลายเป็ห้องของเธอเพราะน้องสาวอีกคนไม่อยากนอนกับเธอ โดยให้เหตุผลกับพ่อแม่ว่าเสวี่ยหงนอนกรนเสียงดัง แถมยังต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาทำอาหาร ทำให้เด็กหญิงนอนไม่พอ
และแน่นอน พ่อกับแม่ของเธอเชื่อข้ออ้างพวกนั้น
สุดท้ายก็กลายเป็เสวี่ยหงที่ถูกอับเปหิมาอยู่ในห้องเก็บฟืนคนเดียว โดยที่ไม่มีแม้แต่เตียงเตาหรือผ้าห่มผืนหนา ไม่แปลกเลยที่เสวี่ยหงคนก่อนจะป่วยจนตายแบบนั้น
เสวี่ยหงคนใหม่หรือซานซานนอนคิดทบทวนและรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาจึงรู้ว่าเมื่อเช้าตัวเธอคนก่อนได้ลุกขึ้นไปหุงหาอาหารไว้แล้วก็เข้ามานอนต่อเพราะรู้สึกว่าตัวรุมๆ ส่วนคนอื่นๆ ในบ้าน หลังจากกินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไป พ่อกับแม่เลี้ยงของเธอไปทำไร่ไถนาตามปกติเพราะยังเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่แล้วเสร็จทั้งๆ ที่เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว
ดูเหมือนว่าปีนี้ หมู่บ้านของเธอคงจะต้องรอรับอาหารเยียวยาอีกแล้ว เพราะผลผลิตฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยวไม่ทันส่งมอบให้กับทางสาธารณะ ทั้งยังอาจมีปริมาณน้อยมาก
ส่วนน้องๆ อีกสามคนคงไปวิ่งเล่นที่ไหนสักแห่งนั่นแหละ
น้องชายคนโต หลี่ซูจวิ้น ปีนี้อายุ 11 ขวบแล้ว เดิมแม่เลี้ยงอยากให้เขาเรียนชั้นประถมของหน่วยผลิต แต่เขากลับไม่สนใจ ชอบออกไปเที่ยวเล่นกับเด็กเกเรคนอื่นๆ มากกว่า ด้วยความที่เป็ลูกชายคนโต แม่เลี้ยงของเธอจึงรักเขามาก ในเมื่อเขาไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน
น้องสาวคนเดียวของเธอ หลี่อ้ายหลิน ปีนี้อายุ 9 ขวบ เธอเป็เด็กหญิงที่นิสัยเหมือนแม่มาก ั้แ่รู้ความก็กดขี่พี่สาวต่างมารดาเป็แล้ว ยิ่งมารดาให้ท้าย เธอก็ยิ่งได้ใจ
และน้องชายคนสุดท้อง หลี่ซูอวิ๋น ปีนี้เพิ่ง 5 ขวบ เป็เด็กซนคนหนึ่ง แถมยังเ้าเล่ห์ไม่เบา เขามักใช้ไม้ตายอย่างการร้องไห้ชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นเพื่อให้ทุกคนตามใจเขา
สรุปง่ายๆ เลยว่า ลูกทั้งสามคนของหวังอวี้นั้นเป็เด็กเวรของแท้...
แต่ปู่ย่าและพ่อของเธอกลับไม่คิดแบบนั้นนี่สิ
เสวี่ยหงคิดแล้วกลุ้มใจ
ตัวเธอปีนี้อายุ 17 ปีแล้ว จริงๆ ควรจะมีคู่หมายเพื่อเตรียมตัวแต่งออกจากตระกูลเมื่ออายุครบ 18 ปี หรือก็คือปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ แต่เพราะไม่มีใครใส่ใจ เธอเลยยังไม่มีคู่หมายเลยสักคน
แต่นั่นเป็เื่ดี เพราะเสวี่ยหงไม่อยากแต่งงานเร็วเกินไปนัก
เธอนอนคิดอยู่ไม่นานก็ผล็อยหลับไป จนมาสะดุ้งตื่นอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงโวยวายจากทางหน้าบ้าน
“หลี่เสวี่ยหง! แกหายหัวไปไหน!”
นั่นคือเสียงของหวังอวี้ แม่เลี้ยงของเธอ น้ำเสียงฟังดูเดือดดาลอย่างยิ่ง
เมื่อเสวี่ยหงได้สติ เธอก็รีบเก็บผ้านวมผืนใหม่เข้ามิติ พลางนึกว่าตัวเองทำอะไรผิดอีก แต่ไม่นานเธอก็ได้คำตอบ
“พวกฉันไปทำงานอย่างยากลำบาก แต่ตอนเที่ยงกลับไม่มีอะไรให้กิน นี่แกคิดจะปล่อยให้พ่อกับแม่หิวตายหรือยังไง ฮะ! นังตัวดี หายหัวไปไหนกัน”
เสียงของหวังอวี้เคลื่อนเข้ามาใกล้หน้าประตูห้องของเสวี่ยหงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานประตูบานเก่าก็ถูกกระแทกเปิดออก ตามมาด้วยร่างของหวังอวี้กับหลี่ตงเหอ
“หนอย! ตัวเองนอนสบาย ปล่อยให้คนเป็พ่อเป็แม่ตรากตรำลำบากอยู่กลางทุ่งนา! ดูเถอะดู! หลี่ตงเหอ ลูกสาวคุณจงใจจะให้เราหิวตายแน่ๆ!”
หวังอวี้ที่เข้ามาเห็นว่าเสวี่ยหงนอนอยู่บนเตียงก็เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ทั้งยังลากตัวสามีที่อยู่ด้านหลังให้มาดูลูกสาวคนโต
หลี่ตงเหอมีใบหน้าบูดบึ้ง เขาทั้งเหนื่อยทั้งหิว จึงหัวเสียอย่างยิ่งที่ลูกสาวคนโตไม่ได้นำอาหารไปให้ตามปกติ
“หลี่เสวี่ยหง แกทำแบบนี้หมายความว่ายังไง ทำไมไม่เอาอาหารไปส่งให้เราที่ทุ่งนา ทุกคนต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตกัน แต่แกกำลังทำให้เราล่าช้า และการที่พ่อกับแม่ทำงานไม่ได้ นั่นหมายถึงค่าแรงที่หายไปหลายแต้มเชียวนะ!” เขาตวาดเสียงดังลั่นบ้าน ทำเอาเสวี่ยหงสะดุ้งใ
“พ่อคะ...” เธอพยายามพูด แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบแห้งเหลือทน ก่อนจะไอโขลก
หวังอวี้ผงะถอย “คุณคะ ไม่ใช่ว่านังตัวดีป่วยเป็โรคติดต่อนะคะ ่นี้ฉันยิ่งได้ยินข่าวลือว่าหลายหมู่บ้านมีคนตายหลายคน สาเหตุน่าจะมาจากโรคระบาดด้วยล่ะ”
หลี่ตงเหอได้ยินเช่นนั้นก็พลันทำท่ารังเกียจ
“ไม่ใช่ค่ะ แค่กๆ หนูแค่ไม่สบายเพราะโดนลมเย็นมากเกินไปเท่านั้น แค่กๆ ” เสวี่ยหงพยายามอธิบาย แต่ยังไม่หยุดไอ
เธอไอจนกระทั่งมีเืกระเด็นออกมา
“ว้าย! ตายแล้ว! คุณคะ รีบออกมาเร็วเข้า นังตัวดีต้องติดโรคระบาดมาแน่ๆ ” หวังอวี้โวยวายพลางดึงตัวสามีถอยออกมาจากห้องของลูกสาว
เสวี่ยหงยังคงไอไม่หยุดจนรู้สึกอยากอาเจียน
‘หลิงปา ฉันเป็อะไร นี่ฉันกำลังจะตายอีกครั้งเหรอ’ เธอถามในใจด้วยความกระวนกระวาย
‘เปล่าค่ะโฮสต์ ไม่ต้องห่วงนะคะ ยาฟื้นฟูระบบภายในกำลังทำการขับของเสียออกจากร่างกายค่ะ โฮสต์จะมีอาการแบบนี้ประมาณ 2-3 วันถึงจะกลับมาแข็งแรงค่ะ’
‘แล้วทำไมไม่บอกกันเล่า!’ เธออดไม่ได้ที่จะโวยวายใส่
‘ก็โฮสต์ไม่ได้ถามนี่คะ’
กวน... เสวี่ยหงสบถอุบอิบในใจ
แต่ถึงเธอจะโล่งใจแล้ว อาการไอจนอาเจียนเืออกมาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น
“เราต้องทำอะไรสักอย่างนะคะคุณ จะให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าบ้านเรามีคนติดโรคระบาดไม่ได้นะ ถ้าเกิดว่าคนอื่นๆ บีบให้เราต้องออกจากหมู่บ้านไปจะทำยังไงกันล่ะคะ” หวังอวี้เขย่าแขนสามีด้วยอาการลนลาน
“ดีที่วันนี้เราไม่ได้กินอาหารที่เสวี่ยหงทำในตอนเที่ยง ไม่งั้นเราอาจจะติดโรคไปด้วยก็ได้” หลี่ตงเหอระพึง ก่อนจะหันไปมองลูกสาวคนโตที่เริ่มหยุดไอแล้ว แต่กลับทิ้งกองเืไว้บนพื้นกองใหญ่
สีหน้าเขาพลันมืดครึ้ม
“แกไปติดโรคมาจากที่ไหนกัน” เขาถาม
เสวี่ยหงเงยหน้าขึ้นมองผู้ใหญ่ทั้งสอง สภาพใบหน้าขาวซีด มีเืไหลย้อยบริเวณปากและคางช่างเป็ภาพชวนสยองขวัญยิ่งนัก
“หนูไม่ได้ไปไหนเลย”
“ไม่ได้ไปไหนแล้วทำไมถึงติดโรคมาล่ะ!” หวังอวี้ร้องถาม
เสวี่ยหงถอนหายใจ “หนูไปแค่ลำธารเพื่อซักผ้า เข้าป่าเพื่อเก็บผักขมกับฟืน แล้วก็ไปที่ทุ่งนาเพื่อส่งอาหารให้พ่อแม่ นอกจากสามที่นี้หนูก็ไม่ได้ไปไหนแล้วค่ะ”
หลี่ตงเหอฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น เขารู้ว่าที่ลูกสาวพูดมานั้นเป็ความจริง นอกจากไปในสามที่นั้นแล้ว เวลาส่วนใหญ่เธอก็จะอยู่แต่ในบ้านเพื่อทำอาหารและเก็บกวาดบ้านให้เรียบร้อย เพราะเธอมีแรงน้อย ให้ไปทำงานกลางทุ่งนาก็ได้แต้มมาแค่ไม่กี่แต้ม แล้วยังเสี่ยงเป็ลมล้มป่วย เขาจึงให้ลูกสาวคนนี้อยู่บ้านทำอาหารและเก็บผักขมแลกแต้ม 1-2 แต้มแทน
แล้วเหตุใดเธอจึงมีสภาพเช่นนี้ได้?
แต่ไม่ว่าอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของตนเองและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เขาจึงต้องตัดสินใจ
“แกต้องย้ายออกจากบ้านหลังนี้ อย่าเอาโรคมาติดพวกเราและสร้างความลำบากให้กับน้องๆ!”
คำตัดสินของเขาสร้างความพึงพอใจให้กับหวังอวี้อย่างยิ่ง แต่เสวี่ยหงถึงกับอึ้งงัน
“ตะ...แต่พ่อคะ ตอนนี้เข้าหน้าหนาวแล้วนะคะ ถ้าหนูออกจากบ้านไปแล้วหนูจะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ” เธอละล่ำละลักโต้แย้ง
ไม่ได้เด็ดขาด เธอเพิ่งจะมาเกิดใหม่ก็ต้องออกไปตายท่ามกลางหิมะอย่างนั้นน่ะหรือ เธอไม่มีทางยินยอม!
“ยังไงแกก็ต้องออก บ้านเรายังมีเด็กเล็กอีก 3 คน แรงงานของบ้านก็มีแค่ 2 คนเท่านั้น แกจะทำลายชีวิตทุกคนไม่ได้!” หวังอวี้ไม่ปล่อยให้สามีใจอ่อน
“แม่คะ พ่อคะ หนูขอร้องล่ะค่ะ แค่ให้หนูอยู่ในห้องนี้ต่อก็พอแล้วล่ะค่ะ หนูจะไม่เข้าไปยุ่มย่ามในบ้านใหญ่เลย” เสวี่ยหงเอ่ยวิงวอน ั์ตาสองข้างเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ ท่าทางดูน่าเวทนายิ่งนัก
หลี่ตงเหอแม้ไม่อยากเสี่ยง แต่เขาก็พอจะมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง ท่าทางดุดันจึงอ่อนลงไม่น้อย
หวังอวี้เห็นสามีเป็เช่นนี้ก็เริ่มไม่พอใจ นางอยากจะไล่นังเด็กคนนี้ออกจากบ้านมานานแล้ว!
“คุณคะ ไม่ได้นะ ถ้าเกิดมันมาตายในเขตบ้านเรา แล้วชาวบ้านรู้เข้า เราอาจจะเดือดร้อนไปด้วยนะคะ” นางกระซิบบอกสามี
หลี่ตงเหอเหลือบมองภรรยาแล้วเกิดความลังเล เขามองไปมาระหว่างลูกสาวคนโตกับภรรยาอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ให้เสวี่ยหงอยู่ในห้องนี้ต่อเถอะ ตอนนี้เราไม่มีเงินและกำลังมากพอจะไปสร้างบ้านให้เธอหรอก ตอนนี้หน้าหนาวแล้ว ถ้าเราไล่เธอออกไปโดยไม่บอกเหตุผล ชาวบ้านคงนินทาแน่ ส่วนเื่โรคติดต่อ ผมว่าเธอคงไม่ได้ติดโรคมาหรอก ให้พักสักหน่อยก็คงจะดีขึ้น” หลี่ตงเหอใคร่ครวญดีแล้วจึงตัดสินใจเช่นนี้
“แต่ว่า!” หวังอวี้อยากจะเถียง แต่เมื่อเห็นสายตาเด็ดขาดของสามีก็พูดอะไรต่อไม่ได้
คำพูดของสามีถือเป็คำตัดสินสุดท้ายเสมอ
“เสวี่ยหง แกพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องนี้แล้วกัน ห้ามเข้าไปในบ้านใหญ่ เื่อาหารการกินของที่บ้านพวกพ่อจะจัดการกันเอง แล้วจะให้คนมาส่งอาหารให้แกด้วย”
หวังอวี้อ้าปากหมายจะคัดค้าน แต่ก็ไม่ทันเสวี่ยหง
“ไม่เป็ไรค่ะพ่อ หนูจัดการตัวเองได้ ถ้าเกิดให้น้องๆ มาส่งข้าวแล้วป่วยเพราะหนู หนูคงรู้สึกไม่ดีแน่” เธอเห็นว่านี่เป็โอกาสอันดีในการหลบซ่อนและทำอะไรได้ตามสะดวก จึงรีบคว้าเอาไว้ โดยใช้จุดอ่อนของหวังอวี้
มีแค่เื่อาหารการกินกับลูกเท่านั้นที่หวังอวี้สนใจ หากนางไล่เสวี่ยหงออกจากบ้านได้ ก็เท่ากับการลดจำนวนคนบริโภคข้าวสารอาหารแห้งที่มีในบ้านลง ลูกๆ ของเธอก็จะได้กินเพิ่มขึ้นด้วย อาหารที่ได้รับจัดสรรมาในปีนี้ยิ่งน้อยๆ อยู่ ทั้งยังเป็อาหารเยียวยาที่ทางสาธารณะเจียดมาให้ด้วย
“แบบนี้ก็ดี เราแบ่งฟืนกับหม้อใบเก่ามาทางนี้สักหน่อย เด็กคนนี้ก็คงทำกินได้เองล่ะค่ะ” หวังอวี้มีท่าทางใจกว้างขึ้นมาทันใด นึกดีใจที่ลูกสาวตนขอแยกนอนกับพี่สาวและไล่เธอมาที่ห้องเก็บฟืน อย่างน้อยๆ มันก็อยู่นอกบ้านใหญ่ล่ะนะ
หลี่ตงเหอมองภรรยาและลูกสาวคนโตอย่างชั่งใจ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับ
“พ่อคะ ถ้าไม่เป็การรบกวนจนเกินไป พ่อช่วยตัดไม้ไผ่มาทำรั้วกั้นระหว่างห้องนี้กับบ้านใหญ่ได้ไหมคะ อย่างน้อยมันอาจจะช่วยป้องกันได้บ้างนะคะ” เสวี่ยหงเสนอ การมีกำแพงบังตาจะช่วยให้เธอทำอะไรๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
“ได้ ไหนๆ วันนี้ก็ลางานมาแล้ว เดี๋ยวหลังกินข้าวเสร็จพ่อจะไปตัดมาทำรั้วให้” หลี่ตงเหอเห็นดีเห็นงามด้วย
เขาไม่รู้หรอกว่ารั้วไม้ไผ่บางๆ จะป้องกันโรคได้หรือไม่ แค่มีมันก็ทำให้อุ่นใจมากขึ้นแล้ว อย่างน้อยๆ ก็กันไม่ให้เด็กทั้ง 3 คนเข้ามาบริเวณนี้แล้วติดโรคออกไป
ถึงเขาจะบอกว่าเสวี่ยหงไม่น่าจะติดโรคระบาด แต่ในใจก็ยังแอบหวั่นอยู่ไม่น้อย