ความสำเร็จของทุกคน
เนื่องจากกัสกลับเข้าไปในดินแดนช้ากว่ากำหนดถึง 2 ชั่วโมงเศษ ทำให้กว่าเขาจะกลับเข้าไปในดันเจี้ยน การต่อสู้ภายในดินแดนย่อยพิเศษของทุกคนก็จบลงไปแล้ว
“ยินดีต้อนรับกลับค่ะท่านพี่”
“อ่า..ข้ากลับมาแล้ว เป็นยังไงบ้าง การต่อสู้ในวันนี้”
หลังจากแสงสว่างจางหายไป การต้อนรับของน้องสาวก็มาถึงทำให้กัสอมยิ้มน้อยๆ ขณะที่มองดูน้องสาวทั้งสองที่ส่งยิ้มหวานมาให้เขา จากนั้นก็หันไปมองทุกคนกำลังพักผ่อนหลังจากจบการต่อสู้ของวันนี้มา
สภาพของสาวๆ นั้นดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ทว่าดวงตาของเธอกลับมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่แน่วแน่กว่าครั้งไหนๆ
แม้กระทั่งน้องสาวคนโตของเขาก็ยังเผยให้เห็นความคิดต่อสู้ที่เข้มแข็งซึ่งทำให้กัสพึงพอใจมากยิ่งกว่าผลลัพธ์ใดๆ
‘ไม่เลว..ทุกคนมีใจที่จะสู้ขึ้นมาแล้ว..ตระกูลของพวกเราไม่มีลูกหลานที่ขลาดเขลาจริงๆ ด้วย’
คำพูดที่เคยได้ยินสมัยที่ยังเด็กนั้น เมื่อก่อนกัสไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่นัก แต่เมื่อได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่แน่วแน่ของทุกคนหลังจากที่ผ่านการต่อสู้มา เขาก็เข้าใจว่าคำพูดประโยคนั้นหมายถึงอะไร
กัสเดินเข้าไปหาสาวๆ ที่นั่งพักกันด้วยสีหน้าอ่อนเพลียเพราะการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับพวกเธอในวันนี้
ประสบการณ์ต่อสู้ของพวกเธอนั้นมีน้อยเกินไป ส่งผลให้แม้จะผ่านมาจนถึงวันที่ 3 ของการต่อสู้แล้ว พวกเธอก็ยังไม่สามารถเอาชนะราชาอสูรได้เลย
ความพ่ายแพ้นี้ไม่ได้ทำให้พวกเธอท้อแท้หรือหมดความกำลังใจ แต่มันได้กระตุ้นความตั้งใจที่จะสู้ของทุกคนขึ้นมาแทน
เช่นเดียวกับที่บลูอายรู้สึกหลังจากที่ช่วยกัสทดลองจนพ่ายแพ้ให้กับราชาอสูร ตัวเธอเองก็พยายามฝึกฝนมากยิ่งขึ้นและหาโอกาสที่จะได้แก้มือกับราชาอสูรอีกครั้งโดยเร็ว
ด้วยความต้องการนี้ส่งผลให้แผนการที่น่าจะกินเวลามากกว่านี้สำเร็จลงได้ใน 3 วันสั้นๆ เพราะการสนับสนุนของทุกคนที่อาสาเป็นผู้ช่วยจนทำให้กัสสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการได้มากจนพอใจ
“เป็นไง..ดูจากสภาพแล้ว แพ้มาอีกแล้วสินะ”
กัสอมยิ้มน้อยๆ พลางมองดูสาวๆ ที่บอบช้ำไปตามๆ กัน แม้จะไม่เห็นรอยแผลที่ชัดเจนนักเพราะได้รับการรักษามาเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นจุดที่มีสีแดงผิดปกติได้อย่างชัดเจนซึ่งทำให้กัสทั้งเห็นใจทั้งชื่นชมในเวลาเดียวกัน
สีหน้าของสาวๆ เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดขึ้นมา พวกเธอมองค้อนไปยังกัสอย่างไม่พอใจที่เขามาซ้ำบาดแผลในใจของพวกเธอ แต่คำพูดของเขาก็มีส่วนช่วยให้สาวๆ ทุกคนมีความตั้งใจที่จะต่อสู้มากยิ่งขึ้น
พร้อมๆ กับความตั้งใจที่เพิ่มสูงขึ้น สายตาของสาวๆ ก็หันไปมองโรสพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้กัสที่มองพวกเธออยู่ หันไปมองโรสด้วยอีกคน
เมื่อเห็นสภาพของโรสที่แม้จะดูอ่อนแรง แต่กลับปลดปล่อยกลิ่นอายที่แหลมคมออกมาราวกับดาบเล่มหนึ่ง กลิ่นอายนี้มีความเข้มแข็งมากกว่าครั้งล่าสุดที่กัสสัมผัสได้อย่างเห็นได้ชัดจนทำให้เขายิ้มกว้างด้วยความชื่นชม
“โรส..วันนี้เจ้าฆ่าได้กี่ตัว”
ใบหน้าของโรสยังคงสงบนิ่ง ทว่าดวงตาคู่งามของเธอนั้นปรากฏร่องรอยของความภาคภูมิใจและความมั่นใจขึ้นมาในทันที
“3 ค่ะ ท่านกัส”
“ดี! ผลงานของเจ้าเป็นอันดับหนึ่งอีกแล้ว..งั้นข้าจะให้รางวัลเหมือนทุกทีก็แล้วกันนะ”
พูดแล้วกัสก็หยิบเอาขวดแก้วที่บรรจุเม็ดยาออกมาแล้วส่งไปให้โรสซึ่งรับเอาไว้ด้วยความขอบคุณ จากนั้นเขาก็ร่ายเวทออกมาสร้างร่างแยกที่มีขนาดราวกับเด็กออกมาร่างหนึ่ง
เมื่อได้เห็นร่างแยกที่เปลี่ยนไปของกัส ทุกคนก็มีสีหน้าประหลาดใจและสงสัยเพราะขนาดตัวของร่างแยกมันเล็กลงกว่าเมื่อก่อน
แต่เนื่องจากกัสยังไม่ว่างอธิบาย พวกเธอก็เลยไม่คิดที่จะถามเพราะพวกเธอรู้ดีว่าหากเขาอยากให้พวกเธอรู้ เขาก็จะบอกออกมาเอง
ซึ่งก็เป็นอย่างที่ทุกคนคิด หลังจากกัสส่งร่างแยกไปให้โรสเพื่อให้ร่างแยกช่วยสนับสนุนโรสด้วยปราณลึกลับเป็นรางวัลแล้ว
กัสก็หันกลับมาหาทุกคนแล้วยิ้มกว้างอย่างมีความสุขก่อนจะอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างแยกให้ทุกคนเข้าใจ
“เอ๋! ทั้งที่ตัวเล็กลง แต่ประสิทธิภาพยังเหมือนเดิมหรือคะ”
“ใช่..ถึงตัวมันจะเล็กลง แต่ประสิทธิภาพของมันไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย นอกจากนั้น มันยังกินพลังเวทของข้าน้อยลงด้วย! ดูนี่!!”
พูดจบกัสก็ร่ายเวทออกมาอีกครั้งแล้วส่งร่างแยกออกมาเพิ่มอีก 14 ตัวซึ่งทำให้สาวๆ ตกใจไปตามๆ กัน ก่อนที่ร่างแยกจะวิ่งแยกย้ายกันเข้าไปหาสาวๆ แต่ละคน ก่อนที่พวกเธอจะยิ้มหวานแล้วดึงมันเข้าไปกอดราวกับตุ๊กตา
โดยเฉพาะน้องสาวคนรองที่กระโดดเข้ามาคว้าไปถึงสองตัวแล้วกอดเอาไว้อย่างมีความสุข ซึ่งกัสก็ได้แต่ยิ้มขำ พลางส่ายหน้าน้อยๆ เป็นเชิงสั่งสอนและทำให้เด็กสาวยอมส่งร่างแยกตัวหนึ่งกลับคืนมาให้เขา
“อย่างที่พวกเจ้าได้เห็น ตอนนี้ข้าสร้างได้แค่ 15 ตัวเท่านั้นเพราะงั้นก็แบ่งๆ กันใช้ละกันนะ”
เป็นที่รู้กันดีในตอนนี้ว่าร่างแยกของกัสนั้น สามารถสนับสนุนการฝึกฝนของทุกคนได้ในระดับหนึ่งด้วยการถ่ายทอดปราณลึกลับที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นวิชาฝึกฝนร่างกาย
สาวๆ ทุกคนล้วนเคยได้รับการสนับสนุนจากร่างแยกมาก่อนแล้ว แต่ก็ได้รับกันเพียงคนละไม่กี่สิบนาทีเท่านั้นเพราะร่างแยกของเขามีจำกัด
ทว่าตอนนี้มันมีถึง 15 ร่าง ซึ่งเท่ากับว่ากัสสามารถสนับสนุนได้พร้อมกันถึง 16 คน ซึ่งเกือบจะเป็นครึ่งหนึ่งของคนทั้งหมดที่เขาอยากช่วยสนับสนุน
แม้จะยังไม่สามารถสร้างร่างแยกได้ครบตามจำนวนคน แต่ถ้าไม่นับข้ารับใช้แล้วละก็ มันก็นับว่าเพียงพอแล้วสำหรับการสนับสนุน
ส่วนข้ารับใช้นั้น แม้จะน่าเห็นใจอยู่บ้าง แต่กัสก็พยายามชดเชยให้พวกเธอด้วยการลงไปช่วยพวกเธอด้วยตัวของเขาเองซึ่งเป็นการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพกว่า ทั้งยังทำให้พวกเธออิ่มเอมในรสรักไปตามๆ กัน
ขณะที่คิดถึงปัญหาด้านจำนวนของร่างแยกและการสนับสนุนที่มีขีดจำกัดแล้ว กัสก็นึกถึงปัญหาที่เขาพบเจอในปัจจุบันขึ้นมาได้ ปัญหาเดียวที่เขายังหาวิธีแก้ไม่ได้
‘ทำยังไงถึงจะพัฒนาการเชื่อมต่อของร่างแยกให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้นะ’
นี่นับเป็นปัญหาที่กัสหาทางแก้ไม่ได้ในปัจจุบัน ส่วนปัญหาที่สามที่เขาทำพลาดไปเมื่อช่วงเย็น เขามีทางแก้แล้ว ถึงจะยังไม่ได้ลองทดสอบ แต่เขาก็มั่นใจว่าวิธีแก้ที่เขาคิดขึ้นมาได้นั้นสามารถใช้งานได้แน่
ค่ำคืนนั้นหลังจากให้รางวัลกับทุกคนด้วยการสนับสนุนผ่านร่างแยก กัสก็ไปหาคริสตัลเพื่อฝึกฝนร่วมกับเธออย่างสนิทสนมและชิดใกล้
ทั้งสองนั่งกอดกันอยู่บนแท่นหินขณะที่ฝึกฝนร่วมกันอีกครั้งและทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมและกลมกลืนราวกับร่างกายของพวกเขาได้ผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน
ความรู้สึกที่แสนวิเศษนี้ทำให้กัสและคริสตัลมีความสุขมากทีเดียวและทำให้พวกเขาสามารถลดความปรารถนาในร่างกายของกันและกันได้ในระดับหนึ่ง
นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางด้านจิตใจแล้ว มันยังมีผลกระทบจากวิชาร่างวชิระที่ส่งผลต่อร่างกายของคริสตัลอีกด้วย
ซึ่งจนถึงปัจจุบันที่เป็นการฝึกฝนครั้งที่สามของพวกเขา คริสตัลก็ยังไม่รู้ว่าร่างกายของเธอมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจเกิดขึ้นแล้ว
คนเพียงคนเดียวที่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงมีเพียงท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทผู้เป็นแม่ที่ยังคงเฝ้าจับตาดูความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบที่ส่งผลต่อร่างกายของคริสตัลนั้นเป็นเรื่องดี แต่มันก็ยังบอกไม่ได้ว่าผลกระทบนี้จะทำให้คริสตัลได้รับประโยชน์มากน้อยขนาดไหนเพราะการปรับปรุงร่างกายนั้น ไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับผู้ที่ฝึกฝนเพื่อที่จะเป็นครึ่งเทพเลย
ไม่ว่าจะฝึกฝนร่างกายเอาไว้ดีเพียงใด เมื่อกลายเป็นครึ่งเทพก็จำต้องสละกายเนื้อของตัวเองทิ้งไปอยู่ดี ถึงตอนนั้นกายเนื้อก็เป็นเพียงก้อนเนื้อที่ไร้ประโยชน์ จึงไม่มีความหมายใดๆ สำหรับผู้ฝึกฝนเพื่อเป็นครึ่งเทพ
ข้อดีเพียงข้อเดียวของการฝึกฝนร่างกายคือ การเพิ่มโอกาสรอดในขณะที่ยังไม่กลายเป็นครึ่งเทพเท่านั้นและด้วยความที่ผลกระทบนี้เกิดขึ้นโดยที่คริสตัลไม่จำเป็นต้องเสียเวลามาฝึกฝนเพิ่มเติม ท่านหญิงจึงไม่พยายามขัดขวาง
ในขณะที่คริสตัลยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดกับร่างกายของเธอนั้น กัสกลับสัมผัสได้ถึงผลกระทบที่มาจากวิชาของคริสตัลได้ก่อนและสัมผัสได้ถึงผลประโยชน์ที่เขาได้รับซึ่งทำให้พัฒนาการของเขารวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
เมื่อรู้แบบนั้นกัสก็ยิ่งรู้สึกอยากจะแต่งงานกับคริสตัลโดยเร็วเพื่อที่พวกเขาจะได้ก้าวไปยังขอบเขตที่สูงยิ่งกว่านี้เพราะเขารู้สึกว่าหากเขากับคริสตัลได้มีความสัมพันธ์เช่นสามีภรรยาแล้ว
ความก้าวหน้าของเคล็ดฝึกคู่ที่เขาใช้ร่วมกับคริสตัลอาจจะก้าวไปสู่ขอบเขตของขั้นผสานวิญญาณได้โดยง่ายเลยก็เป็นได้
เพราะขนาดกอดกันเฉยๆ พวกเขายังเกือบจะเข้าสู่ขอบเขตของขั้นผสานกายาเลย หากมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ การฝึกคู่ของพวกเขาอาจจะก้าวไปสู่ขอบเขตของขั้นผสานวิญญาณได้ง่ายๆ เลยก็เป็นได้
ภายใต้ความคิดนี้ความปรารถนาในใจของกัสจึงยิ่งรุนแรง ทว่าเขาก็ยังยึดมั่นในเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเขาและคริสตัล เขาจึงไม่พยายามฉวยโอกาสเธอไปมากกว่านี้เพราะเขาไม่อยากทำให้ท่านหญิงต้องผิดหวัง
แม้จะไม่มีความสำเร็จในระดับผสานวิญญาณหรือกายา แต่ความก้าวหน้าที่เขาได้รับจากการฝึกคู่ร่วมกับคริสตัลก็ยังสูงจนน่าประทับใจ
การฝึกร่วมกันของพวกเขาในคืนนั้นทำให้กัสก้าวข้ามระดับกลางของวิชาร่างวชิระบทที่ 5 หัวใจวชิระได้ในที่สุดและก้าวไปสู่ขอบเขตระดับกลางของวิชาร่างวชิระอย่างสมบูรณ์
‘ในที่สุดก็สำเร็จ..’
กัสยิ้มออกมาด้วยความยินดี แม้ว่าในความเป็นจริงเขาควรจะก้าวมาสู่ขอบเขตนี้ตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วก็ตาม
แต่เพื่อไม่ให้เป็นการฝืนตัวเองมากจนเกินไป กัสจึงหยุดความสำเร็จของร่างวชิระบทที่ 5 หัวใจวชิระเอาไว้ในขั้นก่อนที่จะสำเร็จขั้นกลางอย่างสมบูรณ์
เขาปล่อยให้ร่างกายได้ปรับสภาพก่อน 1 อาทิตย์ ก่อนจะทะลวงขั้นในวันนี้ซึ่งมันก็ได้ทำให้เขาทะลวงผ่านไปได้อย่างง่ายดายและสมบูรณ์แบบโดยไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อก้าวเข้ามาสู่ขอบเขตของขั้นกลางทั้ง 5 บท เส้นทางแห่งการเป็นเทพอสูรของเขาก็นับว่าได้เปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว
ในตอนนี้วิชาเดียวที่เขาต้องฝึกมีเพียงวิชาร่างวชิระขั้นสูง ‘หลอมร่างวชิระ’ เคล็ดวิชาระดับสูงของวิชาร่างวชิระที่มีหัวใจหลักของวิชาอยู่ที่การหลอมรวมร่างกายให้กลายเป็นหนึ่ง
เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสูงของวิชาร่างวชิระได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ สมดุลของร่างกาย
ในขั้นนี้เขาไม่สามารถแยกฝึกร่างวชิระทีละบทๆ อย่างที่ต้องการได้อีกแล้ว แต่ต้องฝึกทุกบทหมุนเวียนกันไป ซึ่งในอดีตเพราะขาดความเข้าใจในส่วนนี้ทำให้มีหลายคนที่ไม่อาจฝึกฝนร่างวชิระจนสำเร็จขั้นสูงได้
จนกระทั่งมีนักรบผู้หนึ่งพยายามศึกษาหาเหตุผลที่ทำให้ตนเองไม่สามารถทะลวงผ่านไปยังระดับสูงได้ จนกระทั่งค้นพบเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการก้าวผ่านจนกลายมาเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงหลอมร่างวชิระในที่สุด
ความสำเร็จของนักรบผู้นั้นส่งผลให้โอกาสสำเร็จวิชาร่างวชิระเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
นับว่ากัสโชคดีมากที่เขาเกิดมาในตระกูลใหญ่และมีทรัพยากรที่มาก มีพรศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสมกับการฝึกฝนร่างกายมากที่สุดและเกิดมาในยุคที่วิชาร่างวชิระได้รับการแก้ไขปัญหาข้อใหญ่ข้อนี้แล้ว
ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่พบเจอกับคอขวดใดๆ ในการฝึกฝนเพราะมีคนรุ่นก่อนกรุยทางไว้ให้แล้ว ทำให้เขาสามารถฝึกฝนได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่าคนรุ่นก่อนมาก
นี่นับเป็นจุดแข็งของตระกูลใหญ่ซึ่งตระกูลเล็กๆ หรือคนธรรมดาไม่มี จุดแข็งที่ทำให้คนธรรมดาและตระกูลเล็กๆ ต่างพากันอิจฉา โดยไม่ได้คิดเลยว่า การที่ตระกูลใหญ่จะกลายมาเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น พวกมันต้องผ่านความผิดหวังและความล้มเหลวมามากเท่าไหร่
มีน้ำตาและเลือดมากมายขนาดไหนที่ไหลรินออกมาเพื่อแลกมากับความสำเร็จของลูกหลานในอนาคต
กัสที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาหลอมร่างวชิระนั้นอดคิดถึงความพยายามของคนรุ่นก่อนขึ้นมาไม่ได้ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วกระตุ้นวิชาที่ทำให้ร่างกายของเขาทวีความร้อนแรงมากขึ้นไปอีก
ด้วยเหตุที่เคล็ดวิชาหลอมร่างวชิระนั้น เป็นวิชาที่เน้นการปรับสมดุล จึงทำให้การขับเคลื่อนเคล็ดวิชานี้กลายเป็นการกระตุ้นเคล็ดวิชาทุกบทของวิชาร่างวชิระ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายทุกส่วนถูกปรับปรุง จึงไม่น่าแปลกเท่าไหร่ที่ร่างกายของเขาจะร้อนมากกว่าเดิม
พลังงานที่ถูกเผาผลาญก็มีมากกว่าเดิมมาก ผลกระทบที่คริสตัลได้รับเองก็มีมากขึ้นเช่นกันจนทำให้เธอตกใจหลังจากสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ
คริสตัลเสียสมาธิไปชั่วขณะจนส่งผลให้พวกเขาหลุดออกมาจากขั้นกึ่งผสานกายาและทำให้ความเร็วในการฝึกฝนตกลงไปส่วนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้กัสที่กำลังฝึกฝนอย่างเพลิดเพลินอยู่ก็ต้องขมวดคิ้ว ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองคริสตัลด้วยความประหลาดใจ
“เกิดอะไรขึ้นหรือคริสตัล”
“ข้า..ข้ารู้สึกว่าร่างกายมันแปลกๆ ค่ะท่านกัส..เหมือนกับว่า ร่างกายของข้ามันกำลังเปลี่ยนไป”
กัสเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเริ่มสอบถามรายละเอียดจากคริสตัลให้มากยิ่งขึ้นแล้วเริ่มครุ่นคิดอย่างตั้งใจ
“ร่างกายกำลังเปลี่ยนไปงั้นหรือ..เจ้าบอกว่า รู้สึกว่าร่างกายทุกส่วนกำลังกลายเป็นน้ำแข็งงั้นหรือ”
“ค่ะ..ข้ารู้สึกแบบนั้นเลย รู้สึกว่าเซลล์แต่ละเซลล์กำลังกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับน้ำแข็ง..”
ด้วยความที่ความรู้ความเข้าใจของคริสตัลยังมีไม่มากนัก เธอจึงไม่รู้ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการผสานพลังธาตุน้ำแข็งเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายอย่างเซลล์
การผสานนี้เป็นการผสานที่ลึกซึ้งมาก ซึ่งมันจะช่วยเปลี่ยนแปลงรากฐานของร่างกายให้เหมาะสมกับพลังธาตุน้ำแข็งมากขึ้นไปอีก
ในขณะที่กัสนั้นแม้จะไม่รู้ แต่เขากลับมีความรู้สึกว่ามันคล้ายๆ กับวิชาร่างวชิระอย่างบอกไม่ถูกเพราะวิชาร่างวชิระเองก็เป็นวิชาที่ว่าด้วยการปรับปรุงรากฐานของร่างกายเช่นกัน
“หรือว่า..มันจะเป็นผลกระทบจากการฝึกคู่ของพวกเรา..น่าจะใช่นะเพราะข้าเองก็ได้รับผลกระทบจากวิชากายาน้ำแข็งของเจ้าเหมือนกัน”
“เอ๋! ท่านกัสก็ด้วยหรือคะ”
“ใช่! แถมมันยังมีประโยชน์มากทีเดียว ความเย็นมันแทรกซึมเข้ามาในร่างกายของข้าแล้วปะทะกับความร้อน..มันทำให้เซลล์ของข้าเกิดความเสียหายและทำให้การปรับปรุงร่างกายเร็วขึ้นกว่าเดิมตั้งหลายส่วน”
พูดแล้วกัสก็อธิบายถึงเหตุและผลแบบที่เขาเข้าใจให้คริสตัลฟัง ซึ่งทำให้เธอตกใจมากทีเดียวเพราะตั้งแต่ฝึกฝนร่วมกันมา เธอไม่เคยคิดเลยว่าตัวเธอนั้นจะสามารถช่วยสนับสนุนเขาได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาการฝึกฝนร่วมกันของพวกเธอนั้น มีเพียงคริสตัลเท่านั้นที่เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ เพราะมีเพียงเธอเท่านั้นที่เป็นฝ่ายดึงดูดความร้อนมาจากร่างกายของเขา
แม้ว่าความจริงมันจะไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ในมุมมองของคริสตัล สิ่งที่เธอทำลงไปก็เป็นเพียงการรับเอาบางสิ่งมาจากกัสโดยที่ไม่สามารถตอบแทนอะไรเขาได้เลย
เมื่อคริสตัลตระหนักว่าวิชาของเธอนั้นส่งผลกระทบในด้านที่ดีให้กับกัส เธอก็มีความสุขเป็นอย่างมากและเกิดความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนต่อขึ้นมา
กัสเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะฝึกฝนต่อเช่นกันเพราะเขาเพิ่งจะเริ่มฝึกเคล็ดวิชาหลอมร่างวชิระได้ครู่เดียวเอง เขายังไม่ได้สัมผัสกับร่างกายที่เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์เลย
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงฝึกฝนร่วมกันต่อและฝึกฝนร่วมกันยาวไปอีกหลายชั่วโมงจนเลยเวลาที่ควรจะหยุดพักไปโดยไม่รู้ตัว
กว่าพวกเขาสองคนจะรู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ตอนที่มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นในปราสาทน้ำแข็ง จากนั้นข้ารับใช้ของคริสตัลก็ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อหลังจากเห็นกัสกับเจ้านายของเธอนั่งอยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิดสนิทสนมถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นสายตาของข้ารับใช้ พวงแก้มของคริสตัลก็แดงขึ้นมาเหมือนกัน
“ม..มีอะไรงั้นหรือ..”
“ขออภัยที่เจ้ามารบกวนค่ะท่านกัส ท่านคริสตัล..คุณหนูใหญ่มาตามท่านกัสนะเจ้าค่ะ”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็ประหลาดใจก่อนจะเปิดบันทึกขึ้นมาดูเวลาก็ตกใจเพราะว่าตอนนี้มันตี 2 เข้าไปแล้ว
“นี่มัน! ตี 2 แล้วหรือเนี่ย ผ่านไปเร็วจริงๆ”
“ตายจริง! ขออภัยด้วยนะคะท่านกัส ข้าลืมเวลาไปเลย”
“ไม่หรอก..ข้าเองก็ลืมไปเหมือนกัน..ถ้างั้นก็เอาไว้แค่นี้ก็แล้วกันนะคริสตัล”
“ค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะท่านกัส แล้วก็..ขอบคุณนะคะ”
“อืม..ข้าเองก็ต้องขอบใจเจ้ามากเหมือนกัน..ฝันดีนะคริสตัล”
“ท่านกัสก็เช่นกัน..ฝันดีนะคะ”
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมและเป็นธรรมชาติกว่าเดิมโดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้สึกตัว ทว่าข้ารับใช้ใกล้ชิดของคริสตัลนั้น สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจนยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
กัสกับคริสตัลบอกลากันด้วยคำพูดที่แสนธรรมดา แต่กลับให้ความรู้สึกที่วาบหวานอย่างบอกไม่ถูก
จากนั้นกัสก็เดินออกไปจากปราสาทและได้พบกับน้องสาวของเขาที่รอคอยอยู่ในห้องโถงด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อเพราะความหนาว
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มน้อยๆ แล้วดึงมือของน้องสาวมากุมเอาไว้แน่น พลางโอบกอดเธอขึ้นมาไว้ในวงแขน
“เจ้าไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย..ใช้คนอื่นมาแทนก็ได้นี่”
“ขออภัยด้วยค่ะท่านพี่..น้องเห็นว่ามันดึกแล้ว ทุกคนเองก็เหนื่อยกันมามาก น้องไม่อยากปลุกพวกเธอนะคะ”
กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วหอมแก้มที่เย็นเยียบของน้องสาวเบาๆ จนแก้มของเธอแดงขึ้นมา
“เจ้านี่น่ารักเสมอเลยนะน้องข้า..เอาละกลับบ้านกันดีกว่า ไม่สิ..แวะไปอาบน้ำคลายหนาวกันก่อนดีกว่าเนอะ”
พูดจบกัสก็ตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายไปยังโรงอาบน้ำแล้วอาบน้ำร้อนร่วมกับน้องสาว ซึ่งมันก็ไม่ได้จบลงที่การอาบน้ำเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว
แต่กลายเป็นศึกรักที่ร้อนแรงที่ช่วยขับความหนาวเย็นออกไปจากร่างกายได้เป็นอย่างดี ก่อนที่กัสจะอุ้มน้องสาวที่อ่อนเพลียจนหลับไปในอ้อมกอดเดินกลับเข้าไปในบ้านอย่างมีความสุข