ตอนที่ 133 ฝูงสัตว์น้ำกลายพันธุ์1
ชารอนเดินนำหน้าตาเดียวเข้าไปที่ตึกสมาพันธ์นักล่าที่จริงแล้วตั้งแต่ที่ไนเรลรักษาบาดแผลให้กับตาเดียวดวงตาของมันก็ไม่ได้บอดจริง ๆแต่อาจจะเพราะความเคยชินจึงได้ปิดดวงตาไว้ข้างหนึ่ง
แต่ว่ายิ่งตาเดียวมีผ้าปิดตาและสีหน้าที่เงียบขึมก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับคนที่พบเห็นกลุ่มของนักล่าที่ยืนกันหนาแน่นทำธุระกรรมกันอยู่ด้านในตึกพากันเดินหลบให้กับตาเดียวอย่างรีบร้อนเมื่อเห็นมันเดินมา
ในตอนนั้นเองก่อนคนทั้ง10 จะไปได้ไกลกว่านั้น ก็มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาหาชารอนด้วยความนอบน้อมพร้อมทั้งเชิญทุกคนไปที่ด้านนอกเพื่อขึ้นรถต่อไปในทันที โดยไม่ให้หยุดพัก
นักล่าส่วนใหญ่สังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้สนใจมากนักเพราะพวกมันรู้สึกว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องปกติเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาสมาพันธ์นักล่านั้นดูจะวุ่นวายคนระดับสูงยันล่างวิ่งเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
จนถึงขนาดว่าเวลาทำการสมาพันธ์นักล่ากลายมาเป็นเปิดตลอด24 ชั่วโมงแล้ว
......
ที่เขตย่านการค้าเมืองซานติเกีย ตอนนี้ทุกอย่างเป็นรูปเป็นร่างและมั่นคงมากขึ้นไนเรลก็สั่งให้คูเปอร์และโลแกนนำกองกำลังออกไปกวาดล้างอีกสองเขต
ตามแผนกำหนดการที่เขาวางไว้มันคือเวลา4 เดือนยึดเมืองซานติเกียต้องเสียเวลากับการรับสมัครคนและคัดเลือกพร้อมทั้งเดินทางมาที่เมืองซานติเกียจนถึงเวลานี้ก็ร่วมเกือบๆ 1 เดือนแล้ว
ถ้าดูจากภาพรวมก็คงต้องบอกว่าพวกเขาทำเวลาได้ดีแต่ถึงกระนั้นไนเรลก็รู้ว่ายิ่งยึดเมืองซานติเกียเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเพราะตามจริงแล้วระยะเวลา 4 เดือนนั้นมันรวมถึงการที่บูรณะเมืองขึ้นมาใหม่ซึ่งโครงการที่ใหญ่สุดคงเป็นกำแพงที่ล้อมรอบเมือง
เขามองดูกองกำลังหมาป่าและกองกำลังพยัคฆ์กำลังเคลื่อนตัวออกราวกับฝูงมดที่ได้กัดกินน้ำตาลเพียงแต่น้ำตาลที่ว่านี้คือซอมบี้ก็เท่านั้น
ในขณะนั้นเองเขาก็สังเกตถึงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอลิสซ่า เธอเองก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน
ในช่วงที่ผ่านมาไนเรลให้อิสระกับเธอในการรับคนเข้ารวมกองกำลังมากขึ้นแต่ยังต้องคำนึงถึงข้อหนึ่งนั้นก็คือเรื่องที่มนุษย์ชั้นสูงในกองกำลังนี้จะต้องบินได้แต่ใช่ว่าเขาจะบอกว่าต้องบินอยู่ตลอดเวลา
อันที่จริงพูดให้เข้าใจล่ายๆ ก็คงเป็นลอยตัวหรือต่อสู้บนอากาศ
เขาตั้งความหวังกับกองกำลังเวหานี้มากเพราะเมื่อถึงคราวต้องสู้จริง ๆ พวกเขาจะมีบทบาทมากจนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
อลิสซ่ากำลังนำคนประมาณ5 คนที่มีความสามารถสู้บนอากาศที่พึงคัดเลือกมาได้ไล่สังหารซอมบี้ปีกที่บินอยู่กลางอากาศในกองกำลังนั้นมีคนที่ใช้ความสามารถพลังธาตุลมหนุนส่งตัวเองจนบินได้ชั่วคราวบางคนก็ใช้เปลวไฟเป็นดังจรวด ซึ่งก็อยู่ในสองธาตุนี้ที่สามารถพลิกแพลงได้ทำให้พวกมันสังหารซอมบี้ปีกได้
ในขณะนั้นเองเสียงของซีโร่ก็ดังขึ้น
“ท่านไนเรล คนทั้งสิบที่ท่านให้ตามหาขณะนี้กำลังเดินทางมาจากเมืองย่อย101 จะถึงที่นี้ในวันพรุ่งนี้อย่างช้าสุด”
“อืม...ในที่สุดก็มากันแล้ว”ไนเรลพยักหน้าตอบจากนั้นก็หันไปเล่นปืนพกเรียวกันที่อยู่ในมือ
ตั้งแต่ที่เมสันนำปืนต้นแบบทั้ง10 กระบอกมาให้ไนเรล เขาก็ทดสอบมันไปหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่รูปร่างที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไปขนาดประมาณปืนลูกโม่ทังสตนของไนเรลไม่มากนัก
กระสุนในการบรรจุแต่ละครั้งนั้นได้ประมาณ20 ลูก พลังงานในการยิงมีด้วยกัน 3 ระดับตามการทำลายล้าง
สูงสุดคือระดับ 3ที่สามารถสร้างความเสียหายต่อสัตว์ระดับ 4 ได้ และระดับ 3 และ 2 ลดหลั่นกันลงไป
ถึงจะมองว่าพลังมันสามารถสร้างความเสียหายได้แค่ระดับ4 ไม่อาจจะสั่งหารได้ในนัดเดียวเหมือนปืนใหญ่พลังงาน E1 และ E2แต่อย่าลืมว่าปืนเรียวกันก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องของการพกพา
ที่สำคัญกว่านั้นคือถ้าสมมุติมีปืนเรียวกันแบบที่อยู่ในมือไนเรลสักหนึ่งพันไม่สิหนึ่งร้อยกระบอก ต่อให้เป็นสัตว์กลายพันธุ์ระดับ 4 ร่างก็คงแหลกเหลวเช่นกัน
จับปืนเล่นอยู่สักพักชายหนุ่มก็รู้สึกเบื่อขึ้นมาเพราะกว่าที่ตาเดียวและชารอนจะมาก็อีกวัน แต่ด้วยความว่างงานก็ไม่รู้จะไปทำอะไรจะออกไปล่าสัตว์กลายพันธุ์ระดับสูงนอกเมืองก็ไม่ได้เนื่องจากตอนนี้เขาคุมเชิงอยู่ที่ย่านการค้าเมืองซานติเกียถ้าเกิดเรื่องขึ้นเขาจะได้ไปช่วยทัน แต่จนถึงตอนนี้ทุกอย่างก็ราบรื่นไปหมด
แต่พอคิดไปคิดมาดูเหมือนว่าเขาจะยังมีงานอยู่อีกอย่างเมื่อคิดได้ดังนั้นไนเรลไม่รีรอรีบตรงไปจัดการทันที
เขายืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่เมื่อก่อนเคยลานกว้างชมวิวทิวทัศน์มีรูปปั้นและตึกอาคารอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะโรงแรมที่หรูหราแต่ในตอนนี้มันกลับเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรม ต้มไม้ใบหญ้าขึ้นอยู่หน้าแน่น
ตัวตึกอาคารก็พังถล่มอยู่หลายแห่งเห็นแล้วยิ่งรู้สึกหดหูใจ
แต่ในความรู้สึกลึก ๆไนเรลกลับคิดว่ามันก็สวยงามไปอีกแบบถึงชายหนุ่มจะคิดแบบนั้นมันเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
ยิ่งไนเรลเดินไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้กลิ่นเหม็นเน่าเพราะข้างหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยซากศพของซอมบี้ที่ถูกขนย้ายมาจากทุกที่ในเมืองซานติเกีย
ผู้พิทักษ์สมาพันธ์นักล่าที่เห็นไนเรลก็แสดงความเคารพทักท้ายอย่างสุภาพเมื่อคนที่ย้ายเข้ามาใหม่เมื่อวันสองวันเพื่อเป็นแรงงานเห็นแบบนั้นก็หยุดมือและทักทายเขาด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็พยักหน้ารับและบอกพวกเขาว่าให้ไปทำงานต่อส่วนตัวของไนเรลก็เดินไปตามจุดที่มีซากของซอมบี้วางอยู่และลงมือใช้ความสามารถ[เร่งการเจริญเติบโตของพืช A] และ [การตอบรับของธรรมชาติ A]
ต้นกาบหอยแครงปีศาจที่โตขึ้นอย่างฉับพลันสร้างเสียงฮือฮาให้กับพวกคนงานที่อยู่รอบข้างเล็กน้อยเนื่องพวกเขาทั้งหมดเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ถึงจะเคยเห็นและสัมผัสกับมนุษย์ชั้นสูงมาบ้างแต่ที่ทำได้แบบไนเรลเกรงว่าจะมีน้อยมาก
ไนเรลไม่สนใจพวกคนงานอีกเพราะตอนนี้เขากำลังเดินไปอีกจุดและเริ่มใช้ความสามารถแบบเดิม ๆอีกครั้งและอีกครั้ง
โดยไม่คิดจะหยุดพักเลยแม้แต่น้อยถ้าจะบอกว่าไนเรลไม่เหนื่อยเลยก็คงจะเป็นการโกหกเกินไป แต่เพราะเขามีแก่นพลังงานที่พึ่งได้รับมาใหม่พอสมควรความเร็วในการฟื้นพลังงานที่เสียไปจึงเร็วกว่าปกติ
อีกอย่างไนเรลก็ไม่ได้ใช้ความสามารถ[เร่งการเจริญเติบโตของพืช A] จนพวกต้นกาบหอยแครงปีศาจพัฒนาเกินไปกว่าระดับ 3
ถ้าไนเรลเร่งการเจริญการเติบโตมันเป็นระดับ4 หรือ 5 มันก็คงจะกินพลังงานและเวลาเกินไปเขาต้องการแค่ให้พวกมันจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์ระดับต่ำเพื่อไม่ให้สัตว์พวกนี้แอบมาสร้างความเสียหาย หรือกินคนงานของเขาก็เท่านั้นส่วนพวกระดับ 4 ขึ้นไปก็ให้มนุษย์ชั้นสูงของสมาพันธ์นักล่ามาจัดการเอาเอง
เพราะหลังจากนี้เมื่อยึดเมืองซานติเกียได้ทั้งหมดก็ต้องสร้างกำแพงล้อมรอบอยู่แล้ว
แม้ไนเรลจะพูดว่าให้พวกพืชกาบหอยแครงปีศาจพวกนี้อยู่แค่ระดับ3 คอยจัดการสัตว์กลายพันธุ์ระดับต่ำแต่ก็ต้องไม่ลืมว่าต้นกาบหอยแครงปีศาจของไนเรลมันสามารถกินและเติบโตได้ด้วยตนเองซึ่งถ้ามันยังอาหารอุดมสมบูรณ์แบบนี้อีกไม่นานก็คงพัฒนาเป็นระดับ 4 หรือ 5 ก็ได้
และตอนนั้นมันจะกลายเป็นผู้พิทักษ์รอบเมืองซานติเกียที่สุดยอดเสียยิ่งกว่าพวกผู้พิทักษ์สมาพันธ์ซะอีก
หลังจากปลูกต้นกาบหอยแครงปีศาจต้นที่400 เสร็จไนเรลก็ปาดเหงือบนหน้าพร้อมกับคิดไปถึงอสูรเผ่านิมฟ์ที่สามารถปลูกต้นไม้จำนวนมากโดยไม่เสียเหงือสักเม็ด
“ดูท่างานสวนคงไม่เหมาะกับเรา”ไนเรลพึมพำออกมาขณะที่มองไปที่ท้องฟ้ากับสายฝนที่ยังคงตกมาเหมือนเช่นในทุก ๆ เวลาเขาเดินกลับไปพักผ่อน
โดยยังคงมีคนงานขนศพซอมบี้มาทิ้งอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดแข่งกับฝนซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีซอมบี้จำนวนมากพอสมควรในสองเขตที่เหลือ
......
ทางด้านของคูเปอร์ที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาควบคุมกองกำลังมนุษย์ชั้นสูงสลับหมุนเวียนเข่นฆ่าซอมบี้ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความระมัดระวัง
เพราะในตอนกลางคืนจะมีซอมบี้เงาระดับ2 ออกอาละวาดอยู่หลายครั้งบวกกับทัศนวิสัยที่มองเห็นได้ยากและความเหนื่อยล้าที่ต้องสู้มาทั้งวัน
คูเปอร์ที่มักจะออกไปสู้ในแนวหน้าเปิดฉากโจมตีอยู่เสมอเมือกวาดล้างซอมบี้ในคลังสินค้าที่ติดกับท่าเรือของแม่น้ำได้แล้วเขาก็คิดจะถอยก่อนในวันนี้
เพราะตอนนี้คนในกองกำลังของเขาแสดงสัญญาณถึงความเหนื่อยล้าแล้วอันที่จริงแล้วทุกคนนั้นเหนื่อยมากมานานแล้วแต่เพราะความที่คูเปอร์เคยเป็นทหารมาก่อนทำให้เขาติดนิสัยที่ว่าต้องถึงขีดสุดเท่านั้นถึงยอมถอยจึงทำให้คนในกองกำลังกัดฟันสู้ต่อไป
“ถอยกันก่อนพอศพคนที่ตายกลับไปด้วย ถึงอย่างไรมันก็เป็นทหารของกองกำลังพยัคฆ์เราอย่าลืมแทงใช้เหล็กศีรษะมันด้วย” คูเปอร์สั่งขณะที่เช็ดน้ำฝนออกจากหน้า
ทหารกองกำลังพยัคฆ์ที่ได้ยินสัญญาณถอยก็ดีใจพากันถอยมารวมกลุ่มกันเดินทางกลับ โดยมีแสงไฟสปอตไลท์จากรถฮัมวี่และมนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถสนับสนุนที่มองเห็นและตรวจจับในตอนกลางคืนคอยนำทางออกไป
“ฝนตกแบบนี้น่าเป็นห่วง”เอมเบอร์ที่เดินตามคูเปอร์พูดด้วยความกังวลขณะที่มองตามท่อละบายน้ำที่ละบายน้ำฝนอย่างต่อเนื่องจนบางครั้งน้ำก็ไหลไม่ทันท่วมขังบางที่
“คงต้องพูดคุยกับไนเรลดูถึงเรื่องนี้เพราะถ้าฝนยังตกแบบนี้อยู่คงมีปัญหาแน่ ๆแต่ยังไงเราก็ต้องกวาดล้างซอมบี้ให้หมดตามเวลาที่กำหนด”
“ถ้าขอให้กองกำลังผู้พิทักษ์สมาพันธ์มาช่วยด้วยจะดีไหมเพราะอย่างไรเขตอุตสาหกรรมก็กว้างมาก ถึงจะไม่เท่าที่พักอาศัยและซอมบี้ก็ไม่เท่าที่นั้นแต่กลับมีสัตว์กลายพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมากกว่ากันเยอะพอควร”
“คนของกองกำลังพยัคฆ์ก็พึงกลายมาเป็นมนุษย์ชั้นสูงอีกทั้งส่วนใหญ่จะอยู่แค่ระดับสีเทาเท่านั้นถ้าเป็นแบบนี้คนตายต้องเพิ่มมากขึ้นแน่นอน”
“ฉันจะไปถามไนเรลให้”คูเปอร์พยักหน้าเห็นด้วย เพราะวันนี้เขาก็สูญเสียกำลังคนไปมากกว่า 10 นายแล้วซึ่งถ้าปกติแล้วคนตาย 10 คนมันถือว่าน้อยมากแต่เพราะทุกคนคือมนุษย์ชั้นสูงทำให้ราคาของมันสูงกว่ามาก
“งั้นก็....เดียวเสียงอะไร”
แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้พูดกันต่ออยู่ ๆ ด้านหลังของพวกเขาก็เกิดเสียงสั่นไหวของเหล็กกระทบกัน
ทุกคนในกองกำลังพยัคฆ์แปลกใจกับเสียงที่ดังผ่านสายฝนทุกคนพากันหันกลับไปมองยังจุดที่พวกมันพึงจะเดินจากมา
แต่ยังไม่ทันที่ทหารของกองกำลังพยัคฆ์ได้ตกใจก็ต้องหวาดกลัวซะก่อนเพราะฝูงสัตว์น้ำกลายพันธุ์จำนวนมหาศาลจนแม้แต่เอมเบอร์ยังต้องศีรษะด้านชาถ้าจะต้องนับจำนวนพวกมันกำลังทยอยขึ้นมาจากน้ำ พร้อมกับเสียงกระทบกันไปมาของกล้ามพวกมัน
“แจ้งเตือนส่งสัญญาณเตือนภัยเร็ว” เสียงของคูเปอร์ดังปลุกทุกคนจากความกลัว