จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 9 ตกอยู่ในพระหัตถ์ของฝ่าบาท

    แม้อากาศจะหนาวเย็นมากเพียงใด แต่ย่านการค้าภายในเมืองหลวงก็ยังคงคึกคัก ชาวจ้าวต่างออกมาทำมาหากินอย่างเป็นปกติ และเมื่อรถม้าจากตำหนักพยัคฆ์หมอกหยุดจอด ผู้คนต่างหันมาให้ความสนใจ รถม้าคันใหญ่โอ่อ่าถึงขนาดนี้เป็นของผู้ใด เมื่อเห็นโอวหยางไป๋ที่อยู่บนหลังอาชา และจางหานเฟิ่งค่อยๆ ออกมาจากตัวรถม้า พลันเสียงซุบซิบพูดคุยก็ดังระงม“ชายาเอกจินอ๋องกับท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายของพวกเรา...”“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายรับชายาเอกจินอ๋องเป็นน้องสาวบุญธรรม เจ้ารู้หรือไม่...”“ข้ารู้นานแล้ว นางนี่วาสนาดีไม่น้อย บิดาของนางมิได้เป็นขุนนางใหญ่โตอะไร แต่นางกลับได้เป็นถึงชายาเอกของจินอ๋องและน้องสาวบุญธรรมของท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย”“นี่เจ้ารู้หรือไม่ว่า...นางยังได้เป็นบุตรสาวบุญธรรมของจิ่งกุ้ยเฟยด้วยนะ”“เจ้าพูดจริงหรือ! เจ้ารู้ได้อย่างไร”“เขาพูดกันหนาหู เจ้าไม่เคยได้ยินหรือไร”“ใช่...ใช่...นางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของจิ่งกุ้ยเฟยอีกด้วย” คนผู้หนึ่งพูดแทรกการสนทนาของคนทั้งสองขึ้นมาหน้าตาเฉย เพราะอยากที่จะร่วมสนทนาด้วย“ชาติที่แล้วนางทำบุญอันใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมืองเอาไว้เป็นแน่แท้ ชาตินี้จึงมีวาสนาดีเช่นนี้”“ส่วนข้าน่ะ...อิจฉาบิดาของนางเสียมากกว่า มีวาสนาดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ที่มีบุตรสาวอย่างนางมาช่วยให้สกุลจางมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเกียรติแก่วงศ์สกุลจริงๆ”“พอเจ้าพูดถึงบิดาของนางก็ทำให้ข้านึกถึงเรื่องหนึ่ง ไยตำแหน่งไม่เลื่อนขึ้นสักที บุตรสาวเป็นถึงชายาเอกจินอ๋องเชียวนะ”“ข้าว่ายังไม่ถึงเวลา...สักวันจะต้องมีราชโองการให้เลื่อนขั้นอย่างแน่นอน”“อืม...อืม...”จางหานเฟิ่งลงจากรถม้า นางอยู่เหนือผู้คนมากมายนานวันเข้า ท่วงท่าจึงงามสง่าสูงศักดิ์ไปเอง และเมื่อก้าวเข้าไปด้านในหอสุรากุ้ยฮวาพร้อมโอวหยางไป๋กับผู้ติดตาม หลงจู๊ที่เห็นก็เข้ามาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มดีใจ เพราะนานแล้วที่ไม่ได้พบปะหน้ากันตรงๆ“ชายาเอกจินอ๋อง...ใต้เท้าโอวหยาง...เชิญที่ห้องหมายเลขหนึ่งเลย” หลงจู๊ประสานหมัดแล้วผายมือข้างหนึ่งออกเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม“พวกเจ้ารออยู่ข้างล่าง หลงจู๊ให้คนนำอาหารมาให้คนของข้ากินด้วย” จางหานเฟิ่งสั่งนางกำนัลและขันทีก่อนจะสั่งหลงจู๊ให้ต้อนรับ“ได้...เด็กๆ” หลงจู๊ส่งเสียงเรียกเสี่ยวเอ้อร์ทันใด“ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาหาฉับพลัน“จัดการนำอาหารมาให้ทุกท่าน!”“ขอรับ”นางกำนัลกับขันทีที่ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนต่างยอบกายขอบคุณจางหานเฟิ่งกันเป็นแถวๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มดีใจ ที่วันนี้ได้มีโอกาสชิมอาหารรสเลิศอันเลื่องชื่อของหอสุรากุ้ยฮวา บางคนถึงขั้นนึกถึงชื่ออาหารที่โด่งดังที่สุดของหอสุรากุ้ยฮวาขึ้นมาในใจ“ข้าอยากกินเป็ดย่าง”“ข้าอยากกินโจ๊ก”“ข้าอยากกินปลาเปรี้ยวหวาน”“ชายาเอกจินอ๋องของพวกเรามีเมตตาจริงแท้”“ข้าลงมาแล้ว ค่อยกลับตำหนักด้วยกัน” จางหานเฟิ่งบอกกล่าวกับทุกคนทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวไปที่บันได“เพคะ”“พ่ะย่ะค่ะ”
    ในห้องหมายเลขหนึ่งที่ชั้นสาม จางหานเฟิ่ง โอวหยางไป๋ ตันตัน และหลงจู๊อยู่ข้างใน นอกห้องนั้นย่อมต้องมีคนคอยเฝ้าระมัดระวังรักษาความปลอดภัย ทันใดหลงจู๊ก็ตัดพ้อต่อว่าหน้าเศร้า“ไม่ได้พบหน้ากันนานแค่ไหน...รู้หรือไม่...”“ตั้งแต่หลังวันเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับท่านอ๋อง ข้าก็อยากจะมาที่นี่บ่อยๆ หรือแอบนัดพบกับท่านลุงเช่นเมื่อก่อน ทว่าขยับตัวไปไหนมาไหนลำบาก ยามนี้เสมือนข้าได้ถูกดึงออกมาสู่แสงสว่างแล้ว”“ข้าน้อยเข้าใจ” หลงจู๊พยักหน้าและเริ่มเทน้ำชาใส่ถ้วยต้อนรับด้วยตัวเองเหมือนทุกครั้ง“ที่ข้ามายังที่นี่วันนี้ เพราะต้องการยาพิษที่เหลือ” จางหานเฟิ่งบอกจุดประสงค์ที่ต้องการ“ได้ จะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้”หลงจู๊ไม่ถามว่าจะเอาไปทำอะไร เพราะคิดว่าจางหานเฟิ่งอาจจะนำไปเก็บไว้เอง แต่นางไม่ปิดบังชายชรา ด้วยวางใจยิ่ง จึงบอกกล่าวกับอีกฝ่ายราวมีนัยปรึกษาอยู่“ข้าจะเอาไปใช้ในการศึกสงคราม! นำยาถอนพิษมาด้วย”หลงจู๊พลันมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาก่อนพยักหน้า เพราะเป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้ว่าใกล้จะเกิดศึกสงครามระหว่างแคว้นขึ้นแล้ว“ได้ ข้าน้อยจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้”“ช้าก่อน!” โอวหยางไป๋รั้งหลงจู๊เอาไว้ทันทีที่ชายชราหมุนตัว เพราะมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะคุยด้วย “ท่านรู้ว่าหยวนฟางอยู่ที่ใด”“ข้าน้อยรู้” หลงจู๊หันกลับมาตอบท่าทางมึนงง พร้อมกันนั้นก็รู้สึกสะดุดใจ เพราะเมื่อสองสามวันก่อนให้จางอิงถิงนำของที่หยวนฟางเพิ่งจะทำเสร็จไปให้จางหานเฟิ่ง ทันใดก็ถามนางออกไปด้วยความสงสัย “สิ่งนั้นใช้การได้หรือไม่ ชายาเอกจินอ๋องพอใจหรือเปล่า”“ข้าพอใจมาก...ได้ตามที่ข้าประสงค์ทุกอย่าง เขาผู้นั้นมีฝีมือในการประดิษฐ์และคิดคำนวณเป็นหนึ่งจริงๆ เรื่องกลไก...เขาเข้าใจในสิ่งที่ข้าเขียนทันที” จางหานเฟิ่งยิ้มขึ้นมาเมื่อนึกถึงปืนสั้นกระบอกนั้น ซึ่งยามนี้ตกอยู่ในพระหัตถ์ของโอรสสวรรค์แล้ว“เช่นนั้น...ข้าน้อยก็โล่งอก” หลงจู๊แย้มยิ้มแล้วหันไปสบสายตากับโอวหยางไป๋อย่างเป็นคำถามไยท่านถึงได้ถามคำถามนั้นกับข้า“ข้าต้องไปพบกับหยวนฟางเพื่อต่อรองให้เขาสร้างปืนสั้นขึ้นมาอีกสองกระบอก” โอวหยางไป๋ไม่เสียเวลารอให้คนของตัวเองออกไปค้นหา ในเมื่อคนของหอสุรากุ้ยฮวารู้เรื่องนี้ จึงถามออกไปตรงๆ“สร้างเพิ่มเช่นนั้นหรือ” หลงจู๊ไม่รู้ถึงอานุภาพของอาวุธชนิดนี้ เพราะแค่ทำงานตามที่จางหานเฟิ่งสั่งการเท่านั้น หาคนสร้าง...เมื่อเสร็จแล้วก็นำไปมอบให้“ถูกต้องแล้ว เพราะว่าข้าอยากได้บ้าง” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์คลี่ยิ้มผลิบานสดใส“ท่านอยากได้ถึงสองเชียวหรือ” หลงจู๊ชูสองนิ้วด้วยความแปลกใจ แค่หนึ่งก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือไร มีสองทำไมกัน“ข้าต้องนำมาคืนนาง” โอวหยางไป๋พยักพเยิดใบหน้าไปทางน้องสาวบุญธรรมที่นั่งจิบน้ำชาเงียบๆ อยู่ข้างกาย ทว่ากลิ่นอายของนางน่ากลัวยิ่ง“คืน!” หลงจู๊มึนงงหนัก เพราะเพิ่งจะให้ปืนสั้นกับจางหานเฟิ่งไป เหตุไฉนต้องสร้างใหม่แล้วนำมาคืน ปืนสั้นหายไปเช่นนั้นหรือ“ฝ่าบาททำท่าจะไม่คืน ข้าก็ไม่รู้จะทำเช่นไร นอกเสียจากให้หยวนฟางสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกสองกระบอก” โอวหยางไป๋ตอบราวกับนั่งอยู่ในใจของชายชรา“อ่า...อยู่ในพระหัตถ์ของฝ่าบาทหรือ” หลงจู๊ทำตาโตตกใจ สายตาจับจ้องไปที่เจ้าของหอสุรากุ้ยฮวาตัวจริงในทันใด“ถูกต้องแล้ว ยามนี้อยู่ในพระหัตถ์ของฝ่าบาท ข้าให้ทอดพระเนตรเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจที่จะถวายให้แม้แต่น้อย” นางชำเลืองสายตาคมกริบไปทางโอวหยางไป๋ ท่านเป็นผู้นำไป ไยถึงนำมาคืนข้าไม่ได้“ข้าคาดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะสนพระทัยถึงเพียงนั้น” โอวหยางไป๋ยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีความกล้าที่จะไปขัดพระทัยโอรสสวรรค์ “ฝ่าบาทตรัสว่า...ขอข้าเก็บเอาไว้ศึกษาต่ออีกสักหน่อยเถิด จะรีบนำไปคืนไปไย”“ข้าคิดว่า...” จู่ๆ จางหานเฟิ่งก็เปลี่ยนเรื่องพูดคุยขึ้นมาสุ้มเสียงสุขุม “พวกเรามาช่วยกันคิดเถิด...มีวิธีใดที่จะทำให้หยวนฟางเดินทางไปยังเมืองหยีโจว”“เจ้า...” โอวหยางไป๋เบิกตาโตก่อนจะรู้สึกหัวเสียที่คิดได้ช้ากว่าน้องสาวบุญธรรม “ไยข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนนะ เขามีฝีมือประดิษฐ์ถึงขนาดนั้น เขาสามารถช่วยท่านอ๋องทำงานให้สำเร็จเร็วขึ้นได้”“ถูกต้องแล้ว แต่คนผู้นี้จะยอมไปเมืองหยีโจวหรือเปล่า” จางหานเฟิ่งมีสีหน้าครุ่นคิดเคร่งเครียด“ให้คนของเราไปพูดก่อนดีหรือไม่” หลงจู๊ถามแทรกขึ้นมาสีหน้าเคร่งเครียดตาม คิดช่วยงานของจางหานเฟิ่งให้ลื่นไหล“ไม่ดี” โอวหยางไป๋ส่ายหน้าปฏิเสธทันใด“ข้าก็คิดว่าไม่ดี” นางเห็นด้วยกับพี่ชายบุญธรรม จากนั้นก็ให้เหตุผลว่าทำไม “คนผู้นี้ต้องมีบางสิ่งบางอย่างหลอกล่อให้ทำตาม”“ถูกต้องแล้ว ขนาดให้รับตำแหน่งเจ้ากรมกลาโหม คนผู้นี้ก็ยังไม่ยอมเข้ารับตำแหน่ง” โอวหยางไป๋กล่าวเสริมพลางมีท่าทางหนักใจและจนใจพร้อมๆ กัน“ต้องหลอกล่อ...” จางหานเฟิ่งเอ่ยต่อ “หนึ่งที่เมืองหยีโจวมีแร่โลหะให้ใช้สอยได้อย่างมากมาย และยังมีเตาหลอมให้ใช้งานได้อีกด้วย สองแบบกลไกการสร้างปืนใหญ่อยู่กับท่านอ๋อง และสามท่านอ๋องสามารถส่งคนไปหาทรายละเอียดมาให้กับเขาได้”“ข้าจะหลอกล่อให้ได้” โอวหยางไป๋มีท่าทางจริงจังขึ้นมา“ท่านมีวาทศิลป์...จัดการให้สำเร็จ” นางกล้าสั่งพี่ชายบุญธรรมที่เป็นถึงเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งแคว้นจ้าวตาไม่กะพริบ“หยวนฟางอยู่ที่ใด” โอวหยางไป๋หันไปถามหลงจู๊อีกครั้งสีหน้าจริงจัง บนดวงหน้าไร้รอยยิ้ม“ในหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองหลวง...ห่างออกไปประมาณสามสิบหลี่ บ้านหลังที่รับตีเหล็กขอรับใต้เท้า” หลงจู๊ตอบกลับมาท่าทางเป็นการเป็นงาน“ไปหมกตัวอยู่ที่นั่นนี่เอง เฮ้อ...” โอวหยางไป๋ทอดถอนหายใจ คนมีสติปัญญาและฝีมือ ทว่าไม่ยอมเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ช่างน่าเสียดายแท้“เช่นนั้น...ข้าน้อยขอตัวไปหยิบยาพิษและยาถอนพิษก่อน” หลงจู๊ขอตัวกับทั้งสอง มองจางหานเฟิ่งพยักหน้า จากนั้นก็ออกจากห้องหมายเลขหนึ่งไป“เจ้าคิดว่า...ฮ่องเต้เชวียนตี้จะส่งกองทัพไปปราบปรามเชวียนอ๋องเมื่อใด” มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นหันไปปรึกษาหารือกับน้องสาวบุญธรรม“ข้าไม่รู้...” จางหานเฟิ่งส่ายหน้าไปมาก่อนจะจิบน้ำชาดับกระหายอีกถ้วย“แต่ข้าคิดว่าเหมันตฤดูนี้แหละ”“ทำศึกในแคว้นเหอเอง...อาจจะเร็วกว่าที่พวกเราคาดคิดเอาไว้” จางหานเฟิ่งเห็นด้วย และย้ำกับโอวหยางไป๋ในเรื่องเดิม “ท่านอย่าลืมเรื่องที่ข้าบอกท่านไป เกี่ยวกับกลไกกล้องส่องทางไกล”“เจ้าสิ่งนี้สำคัญ!” โอวหยางไป๋ตบอกของตัวเองเป็นการยืนยันว่าไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน