ระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ

    ตอนที่ 35 สมาชิกใหม่

         จินหงเหว่ยสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของเฉินโจวหลังจากที่เขาเดินออกมาจากห้อง จึงรีบเดินเข้ามาตบบ่าเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ "ถ้าไม่เป็นไปตามที่หวังก็ไม่เป็นไรนะเพื่อน ยังมีคนเก่งๆ อีกมากมายให้พวกเราเลือก"

        เฉินโจวไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับรู้แผ่วเบา ความผิดหวังยังคงฉายชัดบนใบหน้า เขาเพิ่งรู้จากจินหงเหว่ยว่าการพูดคุยเมื่อครู่กินเวลานานกว่าหนึ่งชั่วโมง ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย เพราะระหว่างที่สนทนากัน เขาไม่รู้สึกว่าเวลาล่วงเลยไปนานขนาดนั้นเลย...

        เมื่อพวกเขาออกจากมหาวิทยาลัยก็เข้าสู่ช่วงเย็นย่ำ ทุกคนจึงตกลงที่จะหาอะไรรองท้องกันก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว เฉินโจวที่รู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก เลือกที่จะเดินกลับห้องพักทันที พอกลับถึงห้อง เขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง ปล่อยให้สายตาเหม่อมองเพดานสีขาวโพลน ความคิดต่างๆ วิ่งวนอยู่ในหัว

        "ความจริง... การได้เจอเธออีกครั้ง ฉันควรจะรู้สึกดีใจมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?" เขาพึมพำกับตัวเองอย่างสับสน

        แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้น กลับทิ้งความรู้สึกอึดอัดขุ่นเคืองไว้ในใจเขาอย่างประหลาด เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าคำถามของเธอมันไปสะกิดปมอะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากเผชิญหน้าหรือไม่ ถึงทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจเช่นนี้

        ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจอย่างแน่วแน่คือ การตัดสินใจเปิดบริษัทในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงเป้าหมายเพื่อตัวเองเท่านั้น เขามุ่งหวังที่จะให้ทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างช่องนี้มาตั้งแต่ต้น ได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ "ส่วนมันจะดูเหมือนเป็นการยัดเยียดความหวังดีหรือเปล่า..." เขาก็ยังคงไม่แน่ใจ

        "แต่จะมีใครบ้างล่ะ ที่ไม่อยากได้เงินเพิ่มขึ้น?" เขาพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

        "ช่างเถอะ... คิดไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ขอแค่ฉันเชื่อมั่นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่คือสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไร จะมองฉันในแง่มุมไหน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกเขา"

        ความคิดเรื่องบริษัททำให้เขานึกถึงอีกเรื่องที่ยังค้างคาใจ "จะกดรับภารกิจที่สามเลยดีไหมนะ?"

        แต่แล้วเขาก็ส่ายหน้า "ไม่ดีกว่า รอให้จัดการทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องภารกิจใหม่ทีหลังก็ยังไม่สาย ตอนนี้ยังมีเรื่องให้ต้องกังวลอีกมากมาย จะเอาภารกิจใหม่มาเพิ่มความเครียดให้ตัวเองทำไมกัน"

        คิดไปคิดมาอยู่พักใหญ่ ความเหนื่อยล้าก็เริ่มเข้าครอบงำ สุดท้ายเฉินโจวก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว กระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกเขาให้ตื่นจากห้วงนิทรา

        เขาสะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อไล่ความง่วงงุน แล้วลุกขึ้นไปจัดการธุระส่วนตัว เตรียมตัวออกไปมหาวิทยาลัยตามปกติ "วันนี้... ฉันยังต้องไปรอฟังคำตอบจากจื่อซวานหมิงอยู่ ว่าเธอจะตอบตกลงมาทำงานกับฉันหรือไม่" ความหวังเล็กๆ ยังคงซ่อนอยู่ในใจของเขา

        ช่วงเที่ยงที่มหาวิทยาลัย ทันทีที่เฉินโจวเห็นใบหน้าของจินหงเหว่ย หัวใจของเขาก็เต้นระรัวราวกับกลองศึก "เมื่อวานจื่อซวานหมิงบอกว่าจะฝากคำตอบกลับมาทางจินหงเหว่ย... แล้วเธอจะตอบว่าอย่างไรกันนะ?"

        เขายังจำบรรยากาศอึดอัดระหว่างการพูดคุยเมื่อวานได้อย่างแม่นยำ มันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เขาคาดหวังไว้ เอาเข้าจริง โอกาสที่เธอจะปฏิเสธนั้นมีสูงมาก แม้เขาจะเคยพูดกับตัวเองไว้ว่า "ถ้าเธอไม่รับงาน ก็แค่หาคนใหม่มาก็สิ้นเรื่อง" แต่ในห้วงลึกของจิตใจ เขากลับปรารถนาให้เธอตอบรับมากกว่าที่เคยยอมรับกับตัวเองเสียอีก

        จินหงเหว่ยสังเกตเห็นสีหน้าเคร่งเครียดและเหงื่อที่ผุดพรายเต็มใบหน้าของเฉินโจว ก็อดที่จะหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ เขาส่ายหน้าอย่างเอ็นดูพลางกล่าว "เฉินโจว... จื่อซวานหมิง เธอตอบตกลงที่จะมาทำงานกับนายแล้ว ดังนั้น-"

        ยังไม่ทันที่จินหงเหว่ยจะพูดจบประโยค เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจของเฉินโจวก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เพื่อนๆ ทุกคนในกลุ่มหันมามองเขาเป็นตาเดียว เขาดูดีใจราวกับถูกรางวัลที่หนึ่งแบบเต็มๆ ชนิดที่ใครเห็นก็ต้องตกใจ

        เฉินโจวรู้สึกตัวอีกที ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย รีบยกมือกุมปากกระแอมแก้เก้ออยู่หลายครั้ง ก่อนจะพูดเสียงเบา "เอ่อ... ฉันแค่ดีใจน่ะ ที่เราจะมีคนมาช่วยอีกแรง ทำให้พวกเราทำงานกันน้อยลงไงล่ะ"

        แต่สีหน้าของทุกคนที่มองเขากลับบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า "พูดไปเถอะ ไม่มีใครเชื่อหรอก"

        จินหงเหว่ยเห็นว่าบรรยากาศเริ่มจะออกทะเลไปไกล จึงรีบแทรกขึ้นมาทันที "งั้นผมขอพูดต่อจากเมื่อกี้เลยก็แล้วกัน นอกจากจื่อซวานหมิงจะตอบรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับบริษัทของเราแล้ว ยังมีอีกคนที่ตอบตกลงเข้าร่วมงานด้วย"

        เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงยินดี "คนนี้จะมาทำหน้าที่แอดมินควบตำแหน่งการเงินด้วยในคนเดียว แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมมั่นใจว่าคนนี้เอาอยู่แน่นอน แล้วทั้งสองคนจะมาแนะนำตัวกับพวกเราทุกคนช่วงบ่ายโมงวันนี้"

        ทุกคนที่ได้รับฟังข่าวดีต่างก็รู้สึกยินดี พวกเขากำลังจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีกสองคน งานในทีมคงจะราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระงาน

        จนกระทั่งถึงเวลานัดหมาย ช่วงบ่ายโมง จินหงเหว่ยก็เดินนำผู้หญิงสองคนเข้ามาหากลุ่มของเฉินโจว คนแรกคือจื่อซวานหมิง ซึ่งเฉินโจวคุ้นเคยเป็นอย่างดี ส่วนอีกคน... เป็นหญิงสาวสวมแว่นตากรอบสีแดง ใบหน้ารูปไข่ได้สัดส่วนงดงาม ผมตรงยาวประบ่าแสกข้างถูกจัดทรงอย่างเรียบร้อย สีผมน้ำตาลเข้มดูสุภาพและน่าเชื่อถือ คิ้วเรียวสวยเป็นธรรมชาติ ดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใส จมูกโด่งเรียวรับกับริมฝีปากอิ่มที่ไม่ได้บางหรือหนาจนเกินไป ผิวพรรณของเธอดูเนียนใสไร้ที่ติ บุคลิกของเธอฉายแววความฉลาดและเรียบร้อยอย่างลงตัว

        หญิงสาวคนนั้นส่งยิ้มหวานให้กับทุกคน แล้วแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล "สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อเหลียนเริ่น ปีสอง คณะบริหารธุรกิจ จะเข้ามารับหน้าที่ในส่วนของแอดมินกับการเงินค่ะ ยังไงหลังจากนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ"

        เฉินโจวยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร พร้อมกล่าวต้อนรับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ยินดีต้อนรับนะเหลียนเริ่น ค่อยๆ ปรับตัวไปด้วยกันนะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เลย"

        จากนั้น จื่อซวานหมิงก็ยืนมองเพื่อนร่วมทีมใหม่ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสายตาของเธอสบกับเฉินโจว เธอจึงแนะนำตัวเองบ้าง "สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อจื่อซวานหมิง ปีสอง คณะนิติศาสตร์ จะเข้ามาทำหน้าที่ที่ปรึกษากฎหมายของทีม ยังไงหลังจากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะคะ"

        เฉินโจวหันไปสบตากับเธอ แววตาของเขาจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจ "อืม... จื่อซวานหมิง ตัวผมจะดูแลปกป้องคุณ ไม่ให้ต้องมากังวลอะไรแน่นอน"

        เมื่อได้ยินประโยคนั้น จื่อซวานหมิงก็เผลอขมวดคิ้วเล็กน้อย มองหน้าเฉินโจวด้วยแววตางุนงงอยู่ครู่หนึ่ง คำพูดของเขามันชวนให้รู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

        การมาของสมาชิกใหม่ในครั้งนี้ สร้างความยินดีให้กับหลิวจื้อหมิงมากที่สุด เขาอาสาที่จะเป็นคนแนะนำช่องและสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาให้กับสองสาวสมาชิกใหม่ รวมถึงอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ที่พวกเธอจะเข้ามาช่วยสนับสนุนทีม

        หลังจากฟังคำอธิบายจากหลิวจื้อหมิง สมาชิกใหม่ทั้งสองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นหลิวจื้อหมิงก็อาสาพาทุกคนไปเลี้ยงอาหารเย็นวันนี้พื่อเป็นการฉลองต้อนรับสมาชิกใหม่ทั้งสองอย่างอบอุ่น

        ก่อนถึงเวลาเลี้ยงอาหารเย็น จื่อซวานหมิงที่ทราบว่าเฉินโจวต้องการเปิดช่องในนามบริษัท ควบคู่ไปกับการทำงาน ก็อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทอย่างละเอียด 

         "การเปิดบริษัทมีสองรูปแบบหลักๆ คือ แบบแรกคือ ทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดา เป็นการเปิดบริษัทที่เจ้าของเป็นเจ้าของกิจการเพียงคนเดียว เหมาะสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่มีมูลค่าไม่สูงมาก หากเปิดในรูปแบบนี้ นายไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเลยก็ได้ ซึ่งจะให้อิสระในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข้อเสียคือ ความน่าเชื่อถืออาจจะน้อย การเข้าถึงสินเชื่อทางการเงินจะยากกว่า และนายจะต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดของบริษัทด้วยตัวเอง"

        เธออธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แบบต่อมาคือ ทะเบียนนิติบุคคล คือการเปิดบริษัทที่มีเจ้าของมากกว่าหนึ่งคน เหมาะสำหรับบริษัทขนาดกลางถึงใหญ่ จะต้องมีการแบ่งงานตามกฎหมายอย่างชัดเจน เช่น บัญชี งบการเงิน การเสียภาษี และสวัสดิการพนักงานในบริษัท การดำเนินการต่างๆ จะต้องผ่านการเห็นชอบจากเจ้าของทุกคน ภาระหนี้สินจะไม่ใช่ความรับผิดชอบของเจ้าของคนเดียว และอัตราการเสียภาษีจะน้อยกว่าแบบแรก"

        จื่อซวานหมิงยังเสริมอีกว่า หลังจากที่เฉินโจวตัดสินใจได้ว่าจะจดทะเบียนในรูปแบบใดแล้ว ก็จะต้องเตรียมเอกสารสำหรับการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยาก แต่เธอจะคอยให้คำแนะนำในทุกขั้นตอนเมื่อถึงเวลานั้น 

         "นอกจากนี้ เรายังต้องจดทะเบียนชื่อบริษัท ชื่อที่ตั้งจะต้องไม่ซ้ำกับบริษัทอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว และต้องหลีกเลี่ยงการตั้งชื่อที่ถูกห้ามตามกฎหมาย หลังจากนี้ก็ยังมีขั้นตอนอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการอีกมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ให้เฉินโจวตัดสินใจก่อนว่าต้องการเปิดบริษัทในรูปแบบใด"

        จื่อซวานหมิงอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทอย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อเฉินโจวได้ฟังจนจบ เขาก็อดที่จะตกใจไม่ได้ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าการเปิดบริษัทจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนขนาดนี้ มันดูวุ่นวายกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก

    คล้ายกับเรื่องระบบ โปรดิวเซอร์ ขั้นเทพ ที่คุณอ่าน