เมื่อเงาร่างสุดท้ายของเหล่าองครักษ์หลวงและเจ้าหญิงแห่งอังวะได้หายลับไป กระท่อมร้างทั้งหลังก็พลันกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวแต่เป็นความเงียบที่ว่างเปล่าและเจ็บปวด
คำอินทร์ทรุดกายนั่งอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบ แผ่นหลังของเขาพิงอยู่กับผนังไม้ไผ่ที่ผุพัง
สายตาของเขาเหม่อลอย จ้องมองไปยังบานประตูที่เปิดอ้า ที่ซึ่งนางเพิ่งจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่จับต้องไม่ได้แต่กลับหนักอึ้งราวกับหินผาทับถมอยู่ในใจ
ในมือซ้ายของเขายังคงกำ "ปิ่นปักผมหยก" อันเล็กๆ นั้นไว้แน่น ความเย็นเยียบของเนื้อหยกคือสิ่งเดียวที่ยังคงยืนยันว่าเรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ฝันร้าย
นางคือเจ้าหญิง นางคือสายเลือดของศัตรูที่ทำลายชีวิตคนที่เขารัก...
นางหลอกลวงเขามาโดยตลอด...
และนาง...ก็ได้จากไปแล้ว...
ความคิดเหล่านี้วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของเขา...ราวกับเข็มพิษนับพันเล่มที่คอยทิ่มแทง
ความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามา จนแทบจะทำให้เขากลายเป็นบ้า
ความรู้สึกของการถูก "ทรยศ" มันรุนแรงจนทำให้หายใจติดขัด หัวใจที่เคยเริ่มจะเปิดรับ บัดนี้กลับถูกกระชาก แล้วบดขยี้ จนไม่เหลือชิ้นดี
ตามมาด้วย "ความโกรธแค้น" ความโกรธที่ไม่ได้มุ่งไปที่นางแต่กลับมุ่งไปที่ "โชคชะตา"
โชคชะตาที่เล่นตลกกับชายหนุ่มอย่างโหดร้าย
เหตุใดสวรรค์จึงต้องส่งนางมาให้เขาได้พบเจอ
เหตุใดจึงต้องสร้างสายใยของความผูกพันธ์ขึ้นมา แล้วก็มีอะไรบางอย่างมากระชากมันให้ขาดสะบั้นลงอย่างไม่ใยดี
และสุดท้าย...คือความรู้สึกของความ "พ่ายแพ้" และความ "อ่อนแอ" ของตนเอง
คำอินทร์...อสุราน้อย...วีรบุรุษแห่งชากังราว...ผู้สังหารแม่ทัพเงาของกองทัพพม่า ตอนนี้กลับทำได้เพียงแค่นั่งมองดูผู้หญิงที่ตนรัก ถูกพรากไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
เขาอ่อนแอเกินไป...พลังที่เขามีมันไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เมื่ออยู่ต่อหน้า "พันธนาการแห่งสายเลือดและโชคชะตา" ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าโซ่ตรวนใดๆ...
อั่ก!
เขาไอออกมาเป็นเลือดอีกครั้ง ความเจ็บปวดทางกายจากบาดแผลที่เปิดออกยังไม่รุนแรงเท่ากับความเจ็บปวดทางใจที่กำลังฉีกกระชากวิญญาณของเขาเป็นชิ้นๆ
เขาก้มลงมองปิ่นหยกในมือ
น้ำตาหยดหนึ่ง...หยดลงบนเนื้อหยกสีเขียวใส...ทำให้มันดูหม่นหมองลง
เขาอยากจะขว้างมันทิ้งไป อยากจะบดขยี้มันให้แหลกละเอียดเพื่อลบเลือนความทรงจำที่เจ็บปวดนี้แต่เขากลับทำไม่ได้
นิ้วของเขากลับกำมันไว้แน่นขึ้นกว่าเดิมราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต
"อืมมม..."
เสียงครางแผ่วเบาดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของห้อง
ลุงมีค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา จิ้งจอกเฒ่าพยุงร่างที่ปวดร้าวของตนเองลุกขึ้นนั่ง มือข้างหนึ่งกุมอยู่ที่ท้ายทอยที่ยังคงบวมปูด
สิ่งแรกที่แกเห็นคือภาพของคำอินทร์ที่นั่งนิ่งราวกับรูปสลัก แววตาเหม่อลอยและสภาพที่ดูเหมือนจะแตกสลายยิ่งกว่าตอนที่ถูกแม่ทัพตูระทำร้ายเสียอีก
"ไอ้หนู..." ลุงมีเอ่ยเรียกเสียงแหบ แกคลานเข้าไปหาอย่างทุลักทุเล "นาง...นางไปแล้วรึ"
คำอินทร์ไม่ได้ตอบ...เขาเพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ
ลุงมีมองปิ่นหยกในมือของเขาแล้วก็ถอนหายใจยาว แกรู้ดีว่าไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ อีกต่อไป
"เฮ้อ...เวรกรรม...เวรกรรมจริงๆ" แกบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
ทั้งกระท่อมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงสะอื้นที่ไร้สุรเสียงของเด็กหนุ่มผู้หัวใจสลายและเสียงถอนหายใจของชายชราผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครทราบจนกระทั่งแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ความมืดเริ่มกลับเข้ามาเยือนอีกครั้ง
ลุงมีจึงได้เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน แกไม่ได้พูดจาปลอบใจที่สวยหรูแต่พูดด้วยความจริงที่โหดร้ายตามแบบฉบับของจิ้งจอกเฒ่า
"เอาล่ะ...พ่อหนุ่ม" แกกล่าวพลางพยายามจะยันตัวลุกขึ้นยืน
"จะนั่งจมอยู่กับความเศร้าไปก็เท่านั้น มันไม่ได้ทำให้นางกลับมาและก็ไม่ได้ทำให้แผลของเรารักษาหาย ตอนนี้เราต้องคิดว่าจะเอายังไงกันต่อ"
คำอินทร์ยังคงนิ่ง
"เจ้าหญิงนั่น นางเลือกที่จะกลับไปเพื่อรักษาชีวิตของพวกเราไว้" ลุงมีกล่าวต่อ น้ำเสียงของแกจริงจังขึ้น "นางได้ทำหน้าที่ของนางแล้ว นางได้เสียสละความสุขของตนเองเพื่อปกป้องเจ้า คำถามก็คือแล้วเจ้าล่ะจะทำอย่างไร จะปล่อยให้การเสียสละของนางต้องสูญเปล่าอย่างนั้นรึ จะนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่นี่ จนกระทั่งทหารพม่าอีกกองยกมาเจอแล้วฆ่าเราสองคนทิ้งอย่างนั้นรึ"
คำพูดของลุงมีเป็นดั่งคมมีดที่กรีดลงไปบนความเจ็บปวดแต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นดั่งยาขมที่ช่วยปลุกสติที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น
คำอินทร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแววตาที่เคยเหม่อลอย บัดนี้เริ่มมีประกายแห่งความคิดกลับคืนมา...
ใช่...นางจากไปเพื่อช่วยชีวิตเขา หากเขาตายอยู่ที่นี่ ทุกอย่างที่นางทำก็จะไร้ความหมาย
เขาค่อยๆ คลายมือที่กำปิ่นหยกออก ลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา ความเย็นของมันช่วยทำให้จิตใจที่ร้อนรุ่มของเขาสงบลง
"แล้ว...จะให้ข้าทำอย่างไร" เขาถามเสียงแหบพร่า "ข้า...พ่ายแพ้...ข้าอ่อนแอเกินไป..."
"ใช่...เจ้าพ่ายแพ้" ลุงมีตอบกลับทันทีอย่างไม่รักษาน้ำใจ "เจ้าพ่ายแพ้เพราะเจ้ายังยึดติด เจ้ายังใช้พลังด้วยอารมณ์ เจ้ายังต่อสู้ในฐานะ 'เด็กหนุ่ม' ที่ต้องการจะปกป้อง ไม่ใช่ในฐานะ 'จอมอาคม' ที่ต้องมองการณ์ไกล"
แกเดินไปหยิบย่ามของคำอินทร์ขึ้นมาแล้วหยิบเอา "ผลึกแก้ว" ที่ว่างเปล่าและ "พระคัมภีร์อสุรา" ออกมาวางลงตรงหน้าเขา
"สิ่งเหล่านี้...คือคำตอบ" ลุงมีกล่าว "เจ้าหญิงนั่น...นางไม่ได้แค่ช่วยชีวิตเจ้าแต่นางได้ 'ซื้อเวลา' ให้แก่เจ้า เวลาที่จะทำให้เจ้าได้เรียนรู้ เวลาที่จะทำให้เจ้าได้แข็งแกร่งขึ้นแข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาบ้าๆ นี่ได้"
คำอินทร์ก้มลงมองวัตถุทั้งสองชิ้นนั้น
ผลึกแก้ว...ภาชนะที่รอคอยการเติมเต็ม
พระคัมภีร์อสุรา...หนทางสู่พลังที่แท้จริง
แล้วเขาก็มองไปยังปิ่นหยกในมือ
ความโศกเศร้าในใจของเขายังไม่จางหายไปแต่มันกำลังค่อยๆ แปรเปลี่ยน
มันกำลังตกผลึก กลายเป็น "ความมุ่งมั่น" ที่เย็นเยียบและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า
เขาจะไม่ยอมให้มันจบลงแบบนี้
เขาจะไม่ยอมให้โชคชะตามาเป็นผู้กำหนดเรื่องราวของพวกเขา
เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งพอที่จะทวงคืนทุกสิ่งกลับมา ไม่ใช่แค่แผ่นดินแต่รวมถึง "นาง" ด้วย
คำอินทร์ค่อยๆ เก็บปิ่นหยกนั้นเข้าไว้ในอกเสื้อในตำแหน่งที่ใกล้กับหัวใจที่สุด
เขาเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วพยุงร่างที่ยังคงบาดเจ็บของตนเอง ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆแต่มั่นคง
"ท่านลุง...ช่วยข้าด้วย" เขากล่าวเป็นครั้งแรก ที่เขาเอ่ยปาก "ร้องขอ" ความช่วยเหลือจากใครสักคนอย่างแท้จริง
"ช่วยสอนข้า...ถึงวิถีแห่งโลก...ช่วยชี้แนะข้า...ในหนทางที่จะแข็งแกร่งขึ้น...ข้า...พร้อมที่จะเรียนรู้แล้ว"
ลุงมีมองภาพนั้นแล้วรอยยิ้มที่แท้จริง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจิ้งจอกเฒ่าเป็นครั้งแรก
"ในที่สุด...เจ้าก็พูดออกมาเสียที" แกกล่าว "ข้ารอคำๆ นี้ของเจ้า...มานานแล้ว...พ่อหนุ่ม"
"เอาล่ะ...บทเรียนแรกของการเป็นผู้แข็งแกร่ง...คือการรักษาแผลของตนเองให้หายเสียก่อน...ทั้งแผลกาย...และแผลใจ..."
แกเดินไปที่มุมห้องแล้วเริ่มรื้อค้นสมุนไพรที่ตานดาหามาทิ้งไว้
"คืนนี้...เราจะพักอยู่ที่นี่เป็นคืนสุดท้าย...ส่วนวันพรุ่งนี้...การเดินทางที่แท้จริงของพวกเรา...จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้หลบหนี...แต่ในฐานะ 'ผู้ล่า'...ที่กำลังจะออกตามหาพลัง...เพื่อกลับไปทวงทุกสิ่งคืน"