“ท่านแม่ ท่านจะให้หนิงเอ๋อออกเรือนไปกับคุณชายมู่หรงจริงหรือเจ้าคะ” หม่าหลงถามแม่สามี เมื่อเห็นอีกฝ่ายจัดเตรียมข้าวของสำหรับจัดงานแต่งงานอย่างมีความสุข
“ฤกษ์ดีก็กำหนดไว้แล้ว เจ้าจะถามเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำไม” แม่หยุนยังมองสิ่งของที่วางอยู่อย่างเบิกบานใจ ลูกสาวกำลังจะออกเรือน แม้ผู้ชายคนนั้นจะเป็นพ่อหม้ายลูกติด แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อลูกสาวเลือกแล้ว นางก็ไม่คิดที่จะห้าม ขอแค่ลูกสาวมีความสุขก็พอ
อีกอย่างมู่หรงเฉินนั้นก็ดูจะรักลูกสาวของนางมาก ดูอย่างสินสอดที่มอบให้สิ หนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ ยังมีของแต่งงานพวกนี้ที่เขาเป็นคนจัดหามาทั้งหมด ไม่เท่านั้น ว่าที่ลูกเขยยังไปจองโต๊ะที่ภัตตาคารฟู่ชุนหลีไว้ฉลองงานแต่งอีกด้วย ภัตตาคารฟู่ชุนหลีเป็นสถานที่แบบใด หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทางการก็ต้องเป็นเศรษฐีมีเงิน ว่าที่ลูกเขยยังกล้าควักเงินจ่ายเพื่อจองโต๊ะเลี้ยงฉลอง เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าลูกเขยในอนาคตคนนี้รักลูกสาวของตนมากขนาดไหน
“ข้ากลับสงสัยมาตลอดว่าแท้จริงแล้วมู่หรงเฉินคนนี้เป็นใครกันแน่ หากจะบอกว่าเขาเป็นลูกเศรษฐี แล้วเหตุใดเขาต้องหอบลูกมาอยู่ที่หมู่บ้านจนๆ ของเราด้วย อีกอย่างนะท่านแม่ เขามาอยู่ที่หมู่บ้านของเรานานขนาดนี้แล้วทำไมครอบครัวของเขาถึงไม่มีใครมาเยี่ยมเขาเลยเล่า ข้าก็เลยกลัวว่าหนิงเอ๋อจะดีใจที่คิดว่าตนเองได้แต่งกับคุณชายเศรษฐีมีเงิน แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นถูกคุณชายจอมปลอมนั่นหลอกเอาได้” หม่าหลงถอนหายใจ “ท่านแม่อย่ามองว่าข้าเป็นคนปากร้าย ถึงอย่างไรหนิงเอ๋อก็คือคนในครอบครัว ข้าที่เป็นพี่สะใภ้ย่อมเป็นห่วงนางจากใจจริง”
หากเป็นเมื่อก่อนแม่หยุนคงเชื่อคำพูดหลอกลวงของลูกสะใภ้คนนี้อย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ตอนนี้มันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว อีกอย่างเรื่องของมู่หรงเฉินทำไมนางจะไม่รู้ ลูกสาวมาบอกนางทุกอย่างแล้วว่ามู่หรงเฉินถูกตัดสัมพันธ์กับครอบครัว ภรรยาเก่าของเขาก็หย่ากันแล้ว เด็กๆ ทั้งสี่คนก็อยู่ในความดูแลของมู่หรงเฉินแต่เพียงผู้เดียว เท่านี้ไม่ว่าครอบครัวเดิมหรือภรรยาเก่าของลูกเขยจะเป็นอย่างไร มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับลูกเขยของนางแล้วไหม
และหากจะบอกว่าลูกเขยเป็นเพียงคุณชายตกยากที่ไม่มีสมบัติใดติดตัวมาเลย แล้วอย่างไร ในเมื่อครอบครัวของนางก็เป็นเพียงครอบครัวชาวนายากจนเท่านั้น ที่นาที่มีก็แค่หยิบมือ อีกทั้งเวลานี้นางไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการที่ลูกๆ จะได้แต่งงานกับคนที่พวกเขารักและครองคู่กันอย่างมีความสุข เรื่องอื่นล้วนไม่สำคัญ
“จอมปลอมแล้วยังไง ขอแค่พวกเขาไม่เหมือนกับคนในครอบครัวของเจ้าก็พอ ถ้ามันว่างนักก็ไปทำความสะอาดได้แล้ว อาเฉินอยากให้จัดงานแต่งที่นี่ เพราะฉะนั้นเจ้ามีหน้าที่ทำความสะอาดบ้านทั้งหมด ที่ลานบ้านก็ต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อย ต้นหญ้าสักต้นก็ห้ามมี” แม่หยุนสั่ง
“ท่านแม่! ท่านตั้งใจจะฆ่าข้าให้ตายเลยใช่ไหมเจ้าคะ งานเยอะขนาดนี้ทำไมถึงมีข้าคนเดียวที่ต้องทำ หนิงเอ๋อเล่า...นางหายไปไหนแล้ว งานแต่งของตัวเองแท้ๆ แต่กลับมาโยนงานให้คนอื่น”
“เจ้าลองไปทำงานให้ข้าดูก่อนซิ ถ้ามันจะตายเพราะทำงานบ้านแค่นี้ ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์จัดงานศพให้เจ้าอย่างใหญ่โตเลยเป็นไร”
“ท่าน...”
“ท่านอะไร จะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไปก็เก็บของกลับบ้านเดิมของเจ้าไปเลย”
“ท่านคิดว่าท่านจะกดขี่ข้าได้ถึงเมื่อไหร่เจ้าคะ อย่าคิดว่าข้ากลัวการหย่าร้าง หากข้ากลับไปบอกครอบครัวของข้าให้มาที่นี่ ท่านคิดหรือว่าอาไป๋จะหย่ากับข้าได้”
แม่หยุนหันไปยิ้มให้หม่าหลง “ก็เอาสิ เวลานี้หนิงเอ๋อทำการค้าอยู่กับผู้เฒ่าหูและนายท่านเหลียง หากครอบครัวของเจ้าไม่คิดจะใช้ชีวิตที่อำเภอสือไห่นี้แล้วก็รีบก่อเรื่องเลยสิ มีใครไม่รู้บ้างว่านายท่านเหลียงยิ่งใหญ่แค่ไหนในอำเภอของเรา”
หม่าหลงคิดไม่ถึงว่าแม่สามีจะพูดออกมาเช่นนี้ นางได้แต่กัดฟันแล้วหยิบไม้กวาดออกไปกวาดที่ลานบ้าน ส่วนแม่หยุนก็มองตามลูกสะใภ้ไปอย่างไม่พอใจ คำพูดเมื่อครู่เป็นลูกสาวที่สอนให้นางพูด เพราะบุคคลที่ชาวบ้านธรรมดาๆ กลัวที่สุดคือเจ้าหน้าที่ทางการ รองลงมาก็คือเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลนั่นเอง
มู่หรงฮุ่ยชิว “ท่านแม่ พอท่านกับท่านพ่อเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว ต่อไปท่านก็ต้องมานอนค้างที่บ้านของเราแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”
มู่หรงฝูเยว่ “ไม่ใช่แค่มานอนที่บ้านของเรา แต่ท่านแม่ยังต้องนอนที่ห้องนอนของท่านพ่อด้วย หลังจากนั้นท่านแม่ก็จะมีน้องสาวและน้องชายออกมาให้เราช่วยเลี้ยง”
มู่หรงเข่อชิง “ข้าอยากได้น้องชาย เพราะบ้านเรามีผู้หญิงเยอะแล้ว มีน้องชายเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง จะได้มาช่วยท่านพ่อกับเฉิงเยี่ยนดูแลบ้าน”
มู่หรงเฉิงเยี่ยน “ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวหรือน้องชาย ข้าก็จะรักพวกเขาขอรับ”
มู่หรงเฉินหันไปยิ้มให้หยุนหนิงเอ๋ออย่างมีความหมาย
หยุนหนิงเอ๋อเวลานี้แทบจะพูดไม่ออกแล้ว เด็กๆ อยากมีน้องมากขนาดนั้นเลยหรือ พวกเขาสี่คนเล่นอยู่ด้วยกันทุกวันยังไม่เบื่อที่ต้องดูแลเด็กเพิ่มมาอีกหรืออย่างไร
“เจ้าไม่ต้องไปสนใจกับคำพูดของเด็กๆ หรอก พวกเขาแค่เข้าใจว่าเมื่อเราแต่งงานกัน พวกเขาก็จะมีน้องสาวน้องชายตัวน้อยเพิ่มขึ้นมา” มู่หรงเฉินบอก เขาไม่อยากให้นางรู้สึกกดดันมากเกินไป อย่างไรนางก็เป็นเด็กสาวอายุแค่สิบหกย่างสิบเจ็ดปี แต่ความจริงลึกๆ แล้วเขาก็อยากจะมีลูกกับนางอีกสักคนเหมือนกัน
หยุนหนิงเอ๋อได้แต่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่ที่นางกลุ้มใจอยู่ตอนนี้เพราะอาการป่วยของตัวเองต่างหาก หลังจากที่หลินเฮ่าวินิจฉัยแล้วว่าอาการป่วยของนางอาจจะทำให้นางตั้งครรภ์ไม่ได้
ตอนนั้นหยุนหนิงเอ๋อกลับไม่ได้รู้สึกกลุ้มใจอะไรมากมาย นั่นก็เพราะนางคิดว่า หากนางแต่งกับมู่หรงเฉิน เด็กน้อยทั้งสี่คนก็คือลูกของนาง มีทั้งลูกสาวและลูกชายครบถ้วนขนาดนี้ เพราะฉะนั้นจะท้องหรือไม่ท้อง นางก็ไม่ได้สนใจ
อีกทั้งมันยังเป็นความฝังใจของนางอีกด้วย ในชีวิตที่แล้วเป็นเพราะคุณแม่คลอดนางออกมา ทำให้ร่างกายของท่านอ่อนแอ และมันยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณพ่อต้องรับพี่มะลิมาเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง นางจึงรู้สึกกลัวและไม่อยากมีลูกด้วยเหตุนี้
เมื่อได้ยินหลินเฮ่าวินิจฉัยว่านางอาจจะท้องไม่ได้ นอกจากนางจะไม่กลุ้มใจแล้วนางยังแอบดีใจอยู่ด้วยซ้ำ แต่พอมาวันนี้ทุกคนต่างก็คาดหวังว่านางจะมีลูกสาวหรือลูกชายตัวน้อยออกมา ยิ่งมองไปเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของมู่หรงเฉินที่พูดถึงเรื่องลูกขึ้นมา คราวนี้หยุนหนิงเอ๋อกลับรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก นางไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าถึงอาการป่วยของนางให้เขาฟังอย่างไรดี
“ความจริงแล้วข้า...ข้ามีบางอย่างต้องบอกกับท่านเจ้าค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือ” มู่หรงเฉินเห็นสีหน้าของหยุนหนิงเอ๋อไม่ค่อยดีเท่าไหร่ “ฝูเยว่ เจ้าพาน้องๆ ออกไปช่วยท่านอาเจี้ยนจงกับท่านอาจิงจิงข้างนอกก่อน พ่อกับท่านแม่มีเรื่องต้องปรึกษากัน”
“เจ้าค่ะ” มู่หรงฝูเยว่รับคำอย่างรู้ความ จากนั้นนางก็จูงมือน้องๆ ทั้งสามคนเดินออกจากห้องไป
“อาเฉิน” หยุนหนิงเอ๋อจับมือมู่หรงเฉินไว้แน่น “ท่านเคยถามข้าใช่ไหมเจ้าคะว่าทำไมพี่เฮ่าถึงจัดยามาให้ข้า ความจริงแล้วข้าไม่ได้ป่วยด้วยโรคเลือดลมอะไรนั่นหรอกเจ้าค่ะ”
“ทำไมหรือ อาการป่วยของเจ้า แม้แต่พี่เฮ่ายังรักษาไม่หายเลยหรือ” มู่หรงเฉินคลายมือออกแล้วเปลี่ยนไปสวมกอดนางแทน “พี่เฮ่ารักษาไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าหมอท่านอื่นจะรักษาไม่ได้ เอาไว้เราแต่งงานกันแล้วเราออกเดินทางไปให้ทั่ว เจอหมอดีที่ไหนเราก็ไปลองรักษาดูดีไหม ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแคว้นอันกว้างใหญ่ของเราจะไม่มีหมอที่รักษาอาการป่วยของเจ้าได้”
“อาการป่วยของข้ารักษาหาย เพียงแต่...ผลข้างเคียงของมันคือข้าไม่อาจตั้งครรภ์ได้แล้วเจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
มู่หรงเฉินกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เขาไม่ได้เสียใจที่หยุนหนิงเอ๋อจะท้องไม่ได้ ขอแค่ให้นางรักษาอาการป่วยจนหายดี ต่อให้นางจะมีลูกกับเขาไม่ได้เขาก็ไม่ได้สนใจ เพียงแต่สตรีส่วนใหญ่ก็คิดถึงการมีบุตรเป็นของตนเอง เขากลัวว่านางจะเสียใจมากกว่า
“ขอแค่อาการป่วยของเจ้ารักษาหาย เรื่องอื่นข้าก็ไม่สนใจแล้ว”
“แต่ว่า...ข้าจะมีลูกกับท่านไม่ได้นะเจ้าคะ”
“เจ้าเสียใจไหม”
“ข้าไม่เสียใจ เพียงแต่ข้ากลัว...”
“เจ้ากลัวอะไร เจ้าบอกข้ามาได้ทุกเรื่อง พวกเราไม่ควรมีความลับต่อกัน”
“ข้ากลัวว่าท่านจะไม่พอใจ และ...และในวันหน้าท่านอาจจะรับอนุเข้ามา ข้าไม่อยากแบ่งสามีให้กับหญิงอื่น หากท่านรับเรื่องนี้ไม่ได้ เรา...เรายกเลิกงานแต่งงานกันดีไหมเจ้าคะ”
มู่หรงเฉินจับหัวไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้หยุนหนิงเอ๋อหันมามองหน้าเขาให้ชัด “เจ้าดูสีหน้าของข้าเวลานี้ว่าข้าเสียใจหรือไม่”
หยุนหนิงเอ๋อพยักหน้ารับ
“แล้วเจ้ารู้ไหมข้าเสียใจเพราะอะไร”
หยุนหนิงเอ๋อส่ายหน้า
“ที่ข้าเสียใจคือเจ้าปิดบังเรื่องอาการป่วยของตัวเองไว้โดยไม่บอกข้า นั่นก็เท่ากับว่าเจ้าไม่เชื่อใจข้ามากพอ ส่วนเรื่องรับอนุอะไรนั่นยิ่งเป็นสิ่งที่ข้าไม่เคยคิดมาก่อน หากข้าเป็นคนแบบนั้น ป่านนี้ข้าคงมีอนุติดตามมาหลายคนแล้ว ความจริง...หลังจากที่หย่ากับเหยาหนิง ข้าไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่ด้วยซ้ำ แต่พอข้าได้มาเจอเจ้าและได้รู้จักกับเจ้า ความคิดของข้าก็เปลี่ยนไป เรื่องของเจ้ามันสลักไว้ในนี้” มู่หรงเฉินจับมือหยุนหนิงเอ๋อมาทาบไว้ที่บริเวณอกของตัวเอง “ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มของเจ้า ข้ามีความสุขมาก ในขณะเดียวกัน เมื่อข้าเห็นเจ้าทุกข์ใจหรือรู้ว่ามีคนจ้องที่จะทำร้ายเจ้า ตัวข้าก็รู้สึกโกรธและเศร้าไปด้วย หนิงเอ๋อ...ข้ารักเจ้าที่เป็นเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะมีลูกให้ข้าได้หรือไม่ข้าก็ไม่สนใจ ขอแค่ต่อจากนี้เราได้ใช้ชีวิตไปด้วยกันจนแก่เฒ่าก็พอแล้ว”
“อาเฉิน” หยุนหนิงเอ๋อร้องไห้ “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่อยากได้ยินคำขอบคุณ”
หยุนหนิงเอ๋อโน้มตัวไปจุมพิตมู่หรงเฉิน “ข้ารักท่านเจ้าค่ะ ความจริงแล้วตอนที่ข้าเริ่มรักษาอาการป่วยกับพี่เฮ่า ข้าไม่เคยกังวลใจเลยเรื่องที่ว่าข้าจะท้องได้หรือท้องไม่ได้ เพราะข้าถือว่าเด็กๆ ทั้งสี่คนเป็นลูกแท้ๆ ของข้าแล้ว เพียงแต่พอเห็นพวกเขาพูดถึงว่าพวกเขาอยากมีน้องสาวน้องชายขึ้นมา ข้าจึงกลัวว่าข้าจะทำให้ท่านกับพวกเขาผิดหวัง”
“พวกเขาไม่ผิดหวังหรอก มีแต่จะเป็นห่วงสุขภาพและความรู้สึกของเจ้ามากกว่า นั่นก็เพราะพวกเขารักเจ้าและพวกเขาย่อมกตัญญูต่อเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าเลิกคิดมากกับเรื่องนี้ได้แล้ว”