จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า

    ตอนที่ 47 การเคลื่อนไหวของผู้นำวิหาร

            การกระทำของทั้งสามคน จินเกอ เยว่ฉาน และอู่หมิงซื่อที่ต่างแย่งกันติดต่อไปยังขั้วอำนาจของตนเอง


            ไม่ต่างอะไรไปจากหมูที่ถูกน้ำร้อนลวก พวกเขากระวนกระวายร้อนรน ราวกับว่าหากพลาดโอกาสที่จะได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าศักยภาพระดับเทพเจ้า พวกเขาก็คงต้องรู้สึกเสียดายไปจนตาย


            ทั้งหมดต่างรู้ดีว่าผู้ที่มีอาณาจักรต้นกำเนิดระดับเทพเจ้าคือทรัพยากรเหนือธรรมดาที่หายากยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะมันคือปัจจัยสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจภายในวิหารหลักได้ภายในพริบตาเดียว


            และด้วยเหตุนี้ ทุกคนต่างก็ทุ่มเทสุดตัวเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลโอดินอย่างบ้าคลั่ง


            “นี่มัน..”


            บรรดาหนุ่มสาวกว่าสามสิบชีวิตที่เพิ่งผ่านการปลุกพลังในวันนี้ พากันมองโอดินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา


            ไม่ใช่แค่อิจฉาในพลังที่เขาได้รับ แต่ยังอิจฉาในโอกาสที่เขากำลังจะคว้าไว้ในไม่ช้า


            ศักยภาพระดับจักรพรรดิอย่างสาวแว่นจากเผ่าพันธุ์กระเรียนฟ้าอัสนีที่เมื่อครู่ยังถูกจับตามองอย่างภาคภูมิ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเงาของความทรงจำ กระทั่งไคจินผู้ครอบครองศักยภาพระดับศักดิ์สิทธิ์จากเผ่าพันธุ์โอเกอร์ก็ยังถูกกลบไปโดยไม่รู้ตัว


            ถึงแม้ตัวของไคจินจะเคยกล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่าจะไม่เข้าร่วมกับวิหารหลักทั้งหกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เมื่อเห็นศักยภาพของโอดินแล้ว เขาเองยังต้องกล่าวด้วยความยอมรับ


            “ไม่แปลกที่จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความปั่นป่วนทั้งหมด.. ทว่าก็เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้ เจ้ามันเหมาะสมที่จะสร้างทีมกับข้า!”


            และในขณะที่ความโกลาหลได้ก่อตัวขึ้นภายในวิหารต้นกำเนิดลำดับที่สาม


            อีกฟากหนึ่งของเมืองหยางหมิง เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของโลกมนุษย์


            มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่แห่งนึงที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น สถานที่แห่งนี้ล้วนสถาปนาขึ้นจากเหล็กที่ถูกหล่อหลอมอย่างประณีต ผสานศิลปะการแกะสลักระดับปรมาจารย์ที่สืบทอดมาแต่โบราณ หอคอยสูงและอาคารเรียงรายเป็นแนวยาวดั่งภูเขาศิลา


            บนยอดสุดของวิหารกลางแห่งหนึ่ง ห้องทำงานซึ่งตั้งอยู่ ณ หอคอยสูงสุด ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือในมืออย่างสงบนิ่ง แม้แววตาเบื้องหลังกรอบแว่นจะดูอ่อนโยน ทว่ารัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างกลับน่ากลัวจนทำให้พื้นที่โดยรอบไร้เสียงลมหายใจ


            รูปลักษณ์ของเขานั้นหล่อเหลาสง่างามดุจเชื้อพระวงศ์ ทว่าในขณะเดียวกันก็น่าเกรงขามจนมิอาจละสายตาได้


            ก่อนที่ในตอนนั้นเสียงแจ้งเตือนเบาๆจะดังขึ้นจากแหวนวงเล็กๆที่วางอยู่บนโต๊ะไม้อันประณีตเบื้องหน้า


            ทำให้ชายกลางคนต้องละสายตาจากหนังสือในมือเพียงเล็กน้อย เขาใช้พลังวิญญาณรับสัญญาณสื่อสารโดยไม่เร่งรีบ และทันทีที่สัญญาณเชื่อมต่อสำเร็จ เสียงตะโกนของชายชราก็แทบทำให้ผลึกสื่อสารแตกร้าว


            “ทะ.. ท่านผู้นำสาขา! เรื่องใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!”


            น้ำเสียงของจินเกอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ขัดกับบุคลิกปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง


            ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ ขณะยังคงก้มมองหนังสือในมือ


            “มีเรื่องอะไรกันนักกันหนาท่านจินเกอ? ตะโกนโวกเวกโวยวายเสียยิ่งกว่าลูกศิษย์ในห้องฝึกเสียอีก..”


            “เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีก!!”


            เสียงของจินเกอคำรามออกมาดังยิ่งกว่าเดิม


            “ฮาฟเอลฟ์คนหนึ่งที่มาเข้าร่วมพิธีปลุกพลังในวันนี้ เขาได้รับอาณาจักรต้นกำเนิดระดับเทพเจ้า!”


            “ข้าพูดจริง! ศักยภาพระดับเทพเจ้า!! ท่านต้องรีบมาที่วิหารต้นกำเนิดลำดับที่สามโดยด่วน!!”


            คำพูดนั้นไม่ต่างอะไรจากสายฟ้าที่ฟาดกลางใจ ชายวัยกลางคนผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้นำสาขาถึงกับมือสั่น


            เผลอบีบหนังสือในมือแน่นจนกระดาษแตกออกเป็นผุยผง เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเก้าอี้ที่นั่งอยู่กระเด็นถอยหลังไปกระทบกับพื้นเสียงดัง ตาเบิกโพลงราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน


            “ศักยภาพระดับเทพเจ้า?! ในเมืองหยางหมิงที่ห่างไกลจากวิหารสาขาหลักเช่นนี้เนี่ยนะ?!”


            โดยไม่รอช้า ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวในพริบตาเดียว อากาศดังกึกก้องเมื่อพลังวิญญาณอัดแน่นไหลเวียนไปทั่วร่าง เขาเหวี่ยงประตูระเบียงออกและพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ปีกแสงสีทองซึ่งเกิดจากการควบแน่นของพลังวิญญาณในระดับสูงพลันปรากฏขึ้นจากแผ่นหลัง


            ปีกนั้นเรืองแสงเจิดจ้าและขยายออกยาวนับสามเมตร


            ตราประทับของการเป็นผู้วิวัฒน์ที่บรรลุสัจจะระดับ 7 เปล่งประกายจนฟากฟ้าสั่นสะเทือน


            “เกิดอะไรขึ้น?!”


            ทั่วทั้งอาณาเขตวิหารที่กำลังดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขก็พลันเกิดคลื่นแห่งความแตกตื่นขึ้นทันที


            ผู้คนที่มองเห็นร่างของเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ต่างพากันอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน


            “นะ.. นั่นมันใครกันน่ะ?! มีคนบินอยู่เหนือฟ้าเมืองหยางหมิงได้ยังไงกัน?!”


            ใครบางคนตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว


            “ไอ้โง่ นั่นคือท่านผู้นำวิหารแห่งการลงทัณฑ์สาขาหยางหมิงน่ะสิ! แน่นอนว่าเขาจะต้องบินได้อยู่แล้ว!”


            “ไม่ผิด ว่ากันว่าเมื่อผู้วิวัฒน์แข็งแกร่งถึงระดับสัจจะขึ้นไป จะสามารถควบแน่นพลังวิญญาณสร้างปีกศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้”


            “และปีกนั่นแหละคือสัญลักษณ์ของยอดฝีมือแห่งยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์!”


            ท่ามกลางสายตานับร้อยที่มองขึ้นไปบนฟากฟ้าด้วยความตื่นตะลึง


            ชายผู้นำแห่งวิหารลงทัณฑ์สาขาหยางหมิงก็กระชากพลังวิญญาณรอบตัวให้แหวกอากาศ ร่างของเขาทะยานผ่านหมู่เมฆด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์มิอาจติดตาม เป้าหมายของเขาคือเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น วิหารต้นกำเนิดลำดับที่สาม


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า ที่คุณอ่าน