การกระทำของทั้งสามคน จินเกอ เยว่ฉาน และอู่หมิงซื่อที่ต่างแย่งกันติดต่อไปยังขั้วอำนาจของตนเอง
ไม่ต่างอะไรไปจากหมูที่ถูกน้ำร้อนลวก พวกเขากระวนกระวายร้อนรน ราวกับว่าหากพลาดโอกาสที่จะได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าศักยภาพระดับเทพเจ้า พวกเขาก็คงต้องรู้สึกเสียดายไปจนตาย
ทั้งหมดต่างรู้ดีว่าผู้ที่มีอาณาจักรต้นกำเนิดระดับเทพเจ้าคือทรัพยากรเหนือธรรมดาที่หายากยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะมันคือปัจจัยสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจภายในวิหารหลักได้ภายในพริบตาเดียว
และด้วยเหตุนี้ ทุกคนต่างก็ทุ่มเทสุดตัวเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลโอดินอย่างบ้าคลั่ง
“นี่มัน..”
บรรดาหนุ่มสาวกว่าสามสิบชีวิตที่เพิ่งผ่านการปลุกพลังในวันนี้ พากันมองโอดินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา
ไม่ใช่แค่อิจฉาในพลังที่เขาได้รับ แต่ยังอิจฉาในโอกาสที่เขากำลังจะคว้าไว้ในไม่ช้า
ศักยภาพระดับจักรพรรดิอย่างสาวแว่นจากเผ่าพันธุ์กระเรียนฟ้าอัสนีที่เมื่อครู่ยังถูกจับตามองอย่างภาคภูมิ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเงาของความทรงจำ กระทั่งไคจินผู้ครอบครองศักยภาพระดับศักดิ์สิทธิ์จากเผ่าพันธุ์โอเกอร์ก็ยังถูกกลบไปโดยไม่รู้ตัว
ถึงแม้ตัวของไคจินจะเคยกล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่าจะไม่เข้าร่วมกับวิหารหลักทั้งหกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เมื่อเห็นศักยภาพของโอดินแล้ว เขาเองยังต้องกล่าวด้วยความยอมรับ
“ไม่แปลกที่จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความปั่นป่วนทั้งหมด.. ทว่าก็เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้ เจ้ามันเหมาะสมที่จะสร้างทีมกับข้า!”
และในขณะที่ความโกลาหลได้ก่อตัวขึ้นภายในวิหารต้นกำเนิดลำดับที่สาม
อีกฟากหนึ่งของเมืองหยางหมิง เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของโลกมนุษย์
มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่แห่งนึงที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น สถานที่แห่งนี้ล้วนสถาปนาขึ้นจากเหล็กที่ถูกหล่อหลอมอย่างประณีต ผสานศิลปะการแกะสลักระดับปรมาจารย์ที่สืบทอดมาแต่โบราณ หอคอยสูงและอาคารเรียงรายเป็นแนวยาวดั่งภูเขาศิลา
บนยอดสุดของวิหารกลางแห่งหนึ่ง ห้องทำงานซึ่งตั้งอยู่ ณ หอคอยสูงสุด ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือในมืออย่างสงบนิ่ง แม้แววตาเบื้องหลังกรอบแว่นจะดูอ่อนโยน ทว่ารัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างกลับน่ากลัวจนทำให้พื้นที่โดยรอบไร้เสียงลมหายใจ
รูปลักษณ์ของเขานั้นหล่อเหลาสง่างามดุจเชื้อพระวงศ์ ทว่าในขณะเดียวกันก็น่าเกรงขามจนมิอาจละสายตาได้
ก่อนที่ในตอนนั้นเสียงแจ้งเตือนเบาๆจะดังขึ้นจากแหวนวงเล็กๆที่วางอยู่บนโต๊ะไม้อันประณีตเบื้องหน้า
ทำให้ชายกลางคนต้องละสายตาจากหนังสือในมือเพียงเล็กน้อย เขาใช้พลังวิญญาณรับสัญญาณสื่อสารโดยไม่เร่งรีบ และทันทีที่สัญญาณเชื่อมต่อสำเร็จ เสียงตะโกนของชายชราก็แทบทำให้ผลึกสื่อสารแตกร้าว
“ทะ.. ท่านผู้นำสาขา! เรื่องใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!”
น้ำเสียงของจินเกอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ขัดกับบุคลิกปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ ขณะยังคงก้มมองหนังสือในมือ
“มีเรื่องอะไรกันนักกันหนาท่านจินเกอ? ตะโกนโวกเวกโวยวายเสียยิ่งกว่าลูกศิษย์ในห้องฝึกเสียอีก..”
“เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีก!!”
เสียงของจินเกอคำรามออกมาดังยิ่งกว่าเดิม
“ฮาฟเอลฟ์คนหนึ่งที่มาเข้าร่วมพิธีปลุกพลังในวันนี้ เขาได้รับอาณาจักรต้นกำเนิดระดับเทพเจ้า!”
“ข้าพูดจริง! ศักยภาพระดับเทพเจ้า!! ท่านต้องรีบมาที่วิหารต้นกำเนิดลำดับที่สามโดยด่วน!!”
คำพูดนั้นไม่ต่างอะไรจากสายฟ้าที่ฟาดกลางใจ ชายวัยกลางคนผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้นำสาขาถึงกับมือสั่น
เผลอบีบหนังสือในมือแน่นจนกระดาษแตกออกเป็นผุยผง เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเก้าอี้ที่นั่งอยู่กระเด็นถอยหลังไปกระทบกับพื้นเสียงดัง ตาเบิกโพลงราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ศักยภาพระดับเทพเจ้า?! ในเมืองหยางหมิงที่ห่างไกลจากวิหารสาขาหลักเช่นนี้เนี่ยนะ?!”
โดยไม่รอช้า ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวในพริบตาเดียว อากาศดังกึกก้องเมื่อพลังวิญญาณอัดแน่นไหลเวียนไปทั่วร่าง เขาเหวี่ยงประตูระเบียงออกและพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ปีกแสงสีทองซึ่งเกิดจากการควบแน่นของพลังวิญญาณในระดับสูงพลันปรากฏขึ้นจากแผ่นหลัง
ปีกนั้นเรืองแสงเจิดจ้าและขยายออกยาวนับสามเมตร
ตราประทับของการเป็นผู้วิวัฒน์ที่บรรลุสัจจะระดับ 7 เปล่งประกายจนฟากฟ้าสั่นสะเทือน
“เกิดอะไรขึ้น?!”
ทั่วทั้งอาณาเขตวิหารที่กำลังดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขก็พลันเกิดคลื่นแห่งความแตกตื่นขึ้นทันที
ผู้คนที่มองเห็นร่างของเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ต่างพากันอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
“นะ.. นั่นมันใครกันน่ะ?! มีคนบินอยู่เหนือฟ้าเมืองหยางหมิงได้ยังไงกัน?!”
ใครบางคนตอบด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“ไอ้โง่ นั่นคือท่านผู้นำวิหารแห่งการลงทัณฑ์สาขาหยางหมิงน่ะสิ! แน่นอนว่าเขาจะต้องบินได้อยู่แล้ว!”
“ไม่ผิด ว่ากันว่าเมื่อผู้วิวัฒน์แข็งแกร่งถึงระดับสัจจะขึ้นไป จะสามารถควบแน่นพลังวิญญาณสร้างปีกศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้”
“และปีกนั่นแหละคือสัญลักษณ์ของยอดฝีมือแห่งยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์!”
ท่ามกลางสายตานับร้อยที่มองขึ้นไปบนฟากฟ้าด้วยความตื่นตะลึง
ชายผู้นำแห่งวิหารลงทัณฑ์สาขาหยางหมิงก็กระชากพลังวิญญาณรอบตัวให้แหวกอากาศ ร่างของเขาทะยานผ่านหมู่เมฆด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์มิอาจติดตาม เป้าหมายของเขาคือเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น วิหารต้นกำเนิดลำดับที่สาม