ดิวหันหน้าไปมองชายวัยกลางคนที่เข้ามาในห้อง เขาเผยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง “สวัสดีครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้พบกับคุณสักทีนะครับ ผมดิว...ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทโดกิโดกิ!”
คำพูดจากปากของชายหนุ่มตรงหน้าแทบทำให้บุญชู ผู้ก่อตั้งบริษัทต้องล้มลง โชคดีที่ลูกสาวของเขาเข้ามาคว้าแขนได้ทัน ไม่อย่างนั้นเขาคงล้มหัวฟาดโต๊ะ
“ไม่เป็นไรนะคะพ่อ...” เธอถามอย่างเป็นห่วง
ผู้เป็นพ่อส่ายศีรษะ ตอบไปว่า “พ่อไม่เป็นไรลูก” ก่อนจะหันหน้าไปเผชิญกับดิว “คุณจะบอกว่า ตอนนี้คุณคือประธานบริษัทงั้นเหรอ?”
“ใช่ หรือไม่ใช่ล่ะ?” ดิวมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างขบขัน “ก็ในเมื่อผมมีหุ้นเยอะสุด ไม่ถูกต้องเหรอ ตอนนี้บริษัทโดกิโดกิ ตกเป็นของผมเเล้ว”
“ฮ่าฮ่า คุณนี่ตลกนะครับ ถึงแม้ว่าคุณจะมีหุ้นเยอะกว่าผม แต่ว่า ต้องฟังความเห็นชอบจากกรรมการตัดสินของผู้ถือหุ้นรายอื่น ไม่ใช่ว่ามีหุ้นเยอะแล้วจะได้เป็นประธานสักหน่อย” บุญชูถอนหายใจเฮือก เขาพยายามรักษาสีหน้าไว้
ที่บุญชูพูดนั้นถูกต้องแล้ว หากมติไม่เป็นเอกฉันท์ประธานบริษัทก็ยังเป็นเขาดังเดิม ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าจะมีหุ้นเยอะสุดก็ตาม ดิวเผยรอยยิ้มเล็กๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนจบเพียงช่างไฟฟ้ากำลัง ปวส แต่ก็พอเข้าใจบ้างถึงเรื่องเหล่านั้นหลังจากก่อตั้งบริษัทไนต์แมร์
“ก็นะครับ แต่ว่ามันไม่สำคัญหรอก” ดิวเดินผ่านบุญชู ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ตอนนี้ผู้ถือหุ้นคนอื่นก็รอคุณอยู่ในห้องประชุมแล้ว อย่ามัวเสียเวลาเลยครับ ไปกันเถอะ”
“อะไรนะ!” บุญชูไม่คิดเลยว่าผู้ถือหุ้นรายอื่นจะรออยู่ในที่ประชุมแล้ว มันทำให้เขาอดตื่นตระหนกไม่ได้ ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครกัน ทำไมเขาถึงจัดการเรื่องทุกอย่างได้เร็วนักนะ แต่ก่อนที่ดิวจะเดินจากไป เขายิ้มให้กับพิมมาราสักเล็กน้อยแล้วเข้าห้องประชุม
“ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามไปก็เปล่าประโยชน์ ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ อยู่กับพ่อมาตั้งนาน แน่นอนว่ามติที่ลงในครั้งนี้ต้องไม่เป็นเอกฉันท์ สุดท้ายประธานบริษัทก็จะเป็นพ่อเหมือนเดิม ไม่ต้องกังวลนะพิม...” บุญชูลูบศีรษะของพิมเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ดูไปอายุยี่สิบกว่าปีได้ ผิวพรรณขาวนวล ตัดผมสั้นประบ่า ใส่แว่นกรอบเล็ก มีลักยิ้มหวานๆ อยู่บนแก้มทั้งสอง
“ค่ะพ่อ”
จากนั้นพวกเขาเข้าไปในห้องประชุม มันเป็นห้องประชุมธรรมดา ไม่ได้หวือหวากว้างใหญ่ เนื่องจากว่าบริษัทโดกิโดกิเป็นบริษัทขนาดเล็ก แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว
ดิวไม่สนใจเรื่องห้องประชุมว่าจะเล็กหรือใหญ่ สำหรับเขาแล้วขอแค่โรงงานนี้ มีเครื่องมือผลิตครบครันเป็นพอ
“ทำไมถึงมีแค่นี้?” เมื่อเข้ามาในห้อง บุญชูต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ถือหุ้นแปดคน ตอนนี้เหลือเพียงสามคนเท่านั้น ในสามคนนี้มีคนเก่าแก่เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนอีกสองคนคือผู้ถือหุ้นเมื่อปลายปีก่อน
“มาครบแล้วนะครับ” ดิวนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับบุญชู ด้านข้างของเขาคือผู้จัดการร่างใหญ่ ช้างนั่นเอง
บุญชูแม้จะไม่เต็มใจนัก แต่นั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างว่าง่าย เมื่อเห็นว่าทุกคนนั่งเรียบร้อย ดิวจึงพูดต่อไปว่า“อย่างที่ทุกคนรู้ ตอนนี้ผมคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท แล้วมันก็ถึงเวลาแล้วที่ควรเปลี่ยนการบริหารจัดการต่างๆ ภายในบริษัทโดกิ โดกิ”
“เปลี่ยนการบริหารจัดการต่างๆ หึ! คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ผมคือประธานบริษัทนะ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปทั้งนั้น บริษัทจะดำเนินสายการผลิตเหมือนเดิม!” บุญชูพูดขึ้นในทันที
“โอเคครับ” ดิวไม่ประหลาดใจกับปฏิกิริยานี้ เพราะหากเป็นเขาเองก็คงโกรธเหมือนกัน “ผมไม่สนใจตำแหน่งประธานอะไรนั่นหรอกนะ เพราะงานของผมเองในตอนนี้ก็วุ่นอยู่แล้ว แต่เมื่อคุณเรียกร้องในเรื่องของประธานบริหารนัก โอเค งั้นมาลงมติกันเถอะ ใครที่เห็นด้วยว่าควรปลดคุณบุญชูออก แล้วให้ผมเป็นประธานบริหารคนใหม่ เริ่มได้เลยครับ”
บุญชูลอบยิ้มในใจ สำหรับเขาแล้วดิวเป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น จะมาบริหารจัดการบริษัทได้ยังไง ฟังดูน่าขันชะมัด เขาแทบไม่ต้องคิดเลยว่า มติการลงคะแนนจะเป็นยังไง แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีคนลงมติให้ปลดบุญชูออกสองคน ส่วนเพื่อนเก่าของเขาเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์เมื่อก่อน จึงไม่ได้ร่วม
“ว้าว เห็นมั้ยครับ มันเรียกได้ว่าไร้ความหมาย สุดท้ายผมก็เป็นประธานผู้บริหารอยู่ดี เข้าใจมั้ยครับ...” มันอยู่ในการคำนวณของดิวก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเขาได้ติดต่อคนเหล่านี้ก่อนมาที่นี่นั่นเอง ถึงแม้ว่าดิวจะกว้านซื้อหุ้นบริษัทจนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ยังต้องฟังความเห็นในที่ประชุมอยู่
การพูดคุยกับผู้ถือหุ้นรายอื่นเกี่ยวกับวิกฤตของบริษัท มันอยู่ในช่วงล่อแหลม หากดันทุรังเดินต่อก็มีแต่เจ็บเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่ามีนักลงทุนเข้ามา เปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการต่างๆ ของบริษัท ไม่งั้นแล้วผลกำไรคงไม่มี มีแต่ขาดทุนเท่านั้น
เมื่อได้ฟังทิศทางที่บริษัทโดกิ โดกิ จะดำเนินต่อไปนี้ พวกเขาจึงเห็นดีเห็นงามด้วย แต่งตั้งให้ดิวเป็นประธานผู้บริหาร ส่วนเพื่อนเก่าของบุญชูคนนั้น เขาก็เห็นด้วยกับดิว ทว่าด้วยความสัมพันธ์เมื่อก่อนกับบุญชู ทำให้เขาเลือกที่จะอยู่เฉยๆ
“หึหึ คุณจะดีใจเร็วเกินไปหน่อยมั้ย อย่าลืมสิว่าใจแก้วไม่เห็นด้วยกับมติครั้งนี้ รวมถึงลูกสาวของผมด้วย!” ลูกสาวของบุญชูเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัท ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดามาก ธุรกิจอย่างนี้ย่อมต้องมีคนในครอบครัวมีหุ้นเป็นธรรมดาและหุ้นที่ว่าไม่ได้น้อยด้วย พิมมารา คือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัทหากว่าเธอไม่เห็นด้วยแล้ว เท่ากับว่าคะแนนเสียงเท่ากัน สุดท้ายบุญชูก็จะเป็นประธานบริหารเหมือนเดิม
“จะแน่เหรอครับ” ดิวไม่อยากทำอย่างนี้เลย แต่เพราะต้องกำหนดทิศทางของบริษัทโดกิ โดกิ บางครั้งต้องใช้วิธีโหดร้ายบ้าง
“คุณหมายความว่ายังไง? ผมไม่เข้าใจ” บุญชูอดสงสัยใคร่ในความหมายของดิว
พิมที่นั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ขอโทษนะคะพ่อ คือว่าหนู...ขายหุ้นไปแล้ว”
ใบหน้าของพิมเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
บุญชูที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับตบโต๊ะดังปัง เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที “อะไรนะ แกขายให้เขาแล้วงั้นเหรอ?”
“ใช่...ใช่ค่ะ หนูขายหุ้นให้คุณดิวแล้ว” เห็นว่าผู้เป็นพ่ออารมณ์ร้อนถึงเพียงนี้ พิมก็ยิ่งรู้สึกผิด “แต่ว่านะคะ คุณดิวไม่ใช่คนธรรมดา ด้วยเงินทุนที่เขามีอยู่ และแนวทางของบริษัทที่ก้าวเดินต่อไปจากนี้ บริษัทโดกิโดกิของเราก็ไม่ล้มละลายแล้ว”
“แก่นี่มัน...!” บุญชูโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ก็ว่าอยู่ทำไมอีกฝ่ายถึงมั่นในนัก เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง ลูกสาวตัวดีโง่เง่าของเขา ถูกกล่อมโดยอีกฝ่ายจนกระทั่งขายหุ้นไปจนหมด ตอนนี้เขาจึงรู้แล้วว่าตัวเองอยู่ตัวคนเดียวในฝูงหมาป่า
“จะโทษคุณพิมไม่ได้หรอกนะครับ เธอรู้เกี่ยวกับบริษัทดีว่าเป็นยังไง และการที่เธอขายหุ้นให้กับผมน่ะ ถือว่าคิดถูกแล้ว ผมรับรองว่าบริษัทโดกิโดกิ จะกลายเป็นบริษัทใหญ่ เพราะงั้นอย่ากังวลไปเลย”
ดิวไม่อยากกดดันอีกฝ่ายนัก อายุก็ปูนนี้แล้ว กลัวว่าหากกดดันเกินไปแล้วเส้นเลือดในสมองแตก นั่นคงไม่ใช่ผลดีนัก บางอย่างหากประนีประนอมกันได้ ก็ควรทำ
“เอาล่ะ...” บุญชูสูดหายใจเข้าลึก เขาพยายามควบคุมอารมณ์ ก่อนจะนั่งลงตามเดิม เงยหน้ามองชายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยอารมณ์คุกรุ่น “ไหนคุณลองบอกมาซิ ว่าบริษัทโดกิโดกิ ควรจะเดินไปทางไหน”
“เรื่องนี้หากพูดไปแล้ว คุณอาจจะตลกผมอยู่บ้าง ที่ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ ก็เพราะต้องการสร้างแป้งที่เข้ากับไก่ทอด”
“อะไรนะ!” เป็นอีกครั้งที่บุญชูยืนขึ้น คำพูดของดิวทำให้หนังศีรษะของเขารู้สึกชา ชายคนนี้บ้าไปหรือเปล่า เพียงแค่ต้องการสร้างแป้งชุบทอดสำหรับไก่ ถึงกับทำอะไรบ้าๆ อย่างการกว้านซื้อหุ้นในบริษัท ออกจะบ้าบิ่นเกินไปแล้ว!
“เหตุผลแค่นั้น คุณแค่บอกผมมาก็ได้ไมใช่เหรอ เดี๋ยวผมจัดการให้เอง ไม่จำเป็นต้องกว้านซื้อหุ้นแบบนี้เลย” บุญชูเกือบจะเส้นเลือดแตกไปแล้วหลายรอบ และครั้งนี้เองก็เหมือนกัน
“คราวแรกผมก็คิดอย่างนั้นนะครับ แต่เผอิญว่าบริษัทของผมที่กำลังจะสร้างเนี่ย มีแผนสำหรับเปิดอยู่ทุกหัวมุมทั่วประเทศ รวมถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะต้องมีร้านของผม!” ดิวถอนหายใจเล็กน้อย แต่ประกายตาของเขามีแต่ความทะเยอทะยาน “เพราะงั้นแล้ว การมีโรงงานผลิตแป้งทอดกรอบของตัวเองเลยมันจะสะดวกกว่า รวมถึงสูตรการผลิตต่างๆ จะต้องเป็นความลับ”
การหมักหรือการทอดไม่สำคัญเท่ากับแป้ง ถึงแม้ว่าจะมีกรรมวิธีที่คล้ายกัน ทว่าเมื่อเทียบกับตัวแป้งจากโรงงานแล้วมันเทียบกันไม่ได้เลย ส่วนอีกเหตุผลคือดิวต้องการบริษัท หากสั่งออเดอร์จากพวกเขาก่อนหน้านี้ก็เป็นจำนวนเงินที่เยอะอยู่ กลุ่มผู้หุ้นยังจะขายหุ้นให้กับดิวอีกเหรอ
“แล้วคุณแน่ใจได้ยังไง ว่าไอ้ร้านไก่ทอดที่ว่ามันจะประสบความสำเร็จ” บุญชูถาม
ดิวจึงตอบกลับว่า “ผมมีความมั่นใจร้อยส่วน!”
ดิวมีคู่มือเสริมมากมาย ถ้าไม่งั้นแล้วเขาคงไม่มั่นใจถึงขนาดนี้หรอก
“แต่เงินทุนในการวิจัยแป้งตัวใหม่ก็ไม่ใช่น้อยๆ นะ ถ้าหากคุณอยากได้แป้งที่พิเศษ...มันอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย”
“เรื่องเงินไม่มีปัญหา ผมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบอย่างนั้นบุญชูก็ไม่รู้จะพูดยังไง ด้วยเงินนั้นมันจะทำให้บริษัทโดกิโดกิพัฒนาไปอีกระดับ กลายเป็นบริษัทใหญ่คงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปเมื่อตกลงกันได้แล้ว ก่อนที่ดิวจะออกไปจากห้องประชุม บุญชูได้รั้งไว้ก่อน ในตอนนี้จึงมีเพียงสามคนในห้อง บุญชู ดิว และพิมพามาราเท่านั้น...
“อีกเรื่อง คุณรู้จักลูกสาวผมได้ยังไง...”