จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 66 ผู้อาวุโสระดับเขตแดนเต๋า

            “เพล้ง!” ในจวนเล็กๆ หลังหนึ่งของสายชีพจรเสวียนมีชุดน้ำชาลอยออกมาจากด้านในห้องพัก

            “ศิษย์พี่จ้าว... ไม่เป็นไรหรอก เจ้าคนนั้นก็เป็นแค่คนใกล้ตายอยู่แล้วไม่มีอะไรให้ต้องกังวลกับคนใกล้ตายหรอก” จางเว่ยโน้มตัวลงไปใกล้จ้าวเจิ้นหย่วนพลางกล่าวอย่างใจเย็น

            “กล้าเอาลูกหมาป่าของข้าไป และยังทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าศิษย์พี่หญิงฉู่อีกหากไม่โกรธออกมา ข้าก็คงอัดอั้นเอาไว้ไม่ได้หรอก!”จ้าวเจิ้นหย่วนกล่าวอย่างเคร่งขรึม นับตั้งแต่เข้ามาอยู่สำนักยุทธ์ว่านจ้งโดยมีพี่ชายอย่างจ้าวเฟิงอวิ๋นอยู่ด้วยกันก็แทบไม่มีผู้ใดกล้าที่จะต่อต้านเขามาก่อนแม้แต่ผู้ดูแลที่รับผิดชอบสายชีพจรเสวียนก็ยังต้องยอมอ่อนน้อมให้กับเขา

            แต่ในครั้งนี้ เขากลับถูกฉู่เยว่ฉานตำหนิต่อหน้าศิษย์จำนวนมากในหอตำราเรื่องนี้จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร? เขารู้จักฉู่เยว่ฉานเป็นอย่างดีนางเป็นคนที่พี่ชายของเขายังเกรงกลัว เขาจึงไม่กล้าจะล่วงเกินนางเลยแต่เจ้าคนใกล้ตายนั่น... ฮึ!

            “แต่... แต่ศิษย์พี่หญิงฉู่ก็บอกเอาไว้แล้วนะ ว่าจะปกป้องเขาเป็นเวลาสามปี...หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา อย่างไรนางก็อาจจะโทษเจ้าได้?” จ่างเว่ยพูดเบาๆด้วยสีหน้าเป็นกังวล

            “เพียะ!” จ้าวเจิ้นหย่วนตบจางเว่ยจนกระเด็นออกไป และพูดอย่างเฉียบขาด“โทษข้าหรือ? เขาเป็นคนที่กำลังจะตายอยู่แล้วเกิดเขาตายขึ้นมาจะต้องโทษข้าด้วยหรือ? แม้ว่าศิษย์พี่หญิงฉู่จะปกป้องเขาแต่ก็ใช่ว่านางจะอยู่กับเขาทุกวันมิใช่หรือ? ไม่คิดหาวิธีบ้างหรือ?ยืมมือคนอื่นฆ่าไม่ได้หรือ? เจ้านี่มันไร้ประโยชน์จริงๆหากไม่ใช่เพราะเจ้าเอาชนะเขาไม่ได้ เรื่องมันจะเป็นเช่นนี้หรือ?”

            จางเว่ยกระอักเลือดออกมา ใบหน้าของเขาเผยท่าทางไร้เดียงสาแม้ว่าจะรู้สึกโกรธ แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยออกมา เขารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและพูดขึ้นทันที “ใช่ ใช่ ใช่แล้ว ศิษย์พี่จ้าวกล่าวมามีเหตุผลยิ่งนักแต่พวกเราจะยืมมือคนอื่นมาอย่างไร? เพราะถึงอย่างไรทุกคนต่างก็รู้ว่าศิษย์พี่หญิงปกป้องเขาอยู่”

            “เรื่องนี้... ขอข้าลองคิดดูก่อน!” จ้าวเจิ้นหย่วนนั่งอยู่ตรงที่เดิมจ้องมองตรงไปเบื้องหน้า และครุ่นคิดอย่างหนัก

            “ในเมื่อไม่ได้จุดตะเกียงกรรม เขาก็มีชีวิตอยู่ไม่เกินสามปี...เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ว่าพวกเราจะไม่ลงมืออย่างไรเขาก็ต้องตายอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่จะทำอย่างไรให้เขาตายเร็วขึ้นได้บ้าง?”

            “จริงสิ... ตอนที่ผู้อาวุโสเลี่ยทำการปรุงยาอยู่เมื่อสองสามวันก่อนเขาทำกุมารโอสถระเบิดตายไปอีกสองสามคนมิใช่หรือ?” จ่างเว่ยนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ก่อนจะกระซิบเบาๆ

            ดวงตาของจ้าวเจิ้นหย่วนเปล่งประกายขึ้นทันที หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ตบลงไปที่ศีรษะของจางเว่ย “เยี่ยมมาก... วิธีนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ!”

            ใบหน้าของจางเว่ยดูขมขื่นอย่างยิ่ง และกระอักเลือดออกมาเต็มปากอีกครั้ง

            ...

            ฉินอวี่กลับมาถึงห้องพัก และยังคงคิดวนเวียนอยู่กับคำพูดของฉู่เยว่ฉาน

            “การคัดเลือกศิษย์สิบอันดับแรก... อีกทั้งยังเป็นศิษย์รุ่นห้าขั้นกุมารทิพย์ลงมา เป็นศิษย์รุ่นห้า หรืออาจกล่าวได้ว่า ข้าจะต้องเผชิญหน้ากับอัจฉริยะในระดับขั้นเทียนชุ่ย?ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ เกรงว่าต่อให้เข้าร่วมได้ ก็คงจะยากที่จะติดอันดับหนึ่งในสิบ”

            สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะฉินอวี่กำลังคิดทำลายศักดิ์ศรีของตนเองแต่สำนักยุทธ์ว่านจ้งได้รวบรวมผู้มีพรสวรรค์เอาไว้และต่างมีพละกำลังที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าถงอวิ๋นเฟยทั้งสิ้นความแข็งแกร่งของถงอวิ๋นเฟยในตอนนั้น ทำให้ฉินอวี่แอบหวั่นใจอยู่เล็กน้อยและนี่เป็นเพียงพลังที่เกิดขึ้นหลังจากเขาระงับระดับการฝึกฝน!

            ก่อนหน้านี้ฉินอวี่เริ่มจับสังเกตไปในตอนฉู่เยว่ฉานกล่าวว่าสิบอันดับแรกจะได้เข้าไปในหอบรรพชนสิ่งนี้ทำให้ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างควบคุมไม่ได้ จะเห็นได้ว่าการอยู่ในสิบอันดับแรกได้นั้นไม่เพียงแต่จะได้เข้าคารวะบรรพชนในหอบรรพชนเท่านั้น แต่ยังมีรางวัลอื่นๆ อีกด้วย

            จากสิ่งนี้ ฉินอวี่อาจจะพอคาดการณ์ได้ว่าในสี่สายชีพจรจะต้องมีผู้มีพรสวรรค์เป็นจำนวนมากที่ระงับการฝึกฝนของตนเองไว้เพื่อรอการคัดเลือกศิษย์ พละกำลังของพวกเขาต่างแข็งแกร่งอย่างเทียบมิได้ซึ่งอาจเทียบได้กับขั้นกุมารทิพย์

            “ระยะเวลาสามปี ในเวลาสามปีข้าจะต้องเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยให้ได้จึงจะสามารถโดดเด่นขึ้นมาได้ และไม่รู้เลยว่าการคัดเลือกศิษย์นั้นเป็นเช่นไรหากยังสู้ต่อไป ก็คาดว่าคงไม่สามารถเรียกวิชาปีศาจคลั่งขึ้นมาใช้ได้ ดังนั้นจะสามารถขึ้นเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกได้หรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับเวลาสามปีนี้เสียแล้ว”

            “อสุนีลึกลับ เพลิงแอ่งธรณี บางทีอาจกลายเป็นท่าไม้ตายของข้าจริงๆน่าเสียดายที่เข้าไปได้เพียงส่วนชั้นที่หนึ่งของหอตำรา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคล็ดวิชาการต่อสู้และวิชาต่างๆแต่ก็ไม่มีตำราเล่มใดที่เกี่ยวข้องกับเพลิงแอ่งธรณีเลย” ฉินอวี่พึมพำ

            “ช่างเถอะ มาดูก่อนดีกว่าว่ามีวิชาเต๋าแบบใดที่จะเหมาะกับอสุนีลึกลับบ้าง”

            หลังจากนั้น ฉินอวี่ก็หลับตาทั้งสองข้างลงชุดตำราที่เขาเคยอ่านผ่านมาต่างปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขาและเริ่มแสดงออกมาให้เห็น

            ท้ายที่สุด เขาก็เลือกวิชาที่เหมาะสมกับช่วงเวลานี้ออกมาเล่มหนึ่งและเป็นคู่มือเล่มหนึ่ง

            “ร่างป้องกันอสุนีลึกลับ!”

            “คู่มือแก่นพลัง!”

            “ลองศึกษาสองวิชานี้ดูก่อน ร่างป้องกันอสุนีลึกลับสามารถยกระดับการป้องกันกายตนเองขึ้นมาได้ และวิธีการที่บันทึกไว้ในคู่มือแก่น...จะช่วยเพิ่มระดับของพลังอสุนีลึกลับ” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองก่อนจะปิดตาลง

            สามวันต่อมา

            ฉินอวี่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องพักของตนเอง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยอสุนีลึกลับที่หนาทึบราวกับใยแมงมุมและในขณะที่รวบรวมพลังอสุนีลึกลับอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกผลักออกอย่างรวดเร็วฉินอวี่จึงรีบเก็บอสุนีลึกลับและลืมตาขึ้นทันที

            “เจ้าเป็นคนกำลังใกล้ตายหรือ?” ศิษย์หนุ่มที่ดูสง่าผ่าเผยยืนอยู่หน้าประตูจ้องมองฉินอวี่อย่างจับจ้อง และตะโกนมาอย่างเย็นชา

            “มีเรื่องอันใดหรือ?” ฉินอวี่ระงับความโกรธเอาไว้และพูดอย่างเคร่งขรึม

            “เจ้าได้รับเลือกจากผู้อาวุโสเลี่ย” ชายหนุ่มร่างกำยำพูดอย่างเย็นชา

            ฉินอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย และส่งเสียงเยาะเย้ยอยู่ในใจจ้าวเจิ้นหย่วนเริ่มนั่งไม่ติดแล้วหรือ? หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เรื่องของจ้าวเจิ้นหย่วนหากจบได้เร็วก็ดีไม่น้อยไม่เช่นนั้น หากลากยาวต่อไป ก็จะเป็นการรบกวนการฝึกฝนยุทธ์ของตนเองได้

            เมื่อเดินออกไป ฉินอวี่จึงพบว่านอกจากตนเองแล้วยังมีผู้ฝึกตนวัยหนุ่มอีกห้าคนกำลังรออยู่ไม่ไกล เมื่อฉินอวี่มองไปก็พบว่าเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทั้งสิ้น

            “ตามข้ามา!” ชายหนุ่มร่างกำยำทักทายศิษย์ทั้งห้า และเดินไปทางด้านหนึ่ง

            ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา

            เมื่อเขาไปถึงสุดขอบเขตของสายชีพจรที่มีหุบเขาอยู่มากมายห่างจากจุดศูนย์กลางไปเกินกว่าหนึ่งร้อยลี้ ชายหนุ่มที่แข็งแกร่งหยุดนิ่งและส่งเสียงตะโกน “ผู้อาวุโสเลี่ย กุมารโอสถชุดใหม่ได้มาถึงแล้ว” พูดจบชายหนุ่มร่างกำยำก็หันหลังมาอย่างรวดเร็ว ราวกับเขาไม่อยากจะอยู่ที่นี่เลยแม้แต่น้อย

            ฉินอวี่และคนทั้งหกต่างมองหน้ากันและกัน มองไปยังหุบเขาด้วยความหวาดกลัวและรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก

            “พาเข้ามาให้หมด” เสียงที่ทุ้มดังออกมาจากหุบเขาแห่งนั้น

            ฉินอวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่รู้ตัว และไม่รู้เลยว่าจ้าวเจิ้นหย่วนกำลังคิดจะทำอะไรเขาเหลือบมองห้องไม้ที่ดูเรียบง่ายที่สร้างไว้ทั้งสองด้านของปากทางเข้าหุบเขา กระท่อมไม้แห่งนี้ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นไม่นานเขาเริ่มสงสัยขึ้นในใจ และค่อยๆ เดินเข้าสู่หุบเขาแห่งนั้น

            ทันทีที่เขาเข้าไปในหุบเขาเขาก็เห็นหม้อปรุงยาขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางหุบเขาและมีผู้อาวุโสที่เนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งกำลังจ้องไปยังหม้อปรุงยาราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ และเพิกเฉยต่อพวกฉินอวี่ทั้งหกคน

            เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากชายชรา หลายคนไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวแต่ฉินอวี่กลับกวาดสายตาไปทั่วทั้งหุบเขา และพบว่ามีฝุ่นอยู่ในหุบเขาเป็นจำนวนมากทั้งยังมีเศษสีดำและคราบเลือดสีแดงเข้มปรากฏอยู่อย่างไม่ชัดเจนนัก

            ถึงอย่างนั้นก็ตาม ทั้งหุบเขาก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของตัวยาที่เข้มข้นซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกมีพลัง แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจคือกลิ่นของยาที่ให้ความรู้สึกเหนียว และในด้านในสุดของหุบเขามีกระท่อมไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่แต่กระท่อมไม้หลังนี้ดูเหมือนจะผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน เมื่อมองไปทางส่วนอื่นๆในหุบเขา ในใจของฉินอวี่กลับรู้สึกคาดการณ์อะไรบางอย่างได้อย่างคลุมเครือ

            หุบเขาแห่งนี้... ดูเหมือนจะผ่านการระเบิดมาก่อนและจ้าวเจิ้นหย่วนพาตนเองมาที่นี่ ก็เพราะเขากำลังต้องการ... นี่กำลังคิด...ยืมมือฆ่าคนหรือ? ไม่สิ... จะต้องบอกว่ายืมหม้อปรุงยาฆ่าคนเสียมากกว่า?

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้อาวุโสที่ตัวมอมแมมก็หยิบวัตถุดิบยาที่ไม่รู้จักออกมาและโยนมันลงในหม้อปรุงยาอย่างลังเล แต่เมื่อมือขนาดใหญ่ของเขาตบลงไป เส้นสายลวดลายบนหม้อปรุงยาทั้งหมดก็เรืองแสงขึ้นทันที

            “ตูม บึ้ม!”

            ฉินอวี่สัมผัสได้ถึงเสียงที่ดังก้องในหูของเขาร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังที่พลุ่งพล่าน เสียงดังก้องไปทั่วท้องฟ้า จากนั้นคลื่นเสียงที่ดังก้องนับไม่ถ้วนก็ได้เกิดแรงคลื่นเสียงอันทรงพลังส่งตรงไปทางฉินอวี่จนเขาลอยไปกระแทกเข้ากับกระท่อมไม้หลังหนึ่ง ทำลายกระท่อมไม้เป็นแตกเป็นชิ้นๆ

            หลังจากตกลงสู่พื้นอย่างหนัก เลือดก็ไหลออกมาจากหน้าอกของฉินอวี่และมองไปทางหุบเขาแห่งนั้นด้วยความสยดสยอง

            เมื่อฝุ่นบนท้องฟ้าสลายไป หุบเขาที่ระเบิดได้เกิดเป็นหลุมขนาดยักษ์และผู้อาวุโสก็ยืนนุ่งผ้าขาดๆ อยู่บนหม้อปรุงยาสักพักก็มีเสียงคำรามมาจากหุบเขาว่า “เป็นไปได้อย่างไรกัน! นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?ข้าไม่เชื่อในความโชคร้ายครั้งนี้ ใครก็ได้มานี่เดี๋ยวนี้...”

            ฉินอวี่หยิบยาอายุวัฒนะออกมาแล้วใส่เข้าไปในปากดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ดังนั้นแผนการอันชั่วร้ายของจ้าวเจิ้นหยวนที่แท้คือการให้หม้อปรุงยาระเบิดใส่ตนเองจนตาย?

            นี่นับยังเป็นโชคดีของเขา ถ้าเขาโดนเศษหม้อปรุงยากระแทกเข้าใส่ละก็เมื่อคิดภาพตาม ฉินอวี่ก็หันไปมองศิษย์ที่ถูกเศษหม้อปรุงยากระแทกจนศีรษะแตกเขาก็อดถอนหายใจไม่ได้ทันที

            “ใครก็ได้มานี่เดี๋ยวนี้!” ผู้อาวุโสร่างกายมอมแมมพูดพลางมองไปบนพื้น

            ดูเหมือนจะไร้การตอบรับ ผู้อาวุโสหันศีรษะไปอย่างกะทันหันเห็นเพียงคนสี่ในหกคนถูกระเบิดตาย และมีคนหนึ่งเป็นลมหมดสติไปแล้วแต่ผู้อาวุโสที่เนื้อตัวมอมแมมยังคงเมินเฉยต่อการตายของกุมารโอสถ ดวงตาของเขาเพ่งเล็งมาทางฉินอวี่จากนั้นยกมือขวาอย่างรวดเร็ว

            ฉินอวี่สัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่เข้ามารายล้อมรอบตัวเขาจากนั้นร่างกายก็พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และร่อนลงต่อหน้าผู้อาวุโส

            ผู้อาวุโสมีความสูงประมาณห้าจ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยสีดำไม่สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ได้อย่างชัดเจนเส้นผมของเขาต่างชี้ไปทางด้านหลังราวกับเข็มเหล็ก

            “ระดับเขตแดนเต๋า! ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋า”หัวใจของฉินอวี่ดิ่งลึกลงทันที!เขานึกไม่ถึงว่าผู้อาวุโสหน้าตาอัปลักษณ์คนนี้จะเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋า

            “ข้ากำลังเรียกเจ้า ไม่ได้ยินหรือ?” ผู้อาวุโสตะคอกด้วยความโกรธก่อนที่ฉินอวี่จะตอบอะไรออกมา ผู้อาวุโสก็เขวี้ยงตัวยาเม็ดหนึ่งเข้าปากของฉินอวี่และตะโกนดังลั่น “เอาป้ายคำสั่งไป ไปที่หอร้อยสมบัติ เปลี่ยนหม้อปรุงยาใบใหม่ให้ข้าด้วยและแลกวัตถุดิบยาเหล่านี้มาด้วยสิบชุด! ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งชั่วยาม” พูดจบผู้อาวุโสก็ปล่อยฉินอวี่และหยิบป้ายคำสั่งสีม่วงแผ่นหนึ่งและหนังสัตว์อสูรผืนหนึ่งออกมา

            เมื่อเม็ดยาเข้าไปในปากของเขา ฉินอวี่รู้สึกเพียงพลังบริสุทธิ์ที่ไหลเข้าสู่ร่างกายฟื้นฟูร่างกายที่บาดเจ็บของเขา ขณะที่เขากำลังประหลาดใจ ผู้อาวุโสก็ตะโกนออกมา“เจ้ายังยืนทำอะไรอยู่อีก ทำไมไม่รีบไปเล่า? หากหมดเวลาข้าจะให้เจ้ารับผิดชอบ!”

            แม้ว่าฉินอวี่จะมีความโกรธอย่างไม่สิ้นสุด แต่เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้แล้วเขาเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้

            ตอนนี้ได้แต่คอยคิดว่าจะหนีออกไปเช่นไร หากอยู่ที่นี่ต่อไปไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งอาจถูกระเบิดตายจริงๆ เป็นแน่

            หรือมันจะจริงตามที่พวกเขาพูดกันว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามปี?

            “เอ๊ะ... กระท่อมไม้เหล่านั้นไม่ถูกระเบิดหรือ?” ฉินอวี่จ้องมองไปยังกระท่อมไม้ที่อยู่ด้านในสุดของหุบเขาและพูดขึ้นอย่างตกใจ แต่ก็ไม่นึกอะไรต่อ ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปจากหุบเขา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน