สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 หญิงสาวที่เต็มไปด้วยรังสีสังหาร

            ทุกคนในโรงจวี้ฉ่างเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันทีและมีท่าทีพร้อมรับการปะทะตลอดเวลาแต่จวงเฟยเฟยกลับมีท่าทีผ่อนคลายลงมาก นางเดินส่ายสะโพกไปนั่งที่เบื้องหน้าของเด็กสาวคนนั้นกระโปรงสั้นของนางเหมือนจะปิดอะไรได้ไม่มากนัก นางกระดิกเท้าอย่างผ่อนคลายพร้อมมองไปยังเด็กสาวพลางหัวเราะแล้วพูดขึ้น “หากพวกเจ้ามาเพราะต้องการเงินก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงที่ข้าปิดตายประตูก็เพราะกลัวว่าพวกเจ้ามีปัญหาอะไรที่แก้ไขไม่ได้แล้วต้องการให้ข้าช่วย”

     

            เด็กสาวพูดขึ้น “ในเทือกเขาชางหมานไม่ว่าจะมีสัตว์อสูรที่ดุร้ายขนาดไหนพวกเราก็รับมือได้เสมอ แต่ผู้คนนอกเทือกเขาชางหมานกลับน่ากลัวยิ่งกว่าเราจึงต้องระวังให้มากขึ้น ก่อนหัวหน้าเผ่าจะสิ้นใจท่านเคยบอกเอาไว้ว่าสิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือจิตใจของมนุษย์ต่างหาก”

     

            จวงเฟยเฟยหัวเราะแล้วพูด “หัวหน้าเผ่าสอนสิ่งนี้ให้กับเจ้าแสดงว่าเขาคงดีกับเจ้าไม่น้อย”

     

            “เขาคือบิดาข้า”

     

            คำตอบของเด็กสาวดูตรงไปตรงมา ในแววตาแฝงไว้ด้วยความเป็นผู้ใหญ่แต่จวงเฟยเฟยกลับมองว่าสายตาเช่นนี้เป็นเพียงสิ่งที่แสร้งทำขึ้นเท่านั้น

     

            “ข้าชื่อกู่เชียนเยว่”

     

            นางจงใจแสดงท่าทีเคร่งขรึมขณะกล่าว “เป็นหัวหน้าเผ่ากู่เลี่ยในตอนนี้ฉะนั้นข้ามีอำนาจเพียงพอในการแลกเปลี่ยนของวิเศษกับเจ้า”

     

            จวงเฟยเฟยยิ้มพลางตอบ “เจ้ามาถูกที่แล้วเพราะมีเพียงข้าที่รู้ว่าของชิ้นนี้มีค่าขนาดไหน”

     

            เด็กสาวส่ายหน้า “ไม่ตอนนี้แขกของเจ้าต่างก็รู้กันหมดแล้ว”

     

            อันเจิงมองผู้คนรอบ ๆ ดวงตาคนส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงความโลภรวมไปถึงผู้อาวุโสหลิวที่แทบจะยืนไม่ไหวแล้วด้วย และผู้ที่แสดงความโลภออกมาอย่างโจ่งแจ้งที่สุดก็คือเจินจวงปี้นั่นเอง

     

            “อันเจิง ของนั่นคืออะไรกันแน่?”ตู้โซ่วโซ่วอดใจไม่ไหวจึงถามออกมา

     

            “เกล็ดมัจฉา”

     

            “ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันคือเกล็ดมัจฉาแต่ปลาวิเศษนั่นคืออะไรกัน?”

     

            อันเจิงส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”

     

           กู่เชียนเยว่หันไปมองอันเจิงด้วยสายตาเย้ยหยันจากนั้นก็หันไปพูดกับจวงเฟยเฟย “ที่ข้าเลือกมาโรงจวี้ฉ่างของเจ้าเป็นเพราะข้ารู้ว่าโรงจวี้ฉ่างนี้มีสมบัติวิเศษมากที่สุดในโลกมายาแล้วข้าไม่ได้โลภและยังสามารถขายเกล็ดมัจฉาของปลาวิเศษให้เจ้าในราคาที่ต่ำสุดเลยก็ได้แค่นำของล้ำค่าในโรงจวี้ฉ่างออกมาให้หมดแล้วข้าจะยกเกล็ดมัจฉาให้”

     

            “ฮ่า ๆ ๆ”

     

            จวงเฟยเฟยหัวเราะเสียงหวาน “สาวน้อยเจ้ากำลังล้อเล่นอยู่ใช่หรือไม่? เพียงแค่ตำนานที่ไม่มีจริงเจ้าต้องการจะแลกกับของมีค่าทั้งหมดในโรงจวี้ฉ่างเชียวหรือ?”

     

            กู่เชียนเยว่พูด “ข้าไม่มีเวลามาต่อรองราคากับเจ้าและข้าก็มาในนามของชนเผ่ากู่เลี่ย”

     

            จวงเฟยเฟยเก็บรอยยิ้มกลับไปแล้วยักไหล่เล็กน้อย“ตัวเจ้าเองก็รู้ดีว่าของชิ้นนี้เป็นเพียงเครื่องรางเท่านั้นไม่มีใครรู้ว่าในความเป็นจริงแล้วมันสามารถทำอะไรได้บ้างถึงแม้โรงจวี้ฉ่างของข้าจะไม่ได้มีสมบัติวิเศษที่ล้ำค่ามากมายนักแต่หากนำของทั้งหมดที่มีออกมา ก็สามารถทำให้คนแย่งชิงจนเกิดการนองเลือดได้ฉะนั้นสิ่งที่เจ้าต้องการมันมากเกินไป”

     

            กู่เชียนเยว่ลุกขึ้นยืน “หากเจ้าไม่อยากแลกเปลี่ยนกับข้าเช่นนั้นข้าไปหาคนอื่นก็ได้ โรงจวี้ฉ่างเป็นเพียงทางเลือกแรกแต่ไม่ใช่ทางเลือกเดียวจากที่ข้ารู้มาในโลกมายายังมีโรงประมูลอีกแห่งชื่อโรงเต๋อเป่า”

     

            จวงเฟยเฟยพยักหน้า “เจ้าคงเตรียมการมาก่อนแล้วจึงรู้ว่านอกจากโรงจวี้ฉ่างของข้าคนที่สามารถแลกเปลี่ยนกับเจ้าได้ก็คือโรงเต๋อเป่า เช่นนั้นเอาอย่างนี้ข้าขอเวลาสองชั่วโมงในการตัดสินใจ”

     

            เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้า “ได้ข้าให้เวลาแค่สองชั่วโมงเท่านั้น”

     

           จวงเฟยเฟยกวักมือเรียกยอดฝีมือหลายคนเข้ามา อันเจิงเห็นนางกระซิบสั่งการอะไรบางอย่างแต่เพราะมีผ้าปิดหน้าจึงอ่านปากไม่ออกและไม่รู้ว่านางพูดอะไรไปบ้างอันเจิงเพิ่งจะเข้าใจว่าผ้าปิดหน้าบาง ๆ นี้มีไว้เพื่ออะไรหลังจากที่จวงเฟยเฟยพูดจบยอดฝีมือเหล่านั้นก็จากไป

     

            “ตอนนี้ขอให้ทุกท่านทำใจให้สบาย อย่างไรเสียประตูก็ปิดตายแล้วเรามาเริ่มกันต่อเถอะ”

     

            จวงเฟยเฟยยิ้มพลางพูด “ข้าได้ส่งคนออกไปขอคำแนะนำแล้วอีกสองชั่วโมงจะมีคำตอบให้แน่นอน”

     

            นางมองไปยังกู่เชียนเยว่แล้วพูดขึ้น “ไหนๆ ก็รอที่นี่แล้ว ต้องการเล่นสนุกด้วยกันหรือไม่?”

     

            กู่เชียนเยว่ส่ายหัวโดยไม่พูดสิ่งใดออกมา

     

            จวงเฟยเฟยปรบมือ จากนั้นก็มีชายร่างกำยำแบกของชิ้นใหญ่ออกมาจากทางด้านหลังของนั่นมีผ้าสีแดงคลุมอยู่ จึงมองเห็นแค่เค้าโครงภายนอกเท่านั้นมันมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ใหญ่ด้านหนึ่งเล็กด้านหนึ่ง

     

            “ซวยจริง ๆ”

     

            เจินจวงปี้ที่นั่งอยู่ไกล ๆ สบถออกมา “ถึงกับเอาโลงศพขึ้นมาเลยรึ”

     

            อันเจิงไม่ได้ใส่ใจอะไรและยังคงปลอบประโลมแมวน้อยในอ้อมแขนต่อไปเสี่ยวช่านบิดตัวมองไปที่เกล็ดมัจฉาหลังจากนั้นก็มุดหัวกลับเข้าไปอีกแต่เพราะผ่านมาได้ครู่หนึ่งแล้วความกลัวของมันจึงลดลงบ้าง

     

            “ข้ารู้สึกอึดอัดใจมาก”

     

            ตู้โซ่วโซ่วตบไปที่หน้าอกตัวเอง “นี่เป็นครั้งที่สองที่ข้ารู้สึกแบบนี้”

     

            อันเจิงแปลกใจ “ครั้งแรกคือเมื่อไหร่”

     

            “ครั้งแรก...เมื่อหลายปีก่อนตอนนั้นข้าอายุแค่เจ็ดแปดขวบ ครอบครัวข้าลำบากมาก ฉะนั้นเวลาถึงวันปีใหม่จึงได้แต่มองบ้านคนอื่นจุดประทัดส่วนบ้านข้าไม่มีปัญญาซื้อ มีอยู่ปีหนึ่ง บ้านเศรษฐีในย่านหนานชานจุดประทัดจากนั้นบ่าวรับใช้ในบ้านก็นำเศษประทัดออกมาทิ้งหน้าประตู ข้าเดินผ่านไปพอดีและเห็นว่าไม่มีใครอยู่จึงใช้มือคุ้ยกองประทัดนั่นสุดท้ายข้าหาประทัดที่ยังไม่ถูกจุดได้หลายอัน มีทั้งเล็กทั้งใหญ่”

     

            ตู้โซ่วโซ่วเล่าย้อนไป “อันเล็กขนาดเพียงนิ้วโป้งข้าอันใหญ่ก็ประมาณแขนข้า ตอนนั้นข้าดีใจมากจึงอุ้มประทัดพวกนั้นกลับบ้านแล้วกลับออกมาพร้อมกระบอกไฟเพราะกลัวจะถูกท่านพ่อท่านแม่ด่าจึงหนีไปจุดเล่นในที่ที่ไม่ค่อยมีคน จนสุดท้ายเมื่อเหลือแต่ประทัดอันใหญ่ในใจข้ากลับนึกเสียดายขึ้นมา ตอนนั้นข้าคิดว่าจะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด”

     

            “ข้าเห็นห้องน้ำในตรอกแห่งหนึ่งซึ่งปกติจะไม่มีใครไปใช้งานข้าก็เลยจุดประทัดอันใหญ่แล้วโยนเข้าไปในห้องน้ำ ใครจะไปนึก...ในห้องน้ำมีคนอยู่ประทัดนั่นมีอานุภาพมาก มากพอที่จะระเบิดห้องน้ำได้เลยทีเดียว ชายร่างกำยำคนหนึ่งถือกางเกงวิ่งออกมาจากด้านในแล้วจับข้าที่กำลังตกใจเอาไว้ เขาใช้มือหนึ่งดึงเสื้อที่หน้าอกของข้าส่วนอีกมือก็ยกขึ้นเตรียมจะฟาดลงมา”

     

            ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจอีกครั้ง “ตอนนั้นเมื่อมองเขายกมือขึ้น ข้าก็รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเลยล่ะ”

     

            อันเจิงหัวเราะแล้วพูด “ไม่ตีเจ้าจนตายก็ถือว่าเขาเมตตาเจ้ามากแล้ว”

     

            “ไม่ใช่แค่ไม่ตีให้ตาย เขาไม่ตีข้าเลยด้วยซ้ำเพียงแค่ต่อว่าข้าหลายคำแล้วจากไป...เขาพูดว่าหากไม่ใช่เพราะเจ้ากลัวจนขี้หดขนาดนี้ละก็ วันนี้ข้าคงจะตีเจ้าจนตายไปแล้ว เมื่อคิดถึงร่างที่ดึงกางเกงแล้วจากไปของเขาจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังรู้สึกเศร้าไม่หายเลย”

     

            พรืด! อันเจิงกลั้นหัวเราะไม่ไหวน้ำชาในปากถูกพ่นออกมาจนหมด

     

            เรื่องที่เล่ามานี้เกาซานตัวกับคนอื่น ๆ ก็ได้ยินเช่นกันหน้าตาของพวกเขาในตอนนี้แลดูบิดเบี้ยว เหมือนอยากหัวเราะแต่ก็เกรงใจ

     

            “ทุกท่านโปรดมองทางนี้”

     

            จวงเฟยเฟยเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วชี้ไปที่ผ้าคลุมสีแดง“นี่เป็นของชิ้นแรกสำหรับวันนี้และอาจเป็นชิ้นสุดท้ายของวันด้วยเพราะดูเหมือนสาวน้อยหัวหน้าเผ่ากู่เลี่ยจะเริ่มเบื่อแล้ว ฉะนั้นขอให้ทุกท่านเร่งทำเวลาสักหน่อยข้าจะเพิ่มของรางวัลให้ หากใครดูออกว่าของชิ้นนี้คืออะไรข้าจะยกก้อนหินให้ทั้งสามก้อนเลย”

     

            เจินจวงปี้ละความสนใจจากเกล็ดมัจฉาแล้วโบกมือส่งพลังไปเปิดผ้าคลุมออก ปรากฏว่าของข้างในเป็นโลงศพจริง ๆ

     

            แต่ในตอนที่เจินจวงปี้ได้เห็นโลงศพนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเขารีบก้าวขึ้นไปบนเวทีแล้วดูอย่างละเอียด “โลงแก้ว...มันเต็มไปด้วยความชื้นหรือเป็นของที่เอามาจากใต้น้ำ? แม่นางจวง ของชิ้นนี้ยังไม่เคยเปิดมาก่อนแต่เจ้าก็เอากลับมางั้นรึ? ทุกคนต่างรู้ดีว่ามีโลงศพอยู่สองประเภทที่ไม่ควรแตะต้องหนึ่งคือโลงเวหา สองคือโลงนที...โดยเฉพาะโลงนที”

     

            จวงเฟยเฟยปรบมือ “รองอาจารย์ใหญ่เจินตาถึงมากของชิ้นนี้มาจากใต้น้ำจริง ๆ ทว่าข้าไม่ได้งมมันขึ้นมา แต่มันพุ่งขึ้นมาจากน้ำเองต่างหาก”

     

             นางพูดอธิบาย “ก่อนหน้านี้บนเขามีน้ำป่าไม่รู้ว่าน้ำพวกนั้นมาจากไหน อีกเพียงนิดเดียวก็จะท่วมมาถึงโลกมายาของเราแล้วแต่ยังดีที่บนเขามีร่องน้ำมาก ดังนั้นน้ำจึงลดความแรงลงได้อย่างรวดเร็ว โลงศพนี้ถูกพัดมาพร้อมกับสายน้ำมีคนไปเจอเลยนำมาขายให้ข้าที่โรงจวี้ฉ่าง”

     

            เกาซานตัวที่นั่งอยู่ด้านล่างกดเสียงต่ำลงแล้วพูดกับอันเจิง“โลงศพพวกนี้ไม่ควรไปยุ่งตั้งแต่แรกแล้ว แม้มีบางคนที่ทำมาหากินโดยการขโมยสมบัติที่อยู่ในโลงศพแต่ถึงอย่างไร คนเหล่านั้นก็ยังไม่กล้าไปแตะต้องโลงเวหากับโลงนทีอยู่ดี ของที่ถูกผนึกอยู่ในโลงเวหายังไม่ถือว่าน่ากลัวสักเท่าไหร่เพราะแค่ผนึกไว้บนอากาศก็เพียงพอแล้ว แต่กับโลงนที ยิ่งอยู่ในน้ำลึกก็ยิ่งอันตรายเจ้าดูสิ นี่คือโลงแก้วที่แข็งแรงทนทานมาก จนถึงตอนนี้มันก็ยังปิดสนิทอยู่เลยต่อให้ต้องแช่อยู่ในน้ำนานเป็นร้อยปีหรืออาจเป็นพันปีก็คงไม่อาจสร้างความเสียหายใดๆ กับมันได้หรอก”

     

            “โดยปกติแล้วโลงนทีอยู่ในน้ำลึก ต้องมีสิ่งอื่นปิดผนึกมันอีกชั้นอย่างแน่นอนคาดว่าน้ำป่าคงจะซัดให้ของที่ใช้ปิดผนึกลอยไปกับน้ำ ฉะนั้นโลงแก้วนี้ถึงถูกซัดออกมาด้วยของเช่นนี้อย่าไปดูเลย เรากลับกันเถอะ”

     

           อันเจิงเห็นสีหน้าที่เคร่งขรึมของเกาซานตัวและรู้ว่าเขากำลังเป็นกังวลอยู่หากในโลงนทีมีอสูรร้ายขึ้นมาจริง ๆ ที่นี่คงต้องนองเลือดแน่ อีกทั้งยังเป็นไปได้มากว่าจะเกิดการต่อสู้ขึ้นระหว่างเผ่ากู่เลี่ยกับโรงจวี้ฉ่างเกาซานตัวอยู่ในยุทธภพมานานย่อมไม่อยากยุ่งกับเรื่องเช่นนี้เป็นธรรมดาถึงแม้อันเจิงจะแปลกใจเรื่องเกล็ดมัจฉาและโลงแก้ว แต่ตอนนี้พลังของเขามีน้อยและยังกลัวจะทำให้ตู้โซ่วโซ่วเดือดร้อนอีกดังนั้นอันเจิงจึงเตรียมจากไปด้วยเช่นกัน

     

            เขากับเกาซานตัวเพิ่งจะลุกขึ้นกู่หมานก็ยกสามง่ามขึ้นมากันแล้วพูดขึ้นเสียก่อน “ก่อนจะจัดการเรื่องวันนี้เสร็จใครก็ออกไปไม่ได้ทั้งนั้น”

     

           เดิมทีเกาซานตัวกำลังอธิบายเหตุผลให้จวงเฟยเฟยฟังอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดของกู่หมานจึงบันดาลโทสะขึ้น“ในโลกมายานี้ หากข้าเกาซานตัวอยากไปก็ไม่มีใครหยุดได้”

     

            กู่หมานอยากลงมือต่อสู้ทันทีแต่กู่เชียนเยว่มองไปที่อันเจิงแล้วพูดขึ้น“ช่างเถอะ ก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาว ปล่อยไปเถอะ”

     

            กู่หมานถอยหลังแล้วไปยืนอยู่ข้างกู่เชียนเยว่

     

            เกาซานตัวก็พูดว่า ‘ไม่อยากถือสาพวกเจ้า’จากนั้นก็ขอโทษจวงเฟยเฟย แล้วดึงอันเจิงกับตู้โซ่วโซ่วออกทางประตูหลังไปแต่เจินจวงปี้ก็พูดเยาะเย้ยมาตามหลัง “นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน ที่แท้ก็ชอบหนีหางจุกตูดไปนี่เอง”

     

            แต่เขายังไม่ทันพูดจนจบก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมาเสียก่อน

     

            อันเจิงยังเดินไปไม่ถึงหน้าประตูเกล็ดมัจฉาที่วางอยู่บนพื้นก็ลอยขึ้นมาอย่างกะทันหันแล้วพุ่งไปทางอันเจิง ขณะที่ทุกคนในห้องกำลังตกตะลึงอยู่นั้นเกล็ดมัจฉาก็พุ่งไปที่หลังหัวของอันเจิงเสียแล้ว แต่ไม่ได้มีการนองเลือดเกิดขึ้น มีเพียงแสงกะพริบสีม่วงสว่างวาบจากนั้นเกล็ดมัจฉาก็ลดขนาดเล็กลงจนมีขนาดเท่านิ้วมือ แล้วตกลงกลางมือของอันเจิงเขาจึงก้มหัวลงมองแล้วขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย

     

            “คิดจะขโมยของงั้นรึ?”

     

            กู่หมานกับเจินจวงปี้ตะโกนออกมาพร้อมกันทั้งสองเตรียมที่จะลงมือทันที

     

            แต่จวงเฟยเฟยกลับมองอันเจิงด้วยสีหน้าตกใจและประหลาดใจ

     

            อันเจิงมองดูของในมือตัวเองเกล็ดมัจฉาได้กลายเป็นหยกชิ้นเล็ก ๆ ที่ส่องประกายแวววาวไปแล้วเขาพลิกมือเพื่อทิ้งของสิ่งนี้ไปซะ แต่เมื่อตกถึงพื้นเกล็ดมัจฉาก็ลอยกลับมาหาอันเจิงอีกครั้ง

     

            เมื่อเห็นดังนั้น กู่เชียนเยว่ก็มีประกายความสับสนและประหลาดใจขึ้นในแววตา

     

            “เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่?” นางถามขึ้น

     

            อันเจิงส่ายหัวแล้วนำเกล็ดมัจฉามาวางไว้บนโต๊ะจากนั้นก็นำของมาวางทับไว้อีกชั้น “ข้าเป็นใครไม่สำคัญที่สำคัญคือข้าไม่ได้สนใจชนเผ่ากู่เลี่ยของพวกเจ้าและตำนานอะไรนั่นด้วย”

     

            เพียงแค่อันเจิงหันหลังกลับเกล็ดมัจฉาก็พุ่งชนของที่วางทับปลิวออกไป จากนั้นก็ลอยกลับไปที่ข้างกายเขาอีกครั้งแต่ครั้งนี้เกล็ดมัจฉาได้ลอยเข้าไปผนึกอยู่ในกระดิ่งแก้วที่คอเสี่ยวช่านแล้วไม่ออกมาอีกเลย

     

            “ส่งของออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

     

           กู่หมานกับเจินจวงปี้พุ่งออกมาข้างหน้าพร้อมกันและมีท่าทางอำมหิตเช่นเดียวกันแม้แต่ผู้อาวุโสหลิวที่มักจะมีท่าทางอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยเมตตา ก็ยังมีประกายความดุร้ายออกมาทางแววตาเลย

     

            กู่หมานพูดขึ้นด้วยเสียงกังวาน “โรงจวี้ฉ่างช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยถึงได้ให้คนมาแย่งของของเราไป! หัวหน้าเผ่า ข้าว่าเราเอาของกลับมาแล้วไปที่โรงเต๋อเป่าดีกว่าในโลกมายาแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงโรงจวี้ฉ่างที่เดียวเสียหน่อย”

     

            ขณะเดียวกันบัดนี้ยอดฝีมือที่ออกไปก่อนหน้านี้ได้กลับมาแล้วจากนั้นก็ไปกระซิบบางอย่างข้างหูจวงเฟยเฟย

     

            จวงเฟยเฟยยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์คล้ายเป็นจิ้งจอกพันปี“ต้องขอโทษด้วย ตอนนี้โรงประมูลที่สามารถทำการค้ากับพวกเจ้าได้เหลือแค่ที่เดียวแล้วละโรงเต๋อเป่ากลายเป็นอดีตไปแล้ว น่าแปลกมากเลยใช่หรือไม่...อยู่ดี ๆ ทำไมโรงประมูลที่ใหญ่ขนาดนั้นถึงถูกทำลาย? ได้ยินว่ามีเลือดนองเต็มไปหมดไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว”

     

            จวงเฟยเฟยที่ส่งยิ้มมาให้ในตอนนี้เต็มไปด้วยรังสีสังหารที่มหาศาลเหลือเกิน

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน