ห่าวหรานเริ่มตระเตรียมข้าวของเพื่อจะปรุงอาหารในทันที เมนูที่จะทำก็คือ ผัดเผ็ดหมูป่าเขี้ยวอัสนี ซึ่งวัตถุดิบ มีดังนี้
• เนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนี ½ กิโล
• พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ
• พริกไทยอ่อน หั่นหรือเด็ดเป็นท่อนสั้นๆ 1 ถ้วย
• กระชาย ซอยเป็นเส้น 1 ถ้วย
• พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ 6 เม็ด
• ใบมะกรูดฉีก 10 ใบ
• กะทิหรือนมสด 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืช ½ ถ้วย
• ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
• เหล้าจีน 2 ช้อนโต๊ะ
• พริกไทยป่น
เครื่องปรุง เครื่องเทศทุกอย่างห่าวหรานนำติดตัวมาจากสำนัก เพราะมันจะต้องใช้ประกอบอาหารให้ทุกคนกินระหว่างเดินทางอยู่แล้ว ห่าวหรานเริ่มจากเนื้อหมูป่านำมาตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่ากำปั้น ทว่า...มีดทำครัวธรรมดาทั่วไปนั้นไม่สามารถตัดได้ ห่าวหรานจึงถ่ายเทจิตปราณเข้าไปที่กระบี่ศิลาฟ้าดินแล้วใช้มันตัดแทนก่อนจะนำไปเผาด้วยจิตปราณอัคคี ส่วนที่เป็นหนังจึงเกรียมเหลือง
จากนั้นห่าวหรานก็หันตั้งกระทะให้ร้อน ก่อนเน้ำมันลง พอน้ำมันร้อน มันจึงใส่พริกแกงเผ็ดลงไปผัดจนหอม แล้วตามด้วยใส่กะทิตามลงไปผัด จากนั้นจึงใส่เนื้อหมูป่าลงไปผัดกับน้ำพริกแกง ห่าวหรานเติมน้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย พร้อมเหยาะเหล้าจีนลงไปเล็กน้อย การทำเช่นนี้จะช่วยให้เนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีนุ่ม แล้วก็ตามด้วยพริกไทยอ่อน กระชาย ก่อนผัดจนแห้งจนเนื้อหมูสุก ห่าวหรานชิม ก่อนจะปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาลทราย และปิดท้ายด้วยการใส่พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ก่อนตักใส่จานโรยด้วยพริกไทยป่น เป็นอันเสร็จ...
เคล็ดลับ ผัดเผ็ดหมูป่าเขี้ยวอัสนี โดยพ่อครัวห่าวหราน
• ควรเลือกหมูป่าเขี้ยวอัสนีที่สดใหม่ เนื้อแน่น ไม่เหนียว
• ควรหมักหมูป่าเขี้ยวอัสนีกับเครื่องปรุงต่างๆ ให้นานประมาณ 30 นาที เพื่อให้หมูป่ามีรสชาติซึมเข้าเนื้อ
• ควรผัดหมูป่าเขี้ยวอัสนีด้วยจิตปราณอัคคีแรง ๆ เพื่อให้หมูป่ามีรสชาติที่เข้มข้น และหอมกลิ่นเครื่องเทศ
“เอาล่ะ อาหารเสร็จแล้วเชิญทานได้” ห่าวหรานเอ่ยพร้อมยกจานผัดเผ็ดเขี้ยวหมูป่าอัสนีแจกจ่ายให้ทุกคน กลิ่นของมันนั้นช่างหอมหวน ยั่วน้ำลายเป็นอย่างยิ่ง แม้นจะมีกลิ่นฉุนจากเครื่องเทศอยู่ไม่น้อยก็ตาม
“น่าอร่อยจัง ถึงกลิ่นมันจะดูฉุนไปสักหน่อย แถม....ถ้าจะเผ็ดร้อนพอสมควร” ฮุ่ยเฟินแค่นยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะกล่าวออกมา ทว่า...สองตาของนางก็จับจ้องอาหารในจานด้วยท่าทางตื่นเต้น
“ย่อมเผ็ดเพราะข้าใช้เครื่องเทศที่คุณสมบัติร้อนแรง แต่รับประกันเรื่องรสชาติได้เลย”
ฮุ่ยเฟินพยักหน้า และกำลังจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูชิ้นหนึ่งเข้าปาก ทว่า...เสียงของเจ้าอิงฉานอินก็ดังขึ้น
“เรื่องรสชาติข้าไม่ติดใจสงสัยหรอกเพราะเจ้าทำงานในฝ่ายรับใช้นี่นะ ที่ข้องใจ คงเป็นเรื่องเนื้อในจานนี้มากกว่า” แววตาของมันดูเย้ยหยัน พร้อมทำสีหน้าไม่เชื่อห่าวหรานเป็นอย่างยิ่ง
“เช่นนั้นเจ้าไม่ลองกินมันดูเล่า จะมัวมาสงสัยอยู่ไย”
“ไม่ต้องบอกหรอกข้ากินแน่” อิงฉานอินแสยะยิ้มก่อนที่มันจะคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ป้อนใส่ปากตนเอง ซึ่งคนอื่น ๆ ก็ทำตามเช่นกัน หลังจากเนื้อเข้าปากทุกคนก็เริ่มเคี้ยว และรสชาติของมันก็ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วปาก คนแรกที่สองตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงก็คือ ฮุ่ยเฟิน
“ผะ ผะ เผ็ด! เผ็ด! แต่รสเลิศจริง ๆ พี่หนิงอวี้ พี่ฟางเป็นเช่นไรบ้าง” ฮุ่ยเฟินที่เคี้ยวเนื้อหมูป่าแก้มตุ่ยหันไปหาหญิงสาวอีกคนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ พวกนางเองก็ใบหน้าแดงก่ำจากพริก และเครื่องเทศ แต่กลับไม่ได้รู้ทรมาน พะอืดพะอมแม้แต่น้อย ก่อนจะยิ้มตอบ และพยักหน้าให้ฮุ่ยเฟินอย่างแช่มช้า ส่วนคนอื่น ๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตาทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เว้นแม้แต่พวกฝ่ายต่อสู้
“แม้นจะรสจัดไปหน่อย แต่อร่อยยิ่งนัก สมแล้วที่มันอยู่ฝ่ายงานรับใช้ จริงสิ! แล้วศิษย์พี่อิงเป็นเช่นไรบ้าง พวกข้าหาใช่นักสู้ธาตุสายฟ้า เวลากินเข้าไปจึงไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ตกลงเนื้อในชามนี้ใช่....” ศิษย์ฝ่ายต่อสู้ผู้นั้นยังเอ่ยถามไม่จบ จู่ ๆ อิงฉานอินก็พลันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว จนคนอื่น ๆ ต่างตกใจ
“ศะ ศิษย์พี่ใหญ่ท่าน...”
“วะ วิเศษ วิเศษที่สุด ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อิงฉานอิน สองตาเบิกกว้างสาดประกายแห่งความตื่นเต้นดีใจสุดขีด ก่อนที่มันจะระเบิดเสียงหัวร่อออกมาดังสนั่นป่า นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าเนื้อในชามที่ได้กินเข้าไป เป็นเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีของจริงอย่างแน่นอน
ทุกคนที่ได้เห็น ก็รู้สึกตกใจพร้อมกับดีใจไปในเวลาเดียวกัน เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าสิ่งกินเข้าไปจะเป็นเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีจริง ๆ
“เป็นเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีจริง ๆ ด้วยสินะ ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าข้าจะกินมัน ขอบใจนะห่าวหราน” ฟางเฟิงหลินหันมาระบายยิ้มสดใสให้พร้อมเอ่ยปากชม คนอื่น ๆ ก็หันมาพูดเช่นเดียวกัน ยกเว้นหนิงอวี้ผู้เดียวที่เริ่มมีสีหน้าเป็นกังวล
นางส่งจิตปราณเสียงมาบอกห่าวหรานว่า ‘ให้ระวังตัวไว้’ ซึ่งห่าวหรานก็หันไปทางที่นางนั่งก่อนจะยิ้ม และพยักหน้าเป็นคำตอบ
“ยินดีด้วยศิษย์พี่ใหญ่แบบนี้จิตปราณของท่านก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า หากกลับไปกินโอสถทะลวงจุดชีพจรเสริมรับรองว่า ขั้นฝึกของท่านจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นศิษย์น้อง แต่ข้าคิดว่าหากรอให้กลับสำนักคงจะนานเกินไป เพราะยามนี้จิตปราณในร่างของข้ามันเอ้อล้นจนอึดอัดไปหมดแล้ว”
“กระนั้นหรือ แล้วศิษย์พี่ใหญ่คิดจะทำเช่นไร”
“กินอิ่มมันก็ต้องยืดเส้นยืดสาย ออกแรงสักหน่อยยังไงล่ะศิษย์น้อง แล้วข้าก็อยากจะรู้ด้วยว่า วิชาดัชนีเทพสายฟ้า กับเพลงทวนสวรรค์พิโรธของข้าจะรุนแรงขึ้นแค่ไหน” อิงฉานอินเอ่ยพร้อมกับจ้องมาที่ห่าวหรานตาไม่กะพริบ ราวกับว่ามันเจอเป้าหมายที่จะลองวิชาแล้ว
จบบท