ชายชราไม่เคลื่อนไหว สายตาสีแดงก่ำที่เพิ่งกวาดตรวจร่างของหลินเย่ไปรอบหนึ่งแล้วกลับมาอีกครั้งคราวนี้ไม่ได้มองเสื้อผ้าหรือตะกร้า หากจับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าเพียงจุดเดียว ริมฝีปากขยับขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างพ่อค้าที่เจอของชิ้นหนึ่งซึ่งคุ้มราคาจนไม่อาจปล่อยมือ
ความเย็นไล่ขึ้นตามแนวสันหลังของหลินเย่ เขาปล่อยให้มันไล่ขึ้นไปจนสุดโดยไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว
"มิกล้าถาม... ผู้าุโมีนามว่าอย่างไรหรือ" เขาเอ่ยขึ้นก่อน เสียงเรียบ "ข้าไม่เคยพบท่านในตระกูลหลินมาก่อน"
ชายชราไม่ตอบทันที เขาเดินช้าๆ วนรอบหลินเย่ เสียงไม้เท้าเคาะพื้นเป็จังหวะ ‘ตึก ตึก ตึก’ ประหนึ่งกำลังวัดระยะห่างจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น
"ข้ามีนามว่า กู่เหวย" เสียงแหบและลึก "ปรมาจารย์กู่แห่งโอสถ จากตระกูลกู่"
ตระกูลกู่
คำนั้นกระทบในหัวราวกับก้อนหินตกใส่น้ำนิ่ง แม้เด็กสายรองอย่างเขายังเคยได้ยิน ตระกูลโอสถผู้ทรงอิทธิพลที่แม้แต่ผู้นำตระกูลหลินยังต้องเกรงใจสามส่วน ยอดฝีมือระดับนั้นมาปรากฏตัวที่เขาหมอกเขียว หากไม่เกี่ยวกับหญ้าเซียนดอกแดงที่ยังซึมซับอยู่ในกายของเขา จะมีเหตุผลอันใดอีกหลินเย่กดความคิดนั้นลงไปก่อนที่มันจะไต่ขึ้นมาถึงใบหน้า
"น่าเลื่อมใสยิ่งนัก" เขาเอ่ยตามมารยาท
"ในใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดอาจเทียบฝีมือการหลอมโอสถของข้า" กู่เหวยพึมพำเบาๆ
ชายชราหันไปมองต้นขาวเงินในแอ่ง มองอยู่เพียงอึดใจเดียว สั้นกว่าที่คนซึ่งเพิ่งเสียของล้ำค่าไปควรจะมอง ก่อนจะหันกลับมา
"การพบกันครั้งนี้ของเรา ย่อมเป็วาสนาซึ่งกันและกัน"
เขาก้าวช้าๆ ตรงมาหาหลินเย่ ทุกก้าวที่ใกล้ขึ้นกลิ่นสมุนไพรนับร้อยชนิดที่สะสมอยู่ในรูขุมขนของชายชราก็แผ่ออกมา ไม่ใช่ความหอม หากเป็กลิ่นที่ฉุนจนแสบหลังจมูก ราวกับอากาศรอบตัวเขาคือเตาหลอมยากู่เหวยหยุดห่างออกไปสองก้าว รอยยิ้มยังอยู่ที่ริมฝีปาก
"เหตุใดเ้าไม่มาเป็ผู้ช่วยข้าหลอมยาเสียเล่า"
คำนั้นฟังดูเบาและเป็กันเอง ราวกับเชิญคนรู้จักไปดื่มน้ำชา ทว่าหลินเย่ได้ยินสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใน ไม่ใช่คำเชิญ หากเป็ตาข่ายที่กางออกรอให้เขาก้าวเข้าไป เขาก้มหัวลงเล็กน้อย มุมที่พอดีจะเรียกว่ายำเกรง และพอดีจะบังดวงตาไว้
"ข้านั้นโง่เขลา ตัวหนังสือยังอ่านผิดอ่านถูก... เกรงว่าจะทำให้ผู้าุโต้องแปดเปื้อนเปล่าๆ" เขาพูดอย่างสงบ "คงไม่เหมาะจะช่วยงานท่าน"
กู่เหวยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงแหบแห้งนั้นทำให้ขนที่ต้นคอของหลินเย่ลุกขึ้นทั้งแถบ
"ข้าถูกเชิญให้มาดูแลอาการของคุณหนูหลินเหยียน"
กู่เหวยพูดขณะหันไปมองรอบแอ่งอย่างไม่สนใจ นิ้วชี้ขยับเบาๆ อย่างคนกำลังนับสิ่งที่มองไม่เห็น
"เส้นลมปราณของนางแตกขาด สภาพหนักเกินกว่าที่คนในตระกูลหลินจะรับมือไหว ดังนั้นข้าจึงมา" เขาหยุด สายตากลับมาที่หลินเย่ "ข้ากำลังขาดคนช่วยงาน"
หลินเย่เก็บทุกอย่างใน่เวลานั้นไว้ครบ การหยุดกลางประโยค การขยับของนิ้ว รอยยิ้มที่ยังอยู่ตรงเดิมไม่ขยับตามคำพูด ทั้งหมดนั้นคือการแสดง ชายชราตรงหน้าไม่ได้พูดโดยไม่ได้คิด เขาวางทุกคำไว้ล่วงหน้าแล้วหาก้าคนหลอมโอสถจริง ตระกูลกู่มีศิษ์ยอยู่ไม่รู้กี่คน จะมาเกณฑ์เด็กสายรองที่ไม่รู้เื่โอสถแม้แต่น้อยทำไม เว้นแต่ว่าศาสตร์วิชาหลอมโอสถไม่ใช่สิ่งที่เขา้าจากคนผู้นี้
หลินเย่กำมือข้างซ้ายไว้ในแขนเสื้อ
"ข้ายินดีรับใช้ท่านในทุกงานที่ข้าพอจะทำได้" เขาเอ่ยขึ้น"แต่หากเป็เื่โอสถ ข้าเกรงว่าจะทำให้ท่านเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์"กู่เหวยเอียงหัวเล็กน้อย "เสียเวลารึ" เขาพูดช้าๆ "ข้าไม่เคยเสียเวลากับสิ่งที่ไม่มีค่า"
หลินเย่ยืนนิ่ง ใบหน้าเรียบ ข้างในไล่คำถามอยู่สองข้อ กู่เหวยรู้หรือไม่ว่าภายในกายเขามีหญ้าเซียนดอกแดง และหากรู้แล้ว เหตุใดจึงยังไม่ลงมือกู่เหวยพยักหน้าช้าๆ อย่างคนที่ตัดสินใจบางอย่างเสร็จไปแล้วในใจ
"เช่นนั้นก็มาด้วยกัน" เขาพูดเรียบๆ "ข้าต้องกลับไปที่ตระกูลหลิน เ้าก็อยู่ในตระกูลหลิน เส้นทางเดียวกัน"
ฟังดูสมเหตุสมผล ทว่าหลินเย่รู้ว่านี่คือโซ่ที่ถูกคล้องมาในรูปของคำพูดธรรมดา หากเดินตาม เขาจะอยู่ในระยะที่กู่เหวย้าตลอดเวลา หากปฏิเสธต้องให้เหตุผล และเหตุผลใดๆ ในตอนนี้จะยิ่งทำให้ตัวเองดูน่าสงสัย ไม่ว่าเลือกทางใด ปลายโซ่ก็อยู่ในมือของชายชราอยู่ดีหลินเย่มองรอยยิ้มบนใบหน้าของกู่เหวย รอยยิ้มนั้นไม่เปลี่ยนแปลงมาั้แ่ต้น
เขาประสานมือคารวะ
"ข้ายินดีขอรับ"
กู่เหวยไม่รอให้หลินเย่ตั้งตัว ชายชราสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว มวลอากาศรอบกายหมุนวนขึ้นอย่างเงียบงัน และก่อนที่หลินเย่จะทันรู้สึกตัว เท้าของเขาก็พ้นพื้นดินไปแล้ว
ไม่มีเวลาใ ไม่มีเวลาถาม มีเพียงลมที่กระแทกหน้าจนผิวแสบ และพื้นดินที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ใต้เท้า ผืนป่าหมอกเขียวหดเล็กลง สันเขาที่เขาเดินข้ามมาทุกวันด้วยเวลาทั้งวันกลายเป็รอยย่นบนผืนดินที่กวาดตามองจบได้ในครั้งเดียว
ปราณเย็นจากมือของกู่เหวยแผ่ออกมาห่อหุ้มร่างกายเขาไว้ กันลมไว้ให้พอหายใจได้ มันคือสิ่งเดียวที่กั้นเขาไว้จากการร่วงลง และมันไม่ใช่ของเขา หลินเย่กำมือไว้แน่น ท้องพลิกเล็กน้อยเมื่อถูกลมกระทบร่างมือของกู่เหวยวางลงบนบ่าของเขา แรงกดนั้นเบาดุจปุยเมฆ ทว่าชั่วขณะเดียว มีเข็มร้อนพยายามแทรกเข้าไปในเส้นลมปราณที่คอหลินเย่แข็งทื่อ ไม่ขยับ กัดฟันกลั้นไม่ให้ร่างกายตอบสนอง เข็มร้อนนั้นคงกำลังสำรวจว่าในกายเขามีอะไรอยู่ หากปล่อยให้หญ้าเซียนขยับตอบแม้เพียงครั้งเดียว ทุกอย่างจบ
กู่เหวยหรี่ตาลง พลางพึมพำแ่เบา
"ร่างกายของเ้า... โหยหาความร้อนมากกว่าที่เด็กทั่วไปจะเป็"
มือนั้นยกออกไปจากบ่า เสียงของกู่เหวยดังขึ้นกลางสายลม ราบเรียบราวกับไม่มีลมปะทะอยู่เบื้องหน้า
"โลกเบื้องล่างนั้นวุ่นวายด้วยเศษดินเศษหญ้า" ชายชราปรายตามาที่หลินเย่แววตาแดงก่ำไม่บอกว่ากำลังคิดอะไร "หากเ้าปีนขึ้นมาได้สูงพอ เ้าจะรู้ว่าของล้ำค่านั้นไม่ได้หาได้จากดินเพียงอย่างเดียว"
"ก็เหมือนยอดสมุนไพรในใต้หล้านั่นเอง" กู่เหวยพูดต่อ ราวกับพูดกับลมมากกว่าพูดกับคน "บางคนคิดว่ามันคือยาอายุวัฒนะ ทว่ามันอาจเป็เพียงเชื้อไฟที่รอวันเผาไหม้ผู้ที่มันอย่างไม่เจียมตัว"
ประโยคนั้นลอยอยู่กลางอากาศนานกว่าลม
หลินเย่ทำสิ่งเดียวกับที่ทำในแอ่งเมื่อครู่ ดับทุกอย่างข้างในให้เงียบลงก่อนที่มันจะไต่ขึ้นมาถึงดวงตา เขาไม่รู้ว่ากู่เหวยรู้มากแค่ไหน หรือเพียงสงสัย มีสิ่งหนึ่งที่รู้แน่ ชายชราไม่พูดอะไรโดยไม่มีเหตุผล และทุกคำที่ออกจากปากนั้นถูกวางไว้เพื่อด่ว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร
ตลอดเส้นทางที่เหลือ กู่เหวยไม่พูดอีกแม้แต่คำเดียว หลินเย่กลับรู้สึกได้ตลอดเวลาว่ามีบางสิ่งกำลังสำรวจร่างกายของเขา ไม่ใช่สายตา ไม่ใช่การััหากเป็อะไรที่ละเอียดกว่านั้น แผ่มาตามปราณที่ห่อหุ้มร่างเขาอยู่ ค่อยๆ ทดสอบทีละชั้น
หลินเย่กลั้นทุกอย่างไว้ภายใน เบิกตากว้างมองเมฆที่แหวกผ่านไปสองข้างกาย เป็เด็กที่ตื่นตากับการเหาะเหินครั้งแรกในชีวิต ซึ่งก็จริงอยู่ครึ่งหนึ่ง ครึ่งที่เหลือคือความกลัวที่ยังไม่มีสิทธิข์ ึ้นมาอยู่บนใบหน้ากู่เหวยสะบัดนิ้วเบาๆ เท้าของหลินเย่ก็ลดลงแตะพื้นหญ้าที่ชายป่าเขตตระกูลหลิน พร้อมกับน้ำหนักตัวทั้งหมดที่หายไปตลอดทางกลับคืนมา เขารอให้เข่าที่สั่นเบาๆ หยุดสั่นก่อนจึงเริ่มขยับกาย
กู่เหวยยืนอยู่ข้างหน้า หันหลังให้เขา มองออกไปที่แนวกำแพงตระกูลหลินในระยะไกล แล้วล้วงมือไปยังความว่างข้างเอวอย่างเป็ธรรมชาติ คว้าของออกมาจากอากาศเปล่าสองสิ่ง
ตำราเล่มเล็ก ปกหนังสีหม่น กลิ่นของมันบอกว่าอายุมากกว่าที่ตาเห็น และเม็ดยาสีเทาสามเม็ดเรียงกันเป็ระเบียบ เมื่อมองใกล้ขึ้นบนผิวของแต่ละเม็ดมีอักขระจิ๋วสลักอยู่ ละเอียดจนแทบมองไม่เห็นหากไม่ตั้งใจมอง รูปร่างของมันไม่เหมือนอักษรที่เคยเห็นในตำราเล่มใด มันกลมและลึกกว่านั้น
"นี่คือค่าตอบแทนล่วงหน้าสำหรับคนช่วยงานของข้า" กู่เหวยยื่นทั้งสองอย่างให้โดยไม่หันมามอง "ตำรานั่น จงท่องจำให้ขึ้นใจ ส่วนโอสถขั้นห้านี้ จะช่วยปรับสมดุลลมปราณให้เ้า... จงกลืนลงไปยามที่จำเป็"
หลินเย่รับด้วยมือทั้งสอง ตำราไม่มีปัญหา พอเม็ดยาสามเม็ดแตะฝ่ามือ บางอย่างในจุดตันเถียนก็ขยับขึ้นครั้งหนึ่ง เขาแยกไม่ออกว่ามันกำลังตอบรับหรือกำลังเตือน จึงพับมือปิดไว้ เก็บลงกระเป๋าข้างเอวทันทีกู่เหวยหันมามองหลินเย่เป็ครั้งสุดท้าย ไม่มีคำถาม ไม่มีคำเตือน มีเพียงรอยยิ้มบางๆ และแววตาที่ยังตีความไม่ออก
"ข้ามีธุระในตระกูลหลินสักระยะ" ชายชราพูดเบาๆ เหมือนบอกเื่ดินฟ้าอากาศ "คงได้พบกันอีกครั้ง"
เขาเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ ทุกก้าวเงียบและมั่นคง ไม่เร่ง ไม่ลังเลหลินเย่ยืนมองจนร่างของกู่เหวยหายเข้าไปในตระกูลหลินที่ผู้คนเดินสัญจรไปมาลมพัดผ่าน ใบไม้สั่นเบาๆ
หลินเย่สะพายตะกร้าขึ้นบ่า เดินกลับเรือนหลังเก่า ระหว่างทางเขาแบมือของตัวเองออกดู รอยเล็บสี่รอยยังแดงอยู่ตรงนั้น จากแรงที่เขากำไว้ตลอดทางโดยไม่รู้ตัวเลยสักครั้งเดียว