ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าคนเสมอ
โดยเฉพาะข่าวที่มีคำว่า “ตายแล้ว” กับ “กลับมาแล้ว” อยู่ในประโยคเดียวกัน
ยามเย็นยังไม่ทันคลี่เต็มเหนือเมืองชิงหลาน คนเก็บสมุนไพรสามคนที่วิ่งกลับจากเขตภูเขาหินดำก็ทำให้ตลาดริมประตูเหนือแตกเป็นวงเล็ก ๆ เด็กหนุ่มแขนพันผ้าพูดเร็วเสียจนลมหายใจแทบขาด เด็กหญิงที่ตะกร้าสมุนไพรเอียงไปครึ่งหนึ่งพยายามเสริมหลายครั้ง แต่ยิ่งพูด คนฟังก็ยิ่งทำหน้าเหมือนได้ยินเรื่องหลอกเด็ก
“เย่เทียนจริง ๆ!” เด็กหนุ่มยืนยันเป็นรอบที่สาม “ข้าเห็นกับตา เขายืนอยู่หน้าอสูรหมูหินดำ แล้วผลักมันชนหินเหมือน…เหมือนมันวิ่งผิดทางเอง!”
ชายขายถ่านข้างร้านน้ำชาหัวเราะขึ้นก่อนใคร “เจ้าตกใจจนเห็นผีหรือเปล่า เด็กตระกูลเย่คนนั้นหายไปตั้งครึ่งปีแล้ว”
“ไม่ใช่ผี!” เด็กหญิงรีบพูด “เขายังพูดกับพวกเราอยู่เลย บอกให้พันแผล บอกว่าสมุนไพรต้นไหนห้ามใส่รวมกับแผลเปิด แล้วเขายังฝากบอกด้วยว่า…”
นางหยุดไปชั่วขณะ เพราะคำที่กำลังจะพูดออกมาหนักกว่าที่คิด
“ฝากบอกว่าอะไร” คนหนึ่งเร่ง
เด็กหญิงกลืนน้ำลาย “บอกว่าเย่เทียนยังไม่ตาย”
ความเงียบแผ่ผ่านหน้าประตูเหนือเพียงครู่เดียว ก่อนเสียงซุบซิบจะระเบิดขึ้นเหมือนน้ำเดือด
“เย่เทียน?”
“คนที่ตกลงไปในภูเขาหินดำน่ะหรือ”
“ไม่น่าใช่นะ..เจ้าเด็กนั่นไร้รากปราณไม่ใช่หรือ จะจัดการอสูรหมูหินดำได้อย่างไร”
“ไม่ใช่ว่าตระกูลเย่ค้นหาอยู่นานแล้วไม่เจอร่องรอยหรือ”
“ถ้าเป็นเขาจริง ทำไมเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้”
“หรือเขาไปติดอยู่ในป่า?”
“ติดอยู่ในป่าหกเดือนแล้วกลับมาคนเดียว? เจ้าคิดว่าภูเขาหินดำเป็นสวนหลังบ้านหรือ”
เด็กทั้งสามถูกถามจนหน้าเสีย พวกเขาไม่ได้มีคำตอบมากกว่าที่เห็นมา สิ่งเดียวที่มั่นใจคือเด็กหนุ่มคนนั้นมีหน้าตาเหมือนเย่เทียนในความทรงจำของเมืองชิงหลาน แต่สายตาและท่าทีกลับไม่เหมือนเด็กที่เคยถูกพูดถึงในลานฝึกอีกต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้น คนเก็บฟืนสองคนจากกระท่อมริมทางก็มาถึงประตูเหนือ พวกเขาไม่ได้วิ่ง แต่การเดินเร็วพร้อมสีหน้าตื่นตระหนกยิ่งทำให้ข่าวหนักขึ้น หนึ่งในนั้นยืนยันว่าเจอเย่เทียนบนถนนใหญ่ เขารับน้ำไปหนึ่งอึก ประสานมือขอบคุณ แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าชิงหลานด้วยตัวเอง
ครั้งนี้ไม่มีใครหัวเราะดังเหมือนเดิม
ข่าวเริ่มเคลื่อนจากหน้าประตูเหนือเข้าสู่ถนนกลาง จากถนนกลางแยกไปตลาดสมุนไพร จากตลาดสมุนไพรเลี้ยวเข้าหอน้ำชา จากหอน้ำชาไปถึงหน้าประตูตระกูลเล็ก ๆ หลายแห่ง และทุกครั้งที่มันถูกเล่าซ้ำ รายละเอียดบางอย่างก็เปลี่ยนไป อสูรหมูหินดำตัวหนึ่งกลายเป็นสองตัวในปากบางคน ฝ่ามือเดียวกลายเป็นการสะบัดแขนจนหินแตกในปากอีกคน
แต่แก่นของข่าวไม่เปลี่ยน
เย่เทียนยังมีชีวิต
และกำลังกลับเมือง
ตอนที่เย่เทียนเห็นกำแพงเมืองชิงหลานใกล้ขึ้นจนมองเห็นรอยเก่าบนหินได้ชัด ข่าวนั้นเดินทางถึงประตูเมืองก่อนเขาแล้ว
ทหารยามที่ประตูเหนือมีสามคน คนหนึ่งอายุราวสามสิบกว่า สวมเกราะหนังเก่าที่ซ่อมมาหลายครั้ง อีกสองคนหนุ่มกว่า เมื่อเห็นเด็กหนุ่มชุดเดินป่าเก่า ๆ เดินมาตามถนนใหญ่ ทั้งสามหยุดพูดกันพร้อมกันราวกับมีใครตัดเสียงรอบตัวทิ้ง
เย่เทียนเดินเข้ามาอย่างไม่รีบ รอยฝุ่นเกาะรองเท้า เสื้อผ้ามีรอยขาดที่ถูกซ่อมแบบหยาบ ๆ ผมถูกรวบไว้ลวก ๆ แต่แววตานิ่งมาก นิ่งเกินกว่าคนที่หลงป่าหรือเพิ่งหนีตายธรรมดาควรเป็น
ทหารยามคนอายุมากที่สุดก้าวออกมาขวางครึ่งก้าวตามหน้าที่ “หยุดก่อน เจ้ามาจากที่ใด”
เย่เทียนหยุดอย่างให้เกียรติกฎ “ภูเขาหินดำ”
ทหารยามหนุ่มด้านซ้ายสูดลมหายใจเข้า “เจ้า…เย่เทียน?”
ชื่อของเขาถูกพูดออกมาเบากว่าที่ควร แต่พอคำนี้หลุดจากปาก คนที่ยืนอยู่ใกล้ประตูเมืองก็หันมามองพร้อมกันหลายคู่
เย่เทียนพยักหน้า “ข้าเอง”
ทหารยามอายุมากมองหน้าเขานานกว่าคนอื่น เขาคงเคยเห็นเย่เทียนผ่านประตูนี้มาก่อนในวันที่ขบวนสำรวจออกจากเมือง แต่ภาพตรงหน้าทำให้เขาไม่กล้ายืนยันเร็วเกินไป
“มีป้ายตระกูลหรือไม่”
เย่เทียนล้วงมือเข้าอกเสื้อ หยิบป้ายไม้ของตระกูลเย่ออกมา ป้ายนี้ถูกฝุ่นและความชื้นกัดจนสีคล้ำลงกว่าก่อนหน้า แต่ตัวอักษร “เย่” ยังเห็นชัด เขายื่นให้ทหารยามตรวจโดยไม่แสดงความไม่พอใจ
ทหารยามรับไป พลิกดูด้านหน้า ด้านหลัง แล้วชะงักตรงรอยแตกเล็ก ๆ ข้างมุมป้าย เหมือนจำได้ว่านี่ไม่ใช่ของปลอมง่าย ๆ
“คนของตระกูลเย่รายงานว่าเจ้าหายสาบสูญ” เขากล่าวเสียงต่ำ “ถ้าเจ้ากลับมา ต้องมีคนไปแจ้งตระกูล”
“แจ้งเถอะ” เย่เทียนรับป้ายกลับ “ข้าก็กำลังจะไปที่นั่น”
คนรอบข้างเริ่มส่งเสียงฮือฮาอีกครั้ง บางคนเขย่งเท้าดู บางคนวิ่งออกจากแถวเข้าตรอกเพื่อไปบอกคนอื่น บางคนพึมพำชื่อเขาซ้ำ ๆ เหมือนยังไม่แน่ใจว่าคนเป็นจริงหรือเงาผี
ทหารยามหนุ่มคนหนึ่งอดถามไม่ได้ “เจ้ารอดมาได้อย่างไร”
คำถามนี้ตามเขามาตั้งแต่ป่าชั้นนอก และเย่เทียนรู้ว่าหลังจากนี้คงมีคนถามอีกนับไม่ถ้วน
เขามองเข้าไปในเมือง ถนนที่เคยคุ้นยังอยู่ตรงหน้า ร้านน้ำชาเดิม ป้ายร้านผ้าเดิม เสียงรถเข็นไม้เดิม แต่ทุกอย่างเหมือนถูกวางไว้หลังม่านบาง ๆ ระหว่างความทรงจำกับปัจจุบัน
“มีคนช่วยข้าไว้” เขาตอบ
“ใคร?”
เย่เทียนหันกลับมามองคนถาม สายตาไม่แข็ง แต่ชัดพอให้คำถามถัดไปหยุดอยู่ในลำคอ
“ผู้มีพระคุณของข้า”
เพียงเท่านั้น
ไม่มีชื่อ ไม่มีทิศทาง ไม่มีคำอธิบายที่เปิดทางให้ใครตามต่อ
ทหารยามอายุมากมองเขาครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “เข้าเมืองได้”
เย่เทียนประสานมือสั้น ๆ แล้วเดินผ่านประตูเหนือเข้าไป
ทันทีที่เขาก้าวพ้นเงาประตู เสียงทั้งสองข้างทางก็ค่อย ๆ ตามหลังมา
“เป็นเขาจริง ๆ หรือ”
“หน้าตาใช่ แต่เหมือนเปลี่ยนไปมาก”
“หกเดือนในภูเขาหินดำ ยังกลับมาได้…”
“ตระกูลเย่ต้องสั่นแน่”
เย่เทียนได้ยินทุกอย่าง แต่ไม่หันไปตอบ เขาไม่จำเป็นต้องหยุดแก้ข่าวทีละคน ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าหกเดือนนั้นเกิดอะไรขึ้น และไม่จำเป็นต้องทำให้ใครเชื่อมากกว่าที่ตาเห็น
เขาเพียงเดินต่อไป
เมืองชิงหลานยามเย็นยังคงมีกลิ่นเดิม กลิ่นแป้งจากร้านขนม กลิ่นน้ำมันจากร้านทอด กลิ่นสมุนไพรแห้งจากตลาดตะวันออก และกลิ่นฝุ่นบนถนนที่ถูกคนเหยียบทั้งวัน เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าดังเป็นช่วง ๆ แต่ทุกครั้งที่เย่เทียนเดินผ่าน เสียงเหล่านั้นจะเบาลงครู่หนึ่ง แล้วกลายเป็นเสียงซุบซิบแทน
สายตาหลายแบบตกลงบนตัวเขา
สงสัย
ตกใจ
ดีใจแทนคนอื่น
และบางสายตาก็เต็มไปด้วยความอยากรู้จนแทบจะกลืนกินเรื่องเล่าออกจากร่างเขาให้ได้
เย่เทียนเคยกลัวสายตาของคนในเมืองมากกว่านี้
ก่อนเข้าป่า เขาอาจพยายามอ่านว่าผู้คนคิดอย่างไรกับตน ใครดูถูก ใครสมเพช ใครรอให้เขาล้ม และใครเห็นเขาเป็นเพียงเด็กจากตระกูลเย่ที่ยังไม่อาจยืนบนลานหลักได้เต็มตัว
แต่ตอนนี้สายตาเหล่านั้นเหมือนเสียงฝนบนใบไม้
ได้ยิน
แต่ไม่จำเป็นต้องให้8
เขาเดินผ่านร้านน้ำชาเก่าใกล้ตลาดกลาง ชายชราที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะริมสุดหันมามองนานก่อนสะดุ้งจนถ้วยชาในมือสั่น
“เย่เทียน?”
หญิงเจ้าของร้านรีบชะโงกหน้ามา “ไหน ใครนะ”
เย่เทียนหยุดเพียงเล็กน้อย ประสานมือให้ชายชรา เพราะจำได้ว่าอีกฝ่ายเคยให้ชาร้อนเขาดื่มในวันที่เขาตามเย่จงออกมาซื้อของเมื่อหลายปีก่อน
“ท่านลุง ยังแข็งแรงดี”
ชายชรานิ่งไป ก่อนตบโต๊ะเสียงดัง “สวรรค์! เด็กนี่กลับมาจริง ๆ!”
เสียงนั้นทำให้คนครึ่งร้านหันมาพร้อมกัน เย่เทียนไม่ทันพูดอะไรต่อ ชายชราก็รีบลุกขึ้น กวักมือเหมือนจะเรียกเขาเข้ามานั่ง แต่เห็นสภาพและทิศทางที่เขากำลังเดินไปแล้วก็หยุดเอง
“กลับตระกูลก่อนเถอะ” ชายชราพูดเสียงเบาลงมาก “คนที่รอเจ้า คงรอจนหัวใจแห้งไปหมดแล้ว”
คำนี้แทงลึกกว่าคำซุบซิบทั้งถนน
เย่เทียนก้มศีรษะ “ข้ากำลังกลับ”
เขาออกเดินอีกครั้ง
แต่หลังจากนั้นก้าวของเขาเร็วขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะสายตาคนอื่น
เพราะคำว่า “คนที่รอ” ทำให้ภาพเย่จงและเสี่ยวอวี่กลับมาชัดจนอกเขาตึง
ถนนจากตลาดกลางไปยังเขตตระกูลเย่ไม่ยาวนัก แต่เย่เทียนรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านสองชีวิตพร้อมกัน ชีวิตหนึ่งคือเด็กหนุ่มที่เคยเดินบนถนนนี้ด้วยความกังวลว่าพรุ่งนี้จะถูกวัดค่าด้วยศิลาใด ชีวิตหนึ่งคือคนที่เพิ่งออกจากหุบเขาหมอกดำ พร้อมคำสั่งอาจารย์ เส้นทางใหม่ และความลับที่บอกใครไม่ได้
เมื่อเลี้ยวเข้าสู่ถนนหินที่นำไปยังประตูตระกูลเย่ ข่าวก็ถึงก่อนเขาอีกครั้ง
หน้าประตูตระกูลมีคนยืนมากกว่าปกติ ศิษย์รับใช้สองคนชะเง้อออกมามองถนน ส่วนยามประตูของตระกูลเย่สามคนยืนตัวตรงเกินเหตุ คล้ายได้รับข่าวแล้วแต่ยังไม่กล้าเชื่อจนกว่าจะเห็นด้วยตา
หนึ่งในนั้นคือชายวัยกลางคนที่เย่เทียนจำได้ เขาเคยยืนเฝ้าประตูในวันที่เย่เทียนยังเป็นเด็ก และมักทำหน้าเข้มใส่รุ่นเยาว์ที่กลับบ้านช้า
วันนี้เมื่อเห็นเย่เทียนเดินเข้ามา ชายคนนั้นกลับลืมทำหน้าเข้ม
“คุณชายเทียน…”
คำเรียกนี้ทำให้ยามอีกสองคนสะดุ้ง
เย่เทียนหยุดหน้าประตูตระกูลเย่
ป้ายใหญ่เหนือประตูยังเป็นป้ายเดิม ตัวอักษรสีดำหนักแน่นเขียนว่า “เย่” แผ่นไม้ยังมีกลิ่นน้ำมันเก่า เสาหินสองข้างมีรอยบิ่นเล็ก ๆ ที่เขาเคยมองผ่านนับครั้งไม่ถ้วน ทุกอย่างเหมือนเดิมจนเกือบทำให้เขาไม่กล้าหายใจแรง
ที่นี่คือบ้าน
แต่บ้านที่คิดว่าเขาอาจไม่กลับมาอีกแล้ว
เย่เทียนประสานมือให้ยามประตู “ข้ากลับมาแล้ว”
ยามวัยกลางคนอ้าปากเหมือนจะพูดหลายอย่างพร้อมกัน แต่สุดท้ายกลับพูดได้เพียง “กลับมา…กลับมาก็ดีแล้ว”
เสียงเขาแหบกว่าปกติ
ยามหนุ่มอีกคนรีบวิ่งเข้าไปด้านในโดยไม่ต้องรอคำสั่ง เสียงฝีเท้ารีบเร่งดังลึกเข้าไปในลานหน้า ไม่นานเสียงคนข้างในก็เริ่มวุ่นวาย
“ใครกลับมา?”
“เย่เทียน?”
“เป็นไปไม่ได้!”
“ไปแจ้งอาวุโสรองเร็ว!”
คำว่าอาวุโสรองทำให้เย่เทียนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
เย่จง
เขาเคยจินตนาการหลายครั้งว่าจะกลับมาเจอปู่อย่างไร จะพูดอะไรเป็นคำแรก จะเล่าว่าตนรอดมาได้อย่างไรโดยไม่เปิดเผยสิ่งที่ควรซ่อน จะทำตัวอย่างไรให้เย่จงไม่เห็นทันทีว่าเขาผ่านความเจ็บมามากเกินไป
แต่พอมาถึงจริง ๆ คำทั้งหมดที่เตรียมไว้กลับหายไป
เขาเพียงยืนอยู่หน้าประตู
รอ
เสียงฝีเท้าหลายชุดดังขึ้นจากด้านใน บางคนวิ่งมาเพราะอยากเห็น บางคนหยุดอยู่ห่าง ๆ เพราะยังไม่แน่ใจว่าควรเข้ามาใกล้หรือไม่ รุ่นเยาว์หลายคนโผล่หน้าจากหลังเสา บางคนจำเขาได้ทันที บางคนมองสภาพเขาแล้วกระซิบกันด้วยความตกใจ
เย่เทียนไม่สนใจพวกเขามากนัก
เพราะเสียงฝีเท้าหนึ่งดังช้ากว่าคนอื่น แต่หนักกว่า
ทุกก้าวเหมือนกดลงบนพื้นลานจนเสียงรอบข้างค่อย ๆ เบาลง
ชายชราร่างสูงใหญ่เดินออกมาจากโถงหน้า เส้นผมสีดอกเลามัดไว้ลวก ๆ กว่าปกติ เสื้อคลุมคล้ายถูกสวมอย่างเร่งรีบ ใบหน้าที่เคยแข็งเหมือนหินยังคงแข็งอยู่ แต่ดวงตาคู่นั้นแดงกว่าที่เย่เทียนเคยเห็น
เย่จงหยุดห่างจากเขาประมาณสามก้าว
ไม่มีใครกล้าพูด
แม้แต่คนที่วิ่งมาดูเรื่องประหลาดก็เหมือนถูกบางอย่างกดเสียงไว้
เย่เทียนมองปู่ของตน
หกเดือนก่อน เขาจำได้ว่าตนยังต้องเงยหน้ามองเย่จงในฐานะกำแพงใหญ่ของชีวิต เป็นคนที่คาดหวัง เป็นคนที่เขาไม่อยากทำให้ผิดหวัง เป็นคนที่เขาอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าตนไม่ไร้ค่า
ตอนนี้เขายังเงยหน้ามองเย่จงเหมือนเดิม
แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไป
เขาไม่ได้ต้องการให้ปู่ยืนยันว่าเขามีค่า
เขาเพียงอยากให้ปู่รู้ว่าเขากลับมาแล้ว
ยังมีชีวิต
เย่เทียนค่อย ๆ คุกเข่าลงหนึ่งข้างบนพื้นหินหน้าประตูตระกูล
เสียงเขาไม่ดังมาก แต่ชัดพอให้คนที่ยืนอยู่ทุกคนได้ยิน
“ท่านปู่”
คำเดียวทำให้ใบหน้าของเย่จงสั่นเล็กน้อย
เย่เทียนก้มศีรษะลง “หลานกลับมาแล้ว”
ลานหน้าตระกูลเย่เงียบสนิท
เย่จงยืนอยู่ที่เดิมนานเกินกว่าปกติ มือที่ไพล่หลังค่อย ๆ กำแน่นจนข้อนิ้วซีด เขาเหมือนอยากดุ อยากถาม อยากยืนยันว่าเด็กตรงหน้าเป็นคนจริง ไม่ใช่เงาหรือข่าวลวง แต่สุดท้ายชายชราผู้พูดคำหนักมาตลอดชีวิตกลับก้าวเข้ามาเพียงก้าวเดียว
แล้ววางมือใหญ่ลงบนไหล่ของเย่เทียน
แรงกดนั้นหนัก
แต่เย่เทียนรู้ว่ามือของปู่สั่น
“ลุกขึ้น” เย่จงกล่าวเสียงต่ำ
เย่เทียนลุกขึ้นตามคำสั่ง
เย่จงมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า รอยแผลที่หายแล้ว เสื้อผ้าที่ผ่านป่า ดวงตาที่นิ่งขึ้น และท่าทางที่ไม่เหมือนเด็กที่เขาส่งออกไปเมื่อหกเดือนก่อน ทุกอย่างบอกเรื่องมากมายเกินกว่าจะถามกลางลาน
“เข้าไปข้างใน” เย่จงกล่าว
เสียงของเขากลับมาหนักเหมือนเดิม แต่ใครที่รู้จักเขาจริงจะได้ยินว่าข้างใต้ความหนักนั้นมีบางอย่างซ่อนอยู่
เย่เทียนพยักหน้า
คนรอบข้างรีบเปิดทาง เย่จงเดินนำเข้าไปในตระกูล เย่เทียนเดินตามหลังเพียงครึ่งก้าว ระหว่างผ่านประตู เขาได้ยินเสียงซุบซิบของรุ่นเยาว์ดังขึ้นอีกครั้ง
“เขากลับมาจริง ๆ…”
“ดูเหมือนไม่เหมือนเดิมเลย”
“หกเดือนในภูเขาหินดำ ยังกลับมาได้…”
เย่เทียนไม่ได้หันไปมอง
มีคนหนึ่งยืนอยู่หลังกลุ่มรุ่นเยาว์ ใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังแน่ใจว่าคนตรงหน้าคือเย่เทียนจริง
เย่หมิง
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกใจในช่วงแรก จากนั้นความตกใจค่อย ๆ ถูกบางอย่างกลบลง
ไม่พอใจ
ขุ่นเคือง
และความรู้สึกเหมือนสิ่งที่ควรจบไปแล้วกลับมายืนในจุดที่ดึงสายตาคนทั้งหมดไปอีกครั้ง
เย่เทียนเห็นเขาเพียงแวบเดียวจากหางตา แต่ไม่ได้หยุด ไม่ได้ทัก และไม่ได้จงใจแสดงอะไรตอบ
การไม่ตอบนี้กลับทำให้เย่หมิงกำมือแน่นกว่าเดิม
อีกมุมหนึ่ง เย่หลัวซึ่งยืนอยู่ใกล้เสาหินมองเย่เทียนเงียบ ๆ เขาไม่ได้ซุบซิบกับใคร ไม่ได้ทำหน้าหมั่นไส้เหมือนเมื่อก่อน เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนพยายามวางภาพเย่เทียนคนเดิมกับคนที่เพิ่งเดินผ่านหน้าเข้าด้วยกัน
และพบว่ามันวางไม่สนิท
เย่เทียนตามเย่จงเข้าสู่เรือนด้านใน
ยิ่งห่างจากลานหน้า เสียงคนก็ยิ่งเบาลง แต่หัวใจเขากลับเต้นหนักขึ้นเล็กน้อย เส้นทางจากประตูไปเรือนของเย่จงไม่เปลี่ยนเลย ต้นสนข้างทางยังต้นเดิม หินวางเท้ายังเรียงไม่เท่ากันเหมือนเดิม หน้าต่างเรือนยังมีกระถางสมุนไพรใบเล็กที่เสี่ยวอวี่ชอบย้ายไปมาจนคนรับใช้บ่นเบา ๆ
พอเห็นกระถางนั้น เย่เทียนหยุดก้าวไปเสี้ยวหนึ่ง
เย่จงสังเกตเห็น แต่ไม่พูดอะไร เพียงเดินต่อ
เมื่อเข้ามาถึงเรือนด้านใน เย่จงสั่งคนรับใช้ที่ตามมา “ปิดประตู ห้ามผู้ใดเข้ามาก่อนข้าเรียก”
“ขอรับ”
ประตูไม้ปิดลง
โลกภายนอกถูกกันไว้หลังบานประตูในทันที
ภายในเรือนเหลือเพียงปู่กับหลาน
เย่จงยืนหันหลังให้เย่เทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงในคำพูดหนักหนาเหมือนผ่านเรื่องร้ายที่สุดในชีวิตมา
“หกเดือน” เย่จงกล่าวช้า ๆ
เย่เทียนก้มศีรษะ “ข้ารู้”
“เจ้ารู้?” เสียงเย่จงหนักขึ้นเล็กน้อย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนทั้งตระกูลส่งคนออกตามหากี่รอบ เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังฝนตกครั้งที่สาม คนของเราหาได้เพียงเศษผ้าขาดที่ติดกับหิน เจ้ารู้หรือไม่ว่า…”
เขาหยุด
คำที่เหลือคงหนักเกินกว่าจะพูดออกมาโดยไม่ทำให้เสียงสั่น
เย่เทียนยืนนิ่ง รับทุกคำโดยไม่แก้ตัว
เย่จงมองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจลึกและยาว
“ช่างเถอะ” เขากล่าวเสียงต่ำลง “กลับมาก็ดีแล้ว”
คำนี้คล้ายกับที่ยามหน้าประตูพูด แต่เมื่อออกจากปากเย่จง มันหนักจนเย่เทียนรู้สึกเหมือนอกถูกบีบ
“ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านปู่เป็นห่วง”
“คำขอโทษเอาคืนเวลาหกเดือนไม่ได้” เย่จงกล่าว
เย่เทียนเงียบ
เย่จงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสียงลดลง “แต่คนที่กลับมาได้ ไม่ควรถูกต้อนรับด้วยการดุอย่างเดียว”
ความอุ่นบางอย่างแทรกผ่านความหนักในอก เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เย่จงยื่นมือออกมา “มานี่ ให้ข้าดู”
เย่เทียนรู้ว่าคำว่า “ดู” ของปู่ไม่ได้หมายถึงแผลบนผิวหนังเท่านั้น เขาก้าวเข้าไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้ข้างโต๊ะตามที่เคยทำตั้งแต่เด็ก เย่จงวางสองนิ้วลงบนชีพจรข้อมือของเขา
ตอนแรก เย่จงเพียงตรวจด้วยความเป็นห่วง
แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
ไม่มาก
คนอื่นอาจไม่เห็น
แต่เย่เทียนเห็น เพราะเขาโตมากับใบหน้าที่แข็งเหมือนหินนี้มาทั้งชีวิต
นิ้วของเย่จงหยุดอยู่บนชีพจรนานกว่าปกติ ลมหายใจของชายชราช้าลง ดวงตาที่มักกดทุกอารมณ์ไว้ลึกมากพลันมีเงาของความประหลาดใจวาบผ่าน
เขาไม่ได้พูดทันที
เย่เทียนก็ไม่พูด
ในความเงียบนั้น เย่จงสัมผัสได้ว่าชีพจรของหลานไม่เหมือนเดิมเลย เปิดชีพจรปลายขั้น นั่นเป็นสิ่งที่เขาจับได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่อยู่ใต้คำว่า “ปลายขั้น” กลับไม่ใช่รากของเด็กเปิดชีพจรทั่วไป ทางหลักมั่นคงกว่าที่ควร ทางรองบางส่วนเปิดอย่างมีระเบียบ และลึกลงไปยังมีร่องทางที่เขาไม่อาจอ่านได้หมด เหมือนมีทางซ่อนบางสายถูกปลุกขึ้นและผสานเข้ากับรากของร่างกายแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือจังหวะพลังพื้นฐานในร่างเย่เทียน
มันไม่ไหลเหมือนคนทั่วไป
ไม่ใช่ปราณก่อรูปของก่อปราณ
แต่ก็ไม่ใช่กระแสหยาบของผู้เปิดชีพจรธรรมดา
มันหมุนต่ำ ลึก และย้อนกลับอย่างมีจังหวะของตนเอง
เย่จงถอนนิ้วออกช้า ๆ
“เจ้าอยู่เปิดชีพจรปลายขั้น”
เย่เทียนพยักหน้า “ข้าคิดว่าเช่นนั้น”
“คิดว่า?”
“ข้าไม่ได้มีศิลาวัดขั้นอยู่ใต้หุบเขา” เย่เทียนตอบตามตรง “ข้าเพียงรู้ว่าร่างเดินมาถึงจุดนี้”
คำตอบนั้นทำให้เย่จงมองเขานิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้พูดเหมือนโอ้อวด และไม่ได้พูดเหมือนลังเล เขาเพียงบอกความจริงจากร่างตนเอง เหมือนคนที่เลิกฝากคำตอบไว้กับศิลาไปแล้ว
เย่จงวางมือทั้งสองบนโต๊ะช้า ๆ
“หกเดือนนี้ เจ้าเจออะไรมา”
คำถามนี้มาถึงในที่สุด
เย่เทียนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาคิดถึงหมอกดำ ทางจันทร์ เข็มจันทร์ ประตูในร่าง และหญิงสาวที่ห้ามเขากลับลงหุบเขาอีก ความจริงมีมากเกินกว่าจะพูดทั้งหมด และบางความจริงไม่ใช่ของเขาคนเดียว
“ข้าตกลงไปในที่ลึกกว่าที่คนของตระกูลค้นถึง” เขากล่าว “ข้าเกือบตาย แต่มีคนช่วยไว้”
เย่จงไม่ขัด
“คนผู้นั้นสอนข้าให้เปิดทางในร่างที่ข้าไม่เคยรู้ว่ามี สอนให้ข้าเอาตัวรอดจากที่นั่น และสอนให้ข้าไม่รีบใช้พลังที่ตนยังไม่เข้าใจ”
คำว่า “ไม่รีบใช้พลังที่ตนยังไม่เข้าใจ” ทำให้เย่จงหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่เขายังไม่ถามแทรก
เย่เทียนเงยหน้ามองปู่ “มีบางเรื่อง ข้ายังพูดไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อท่านปู่ แต่เพราะหากพูดออกไป อาจทำให้คนที่ช่วยข้าเดือดร้อน”
ภายในเรือนเงียบลง
หากเป็นเมื่อก่อน เย่เทียนอาจกลัวว่าคำนี้จะทำให้เย่จงโกรธ แต่ตอนนี้เขามองปู่ตรง ๆ ด้วยความเคารพ ไม่ใช่การท้าทาย
เย่จงมองหลานชายอยู่นาน
สุดท้ายเขาพยักหน้า “รู้จักปกป้องผู้มีพระคุณ ถือว่ายังไม่ลืมรากของตน”
หัวใจเย่เทียนคลายลงเล็กน้อย
“แต่เจ้าต้องจำไว้” เย่จงกล่าวต่อ “ความลับที่แบกไว้คนเดียว บางครั้งหนักกว่าบาดแผล ถ้าวันใดมันหนักเกินร่างเจ้า เจ้าต้องรู้ว่าประตูเรือนนี้ยังเปิดให้เจ้า”
คำพูดนั้นไม่ได้บีบ ไม่คาดคั้น และไม่ได้ปล่อยปละ
มันเป็นพื้นที่ที่เย่เทียนไม่รู้ว่าตนต้องการมากเพียงใด จนกระทั่งได้ยิน
เขาก้มศีรษะ “ข้าจะจำไว้”
“ยังไม่ก่อปราณ แต่พลังของเจ้าหนาแน่นถึงเพียงนี้…”
เขาไม่ได้พูดต่อ
เย่เทียนรับรู้ได้ว่าปู่เห็นบางอย่าง แต่ไม่เห็นทั้งหมด และเขาก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายทั้งหมดในตอนนี้
เย่จงเดินไปหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งจากชั้นด้านข้าง เปิดออก หยิบผ้าสะอาดกับขวดยาสมานแผลธรรมดาออกมา วางตรงหน้าเย่เทียน
“ล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพักก่อน”
“ท่านปู่ ข้า—”
“ไม่มีแต่” เย่จงตัดบท เสียงกลับมาหนักแบบเดิม “เจ้ากลับมาจากความตายหรือกลับมาจากที่ใดก็ช่าง ตอนนี้เจ้าอยู่ในเรือนข้า และข้าบอกให้พัก”
เย่เทียนชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ดัง แต่ทำให้ความตึงในเรือนคลายลงเล็กน้อย เย่จงขมวดคิ้ว
“หัวเราะอะไร”
“ข้าคิดถึงเสียงดุของท่านปู่”
เย่จงมองเขานิ่ง ๆ ก่อนเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง “ไร้สาระ”
คำว่าไร้สาระออกมาแข็งมาก
แต่ครั้งนี้เย่เทียนเห็นชัดว่าใบหูของชายชราแดงขึ้นนิดหนึ่ง
เขาไม่พูดแซว
แค่ยิ้มไว้เท่านั้น
ด้านนอกเรือน เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดกึกตรงหน้าประตูที่ถูกสั่งห้ามเข้า เสียงหอบเบา ๆ ดังลอดเข้ามา ตามด้วยเสียงเด็กหญิงที่พยายามกดให้สุภาพแต่กดไม่อยู่
“ท่านปู่เย่…ข้าเข้าไปได้ไหม”
เย่เทียนนิ่งไปทันที
เสียงนี้เขาจำได้โดยไม่ต้องคิด
เสี่ยวอวี่
เย่จงหลับตาลงครู่หนึ่ง เหมือนรู้ว่าต่อให้เป็นคำสั่งของเขา ประตูนี้คงห้ามเด็กหญิงคนนั้นได้ไม่นานอยู่ดี
เขาหันมามองเย่เทียน “เจ้าเตรียมใจไว้หรือยัง”
เย่เทียนมองประตูไม้
เขาเคยผ่านหมอกดำ ผ่านหุบเหว ผ่านแรงกดที่เกือบทำให้ประตูในร่างตอบสนอง ผ่านการจากลาอาจารย์ที่ไม่รู้ว่าจะได้พบอีกเมื่อใด
แต่ตอนนี้ เพียงเสียงเด็กหญิงคนหนึ่งอยู่หลังประตู เขากลับรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงกว่าตอนเผชิญอสูรหมูหินดำเสียอีก
เขาสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ
“ยังไม่แน่ใจ”
เย่จงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังรู้จักกลัวสิ่งที่ควรกลัว”
จากนั้นชายชราก็หันไปทางประตู
“เข้ามา”
ประตูไม้เปิดออกทันที
เด็กหญิงร่างเล็กในชุดสีอ่อนยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาหลายครั้งในช่วงหลายเดือน ผมที่เคยถักเรียบร้อยหลุดออกเล็กน้อยเพราะวิ่งมาเร็วเกินไป ในมือของนางยังถือถุงผ้าสมุนไพรใบเล็ก ราวกับตอนที่ได้ยินข่าว นางกำลังทำสิ่งใดอยู่แล้วลืมวางมันลง
เย่เสี่ยวอวี่มองเย่เทียน
เย่เทียนมองนาง
หกเดือนผ่านไป นางสูงขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ายังอ่อนนุ่มเหมือนเดิม แต่ดวงตากลับมีความเหนื่อยล้าและความหวังที่โตขึ้นมากกว่าวัย
ถุงสมุนไพรในมือนางร่วงลงพื้น
“พี่เย่เทียน…”
เสียงนั้นเบามากจนเกือบไม่ได้ยิน
เย่เทียนยังไม่ทันตอบ เสี่ยวอวี่ก็วิ่งเข้ามาชนเขาเต็มแรง
แรงของนางไม่มาก แต่ทำให้เย่เทียนถอยไปครึ่งก้าว เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจรับเหมือนรับแรงอสูรหรือคู่ต่อสู้ เขาเพียงยืนนิ่งให้เด็กหญิงกอดเอวเขาแน่นจนมือสั่น
“ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ…”
คำพูดของนางขาดเป็นช่วง ๆ ใบหน้าฝังกับเสื้อที่เต็มไปด้วยฝุ่นและรอยเดินทางของเขา แต่เสี่ยวอวี่ไม่สนใจเลย
“พวกเขาบอกว่าท่านตกลงไป…บอกว่าหาไม่เจอ…ข้าบอกท่านปู่ว่าท่านต้องกลับมา แต่ผ่านไปหลายวัน หลายเดือน…ข้า…”
นางพูดต่อไม่ได้
เย่เทียนยกมือขึ้นช้า ๆ วางลงบนศีรษะนางอย่างระมัดระวัง
เขาอยากพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้นางหยุดร้องไห้ทันที แต่พบว่าไม่มีคำพูดใดมากพอ ทั้งคำขอโทษ ทั้งคำปลอบ ทั้งคำสัญญา ทุกอย่างดูเบาเกินไปต่อเวลาหกเดือนที่นางรออยู่ด้านบน
สุดท้ายเขาจึงพูดได้เพียงความจริงเดียว
“ข้ากลับมาแล้ว”
เสี่ยวอวี่พยักหน้าทั้งที่ยังร้องไห้ “ข้ารู้…ข้าเห็นแล้ว”
เย่จงยืนมองอยู่ด้านข้าง ไม่พูดอะไร นัยน์ตาของชายชราหนักลงอีกครั้ง เป็นความหนักของคนที่เห็นสิ่งที่เวลาหกเดือนทำกับเด็กสองคนตรงหน้า
เสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นหลังร้องไห้อยู่นาน นางมองเย่เทียนตั้งแต่ใบหน้า ไหล่ แขน ไปจนถึงรอยขาดบนเสื้อ ดวงตายังชื้น แต่เริ่มมีความตื่นตระหนกแบบคนเพิ่งนึกได้
“ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ข้ามียา…ข้ามียาห้ามเลือด มีผงสมานแผล แล้วก็…แล้วก็ข้าเรียนรู้สมุนไพรเพิ่มเยอะมาก ข้าดูแผลให้ท่านได้จริง ๆ นะ”
นางพูดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ มือเล็กรีบจะก้มเก็บถุงสมุนไพรที่ตกอยู่ เย่เทียนจับข้อมือนางเบา ๆ
“ข้าไม่ได้เจ็บหนัก”
เย่จงไอเบา ๆ เหมือนจะกลั้นอะไรบางอย่าง
เสี่ยวอวี่หันไปมองเย่จง “ท่านปู่เย่ ท่านตรวจแล้วใช่ไหม เขาไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม”
เย่จงตอบช้า ๆ “ยังไม่ตาย”
เสี่ยวอวี่เม้มปาก “คำตอบนี้เหมือนคนที่ไม่อยากให้ข้าสบายใจเลย”
เย่เทียนเกือบหลุดหัวเราะ เพราะประโยคนี้ทำให้เขานึกถึงใครบางคนอย่างช่วยไม่ได้
ยังไม่ตาย
เขาเคยได้ยินคำนี้จากไป๋หลีอิงหลายครั้ง และทุกครั้งมันไม่เคยพอให้เขาสบายใจ ตอนนี้เสี่ยวอวี่กลับใช้สีหน้าเดียวกันใส่เย่จงโดยไม่รู้ตัว
เย่จงมองเด็กหญิงตัวเล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมพูดเพิ่ม “ร่างยังอ่อนล้าจากการเดินทาง แต่ไม่บาดเจ็บหนัก พัก ล้างตัว กินข้าว แล้วค่อยดูอีกที”
เสี่ยวอวี่พยักหน้าแรง ๆ ทันที “งั้นข้าจะไปต้มน้ำยาให้ ไม่ใช่น้ำยาขมๆนะ ข้าปรับสูตรแล้ว…”
“เสี่ยวอวี่” เย่เทียนเรียก
นางหยุดทันที
เย่เทียนมองเด็กหญิงตรงหน้า น้ำตาของนางยังไม่แห้ง มือยังสั่นเล็กน้อย แต่สิ่งที่นางคิดเป็นอย่างแรกหลังเห็นเขากลับมา คือจะทำอย่างไรให้เขาไม่เจ็บ
ความอุ่นในอกเขาเจ็บกว่าบาดแผลหลายแห่งใต้หุบเขาเสียอีก
“ขอบใจที่รอข้า”
เสี่ยวอวี่นิ่งไป
นางพยายามยิ้ม แต่ริมฝีปากสั่น “ข้าไม่ได้รอคนเดียว ท่านปู่เย่ก็รอ ทุกคน…บางคนก็รอ”
คำว่า “บางคน” ทำให้เย่เทียนเข้าใจทันทีว่ายังมีอีกหลายคนที่อาจไม่ได้รอ หรือรอเพียงข่าวยืนยันว่าเขาตายจริง แต่เขาไม่ถือสา
เขามองเย่จง มองเสี่ยวอวี่ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ข้ารู้”
ด้านนอกเรือน เสียงความวุ่นวายในตระกูลยังไม่หยุด ข่าวการกลับมาของเขาคงกำลังวิ่งจากเรือนหนึ่งไปอีกเรือนหนึ่ง จากลานฝึกไปเรือนทรัพยากร จากปากเด็กฝึกไปถึงหูผู้ใหญ่ และอีกไม่นาน มันคงไปถึงคนที่ไม่อยากให้เขากลับมาที่สุด
แต่ในห้องนี้ ชั่วขณะหนึ่ง เย่เทียนไม่ได้เป็นข่าวลือ ไม่ได้เป็นคนตายที่กลับมา ไม่ได้เป็นผู้เปิดชีพจรปลายขั้นที่รากเปลี่ยนไป และไม่ได้เป็นผู้ถือความลับจากหุบเขาหมอกดำ
เขาเป็นเพียงหลานชายที่กลับมาหาปู่
และเป็นพี่ชายที่ทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้จนหมดแรง
เย่จงเดินไปหยิบผ้าสะอาดโยนใส่เย่เทียน
“ไปล้างตัว”
เย่เทียนรับไว้ “ตอนนี้เลยหรือ”
“ตอนนี้” เย่จงกล่าวห้วน ๆ “ก่อนที่ทั้งตระกูลจะเข้ามาดูเจ้าเหมือนดูอสูรหายาก”
เสี่ยวอวี่เช็ดน้ำตาแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ ท่านควรล้างตัวก่อน กลิ่นป่าแรงมาก”
เย่เทียนชะงัก
เขาก้มดมเสื้อของตนเองโดยไม่ตั้งใจ
เย่จงเบือนหน้าไปทางหน้าต่างอีกครั้ง ส่วนเสี่ยวอวี่ที่เพิ่งร้องไห้จนตาแดงกลับหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมาเป็นครั้งแรก
เสียงหัวเราะนั้นเล็กมาก
แต่สำหรับเย่เทียน มันเหมือนเสียงแรกของบ้านที่เขาได้ยินอย่างแท้จริงหลังกลับขึ้นจากความมืด
เขาถือผ้าสะอาดไว้ในมือ แล้วมองคนทั้งสองตรงหน้า
“ข้าจะไปล้างตัว”
เย่จงพยักหน้า
เสี่ยวอวี่รีบพูด “ข้าจะไปเตรียมน้ำยาให้ ท่านห้ามหนีนะ”
เย่เทียนยิ้มจาง ๆ “ข้าเพิ่งกลับมา จะหนีไปไหนอีก”
เสี่ยวอวี่ชะงักกับคำว่า “อีก” เล็กน้อย ดวงตาแดงขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้นางไม่ร้องไห้ นางเพียงพยักหน้าแรง ๆ แล้วกอดถุงสมุนไพรขึ้นมาแน่น
เย่เทียนเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดเพิ่ม
เขารู้แล้วว่าบางบาดแผลไม่ควรถูกแตะซ้ำด้วยคำพูดดี ๆ ที่มากเกินไป