ข้าไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยายป่าเถื่อน

    ตอนที่ 33 ก้าวที่ใหญ่ขึ้น

            กวานซูเหยียนเหลือบมองพี่ชายต่างสายเลือดของนางอีกครั้ง คราวนี้แววตานางไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนก่อนหน้า

            “ท่านแน่ใจหรือ ว่าจะทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง?”

            “ข้าแน่ใจ!” เขาตอบทันควัน

            หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชยคางขึ้นอย่างผู้ชนะ

            “ก็ได้…ในเมื่อท่านยอมสาบาน ข้าก็จะเชื่อท่านสักครั้ง และวางใจได้เลยว่าข้าจะไม่ขอให้ท่านทำในสิ่งที่เกินกำลังของท่านอย่างแน่นอน"

            ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างร้อนรน แต่ลึก ๆ ในใจกลับยังรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ เขามีลางสังหรณ์ว่า การรับปากนางในครั้งนี้อาจไม่ง่ายดายอย่างที่คิดนัก

            ยังไม่ทันที่กวานซูเหยียนจะเอ่ยสิ่งใดต่อ เสียงหัวเราะเบาๆ ของเมิ่งหรูก็ดังขึ้น

            นางกับซูเซิ่นอี้กลับมาพร้อมกัน พร้อมกับหอบหายใจเล็กน้อย ในมือมีเพียงตะกร้าเปล่า ๆ ถือไว้

            “ฮูหยิน! ผักขายหมดแล้วเจ้าค่ะ! แล้วยังมีเรื่องดีอีกด้วย!” เมิ่งหรูรายงานด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ก่อนจะรีบพูดต่อด้วยความตื่นเต้น

            “มีสาวใช้จากโรงเตี๊ยมใหญ่ในเมืองกวงเฉิงมาหาเราเจ้าค่ะ นางต้องการรับซื้อผักของเราทั้งหมดไปใช้ในโรงเตี๊ยม พรุ่งนี้ไม่ต้องเสียเวลาไปตั้งแผงแล้วนะเจ้าคะ!"

            กวานซูเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “โรงเตี๊ยมหรือ? พวกเขาต้องการผักมากเท่าใดกัน”

            “นางบอกว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี มีเท่าใดก็รับหมดเจ้าค่ะ” เมิ่งหรูตอบทันที

            คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ นางคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ผักต้นแบบที่เหลืออยู่บนเกวียนมีเพียงหกสิบชั่งเท่านั้น อีกทั้งยังต้องเก็บไว้สำหรับเพิ่มจำนวนในวันถัดไปอีก ความเสียดายแล่นวูบขึ้นมาในใจ 

            “อย่างมากเราก็ส่งให้เขาได้หกสิบชั่งในวันพรุ่งนี้ นั่นอาจจะไม่พอใช้สำหรับโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่หรอกนะ”

            “เรื่องนั้นฮูหยินไม่ต้องกังวลขอรับ ข้านัดแนะสาวใช้ผู้นั้นไว้แล้วว่าอีกสี่วันเราถึงจะกลับมาส่งผักให้นาง”

            กวานซูเหยียนคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจ ไม่เสียแรงที่ซูเซิ่นอี้เคยลักลอบเอายาของอาจารย์มาค้าขายทำกำไรสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้ เพราะเขาคิดอ่านได้รวดเร็วมีหัวการค้ายิ่งนัก

            ผักต้นแบบหกสิบชั่ง หากเพิ่มจำนวนวันละครั้ง วันแรกจะกลายเป็นร้อยยี่สิบชั่ง วันที่สองก็เพิ่มเป็นสองร้อยสี่สิบ วันที่สามเป็นสี่ร้อยแปดสิบ และวันที่สี่…เกือบหนึ่งพันชั่ง

            "ระยะเวลาสี่วัน..มากพอให้เราเตรียมสินค้าได้พอดี ทำได้ดีมากท่านลุงซู”

            เมิ่งหรูยิ้มกว้างอย่างอดไม่อยู่ “ถ้าเป็นเช่นนี้ ต่อให้ไม่ขายปลีก เราก็จะมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาแน่นอนแล้วเจ้าค่ะ!”

            กวานจื่อเซิงกระตุกแขนเสื้อของน้องสาวเบาๆ คล้ายอยากจะพูดอะไรแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก จนหญิงสาวจำต้องหันมาถามเขาเอง

            “พี่ห้ามีอะไรจะแนะนำหรือเจ้าคะ?”

            “ตามที่เจ้าบอกข้าเมื่อครู่ ผักเหล่านี้ราคาชั่งละแปดถึงสิบห้าอีแปะ คิดคร่าวๆ ว่าชั่งละสิบอีแปะ พันชั่งเราก็จะได้เงิน 10 ตำลึงเงินใช่หรือไม่” เขาถามกลับ

            ทุกคนพยักหน้าตอบ แม้จะยังไม่รู้ว่าเถ้าแก่โรงเตี๊ยมจะกดราคาให้ต่ำลงอีกหรือไม่หากต้องรับซื้อผักคราวละมากๆ แต่ต่อให้ราคาคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็คงไม่ห่างจากตัวเลขนี้เท่าใดนัก

            “แต่เราต้องจ่ายค่าที่พักอยู่ที่เมืองกวงเฉิงถึงสี่วัน มันคุ้มค่าหรือไม่เล่า? เช่นนั้นไม่สู้..ลงทุนซื้อผักต้นแบบมาให้ได้อีกสักหกสิบชั่งหรือร้อยชั่ง เราก็จะได้เงินมากขึ้นอีกเท่าตัวมิใช่หรือ”

            ซูเซิ่นอี้เบิกตาโพลง เข้าใจความหมายของสหายต่างวัยได้อย่างรวดเร็ว 

            “นายท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับฮูหยิน! หากวันนี้เราลงทุนซื้อผักมาเพิ่มจำนวนให้ได้มากขึ้น อีกสี่วันเราก็จะมีผักสองหรือสามพันชั่งไปขาย!! เราก็จะหาเงินก้อนใหญ่ได้ในระยะเวลาเพียงสี่วันเท่านั้นนะขอรับ!”

            หญิงสาวกัดริมฝีปากเบาๆ ข้อเสนอที่ทั้งสองพูดมานั้นก็ยั่วยวนใจไม่น้อย แต่นางก็ยังกังวล

            “นั่นมันจำนวนไม่น้อยเลยนะ โรงเตี๊ยมจำเป็นต้องใช้ผักมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” 

            “จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะฮูหยิน! สาวใช้ผู้นั้นบอกว่าเถ้าแก่ของนางเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยม โรงสุรา โรงน้ำชาและมีจิ่วโหลว (ภัตตาคารขนาดใหญ่) อีกหลายแห่งทั่วเมือง นางรับประกันว่ามีผักมากเท่าใดก็รับไว้ทั้งหมดแน่นอนเจ้าค่ะ!”

            กวานซูเหยียนครุ่นคิดอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

            “งั้นข้าจะยอมให้พวกเจ้าไปหาซื้อผักที่เราไม่มีมาเพิ่มสักจำนวนหนึ่งก็แล้วกัน แต่ก็ควรระวังอย่าให้มากเกินไปนัก ข้าไม่อยากให้พวกเราต้องตกเป็นเป้าสายตาของใคร”

    ……….

            เมื่อถึงวันนัดหมาย ซูเซิ่นอี้ก็รับหน้าที่ออกไปหาซื้อตะกร้ามาเพิ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะทยอยใช้เกวียนขนผักไปยังจุดนัดพบตามที่ตกลงกันไว้

            ผักถูกคนทั้งสี่ช่วยกันลำเลียงใส่ตะกร้าและขนขึ้นเกวียนอย่างระมัดระวัง เพราะพวกเขาไม่ต้องการวางตะกร้าผักซ้อนกันให้ผักเสียหาย ทำให้เกวียนต้องวิ่งเข้าออกที่ลานจอดเกวียนของโรงเตี๊ยมที่พักอยู่หลายรอบกว่าจะขนของมายังจุดนัดหมายจนครบ

            ระหว่างนั้นก็มีคนผ่านทางกับชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาสอบถามขอซื้อผัก แต่เมิ่งหรูกับซูเซิ่นอี้ยังไม่กล้าตอบรับ พวกเขาต้องการให้แน่ใจเสียก่อนว่า สาวใช้จากโรงเตี๊ยมจะรับซื้อได้มากเพียงใด ส่วนที่เหลือจึงค่อยนำมาขายปลีกในภายหลัง จึงได้แต่ขอโทษคนเหล่านั้นและปฏิเสธไปชั่วคราว

            เวลาล่วงเลยไปช้า ๆ ตั้งแต่เช้าตรู่จนแดดเริ่มแรงแต่พวกเขากลับยังไม่เห็นสาวใช้คนเมื่อวานปรากฏตัวออกมาเสียที กวานจื่อเซิงที่ตามมานั่งเฝ้าอยู่ข้างเกวียนด้วย ก็เริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย

            “ข้าว่าข้ากลับไปดูเหยียนเอ๋อร์ก่อนดีกว่า ปล่อยให้นางรออยู่ที่โรงเตี๊ยมคนเดียว ข้าไม่สบายใจ หากมีอะไรเจ้าสองคนก็ตัดสินใจกันเองได้เลยนะ ข้าไปล่ะ”

            พูดจบเขาก็เดินกลับไปก่อน ทิ้งให้เมิ่งหรูกับซูเซิ่นอี้ยืนรออยู่ที่จุดนัดหมายต่อไป

            ยิ่งรอนานเท่าใด ความกังวลของคนทั้งคู่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น 

            “ไม่เห็นนางมาเสียที หรือว่าเราจะถูกหลอกเสียแล้วท่านลุง” เมิ่งหรูกระซิบเสียงเบา

            ซูเซิ่นอี้เองก็เริ่มไม่แน่ใจ แต่ยังคงยืนหยัดรออย่างอดทน

            จนกระทั่งในที่สุด ร่างของสตรีที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้น นางมาพร้อมกับบุรุษอีกสองคน เมื่อเดินเข้ามาใกล้และเห็นกองผักที่วางเรียงอยู่หลายสิบตะกร้า ดวงตาของนางก็สว่างวาบขึ้นทันทีราวกับได้พบขุมทรัพย์ที่ตามหามาเนิ่นนาน

            “นี่มันมากกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก” สาวใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “ดูแล้วน่าจะราวสามพันชั่งได้กระมัง”

            ซูเซิ่นอี้พยักหน้าตอบด้วยความเกรงใจ “หากมันมากเกินความต้องการ เจ้าก็เลือกเอาไปเพียงเท่าที่เจ้าต้องการได้นะ ส่วนที่เหลือพวกเราจะนำไปขายต่อกันเอง”

            สาวใช้ส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มมั่นใจ “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่ากิจการของเจ้านายข้ามีอยู่หลายแห่ง ต่อให้มากกว่านี้ ข้าก็รับซื้อทั้งหมด”

            คำพูดนั้นทำให้เมิ่งหรูเผลอถอนหายใจยาว ความตึงเครียดที่กดทับอยู่ในอกคลี่คลายลง นางรีบกล่าวเสริม

            “พวกเรายังมิได้ชั่งน้ำหนัก หากทางโรงเตี๊ยมต้องการความแน่นอน จะชั่งใหม่อีกครั้งแล้วค่อยคิดเงินก็ได้”

            สาวใช้หัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มเต็มไปด้วยความพอใจกับความไว้วางใจของเมิ่งหรู นางกวาดตามองผักในตะกร้าอีกครั้งหนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส

            “ของดีเช่นนี้ โรงเตี๊ยมของเราย่อมไม่เอาเปรียบผู้ขายเป็นแน่ และข้าก็จะให้ราคาที่ดีที่สุดกับพวกเจ้าอย่างแน่นอน”

            ซูเซิ่นอี้ฉีกยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู ความเหน็ดเหนื่อยจากการขนผักขึ้นลงเกวียนหลายเที่ยวเหมือนมลายหายไปสิ้น 

            “เช่นนั้นโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่เจ้าอยู่ทางไหนล่ะ ข้าจะทยอยขนผักไปส่งให้”

            “ไม่จำเป็นหรอกท่านลุง” สาวใช้ตอบ “พวกเรามีเกวียนที่ใหญ่กว่าของพวกเจ้าอีกสองคัน ใช้เกวียนของเราเถิด ของบนเกวียนเจ้าก็ไม่ต้องขนลงมา แล้วเดินทางไปพร้อมกัน จะได้ขนให้หมดภายในเที่ยวเดียว”

            ข้อเสนอนั้นช่วยประหยัดแรงและเวลาได้อย่างมาก ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันโดยไม่ลังเล ก่อนจะช่วยกันจัดผักขึ้นเกวียนอีกสองคันที่จอดรออยู่ด้านหลัง เตรียมออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม

    คล้ายกับเรื่องข้าไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยายป่าเถื่อน ที่คุณอ่าน