ตอนที่70 เข้าเรียนวันแรก
อีกทั้งเสิ่นอี้จะต้องเรียนวิชาเกี่ยวกับคณิตอีกสามวิชาได้แก่ คณิตศาสตร์สำหรับวิทยาการคอมพิวเตอร์ พีชคณิตเชิงเส้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความน่าจะเป็น อนุมาน และสถิติ
ยังมีสองวิชาพื้นฐานสำคัญได้แก่ พื้นฐานการเขียนโปรแกรม และความรู้เกี่ยวกับอัลกอริทึม
เขารู้สึกหัวบวมทันทีจึงเลือกที่จะเดินไปสังเกตห้องเรียนหนึ่งพักหนึ่งแล้วตรงดิ่งไปยังห้องสมุดของสถาบันทันที
เนื่องจากที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีหนังสืออยู่ในห้องสมุดมากมายมหาศาลถึงแม้ว่าจำนวนหนังสือจะน้อยกว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเล็กน้อยก็ตาม
“โอย.....ไม่ไหวแล้วต้องรีบไปอ่านหนังสือทำความเข้าใจไว้ก่อนดีกว่า มีแต่วิชาที่ร่างเก่าเรียนได้แย่ ๆทั้งนั้นเลย”
เสิ่นอี้พึมพำด้วยความเข้าใจในพื้นฐานความรู้เดิมของร่างเก่าซึ่งแทบเรียนรู้ทักษะเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์น้อย รวมทั้งมีคะแนนเรียนอยู่เกณฑ์ปานกลางค่อนไปทางต่ำอีกด้วย
เขาจึงตัดสินใจที่จะอ่านและทำความเข้าใจในเนื้อหาที่ต้องเรียนสำหรับเทอมแรกไปพลางอย่างน้อยเข้าเรียนในห้องเรียนรวมพรุ่งนี้ จะได้ไม่กลายเป็นตัวตลกสำหรับเพื่อนและอาจารย์
โชคดีที่เสิ่นอี้ได้รับทักษะภาษาจักรวาลและเรียนรู้เร็วมาจากระบบโกลาหลทำให้เขาสามารถอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิชาพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ในหลักสูตรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้มาก
กระทั่งถึงเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาเขาสามารถเรียนรู้ภาษาไพทอนได้แตกฉาน ส่วนวิชาอื่น ๆ นั้น เขาอาศัยเหมียวน้อยช่วยสแกนหนังสือจำนวนมากให้โดยมันวิ่งไปมาในการเปิดอ่านหนังสือแล้วสแกนเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำอันทรงพลังได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น
“อ่านเก็บข้อมูลหมดแล้วหรือยังเหมียวน้อย?” เสิ่นอี้ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจพร้อมพึมพำเป็นการสื่อสารกับเหมียวน้อยในระยะไกล
เขาเตรียมตัวนำกองหนังสือตรงหน้าซึ่งมีอยู่สิบกว่าเล่มไปเก็บยังชั้นวางเหมือนเดิมเพราะสามารถจดจำแหล่งที่มาได้เป็นการช่วยเหลืองานของบรรณารักษ์ห้องสมุดโดยตรง
“เรียบร้อยแล้วเจ้านาย”เสียงเหมียวน้อยตอบกลับมาผ่านความคิดของเสิ่นอี้
นักศึกษาหลายคนแอบมองเสิ่นอี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้เนื่องจากวิธีการอ่านของเขาจะกระทำโดยการเปิดอ่านแต่ละหน้าอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากการอ่านและค้นคว้าหาความรู้ของนักศึกษาคนอื่นมากนัก
เขาเหลือบมองเห็นชายหนุ่มคุ้นตาเดินตรงเข้ามาหาแต่ไกลโดยชายหนุ่มคนนั้นเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ที่ไม่มีผ้าโพกหัวเหมือนเดิมทว่าแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสุภาพสีขาวและกางเกงสแล็กส์สีดำเรียบร้อย
อารันปราดเข้ามาหาเสิ่นอี้อย่างมีความสุขโดยส่งยิ้มให้ชายหนุ่มหล่อเหลามาแต่ไกล
เมื่อมาถึงตำแหน่งที่เสิ่นอี้ยืนรออยู่เขารีบกล่าวขอบคุณชายหนุ่มซึ่งได้ช่วยเหลืออย่างมีความสุขว่า
“ขอบคุณมากนะครับเสิ่นอี้เป็นเพราะคุณทีเดียว ผมถึงทำคะแนนสอบได้ผ่านเกณฑ์พอดี ขอบคุณจริง ๆ นะครับ ไม่ทราบว่าคุณเลือกเรียนคณะอะไรหรือครับ?”
อารันถือโอกาสสอบถามคณะของเสิ่นอี้ส่วนตัวเขาเลือกเรียนในคณะบริหาร
เสิ่นอี้ยิ้มรับอย่างยินดีกับอีกฝ่ายเขาเอ่ยตอบอย่างผ่อนคลายว่า “ผมเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์น่ะ แล้วคุณละอารัน?”
“ผมเรียนคณะบริหารครับให้ผมเลี้ยงกาแฟคุณดีไหม?” อารันตอบกลับพร้อมสอบถามเสิ่นอี้อย่างมีมารยาท
“ไม่ต้องหรอกพอดีผมจะรีบไปทบทวนความรู้ที่เพิ่งอ่านเสียหน่อย” เสิ่นอี้โบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ
เขาไม่ต้องการรบกวนอีกฝ่ายเพราะสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มจากอินเดียตรงหน้าไม่ได้ร่ำรวยอีกทั้งต้องการกลับไปนอนพักเพื่อซึมซับความรู้ผ่านทางเหมียวน้อยแทน
“โอเค ขอบคุณมากอีกครั้งหวังว่าพวกเราจะได้เจอกันอีก”
อารันพยักหน้าเข้าใจเขาไม่ได้เซ้าซี้ที่จะต้องเลี้ยงขอบคุณเสิ่นอี้เช่นกัน เนื่องจากเขามีเงินจำกัด โดยตั้งใจที่จะรีบนำเอกสารรับรองจากทางสถาบันไปสมัครงานนอกเวลาเพื่อหาเงินเรียนเช่นกัน
จากนั้นสองชายหนุ่มแยกย้ายไปทำภารกิจส่วนตัวโดยเสิ่นอี้กลับถึงที่พักในเวลาไม่นานนักเนื่องจากคอนโดของเขาอยู่
ห่างจากสถาบันเพียงสองช่วงถนนเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้จะต้องเตรียมตัวเข้าไปพักอยู่ในหอพักนักศึกษาตามระเบียบของทางสถาบันด้วย
ทั้งนี้ทางสถาบันได้จัดให้นักศึกษาน้องใหม่ปีหนึ่งมีพี่เลี้ยงเป็นรุ่นพี่ระดับชั้นปริญญาโทเพื่อคอยช่วยให้คำแนะนำต่างๆ แก่
นักศึกษาอย่างใกล้ชิด
เสิ่นอี้เข้านอนด้วยความสบายใจที่มีตัวช่วยสำคัญอย่างเหมียวน้อยเขานอนในขณะที่สมองกำลังเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านความรู้ที่เหมียวน้อยสแกนแล้วสรุปประเด็นสำคัญให้เขารับรู้อีกรอบ
……….
เขาตื่นนอนตอนเช้าด้วยท่าทางอ่อนเพลียเหมือนวันก่อนเนื่องจากสมองล้าจากการใช้งานระหว่างการพักผ่อนทว่าเขายังสามารถครองสติตนเองเอาไว้ได้
“เหนื่อยเหมือนกันแฮะหวังว่าเข้าเรียนวันแรก อาจารย์จะไม่ให้ความสนใจในตัวฉันเท่าไรนะ”
เสิ่นอี้พึมพำขณะกินอาหารเช้าจากฝีมือของเหมียวน้อยซึ่งมีกาแฟดำหอมกรุ่นและขนมปังปิ้งทาเนยอย่างเรียบร้อย ตบท้ายด้วยนมสดแก้วใหญ่
เขานึกสังหรณ์ใจที่อาจมีการทักทายจากเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นพี่รุนแรงจึงตัดสินใจไม่นำรถยนต์ไปสถาบันเอ็มไอที แต่วิ่งไปแทนเพราะที่พักอยู่ไม่ไกลสถานที่เรียนเท่าใดนัก
เสิ่นอี้เข้าห้องเรียนคาบแรกในเวลาเกือบแปดนาฬิกาโดยมีนักศึกษาจำนวนมากนั่งรออาจารย์ผู้สอนอยู่เต็มที่นั่งแถวหน้าจนหมดเหลือที่นั่งว่างด้านหลังสุดเพียงไม่กี่แห่ง จึงรีบไปนั่งก่อนพลาดโอกาสสำคัญ
พอเขาหย่อนก้นลงนั่งไม่ถึงหนึ่งวินาทีพลันมีเสียงเอ่ยท้วงดังขึ้นมาจากกลุ่มนักศึกษาหลายคนด้วยความห่วงใยเขาว่า
“นี่นายหน้าใหม่นายไปหาที่นั่งทางอื่นเหอะ เดี๋ยวได้มีเรื่องหรอก”
เสิ่นอี้เหลียวมองรอบตัวเขาพบว่าตนเองมานั่งเก้าอี้ติดกับสาวสวยผมสีทองคนหนึ่งพอดี จึงเข้าใจได้ว่าแฟนหนุ่มของหญิงสาวสวยอาจหึงหวงได้จึงพยักหน้าพลางกล่าวตอบกลับเพื่อนนักศึกษาอย่างเข้าใจว่า
“โอเค ฉันเพิ่งมาใหม่น่ะขอบใจมากนะ”
เสิ่นอี้เลือกที่นั่งใกล้กับกลุ่มนักศึกษาที่เอ่ยท้วงเขาอย่างผ่อนคลาย
ครั้นถึงเวลาแปดนาฬิกาตรงมีกลุ่มนักศึกษาชายหน้าตาดีร่างใหญ่กล้ามใหญ่เดินเข้ามานั่งข้างนักศึกษาสาวสวยในทันทีพลางกวาดสายตามองรอบตัวคล้ายกับต้องการหาเรื่องในที
เสิ่นอี้เหล่ตามองแล้วแอบพยักหน้าเข้าใจในทันทีเขายังไม่ต้องการแสดงตัวว่าเก่งกาจในทักษะต่อสู้เพราะตั้งใจมาเรียนเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุดตามภารกิจจากระบบโกลาหล
เขารีบหันหน้าไปมองเวทีด้านล่างเพื่อเริ่มต้นฟังการบรรยายจากอาจารย์ผู้สอนในวิชาการเขียนโปรแกรมซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับนักศึกษาชั้นปีหนึ่งระดับปริญญาตรีอย่างตั้งใจ
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงอาจารย์เขียนโจทย์แล้วให้นักศึกษาร่วมกันอภิปรายถึงอนาคตการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาไพทอน
“เอาละนักศึกษาทั้งหลาย อาจารย์มีโจทย์ให้พวกเธอช่วยกันอภิปราย ว่าทำไมภาษาไพทอนถึงไม่ใช่ภาษาเขียน
โปรแกรมที่ดีที่สุดแล้วอนาคตควรเป็นภาษาอะไรและอย่างไร?”
เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นนักศึกษายกมือกันมากมายในห้องเพื่อแสดงตัวต้องการตอบคำถามสร้างความประหลาดใจในการมีส่วนร่วมของนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
เขาพึมพำด้วยความเข้าใจในวัฒนธรรมแปลกใหม่ที่ทำให้สถาบันแห่งนี้สามารถผลิตบุคลากรเก่งกาจและมีชื่อเสียงหลายคนได้ว่า
“มิน่าละ อาจารย์ส่งเสริมให้นักศึกษาได้แสดงออกเต็มที่แถมพวกนักศึกษาก็กล้าแสดงความคิดเห็นอีกด้วย ไม่เหมือนฉันแต่ก่อนกลัวแต่อาจารย์จะมองเห็น แล้วชี้ให้ตอบคำถามในห้อง ความกล้าในการแสดงออกต่างกันจริงๆ”
“นายว่าอะไรหรือ?” นักศึกษาชายผิวดำนั่งติดกับเสิ่นอี้ถามเขาขึ้นมาด้วยความสงสัย เนื่องจากเสิ่นอี้เอ่ยพึมพำออกมาเป็นภาษาจีนแทนภาษาอังกฤษ
“อ้อ! ไม่มีอะไร แค่ชื่นชมนักศึกษาที่กล้าแสดงความคิดเห็นน่ะ”
เสิ่นอี้หันหน้ามาตอบนักศึกษาหนุ่มผิวดำผมหยิก ท่าทางขี้อายตามจริง เขาเพิ่งสังเกตว่านักศึกษาผิวดำคล้ายกับนั่งอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางกลุ่มนักศึกษาที่ต่างพากันจับกลุ่มเป็นก๊วนไปหมด
“สวัสดีฉันชื่อเจคอบ มาจากแอฟริกาใต้ นายละชื่ออะไร มาจากที่ไหนหรือ?”
เจคอบเห็นว่าเสิ่นอี้แสดงความเป็นมิตรกับตัวเองจึงเอ่ยทักทายพร้อมกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดีฉันชื่อเสิ่นอี้ มาจากจีน ยินดีที่ได้รู้จัก” เสิ่นอี้เอ่ยทักทายพร้อมบอกชื่อตนเองกับเพื่อนใหม่ด้วยความรู้สึกที่ดีพลางคิดว่าการเข้าเรียนวันแรกไม่ได้ทำให้ตนเหงาจนเกินไป
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้ไม่รู้ตัวว่าการหันหน้าไปสนทนากับเพื่อนใหม่อย่างจริงจังจะทำให้อาจารย์ผู้สอนมองเห็นพอดีแล้วเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากนักศึกษาคนอื่นต่างพากันยกมือแย่งกันตอบคำถามเพื่อให้เขาพอใจทว่านักศึกษากลุ่มหลังห้องกลับให้ความสนใจการสอนของตนน้อยมาก
ศาสตราจารย์เดวิดใช้ปากกาเลเซอร์ชี้ตรงมายังตำแหน่งของเสิ่นอี้พร้อมเอ่ยออกมาเสียงดังว่า
“นักศึกษาเข้าใหม่ในคลาสคนนั้นไหนลองอภิปรายเรื่องภาษาไพทอนทีสิ”
พลันเกิดเสียงฮือฮาด้วยความแปลกใจจากเพื่อนนักศึกษาคนอื่นที่ได้พบตัวอย่างถูกอาจารย์เชือดให้ดู
เสิ่นอี้เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจทว่าเขาลุกขึ้นยืนแล้วตอบกลับอาจารย์อย่างผ่อนคลายว่า
“ในอนาคตจะไม่มีภาษาไพทอนอีกเพราะมันมีข้อจำกัดในการใช้งานหลายอย่าง มันจะกลายเป็นพื้นฐานเล็ก ๆ สำหรับการเขียนภาษาโปรแกรมเท่านั้นในอนาคตการเขียนโปรแกรมจะเป็นภาษา.....”