ตอนที่ 51 – แก้ต่าง
เมื่อรุ่งสางมาถึง พันธกรก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงมาทานอาหารเช้าอย่างรีบเร่ง วรรณสาที่เห็นดังนั้น ก็ถามว่าเขาจะรีบไปไหนหรือ? พันธกรเลยตอบว่า
“จะไปเยี่ยมไอ้ดิน” เขาตอบคำถามของวรรณสา “เออ สา ช่วยทำอาหารสักอย่างหนึ่งสิ ขอข้าวด้วย ไปเผื่อไอ้ดิน มันต้องยังไม่ได้กินข้าวแน่เลย”
“จ้ะๆ” วรรณสาพยักหน้า ก่อนจะลุกเอาจานไปเก็บ แล้วเธอก็ทำอาหารง่ายๆ เป็นแกงจืด ก่อนจะตักใส่ถุงพลาสติก แล้วก็เอาข้าวสวยคดใส่ถุงอีกถุงด้วย จากนั้นก็ใส่ถุงพลาสติกอีกรอบแล้วส่งให้พันธกร
“ขอบคุณมากนะ สา” พันธกรเอ่ยขอบคุณจากใจจริง “ไอ้ดินผอมลงไปมาก เท่าที่เวลาไม่กี่วันเอง ขอบคุณนะ สา ที่ช่วยทำอาหารไปให้ไอ้ดิน”
“เพื่อนพันก็เหมือนเพื่อนสานั่นแหละ” วรรณสาตอบยิ้มๆ “รีบไปเถอะ ให้เขารีบกินข้าว เดี๋ยวจะไม่สบายไปเสียก่อน”
พันธกรได้ยินอย่างนั้น เขาก็เลยเดินออกจากบ้านของณปภาไปทันที วรรณสาเฝ้ามองดูแผ่นหลังเขาที่กำลังจะหายไป จากนั้นเธอก็รวบรวมจานของแต่ละคนที่กินเสร็จแล้ว แล้วนำไปล้างที่อ่างล้างจานร่วมกับณปภา
พันธกรเดินทางมาถึงโรงพยาบาลแล้ว เขารีบขึ้นบันไดไป และเข้าไปในห้องพักคนไข้รวมที่มีกลิ่นแรงนั่น แต่เขาไม่ได้สนใจ เขาเดินเข้าไปเลยแล้วก็เป็นไปตามที่คาด พสุอยู่กับแม่จริงๆ ด้วย ทั้งสองกำลังนั่งคุยกัน
“สวัสดีครับ” พันธกรยกมือไหว้แม่ของพสุ อีกฝ่ายก็รับไหว้ ก่อนที่เขาจะทักทายพสุ “เป็นไงบ้าง? กินข้าวมาหรือยัง?”
“ยังเลย” พสุมองถุงที่ใส่อาหารที่วรรณสาทำไว้ให้ “นี่อะไรน่ะ?” เขาถามพลางชี้ไปที่ถุงพลาสติกสีขาว
“สาทำอาหารมาให้แกกิน” พันธกรบอกพร้อมกับมองไปรอบๆ “เดี๋ยวไปหาจานชามมาดีกว่า ให้แกได้กินข้าว นะ”
“ฉันไม่อยากกิน...” พสุตอบออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ พันธกรเองก็เหนื่อยใจตามไปด้วย
“กินซะหน่อยน่า” พันธกรขอร้องพสุ ฝ่ายแม่ของพสุเองก็หันมามองพสุก่อนจะบอก
“กินอะไรซะหน่อยเถอะ ลูก เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ” แม่ของพสุบอกออกมาแบบนั้น พสุได้ยินเข้าก็รู้สึกยินดี เขาถามออกมาว่า
“แม่ความจำกลับมาหรือยัง?” เขาถามออกมา แต่แม่ของพสุส่ายหน้า ความทรงจำของเธอยังไม่กลับคืนมา แต่เธอเป็นห่วงพสุมาก
“กินอะไรหน่อยเถอะ นี่ถ้าให้เดา ตอนเช้ามาลูกก็ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม?” แม่ของพสุถาม พสุจึงพยักหน้า แม่ของพสุจึงบอกต่อ “งั้นก็กินๆ ไปเถอะ ใครนะ? ชื่อสา? อุตส่าห์ทำอาหารมาให้ เขาเป็นใครเหรอ?”
“เป็นเพื่อนผมเองครับ แล้วก็เป็นเพื่อนไอ้ดินอีกที” พันธกรเลยบอกชื่อวรรณสาให้แม่ของพสุรู้จัก “เธอก็เคยมาเยี่ยมคุณแม่นะครับ แต่คุณแม่หลับ ก็เลยไม่เห็นเธอ”
“อ๋อ หรือจ๊ะ” แม่ของพสุกล่าวยิ้มๆ กับพันธกร ก่อนจะหันไปบอกกับพสุ “กินข้าวเถอะ อย่าทำให้แม่เป็นห่วง กินๆ เข้าไปซะ จะได้สบายท้อง”
พสุจึงจัดการแกะถุงแกงจืดและเทใส่ชามที่พันธกรไปขอนางพยาบาลมาทันที เขาเอาข้าวสวยใส่ในจาน ก่อนจะเริ่มกินข้าว พสุพอชิมแกงจืดเข้าไปก็ร้องออกมาว่า “หือ! อร่อยมาก สาทำอาหารได้อร่อยจริงๆ นะ ขนาดเป็นแกงจืดนะเนี่ย”
พันธกรได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมา แล้วพสุก็ตักข้าวกับแกงจืดกินจนหมด แล้วเขาก็เอาจานชามไปคืนนางพยาบาล ตอนที่พสุออกไปนั้นเอง พันธกรก็พูดขึ้นกับแม่ของพสุ
“ความจริง...” พันธกรตัดสินใจพูดออกมา “คุณแม่ก็โกรธผมนะครับ”
“หา?” แม่ของพสุที่จำอะไรไม่ได้เลยถามขึ้น “โกรธเรื่องอะไร? ทำไมต้องโกรธ?”
“ก็เพราะไอ้ดินมันอยากอาสาออกไปรบกับพวกผมนี่ครับ แล้วคุณแม่ก็ไม่ยอม” พันธกรบอกความจริงออกมา “คุณแม่เคยโมโหผมใหญ่ หาว่าผมกับพรรคพวกของผมเอาไอ้ดินไปเสี่ยง”
“แม่ทำขนาดนั้นเลยเหรอ?” แม่ของพสุได้ฟังก็ส่ายหน้า “แม่เป็นคนไม่ดีเลยนะ”
“ไม่ครับ เป็นเรื่องปกติที่แม่จะห่วงลูกตัวเอง” พันธกรบอกให้ฟัง แล้วก็ตัดสินใจไม่เล่าเรื่องที่แม่ของพสุตัดสินใจตัดขาดกับพสุดีกว่า “คุณแม่เป็นแม่ที่ดีมากนะครับ เป็นห่วงไอ้ดินมัน ที่มันจะออกสนามรบพร้อมกับพวกผม”
“แต่แม่อยากให้ดินไปช่วยเหลืออาณาเขตมากกว่า” แม่ของพสุบอก “พ่อเขาเป็นทหารผู้กล้าหาญ แม่เองก็อยากจะเห็นดินเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”
พันธกรครุ่นคิด ทำไมแม่ของพสุถึงพูดแบบนี้ออกมา? ก็ไหนเถียงหัวชนฝาไม่ใช่หรือว่าจะไม่ให้พสุออกสนามรบเด็ดขาด? หรือนี่คือความตั้งใจแต่แรกของแม่พสุจริงๆ? เขาไม่มั่นใจว่า ถ้าความจำของแม่ของพสุกลับมา จะเป็นอย่างไร แม่เขาจะกลายเป็นคนเดิมหรือเปล่า? แล้วพสุก็เดินกลับเข้ามาในห้องพักคนไข้รวมหลังจากเอาจานชามไปคืนแล้ว
“คุยอะไรกันน่ะครับ?” พสุเอ่ยถามออกมา “ขอคุยด้วยสิ”
“นี่แม่เคยโกรธน้องพันด้วยเหรอ?” แม่ของพสุถามออกมา “แม่โกรธน้องพันที่ไปชักชวนลูกให้ออกศึกสงครามเหรอ?”
พสุถึงกับหันไปมองหน้าพันธกร แล้วเขาก็ค่อยๆ พยักหน้าออกมา ก่อนจะตอบว่า “ใช่ครับ” เขาพูดออกมาเลย “ผมกับแม่ทะเลาะกันยกใหญ่เรื่องนี้ จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นไง”
“ตายแล้ว แม่เป็นคนไม่ดีจัง แทนที่จะให้ลูกทำตามใจชอบ” แม่ของพสุกล่าวโทษตัวเอง พสุเลยรีบบอกว่า
“ไม่จริงครับ แม่ไม่ใช่คนไม่ดี แต่เป็นผมเองที่ไม่ดี ไม่ยอมดูแลแม่ คิดแต่จะฆ่าพวกเอไออย่างเดียว” พสุรีบบอกออกมาพร้อมกับกุมมือแม่ของเขาเอาไว้แน่น “ความจริง ผมน่าจะอยู่ดูแลแม่ ไม่ใช่มาออกรบแบบนี้ ตอนนี้ผมรู้ซึ้งดีแล้วว่าไม่ควรทำแบบนั้น”
“แต่แม่อยากให้ลูกเหมือนพ่อที่กล้าหาญ” แม่เขาบอกเสียงเบา “พ่อตายในสงคราม เขากล้าหาญมาก แม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนพ่อ”
พันธกรกับพสุหันมาจ้องหน้ากัน นี่คือความปรารถนาของแม่เขาแต่แรกหรือเปล่า? ที่อยากให้พสุกล้าหาญ เขาออกจะสงสัย พันธกรเคยได้ยินคนที่ไหนพูดขึ้นมาก็ไม่รู้? ว่าคนที่ความจำเสื่อมไป ลักษณะที่แท้จริงหรือนิสัยที่แท้จริงของคนคนนั้นจะแสดงออกมาแทนที่นิสัยเก่าที่เป็นของเดิม แต่เขาก็ไม่รู้ว่านี่คือความจริงหรือเปล่า?
“แม่อนุญาตให้ดินออกรบแล้วเหรอ?” เขาถามออกมาอย่างดีใจ “จริงๆ เหรอ แม่?”
“ใช่สิ ลูกเป็นคนกล้าหาญนะ” แม่พสุเอ่ยชื่นชมเขาพร้อมกับรอยยิ้ม “แล้วลูกใช้อาวุธอะไรในการฆ่าล่ะ?”
พสุเลยบอกออกไปว่าเขายิงธนูเป็นแล้วก็แม่นด้วย พันธกรที่ได้ยินดังนั้น ก็กระแซะพสุขึ้นมา “แหม แก อวดจังเลยนะ พอได้ที”
“ก็แม่นจริงๆ นี่” พสุหันมาว่าใส่พันธกร แล้วก็หันไปบอกแม่อีกครั้ง “ผมเคยบอกแม่ไปแล้วใช่ไหมว่าผมเป็น ‘พลธนูประจำอาณาเขต’ ผมสามารถยิงธนูได้อย่างแม่นยำ”
แล้วพันธกรกับแม่ของพสุก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน นั่นทำให้พสุดีใจมากเมื่อเห็นแม่หัวเราะออกมาได้ แล้วทั้งสามคนก็คุยกันอยู่ในห้องพักคนไข้รวมเป็นเวลาเนิ่นนาน
ทรัพย์สินเดินออกมาจากโรงเรียนตอนกลางวัน มาที่สภากลางหมู่บ้านเพื่อมาหาชานนท์ เพื่อจะขอร้องให้ชานนท์ช่วยแก้ต่างเรื่องของพันธกรให้หน่อย เรื่องที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ทรัพย์สินคิดว่าถ้าเป็นชานนท์ ทุกคนต้องเชื่อแน่ๆ เขาเลยเคาะประตูห้องทำงานของชานนท์ และรอให้อีกฝ่ายอนุญาต
“เข้ามาได้ครับ”
นั่นคือเสียงของชานนท์แน่นอน ทรัพย์สินจับลูกบิดแล้วก็หมุนเปิดประตูเข้าไปเลย พอชานนท์เห็นทรัพย์สินเดินเข้ามา เขาก็ถามขึ้นอย่างยินดี “มีอะไรเหรอ? ผู้นำกองทัพทหารเด็กม.ปลาย?”
“คือ...” แล้วทรัพย์สินก็เล่าจุดประสงค์ของตัวเองให้ชานนท์ฟัง เมื่อชานนท์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เขาก็ถึงกับงุนงง ว่าทำไมพันธกรไม่ยอมแก้ตัว? ทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นนินทาตัวเองอยู่ได้?
“จะให้น้าไปแก้ตัวแทนให้เหรอ? ก็ได้นะ” ชานนท์อาสาออกมาเองเลย “น้าจะไปประกาศที่โรงเรียนเองว่าอะไรเป็นอะไร?”
“ขอบคุณมากนะครับ” ทรัพย์สินยกมือไหว้ชานนท์ อีกฝ่ายก็รีบรับไหว้ก่อนจะบอก “ไม่เป็นไร เดี๋ยวน้าจะแก้ต่างให้น้องพันเอง ไม่ต้องห่วงหรอก”
แล้วทรัพย์สินก็เดินออกมาจากห้องทำงานของชานนท์ พลางคิดว่าทำสิ่งที่ดีที่สุดไปแล้ว ก่อนที่เขาจะกลับไปโรงเรียนในตอนคาบพักเที่ยง แล้วก็เข้าไปในโรงอาหาร ก็เจอวาสุกรีที่นั่งกับปัทมาอยู่พอดี ทั้งสองคนกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่
“อ้าว? พี่สิน” วาสุกรีทักทายทรัพย์สิน เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา ทรัพย์สินมองไปที่ปัทมา ก่อนจะถาม
“อ๋อ นี่เหรอ? น้องปัทมาที่เป็นคนสนิทของน้องวา เพิ่งจะเคยเห็นหน้า” ทรัพย์สินถามขึ้นมา ปัทมาก็เลยหน้าแดงระเรื่อ เธอขยับแว่น แล้วก็ขอตัวลุกออกจากที่นั่งไปเลย ทำเอาวาสุกรีงุนงง
“อ้าว? เธอเป็นอะไรไปเหรอครับ? ถึงได้เดินออกไปแบบนั้น?” วาสุกรีถามออกมาอย่างใสซื่อ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทรัพย์สินที่พอมองอะไรออก เขาก็อยากจะบอกวาสุกรีเหมือนกันว่าปัทมาน่าจะแอบชอบวาสุกรีอยู่ แต่เขาตัดสินใจไม่บอกออกไปดีกว่า
“เธอคงอายล่ะมั้ง?” ทรัพย์สินบอกออกมา ทำเอาวาสุกรีสงสัยว่าปัทมาอายเรื่องอะไร? เขาถามทรัพย์สินกลับ
“เออ ช่างเหอะ” ทรัพย์สินบอกปัดไป แล้วก็บอกวาสุกรีขึ้นมา “เออ พี่ไปขอร้องคุณนนท์ละ ให้ช่วยแก้ต่างให้น้องพันให้หน่อย”
“แล้วเขาตอบตกลงไหมครับ?” วาสุกรีถามขึ้น ทรัพย์สินก็พยักหน้า
“เออ ดี น้องพันจะได้หมดข้อกล่าวหาเสียที” วาสุกรีว่าออกมาอย่างยินดี ทรัพย์สินเองก็ยินดีไปด้วยเหมือนกัน แล้วเขาก็ขออนุญาตวาสุกรีไปยังห้องสโมสรนักเรียน
อีกวันรุ่งขึ้น พันธกรก็เดินทางไปเยี่ยมพสุกับแม่ของเขาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ครั้งนี้เขาก็ถือถุงใส่แกงที่วรรณสาทำเอาไปให้พสุกินเหมือนเคย เมื่อเขาเข้ามาในห้องพักคนไข้รวม เขาก็เดินมาสวัสดีแม่ของพสุ แล้วก็ทักทายพสุ
“เป็นไงมั่ง?” พันธกรถามขึ้น พสุเองก็ยิ้มออกมาแบบเศร้าๆ ก่อนจะบอก
“แม่ยังจำอะไรไม่ได้เลย” พสุหันไปมองแม่ซึ่งนอนหลับไปแล้ว “แล้วฉันจะทำยังไงดี?”
“เออ เดี๋ยวความทรงจำแม่นายก็กลับมาเองแหละ หมอก็บอก” พันธกรพูด พลางโชว์ถุงใส่อาหารที่วรรณสาทำมาให้พสุดู “นี่ วันนี้มีแกงเขียวหวานไก่นะ สาอุตส่าห์ทำมาให้ มากินเถอะ”
แล้วพันธกรก็ไปขอจานชามจากนางพยาบาลมาให้พสุกินเป็นอาหารเช้า พสุตักแกงเขียวหวานเข้าปากไป แล้วเขาก็ชื่นชมฝีมือวรรณสาอีกครั้ง ทำเอาพันธกรดีใจ
“แหม ถ้าสามาได้ยินแกพูดคงดีใจน่าดู” พันธกรบอกยิ้มๆ ในตอนนั้นเอง ขณะที่โรงเรียนกำลังจะเข้าแถว ชานนท์ที่รับปากกับทรัพย์สินแล้วว่าจะช่วยแก้ต่างให้พันธกรก็เดินเข้ามาในเขตโรงเรียน ยามที่ประจำอยู่หน้าโรงเรียนก็ทำความเคารพชานนท์ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าอาณาเขตขึ้นมา
“มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณนนท์?” ยามประจำโรงเรียนถามขึ้นมา ชานนท์จึงตอบ
“ก็มีนิดหน่อย เดี๋ยวผมต้องพูดให้กับเด็กทั้งโรงเรียนฟังเรื่องหนึ่ง” ชานนท์กล่าวออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปในเขตโรงเรียน ไม่นาน เสียงกระดิ่งเข้าแถวก็ดัง เด็กๆ ไปรวมแถวเคารพธงชาติและสวดมนต์ ก่อนที่อาจารย์จะขึ้นมาอบรมนักเรียน แต่ก่อนที่จะปล่อยนักเรียนขึ้นห้อง ชานนท์ก็ขอโอกาสให้เขาขึ้นมาพูดเรื่องพันธกรก่อน
ทางฝ่ายพันธกร เขาก็บอกกับพสุ “แกไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายวันแล้วนะ จะไม่เป็นไรเหรอ? จะเรียนตามทันคนอื่นเขาเหรอ?”
“แกก็ไม่ได้ไปเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?” พสุย้อนถามกลับ พันธกรเลยพยักหน้า เขาบอกว่าเขาไม่อยากไปแล้ว เพราะมีแต่คนเข้าใจผิดเขาเต็มไปหมด พสุที่ได้ยินอย่างนั้นจึงถามกลับ
“แล้วยังไม่แก้ข่าวอีก” พสุว่าแล้วส่ายหน้าออกมา “แกมันก็ดื้อด้านพอๆ กับฉันนั่นแหละ ไม่ยอมแก้ข่าว ปล่อยให้คนอื่นนินทาอยู่ได้”
ตอนนั้นเอง แม่ของพสุกำลังหลับ ก็เลยไม่ได้ยินเสียงพสุกับพันธกรพูดคุยกัน ฝ่ายพสุก็บอกให้พันธกรรีบๆ แก้ตัวเสีย แต่พันธกรกลับบอกว่า
“แล้วจะแก้ยังไง? ในเมื่อคนมันเชื่อไปทั้งโรงเรียนแล้ว?” พันธกรถามพสุขึ้นมา พสุเองก็ตอบไม่ได้ แต่เขาคิดว่าต้องมีหนทางสักหนทางหนึ่งที่จะแก้ต่างให้พันธกรได้
หลังจากชานนท์ประกาศออกมาว่าอะไรเป็นอะไร นักเรียนหลายคนก็พากันตกใจ พวกเขาเชื่อชานนท์ทุกคนว่าพันธกรเป็นผู้บริสุทธิ์และบ๊อบเองนั่นแหละที่พยายามจะฆ่าพันธกรก่อน เว้นเพียงแต่เพื่อนของบ๊อบ ที่ยังไม่เชื่อว่าเพื่อนตัวเองจะทำอะไรแบบนั้นได้ เขาไม่ยอมเชื่อสิ่งที่ชานนท์พูดออกมา
“ไม่จริง ไอ้บ๊อบไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นแน่” เพื่อนสนิทของบ๊อบเอ่ยขึ้นขณะอยู่ในห้องเรียน “ฉันไม่เชื่อหรอก”
“แต่ท่านผู้นำอาณาเขตก็บอกออกมาแบบนี้แล้ว” เพื่อนอีกคนของเขาเอ่ยขึ้น “ก็แสดงว่าเป็นความจริงน่ะสิ ไอ้บ๊อบนั่นแหละจะฆ่าไอ้พัน”
“นี่ แก” เพื่อนสนิทที่สุดของบ๊อบเอ่ยขึ้น “ถ้าจะเชื่อก็เชื่อไปเลย เชิญ แต่ฉันไม่เชื่อหรอก” ว่าแล้ว เพื่อนของบ๊อบก็ยกสมุดขึ้นมาเตรียมเรียนหนังสือ แล้วอาจารย์ประจำวิชาแรกก็เข้ามา นักเรียนทั้งห้องจึงเริ่มเรียนกัน
ฝ่ายทรัพย์สินที่เข้าแถวหน้าเสาธงเมื่อเช้าด้วย เขาเองก็ยินดีที่ชานนท์ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขา เขารู้สึกขอบคุณชานนท์จริงๆ ที่ทำตามสัญญา ตอนนี้ พันธกรก็พ้นข้อกล่าวหาแล้ว นักเรียนทั้งโรงเรียนกลับมาเชื่อใจพันธกรเหมือนเดิม คงเหลือแต่เพื่อนสนิทของบ๊อบเท่านั้นเองที่ไม่ยอมเชื่อ
ทางฝ่ายวรรณสา เธอก็ดีใจที่ในที่สุดพันธกรก็หมดข้อกล่าวหาเสียที เธอเดินเข้ามายังห้องสมุดหลังจากเลิกเรียนแล้ว แล้วก็บังเอิญเจอกับทวินนาในห้องสมุดพอดี ทวินนากำลังจะยืมหนังสือและเดินไปให้ปัทมาทำหน้าที่ยืมให้ พอดีวรรณสาเดินเข้ามาพอดี ทวินนาสบสายตากับวรรณสา ก่อนจะทำตาแข็งกร้าว
“พี่ชอบ พี่ก็บอกพันไปเลยสิคะ” วรรณสาบอกออกมาอย่างเหนื่อยใจ “หนูไม่ใช่เจ้าของพัน พี่อยากพูดอะไรก็พูดออกไปเลย หนูไม่เกี่ยว”
“พี่พูดออกไปแล้ว”
ทวินนาพูดออกมาเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ ทำเอาวรรณสาตกใจ เธอไม่คิดเลยว่าทวินนาจะกล้าพูดออกไปขนาดนี้? แล้วเธอก็รีบถามทวินนาขึ้นมาอย่างอยากรู้
“แล้วพันว่าไงคะ?”
“เขาปฏิเสธพี่ เพราะเขาชอบใครคนหนึ่ง” ทวินนาจ้องหน้าวรรณสาอย่างเคียดแค้น ทำเอาวรรณสาสงสัย และชี้มาที่ตัวเอง
“ชอบใครคนหนึ่ง?” วรรณสาทวนคำพูดของทวินนา “อย่าบอกนะว่า...เป็นสาที่เขาชอบ?”
“ก็นั่นแหละ ใช่แล้วล่ะ” ทวินนาพูดออกมาเสียงดังลั่น ทำเอานักเรียนคนอื่นหันมามอง แต่เธอไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เธอว่าวรรณสาออกมา “เพราะน้องนั่นแหละ ที่แย่งพันไปจากพี่”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” วรรณสายกมือห้ามทวินนาเอาไว้ “หนูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น และพันก็ไม่ได้ชอบหนู เขาเห็นหนูเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง”
“โกหก!!” ทวินนาแผดเสียงขึ้นมาดังลั่น ทำเอาปัทมาที่ทำหน้าที่ยืมคืนหนังสือต้องถึงกับเดินเข้ามาหา
“มีอะไรกันหรือเปล่าคะ?” ปัทมาถามขึ้น ทำเอาทวินนาที่กำลังโมโหจัด หันไปตะคอกใส่เธอว่า ‘อย่ามายุ่ง’ ปัทมาที่เริ่มไม่สบอารมณ์เหมือนกันก็บอกทวินนาขึ้นมา
“ขอโทษนะคะ แต่นี่เป็นห้องสมุด เราต้องการรักษาความเงียบ” ปัทมาเอ่ยออกมาอย่างไม่เกรงกลัวเลย ทำเอาทวินนาโกรธจัดจนผลักปัทมาล้มลงไปกับพื้น วรรณสาที่เห็นดังนั้นเลยเข้าไปพยุงปัทมา พร้อมกับหันมาต่อว่าทวินนา
“พี่จะบ้าไปแล้วเหรอ?” วรรณสาถามจริงจัง “แค่พันไม่ตอบรับแค่นี้ ถึงขนาดต้องอาละวาดแบบนี้เลยเหรอ?”
“น้องสาบอกว่า ‘แค่’ เหรอ?” ทวินนาพูดออกมาอย่างเจ็บใจ “มัน ‘แค่’ ที่ไหนกัน? พี่ชอบน้องพันมาตั้งนานแล้ว แต่คนที่แย่งน้องพันไปกลับเป็นน้องสา แล้วแบบนี้...”
ทวินนาถึงกับหยุดพูดเมื่อเห็นพันธกรเดินเข้ามาในห้องพอดี เขารู้ข่าวแล้วเรื่องของชานนท์ที่แก้ต่างให้เขาจากนักเรียนคนหนึ่ง เขาก็เลยมาที่โรงเรียนอย่างสบายใจขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์นี้
“พี่นา” พันธกรพูดขึ้นอย่างผิดหวังในตัวทวินนา “พอเถอะ อย่าโทษใครอีกเลย พี่นายอมรับซะเถอะ ผมไม่ได้ชอบพี่นา”
คำพูดนั้นแทงใจดำของทวินนาเต็มๆ เธอก้าวฉับๆ ออกจากห้องสมุดไปทันทีและเดินชนพันธกรออกไปเลย พันธกรได้แต่ส่ายหน้า แล้วก็เข้าไปช่วยวรรณสาพยุงปัทมาขึ้นมา
“พี่ปัทเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ?” พันธกรถามขึ้นอย่างสุภาพ ปัทมาก็บอกปัดไปว่าไม่เป็นอะไร แล้วเธอก็กลับเข้าไปทำงานที่เดิมต่อ พันธกรจึงหันมาหาวรรณสา
“ในที่สุด พันก็หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาจนได้” วรรณสาพูดขึ้นมายิ้มๆ “ดีใจจัง สาจะได้...”
“เรื่องของพี่นาน่ะ” พันธกรขัดเธอเอาไว้ก่อนทันที ทำเอาวรรณสาตกใจ เธอได้แต่นิ่งเงียบแล้วเป็นฝ่ายฟังพันธกร
“พันไม่ได้ชอบเขาจริงๆ แล้วยิ่งไม่ชอบใหญ่ที่เขามาทำแบบนี้กับทุกคน” พันธกรบอกออกมา วรรณสาก็รู้สึกสงสารทวินนาเหมือนกันที่โดนพันธกรปฏิเสธ แต่อีกใจหนึ่งเธอก็ดีใจที่พันธกรปฏิเสธทวินนาไป เธอรู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี แต่เธอก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้
“พี่นาก็น่าสงสารนะ” วรรณสาบอกออกมา แต่พันธกรส่ายหน้า
“เขาไม่ได้น่าสงสารเลยที่มาทำอะไรแบบนี้” พันธกรบอกออกมา “พอไม่พอใจ ก็มาลงที่คนอื่น พันไม่ชอบคนแบบนี้”
วรรณสาถึงกับโล่งใจที่พันธกรพูดออกมาแบบนี้ ตอนนี้ ทวินนาหมดสิทธิ์ในตัวพันธกรโดยสมบูรณ์แล้ว แต่เธอก็ยังแอบสงสารทวินนาอยู่ เธอก็พอเข้าใจผู้หญิงด้วยกัน การถูกปฏิเสธมันจะเจ็บช้ำแค่ไหนกัน?
“อืม” วรรณสาว่าออกมาคำเดียว “ว่าแต่ ตอนนี้ พันก็มาโรงเรียนได้ตามปกติแล้วนี่ ในเมื่อคุณชานนท์แก้ต่างให้แล้ว”
“อืม ต้องขอบคุณพี่สินที่ไปบอกคุณนนท์ให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้” พันธกรบอกออกมา “พี่สินทำตามสัญญาจริงๆ ด้วย ต้องขอบคุณพี่สินมากๆ”
“อ๋อ เหรอ?” แล้ววรรณสาก็ไม่มีเรื่องจะพูดกับพันธกรอีกแล้ว เธอเลยขอตัวพันธกรออกไป แต่พันธกรกลับเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน
“หือ? มีอะไรจ๊ะ?” วรรณสาถามออกมา แล้วพันธกรก็ถามสิ่งที่เธอไม่คาดคิดออกมา
“พี่นาบอกหรือเปล่าว่าพันชอบสา?”
ฝ่ายวรรณสาเมื่อได้ยินดังนั้น เธอก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี? เธอก็เลยส่ายหน้าออกมา “ไม่ได้บอกจ้ะ”
“เออ ค่อยยังชั่ว เดี๋ยวจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่” พันธกรยกมือกุมอกอย่างโล่งใจ แล้วก็บอกแก่วรรณสา “มีธุระแค่นี้แหละ แล้วเจอกันที่บ้านตอนเย็น”
“จ้ะ” วรรณสาตอบรับแล้วพันธกรก็เดินออกไปจากห้องสมุด เธอไม่รู้ว่าเขาจะมาที่นี่ทำไม? ในเมื่อมาแค่แป๊บเดียว แต่สิ่งที่เขาถามเธอทิ้งเอาไว้นั้น ทำให้เธอเจ็บ
“เดี๋ยวจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่?” วรรณสาทวนคำของพันธกรขึ้นมา “แสดงว่าพัน...กลัวล่ะสิว่าเราจะชอบพันจริงๆ”
วรรณสาที่นึกได้ดังนั้นก็เสียใจและส่ายหน้าออกมา ก่อนจะเดินออกไปจากห้องสมุดโดยไม่ตัดสินใจยืมหนังสืออีกแล้ว ส่วนปัทมาก็จ้องมองทั้งสองอย่างสงสัย