สวี่กงเหมย ดวงใจท่านแม่ทัพ

    30. ความกลัวทำอะไรข้าไม่ได้หรอก

    “เอาล่ะ เอาล่ะ เราจะเดินทางออกจากที่นี่กันในยามเซิน[1]พวกเจ้าเลิกถกเถียงกันแล้วไปเตรียมตัวกันได้แล้ว”เซวียนจางหย่งยืนฟังหนึ่งองครักษ์หนึ่งเด็กสาวตั้งแง่ใส่กันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เจ้าของดวงตาคมจะออกปากห้ามทัพเสิ่นเฉิงได้ยินเช่นนั้นก็หันไปคำนับให้กับผู้เป็นนายครั้งหนึ่งก่อนที่จะเดินออกไปอีกทางทิ้งให้สวี่กงเหมยยืนทำหน้าบูดบึ้งอยู่แต่เพียงผู้เดียว

            “พวกท่านเล่นสนุกแกล้งข้ามากไปแล้ว”เด็กสาวสบถก่อนที่จะหันหลังให้ชายหนุ่มตัวโต“ในเมื่อพวกท่านต้องการแกล้งให้ข้ากลัว ข้าจะข่มความกลัวตามแบบของข้าเอง”เจ้าของชายกระโปรงพลิ้วที่ตอนนี้เปื้อนเปรอะทั้งคราบดินทรายทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนที่จะเดินฉีกออกไปคนละทางกับเสิ่นเฉิง

            นางมุ่งหน้าเดินเข้าไปยังป่าทว่าครานี้นางมุ่งหมายไปยังสี่สิ่ง ใบอ้าย ใบชางผู ดอกทับทิม และดอกหลงฉวนเพียงพักเดียวนางก็ออกมาจากชายป่า มุ่งหน้ามายังสัมภาระบนหลังล่อที่ผูกให้เล็มหญ้าอยู่ในบริเวณที่พักค้นหาเอาผ้าสำหรับกรองกากยาออกมาฉีกออกเป็นสี่ชิ้นเท่า ๆ กันก่อนที่จะล้วงมือบิเอากระเทียมออกจากผลได้จำนวนสี่กลีบมัดเข้ากับผ้าแล้วจึงจัดก้านของใบอ้าย ใบชางผูดอกทับทิมและดอกหลงชวนรวมไว้ด้วยกันเป็นช่อ ได้เป็นสี่ช่อ แล้วฝากวางพักไว้บนหลังเจ้าล่อก่อนที่นางจะส่งมือบางลงควานหาสมุนไพรที่นางนำติดตัวมาด้วยคือเม็ดสบู่ดำ หรดาลแดงมาจากในกระเป๋าส่งมันลงในถ้วยบดยาแล้วใช้สากบดทั้งสองสิ่งให้เป็นผงจากนั้นก็คว้าขวดไป๋จิ่ว (白酒)[2]มารินลงจอกประสมกันแล้วกรองด้วยผ้ากรองอีกที

            กลิ่นไป๋จิ่วลอยลมคละคลุ้งไปทั่วบริเวณพานให้ศิษย์พี่อย่างหลี่หลิวอวี่จามออกมาอย่างแรงในขณะที่เขากำลังจะเดินเข้ามาหานางพอดี

            “เจ้าทำอะไรอาเหมยกลิ่นไป๋จิ่วคลุ้งไปหมด” หลี่หลิวอวี่สูดน้ำมูกที่พานจะหยาดลงมาอยู่รอมร่อ

            “ท่านมาก็ดีแล้ว...”เด็กสาววางสิ่งที่ทำอยู่กับมือลงแล้วเดินไปหยิบช่อใบไม้ที่นางพักไว้บนหลังเจ้าล่อแล้วผูกเข้ากับต้นแขนของหลี่หลิวอวี่

            “นี่มันอะไรกันอาเหมย?” หลี่หลิวอวี่เอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงงด้วยไม่เข้าใจในการกระทำของศิษย์ผู้น้อง

            “พวกเขาแกล้งให้เรากลัวดีนักเราไม่อาจละทิ้งและเลี่ยงความกลัวไม่ได้แต่เราเลือกที่จะเผชิญกับมันอย่างมั่นใจได้นะท่านพี่ท่านเชื่อข้า! มันจะออกมาดีแน่!”เด็กสาวส่งสายตามั่นใจ ครั้นก็ยกนิ้วโป้งชูขึ้นแสดงถึงความเยี่ยมยอดของการกระทำบิปากคว่ำลงราวกับจันทร์เสี้ยวคว่ำให้คนตรงหน้าน้ำเสียงมั่นใจของสวี่กงเหมยทำให้หลี่หลิวอวี่ยิ่งใคร่รู้ในเหตุและผลของการกระทำทว่าขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามหยาดไป๋จิ่วที่ถูกประพรมด้วยเรียวนิ้วมือก็ดีดกระเซ็นเข้ามาโดนหน้าตาจนเขาต้องยกมือขึ้นป้องหน้าตาตัวเอง 

            “อาเหมย อาเหมย อาเหมยเจ้าหยุดทำอะไรที่ข้าไม่เข้าใจเสียทีก่อนได้หรือไม่ แล้วค่อย ๆ เล่ามาว่าเจ้ากำลังทำอะไรประหลาดเช่นนี้กันเล่า”สวี่กงเหมยชะงักการกระทำของนางในทันที ครั้นสายตาก็เบิกกว้างทั้งตามมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดพลัน

            “อะไรนะท่านพี่!!ข้าพยายามจะทำให้ท่านมีชีวิตรอดไปยังหัวเมืองเหนือโดยไม่โดนเสือจับกินเป็นอาหารเสียก่อนนี่ท่านคิดว่าข้าทำสิ่งประหลาดหรือเจ้าคะ!?” หลี่หลิวอวี่ขมวดคิ้วสำนึกผิดเมื่อสำนึกได้ว่าคำพูดแบบนั้นไม่ควรคู่กับความตั้งใจที่สวี่กงเหมยมีต่อเขาทว่าตอนนี้เขาไม่อาจจะสำนึกผิดหรือขอโทษอะไรคนตรงหน้าได้แล้วเพราะความโมโหก้อนโตของนางได้ปะทุขึ้นเกินกว่าคำขอโทษจะรั้งไหวแล้วจึงได้แต่อธิบายให้นางได้ใจเย็นลง เพียงเท่านั้น

            “ข้าหาได้หมายความเช่นนั้นน้องข้าเจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจข้าผิด ข้าก็แค่อยากที่จะเข้าใจการกระทำของเจ้าก็เพียงเท่านั้นคลายความโกรธลงก่อนเถอะ ข้ารอฟังเจตนาของเจ้าอยู่นะอาเหมย”สีหน้าที่เกรี้ยวกราดลดอัตราความร้อนแรงลงก่อนที่จะยื่นช่อใบไม้ที่หยิบมาจากหลังล่อยื่นให้หลี่หลิวอวี่

            “ผูกให้ข้าก่อนแล้วข้าจะบอก...”หลี่หลิวอวี่รับช่อใบไม้ไว้ในมือแล้วผูกเข้ากับต้นแขนของสวี่กงเหมยเช่นที่นางผูกเข้ากับเขาเมื่อครู่

            “ผูกให้ละ...แล้วคราวนี้จะบอกได้หรือยัง”

            “พวกนี้คือเครื่องรางใช้กำจัดพลังชั่วร้ายเรียกว่า ช่อตวนอู่”สวี่กงเหมยยกแขนขวาที่ติดช่อใบไม้อยู่บนแขนแสดงเป็นตัวอย่างก่อนที่จะพูดต่อไป“มันจะปกป้องเราให้พ้นจากสัตว์ร้ายและสิ่งอัปมงคลที่จะเกิดขึ้น”และเมื่อพูดจบนางก็ใช้มือจับก้านทับทิมที่ปักอยู่ในขวดเล็กแล้วก็สะบัดใบไม้ที่ชุ่มไปด้วยเกร็ดน้ำเข้าหาตนเองก่อนที่จะบอกกับหลี่หลิวอวี่ต่อไป“และนี่คือสงหวง เอาไว้ไล่พิษและขจัดสิ่งชั่วร้ายต่าง  ๆ”

            “น้ำมนต์ของเจ้ากลิ่นแรงยิ่งนัก” หลี่หลิวอวี่ยังคงทำจมูกย่นด้วยระคายน้ำมูกยังคงไหลเอ่ออยู่ยังปลายจมูกรอเวลาที่หยาดหยดออกมา“ข้ามิเคยได้ล่วงรู้ว่าในสำนักของเรามีศาสตร์ตัวนี้อยู่ด้วย”พลางฝ่ามือบางกร้านก็ปัดกลบเกร็ดน้ำให้หายลงไปยังเนื้อผ้าทว่ากลิ่นยังคงรุนแรงชักพาให้เซวียนจางหย่งและเสิ่นเฉิงเดินเข้ามาสมทบ

            “นี่เจ้าสองคนกำลังย้อมความกล้ากันหรืออย่างไรกลิ่นไป๋จิ่วจึงได้คละคลุ้งไปทั่วเช่นนี้”ชายหนุ่มโบกมือไล่ความคละคลุ้งออกจากจมูกพลางก็ป้องจมูกระหว่างพูดเป็นพัก ๆ

            “นี่เจ้าค่ะ!!”ยังไม่ทันสิ้นหางเสียง เกร็ดน้ำจำนวนหนึ่งก็กระเซ็นมายังใบหน้าและเนื้อตัวของชายหนุ่มทั้งสองไม่หยุดหย่อน

            “นี่เจ้า!! เจ้า!! เจ้า!! หยุดเดี๋ยวนี้นะทำอะไรของเจ้าเนี่ย!!”เสียงห้ามปรามของไท่เว่ย์ดังขึ้นต่อเนื่องทว่ามือบางที่ครอบครองก้านทับทิมและขวดเล็กในมือยังคงไม่เลิกราตามคำขอจนมือหนึ่งเข้าคว้าที่ข้อมือของนางได้สำเร็จ

            “ปล่อยข้า!!”เด็กสาวหันไปมองเจ้าของฝ่ามือด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ทั้งพูดย้ำ “ปล่อยข้านะท่านพี่”

            “เลิกเล่นสนุกได้แล้วอาเหมย”หลี่หลิวอวี่ยึดเอาก้านทับทิมในมือและขวดไป๋จิ่วไปถือไว้เองในมือกระนั้นเด็กสาวจึงเดินกลับหลังไปหยิบช่อใบไม้อีกสองช่อที่เหลือมาผูกไว้กับต้นแขนขวาของไท่เว่ย์และองครักษ์ของเขา

            “นี่อะไรอีกล่ะ!” ไท่เว่ย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเอ่ยถาม

            “เครื่องรางเจ้าค่ะ”สวี่กงเหมยตอบด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจังแววตาของนางมุ่งมั่นเกินกว่าไท่เว่ย์จะเอ่ยถ้อยคำที่มีในใจของเขาเขาจึงยอมให้นางผูกเครื่องรางไว้ที่ต้นแขนของเขาแต่โดยดีอีกทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่กลิ่นไป๋จิ่วคลุ้งไปหมด ทว่าเขาผู้เดียวเสียเมื่อไหร่ทั้งผู้ร่วมขบวนนี้ต่างก็คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไป๋จิ่วด้วยกันทั้งสิ้น

            เห็นทีว่า ข้าจะต้องจัดเสื้อผ้าชุดใหม่หลังจากถึงชายแดนหัวเมืองเหนือเสียแล้ว


    [1]15.00-16.59

    [2] เหล้าขาวสามสิบดีกรี

    คล้ายกับเรื่องสวี่กงเหมย ดวงใจท่านแม่ทัพ ที่คุณอ่าน