บทที่79 อุปสรรคขัดขวาง
เหนือกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากกลางราตรีที่มีจันทราเฉิดฉายเสียงของวัตถุซึ่งกระทบท้องน้ำดังทอดมาตามสายลม เสียงนี้ดังอึงอนสะท้อนไปทั่วผิวน้ำราวกับพยัคฆ์ที่แผดเสียงคำรามทำให้คนบนเรือลำใหญ่ต้องเคร่งเครียดนิ่งขรึมขึ้นมาทันใด
ในมือของเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายจากที่มิได้จับอาวุธก็ล้วนจับอาวุธสองแขนที่ควบคุมบังคับเรือของชิงถงก็ได้ปล่อยวางเหลือแขนเดียว ส่วนชิงหวงทะยานกายออกไปยืนหยัดที่ด้านหน้าของตัวเรืออย่างไม่หวั่นเกรง
ทางที่จะคืนกลับสู่บึงลี้ลับมีทางเดียวหากพวกมันจะกลับย่อมต้องผ่านทางนี้ เช่นเดียวกันกับฝ่ายตรงข้าม หากคิดจะขัดขวางมิให้มันกลับก็จะต้องมาดักรอที่จุดนี้เช่นเดียวกัน!
กระแสคลื่นที่ดังมากลบเสียงของสรรพสิ่งทั่วอาณาบริเวณไปสิ้นตอนนี้เป็นยามราตรี จันทราส่องกระจ่าง แม้ภายใต้ม่านหมอกก็ยังเห็นเงาเรือขนาดใหญ่ค่อยๆกลืนกินม่านหมอกให้สลายหาย ตัวเรือที่มืดมิดไร้แสงไฟเคลื่อนมาอย่างน่าหวาดหวั่น เรือลำนี้ตั้งใจจะมาขัดขวางแต่มันก็ตั้งใจที่จะไม่แสดงตัว ทว่าถึงแม้ไม่แสดงตัว ชิงหวงก็พอคาดเดาได้ว่าเรือรำนี้เป็นของผู้ใด
“ออกมาต้อนรับถึงข้างนอกเลยหรือ"
เสียงกังวานของชิงหวงสะท้อนออกกลบเสียงที่ดูราวกับพยัคฆ์คำรามของเรือที่เคลื่อนมาแต่ก็หาได้มีเสียงตอบกลับจากเรือที่มืดมิดลำนั้นไม่ มีเพียงเสียงขวับเขี้ยวที่สอดแทรกแหวกฝ่าอากาศมาแทน
ด้วยจันทราที่เฉิดฉายแสงที่สาดส่องจึงกระทบต้องยังต้นกำเนิดของเสียงที่แหวกฝ่าอากาศ บังเกิดเป็นประกายที่ระยับแวววาวพร้อมกับความแหลมคมที่ทำให้คนรู้สึกได้ชิงหวงจึงรู้ได้ทันทีว่าภายในม่านหมอกใต้ม่านราตรีได้มีลูกธนูกำลังมุ่งมาดุจห่าพิรุณ!
ชิงหวงรออยู่ก่อนแล้วเช่นเดียวกับคำสั่งที่มันได้ถ่ายทอดไว้ตั้งแต่ต้น ท่อนไม้ที่ถูกมัดติดกันด้วยเครือเถาวัลย์ป่าจนดูคล้ายกับกำแพงไม้แถบหนึ่งได้ถูกเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายยกขึ้นมาขวางกันที่เบื้องหน้าห่าธนูจำนวนมากจึงเพียงปักลงกำแพงไม้อย่างรัวเร็วแต่มิอาจพรากชีวิตของผู้ใด
ฝ่ายตรงข้ามมีธนูชิงหวงก็มีธนู ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าการลอบโจมตีด้วยธนูภายใต้ม่านราตรีและม่านหมอกจะทำให้พวกมันได้เปรียบแต่การยิงธนูไปของชิงหวงจึงมีเปรียบกว่า ธนูนับร้อยดอกที่ถูกยิงมาเบาหวิวไร้พลังญาณอันร้ายกาจหนุนเสริมทว่าธนูของชิงหวงเพียงดอกเดียวกลับมีพลังหนุนเสริมยิ่งกว่าธนูร้อยดอก!
เปรี้ยง!!!
ราวกับอัสนีบาตรผ่าฟาดลงยังใจกลางเรือลำใหญ่ที่มืดมิดหนึ่งธนูดอกเดียวของชิงหวงส่งให้เสากระโดงเรือลำนั้นหักโค่นลง เสียงตูมใหญ่ดังกลางธารวารีเรือที่มืดมิดมิต้องการเผยตัวตนลำนั้นถึงกับสั่นคลอนไปมา
ชิงหวงหรี่ตา เมื่อครู่มันยิงธนูหมายสังหารเงามืดผู้หนึ่งที่ยืนตระหง่านใต้เสากระโดงเรือด้วยพลังที่เร่งเร้าแลปลดปล่อยเต็มสิบส่วนนี้ มันมั่นใจว่าต้องสร้างความเจ็บปวดแก่ตัวตนผู้นั้นบ้างทว่าเห็นเพียงประกายอันคมกริบสะท้อนเข้ากับแสงจันทราคราหนึ่ง ลูกธนูของมันก็ถูกทำให้เปลี่ยนวิถีในทันใดนั่นย่อมแสดงว่าเงามืดที่ยืนตระหง่านอยู่นั้นย่อมไม่ใช่ตัวตนที่ธรรมดา!
ชิงหวงพึมพำขึ้น
“อาวุโสใหญ่อย่างนั้นรึ"
ยังคงไร้เสียงตอบรับใดบนเรือที่ดำมืดสั่นโครงเคลงลำนั้นมีเพียงรอยยิ้มที่แสยะออกจนเผยให้เห็นฟันขาวเรียงราย รอยยิ้มนี้แฝงความเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายแม้ภายใต้ความมืดแลม่านหมอกบดบัง ชิงหวงก็ยังสัมผัสได้ มันจึงเบิกตาโพลงและหันไปมองห่าธนูที่ปักอยู่ที่โล่กำแพงไม้ซึ่งพวกมันสร้างขึ้นทันใด
และก็เป็นอย่างที่มันคิดบนลูกธนูเหล่านั้นได้แฝงมาด้วยพิษร้าย ซึ่งพิษนั่นกำลังแผ่กำจายไปทั่วบริเวณอยู่!
โดยไม่ทันที่ชิงหวงจะได้กล่าวเตือนคนของตนเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายทุกผู้ก็ต่างล้มลงบนเรืออย่างรวดเร็ว โล่กำแพงไม้ในมือที่ช่วยกันจับก็ล้มลงดังครืนใหญ่ทุกผู้ที่อยู่บนเรือล้วนถูกพิษทั้งสิ้น!
การโจมตีที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามกลับมิใช่ธนูแต่คือพิษ เวลาที่พวกมันเลือกโจมตีก็เป็นช่วงที่ลวงตาได้ดีที่สุด ม่านราตรีที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกเช่นนี้ต่อให้ตาดีเพียงใดก็ยากที่จะแยกแยะไอพิษที่แผ่กำจายออกจากลูกธนูได้ นี่คือแผนลอบสังหารอันแยบคายที่ฝ่ายตรงข้ามคำนวนมาเป็นอย่างดี
พูดถึงเรื่องธนูฝ่ายตรงข้ามคงรู้ดีว่าร้อยธนูคงมิอาจสู้หนึ่งธนูของชิงหวง แต่หากให้พูดถึงเรื่องพิษและความเจ้าเล่ห์แล้วชิงหวงร้อยคนก็ไม่เทียบเคียงพวกมัน!
ชิงหวงร่างทรุดลงจนเข่ากระแทกพื้นมันยกมือขึ้นมากุมหน้าอกแลหอบหายใจหนัก แม้กัดฟันฝืนลุกอย่างไรก็มิอาจกระทำได้ ส่งให้คนบนเรือใหญ่ที่ดำมืดลำนั้นกู่ร้องด้วยความได้ใจพร้อมกับเคลื่อนเรือเข้ามาประชิดแลพวกมันก็กระโดดมายังเรือที่ชิงหวงอยู่ในทันที
เมื่อฝ่ายของชิงหวงติดกับถูกพิษแล้วพวกมันก็พร้อมที่จะเก็บกวาดแลจัดการผู้ที่เหลืออยู่ให้สิ้นซากโดยเร็ว
มาอย่างไร้ตัวตนสังหารอย่างว่องไว คืนกลับอย่างไร้ร่องรอย จุดประสงค์การมาของเรือลำใหญ่ที่มืดมิดไม่แสดงตัวตนก็มีเพียงเท่านี้!
ร่างสีดำบนเรือดำมืดทะยานขึ้นเรือมาปรากฏยังเบื้องหน้าของชิงหวงชิงหวงก็เหลือบสายตามองผ่านชุดคลุมที่ปกปิดและเผยให้เห็นเพียงครึ่งใบหน้านั้น แม้ไม่เห็นเต็มใบหน้าทว่าบุรุษชราชิงหวงก็ทราบได้ทันทีว่ามันเป็นผู้ใด
ร่างในชุดคลุมปกปิดผู้นั้นกล่าวเสียงทุ้มต่ำเย้ยหยัน
“ไม่เจอกันนานดูเหมือนเจ้าจะฉลาดเฉลียวน้อยลง"
ชิงหวงก็ตอบว่า
“ส่วนพวกเจ้ากลับเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายขึ้นกว่าเดิม”
“พวกข้าไม่ได้ชั่วร้ายเป็นพวกเจ้าที่ชอบทำให้เรื่องวุ่นวาย เช่นนั้นหากตัดตัวปัญหาออกไป อะไรๆ ก็จะได้คืนกลับสู่สิ่งที่สมควรจะเป็น"
ชิงหวงพ่นลมหายใจออกมา
“สิ่งที่สมควรจะเป็นหรือสิ่งที่สนองตัณหากันแน่พวกเจ้าปากบอกไม่ชอบการกระทำของเทียนหมิง แต่การกระทำของพวกเจ้าต่างอะไรกับเทียนหมิงหวังครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ กดขี่ผู้อื่นให้อยู่ใต้อาณัติอย่างเด็ดขาด ใครเห็นต่างถอนรากถอนโคนเพื่อความสมดุลของอำนาจจำกัดผู้คนมิให้ไปถึงอิสระภาพ ผู้ฝึกญาณที่อยู่ในบึงลี้ลับยังลำบากจากโลกภายนอกไม่พอหรือพวกเจ้าจึงคิดที่จะบีบให้ลำบากจากภายในอีก”
เสียงของคนผู้นั้นกลับตอบออกมาอย่างไม่แยแส
“พวกที่มีชีวิตเลื่อนลอยอย่างพวกเจ้ามันจะไปมีความสุขในชีวิตอย่างแท้จริงได้อย่างไรการที่ทำตัวสบายภายใต้แรงกดขี่จากภายนอกเช่นนี้ เป็นวิหคที่อยู่ในกรงทองโดยมิได้รับอิสระภาพอันแท้จริงเช่นนี้นั่นย่อมไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตของพวกข้า มีแต่ต้องแข็งแกร่ง มีกองกำลังใต้อาณัติ มีพลังอำนาจเด็ดขาดนั่นจึงจะทำให้สามารถแย่งชิงปฐพีที่ควรจะเป็นของเราคืนกลับมา และความสุขรวมถึงอิสระที่แท้จริงก็จะอยู่ที่นั่น"
“มีพลังอำนาจแล้วมีความสุขปกครองปฐพีแล้วเอาเปรียบผู้คนคือความสุข พวกเจ้าคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ"
“ถูกต้องผู้ที่สมควรจะชายตาดูโลกหล้าคือพวกข้ามิใช่มหาเทวะจอมปลอมอะไรนั่น ซักวันหนึ่งบัลลังก์ปฐพีจะต้องคืนกลับแก่พวกเรา!”
ชิงหวงส่ายศีรษะ
“ความคิดของพวกเจ้าก็มิต่างจากมหาเทวะเทียนหมิง"
หยุดเล็กน้อยก่อนที่นัยน์ตาของบุรุษชราจะทอดออกด้วยความเหยียดหยาม
“เพียงแต่พวกเจ้ากลับเป็นสุนัขที่ดีแต่ลอบกัดมิได้เปิดเผยเท่ากับมัน”
“อย่าปากดีไปเลยเพื่อความสำเร็จใยต้องสนวิธี ต่อให้เป็นสุนัขลอบกัดก็ต้องยอมลดตัว ส่วนเจ้าในวันนี้อย่างไรก็จักต้องทิ้งชีวิตเพื่อเป็นหินรองฝ่าเท้าให้แก่พวกข้าสิ้นเสี้ยนหนามสำคัญไป บึงลี้ลับฝ่ายต่อต้านพวกข้าก็จะอ่อนแอลง การจะไปให้ถึงบัลลังก์ปฐพีอันดับแรกบึงลี้ลับต้องอยู่ในน้ำมือของพวกข้าอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก่อน ซึ่งนับตั้งแต่ไร้ตาแก่น่าตายนั่นไร้พวกเจ้าที่คอยขัดขวาง บึงลี้ลับก็ใกล้อยู่ในกำมือพวกข้าเต็มทีแล้ว พวกเจ้าไม่น่าคืนกลับมาเลยเพราะหากไม่กลับก็คงไม่ต้องพานพบกับความตายเช่นนี้!”
ชิงหวงกลับแสดงสีหน้าที่ไม่กริ่งเกรงต่อความตายแม้เพียงนิด
“เป็นพวกเจ้าต่างหากที่ไม่สมควรมา"
ได้ฟังชิงหวงกล่าวบุคคลในชุดคลุมปกปิดผู้นั้นก็พลันหรี่ตา ก่อนที่มันจะกล่าวกลั้วหัวเราะด้วยความเย้ยหยัน
“เพียงเรือของพวกผู้ฝึกญาณเดนตายพวกที่โง่งมต้องพิษพวกข้าอย่างง่ายดาย มีที่ใดที่พวกข้าไม่สมควรจะมา"
ชิงหวงแย้มยิ้มพร้อมตวัดฟันมีดสั้นในมือซึ่งไม่รู้ว่ามันถือไว้ตั้งแต่เมื่อใดขึ้นมาคมมีดกอปรรวมเอาพลังธรรมชาติที่คมกริบตัดเฉือนเข้าใส่คอหอยของบุคคลผู้นั้น แม้จวนตัวแต่บุคคลผู้นั้นก็มีปฏิกิริยาที่ตอบสนองได้ไวคนเอนศีรษะโค้งคืนกลับหลังทำให้พลังคมมีดตัดผ่านผ้าปิดคลุมกรีดเฉือนเข้าที่ใบหน้าของมันเผยให้เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นที่มีโลหิตหยาดไหล
บุคคลในชุดคลุมปกปิดผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคบุปผาพิษม่วงจริงๆ
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งพรรคบุปผาพิษม่วงผู้นี้มีนามว่ากุ้ยหยาง มันเห็นว่าชิงหวงถูกพิษแล้วจึงขึ้นเรือมาเพื่อหวังปิดฉากภารกิจในครั้งนี้แต่เหตุใดร่างที่สมควรจะเจ็บปวดทรมานจนมิอาจจะเร่งเร้าพลังญาณได้จึงยังปลดปล่อยพลังได้อย่างเฉียบคมเพียงนี้ขณะที่มันกำลังงุนงง สิ่งที่ทำให้มันต้องแตกตื่นก็ตามมา เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายที่สมควรจะถูกสยบไปด้วยพิษกลับดีดกายลุกขึ้นยืนพร้อมกับพลังญาณที่ถูกเร่งเร้าถึงขีดสุดรออยู่ก่อนเช่นเดียวกัน!
“อะไรกัน!”
ชิงหวงหลังจากฟันมีดหนึ่งครามันก็ม้วนตัวตวัดเตะเข้าใส่กุ้ยหยางที่กำลังตะลึงลานจนถอยกรูดคืนกลับไป
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าที่นี่มิสมควรมา"
หากเป็นยามปกติพิษของฝ่ายตรงข้ามนับเป็นสิ่งที่รับมืออย่างยากลำบากยิ่ง เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายคงมิอาจรับมือกับบุปผาพิษที่ยากรับมือนี้แน่แต่เผอิญว่าบนเรือหาได้มีเพียงผู้ฝึกญาณเดนตายไม่ ที่นี่ได้มีแพทย์ไร้นามผู้หนึ่งที่มีพลังลมปราณสามัญแต่มิได้สามัญทั้งยังมีวิชาแพทย์ขั้นสูงเทียบเทียมเทพดาเร้นกาย มันได้ปรุงโอสถชนิดหนึ่งขึ้นระหว่างอยู่บนเรือให้คนบนเรือกินทุกวันขณะที่ร่องเรือภายใต้แม่น้ำร้อยลี้นี้ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อการนี้สิ่งที่มันทำมากลับซ้อนแผนของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแยบคาย สิ่งที่มันคิด สิ่งที่มันคาดคำนวนทั้งหมดล้วนแม่นยำราวตาเห็น!
ชิงหวงสลับมีดมาคว้าจับคันธนูพร้อมกล่าวต่อ
“เพราะคนที่ฉลาดกว่าข้าและเจ้าอยู่ที่นี่!”
ธนูของมันถูกยิงออกไปแรงของลูกธนูฝ่าม่านหมอกจนทะลวงเห็นเป็นช่องอากาศ ธนูระยะกระชั้นชิดว่ารวดเร็วแลรุนแรงแล้วแต่กุ้ยหยางก็ยังพอฝืนหลบได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าบนเรือกลับยังมีสิ่งหนึ่งที่รวดเร็วกว่าธนูของชิงหวงแลท่าร่างของกุ้ยหยางนั่นก็คือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง!
ด้วยท่าร่างที่ราวกลับเหยียบบนม่านเมฆาด้วยหมัดที่นำพาเสาอากาศพลังลมปราณทอดออกอย่างยาวเหยียด เหล่านี้ทำให้กุ้ยหยางมิอาจที่จะหลบได้ทัน
ตูมมม!!
หมัดทะลวงนภาของฮุ่ยจวินซัดเข้าใส่ช่องท้องของกุ้ยหยางอย่างรุนแรงนำพาให้นัยน์ตาของบุรุษชราต้องถลนขึ้น ตัวคนงอโค้ง ปากอ้าค้างอย่างจุกเสียด ก่อนที่ร่างอันชรานั่นจะหมุนเคว้งร่วงตกจากเรือลำนี้ไปเสียงตูมที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสียงที่ดังซ้อนกันสองครา ตูมแรกคือร่างบุรุษชราที่ถูกหมัดตูมที่สองก็คือร่างชราได้ร่วงหล่นยังกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากไปแล้ว!
หนึ่งการลงมือเสริมประสานของชิงหวงและฮุ่ยจวินกุ้ยหยางที่ถูกซ้อนแผนก็พลาดท่าถูกเล่นงานจนตกจากเรือไป เช่นเดียวกับคนของมันที่แตกตื่นเพราะแผนผิดพลาดเมื่อได้เห็นผู้นำตนเสียท่าก็ยิ่งแตกตื่นตะลึงลานไปกันใหญ่ พวกมันจึงถูกเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายเล่นงานจนกลับเรือไม่ถูก
ชิงถงที่รอจังหวะอยู่นานแล้วจึงจุดไฟบนหัวธนู
“เรือที่ไม่จุดไฟนำทางจะร่องฝ่าม่านหมอกอย่างสะดวกได้อย่างไร"
ก่อนธนูเพลิงจะมุ่งออกไปยังส่วนท้ายของเรือผู้ลอบสังหารลำนั้นพอดีเรือที่ดำมืดจู่ๆ ก็มีไฟรุกวาบโชติช่วงขึ้น เพียงธนูดอกเดียวมิน่าจะทำให้ไฟไหม้ได้ถึงเพียงนี้แต่ระหว่างที่ฝ่ายตรงข้ามบุกขึ้นเรือ ชิงถงคงอาศัยความมืดยามราตรีและความมืดมิดบนเรือวางเชื้อเพลิงไว้ก่อนแล้ว
เรือลำใหญ่ที่เคยมาอย่างมืดมิดลำนั้นจึงสว่างไสวฝ่ายตรงข้ามที่หวังลอบสังหารชิงชัยก็กลับกลายเป็นแตกพ่ายในพริบตา!
ชิงหวงมิชักช้ารีบสั่งคนดับไฟทุกดวงบนเรือฝ่ายตนทันทีจากนั้นก็ให้ชิงถงบังคับเรือมุ่งสู่จุดหมายอย่างรวดเร็ว เพราะมันรู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามมิได้รามือเพียงเท่านี้แน่กว่าจะถึงน่านน้ำของบึงลี้ลับ อาจจะมีสิ่งใดรอขัดขวางเพื่อมิให้มันกลับถึงพรรคอีกก็เป็นได้
และก็ไม่ผิดจากสิ่งที่มันคิดเพียงเรือข้ามพ้นเรือที่กำลังมอดไหม้ ม่านหมอกที่กำลังลอยพริ้วก็ราวกับถูกผนึก กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจู่ๆก็หมุนวน เรือที่โดยสารมาจึงเอียงลู่แทบคว่ำลงในทันใด!
ชิงหวงสัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติที่กำลังแปรเปลี่ยนและถูกใช้ออกมันจึงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าตรึงเครียด
“ค่ายกลพลังญาณ!”