ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสชั้นเดินอยู่ตามทางเดินที่ไม่คุ้นเคย รอบๆ มีเด็กคนอื่นที่ใส่ชุดเดียวกันกับชั้นเดินผ่านไปมา ทั้งคนที่เดินด้วยกันเป็กลุ่มและพูดคุยอย่างสนุกสนาน ทั้งคนที่เดินพลางพึมพำกับตัวเองราวกับกำลังกังวล ก็นะเป็วันแรกสำหรับชีวิตเด็กมัธยมต้นนี้เนอะ
และด้านหน้าก็มีคนกำลังมุงดูอะไรสักอย่างกันอยู่ พอเหลือบมองเข้าไปใจกลางกลุ่มคนนั้นก็มีรถหรูหราคันหนึ่งจอดอยู่ พร้อมทั้งมีเด็กชายรุ่นเดียวกันกับชั้นเดินลงมาจากรถถ้าจำไม่ผิด เ้าชายลำดับที่ 3 ล่ะมั้งช่างเถอะไม่ได้เกี่ยวกับชั้นอยู่แล้ว
ชั้นไม่สนใจกลุ่มคนเ่าั้แล้วเดินตรงดิ่งไปที่ห้องเรียนของตัวเองคือห้อง 1 ยังไม่มีใครมาเลยคงเดินเล่นอยู่ด้านนอกล่ะมั้งอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าคาบเรียนจะเริ่มนี้นา ขอใช้สิทธิของคนมาก่อนเลือกที่นั่งตามใจชอบเลยแล้วกัน
ภายในห้องโต๊ะถูกจัดให้นั่งเป็คู่มี 5 แถว แถวละ 4 คู่รวมแล้วก็มีนักเรียน 40 คนชั้นเลือกนั่งโต๊ะหลังสุดริมหน้าต่างซึ่งเป็ที่ประจำสำหรับคนที่้าเก็บตัวเงียบๆ แบบชั้น ชั้นวางกระเป๋าลงแล้วนั่งลงที่โต๊ะพลางเหม่อมองไปบนท้องฟ้า
“จริงสิเ้าชายคนเมื่อกี้ รู้สึกจะรุ่นเดียวกันแล้วก็ห้องเดียวกันสินะ...ถ้าไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันมากก็ดีสิ”
ชั้นพูดลอยๆ พลางหลับตาและถอนหายใจเล็กน้อย ผ่านไปสักพักก็มีคนอื่นๆ ทยอยเข้ามาในห้องชั้นก็ทำเพียงนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่ทักทายใคร แต่ถ้ามีคนทักก็จะทักทายกลับเป็มารยาทแล้วไม่นานนักคนก็เข้ามาเต็มห้องและเหลือที่นั่งสุดท้ายคือโต๊ะที่คู่กับฉัน
เมื่อลองมองทั่วทั้งห้องก็ยังไม่เจอเ้าชายเลย เฮ้อ เลวร้ายที่สุด พอคิดแบบนั้นเ้าชายก็เดินเข้ามาในห้อง ทันใดนั้นภายในห้องก็เงียบลงจนน่าอึดอัด
เ้าชายมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาที่โต๊ะชั้นและเดินตรงมาจากนั้นบรรยากาศในห้องก็กลายเป็การกดดันมาที่ชั้น อา อย่าพูดอะไรเลยนะไหว้ล่ะ
“สะ- สวัสดี ระ- เราั้แ่วันนี้จะนั่งข้างๆ เธอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”
รอบๆ เริ่มมีเสียงซุบซิบน่ารำคาญเล็กน้อยและมีหลายสายตาที่จ้องมองมาที่ชั้น ชั้นจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาและตอบเ้าชายไปแบบไม่คิดอะไร
“อือ ฝากเนื้อฝากตัวด้วย”
จากนั้นชั้นก็หันออกไปมองนอกหน้าต่างต่อแล้วเสียงซุบซิบก็ดังทวีคูณขึ้นพร้อมทั้งสายตาทิ่มแทงและคุกคามแต่ก่อนจะเกิดเื่อะไรขึ้น เ้าชายก็นั่งข้างชั้นแล้วครูก็เข้ามาได้จังหวะพอดี สวย
ครูเริ่มแนะนำตัวพร้อมทั้งให้จดเอาไว้มันจะไม่มีอะไร ถ้าเ้าชายไม่ทำท่าทางลุกลี้ลุกลนในขณะคุ้ยหาของในกระเป๋าพลางพึมพำเบาๆ
‘จะ- จำได้ว่าใส่มาแล้วหนิ’
ลืมเรอะ..ไม่สิขนาดเ้าชายยังโดนแกล้งเลยเรอะ อยู่ยากจริงโลกใบนี้ ชั้นคิดแบบนั้นพลางมองไปที่กลุ่มผู้ชายอีกฝั่งหนึ่งที่ถือปากกาในมือและหัวเราะคิกคักกัน เวทเคลื่อนย้ายสิ่งของล่ะมั้ง เอาเถอะ
“ถ้าไม่รังเกียจ ยืมไหม?”
ชั้นทำสีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อยแล้วยื่นปากกาสำรองให้เ้าชายแท่งหนึ่ง เขาหันมามองชั้นด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดก่อนจะค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“อื้อ! ขอบใจนะ”
พอทำแบบนั้นพวกผู้ชายที่หัวเราะคิกคักเมื่อกี้ก็ทำหน้าตาน่ากลัวขึ้นมาทันที จนชั้นเผลอสะดุ้งเล็กน้อย มีเื่ยุ่งยากอีกแล้วสิ น่ารำคาญชะมัด
เมื่อหมดคาบเช้าไปชั้นก็ทำความเข้าใจได้แล้วว่าไม่มีทางที่ชั้นจะอยู่อย่างสงบๆ ได้แน่นอน เพราะเ้าชายเป็คนที่ขี้หลงขี้ลืมจนบางทีก็ต้องมาดูหนังสือกับชั้น
แถมยังทำความเข้าใจช้าตามบทเรียนไม่ทันชั้นเลยอธิบายเขาเพิ่มไปไม่งั้นผ่านไปเรื่อยๆ ลำบากแน่ อาใช่ ผ่านไปเรื่อยๆ ชั้นลำบากแน่ ฉันคิดแบบนั้นพลางมองไปที่ผู้ชายกลุ่มเดิมที่มองชั้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
พอถึงตอนเที่ยงทุกคนก็ลงไปที่โรงอาหารเพื่อหาซื้ออะไรกินในตอนเที่ยง จนภายในห้องเหลือแค่เราสองคน แม่งเอ้ย ทำไมไม่ไปซะทีวะ ชั้นแทบจะอยากกรี้ดออกมาดังๆ ก่อนที่เ้าชายจะลุกขึ้นและหันมาพูดกับชั้นพร้อมทั้งทำสีหน้าเบิกบาน
“นี่ ลงไปกินข้าวด้วยกันไหม-”
เ้าชายสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีหลังจากเห็นสิ่งที่ชั้นทำ ทำอะไรน่ะหรอ ชั้นก็เอาข้าวกล่องขึ้นมายังไงล่ะ!! รอบนี้ถือว่าชั้นชนะนะเ้าชาย ชั้นคิดแบบนั้นโดยที่ยังคงสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้และหันไปหาเ้าชาย
“หือ เมื่อกี้ได้พูดอะไรหรือเปล่า”
“เอะ อะ เปล่าไม่มีอะไร”
เ้าชายเผลอตอบแบบติดขัดพลางทำสีหน้าใเล็กน้อย ชั้นเองก็ยังคงทำสีหน้านิ่งแบบเดิมโดยที่ยิ้มอยู่ภายในใจ
“งั้นหรอ ชั้นน่าจะหูแว่วไปเองโทษที”
“มะ ไม่หรอก ผมผิดเอง”
“หือ”
“เปล่า...ไม่มีอะไร”
เ้าชายมีท่าทีหงอยลงทันทีและเดินออกจากห้องไป จนชั้นเผลอจินตนาการว่าหากเขามีหูกับหาง คงจะลู่ลงอย่างชัดเจนแน่นอน
“เป็คนที่มองออกง่ายจริงๆ หวังว่ามันจะไม่หันกลับไปทำร้ายเขาล่ะนะ”
ชั้นพึมพำแบบนั้นหลังจากที่เ้าชายเดินออกจากห้องไปจนลับสายตาชั้น