บัวขาวเมฆาวารี เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ และดอกมู่หลานม่วง แม้สมุนไพรทั้งสามชนิดนี้จะหายากแต่ในเทือกเขาเฟิ่งหวงล้วนมีการเพาะปลูกเอาไว้
สมุนไพริญญาเองก็แบ่งระดับขั้น ทว่าจะมีระดับขั้นใดบ้างนั้น เฉินฉางอันยังไม่ล่วงรู้และไม่เคยมีใครบอกเขา
เขารู้เพียงว่าสมุนไพริญญาที่ปลูกในเทือกเขาเฟิ่งหวงนั้นหายากยิ่งในโลกสามัญ แต่ละต้นล้วนมีมูลค่ามหาศาล แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนแล้ว ของพวกนี้ก็เป็เพียงของธรรมดาทั่วไป
สมุนไพริญญาขั้นสูงที่หายาก นอกจากเมล็ดพันธุ์จะหายากแล้ว การปลูกยังต้องอาศัยการสะสมและบ่มเพาะตามระยะเวลาที่ยาวนาน ยกตัวอย่างเช่นโสมร้อยปีเรียกได้เพียงโสมธรรมดาทว่าโสมพันปีถึงจะเรียกว่าาาโสม
แม้ทั้งสองจะเป็สมุนไพรชนิดเดียวกัน แต่พลังชีวิตและพลังงานที่บรรจุอยู่ภายในนั้นกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ส่วนสมุนไพริญญาที่หายากถึงขีดสุดจริง ๆ นั้น ไม่สามารถปลูกได้ด้วยฝีมืุ์ต้องอาศัยการกำเนิดจากฟ้าดิน แต่ละต้นล้วนเป็สมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจแสวงหาได้โดยง่าย ของล้ำค่าเช่นนั้นในเทือกเขาเฟิ่งหวงก็มีอยู่ไม่กี่ต้นและต่อให้มีก็ย่อมต้องถูกเก็บไว้ในห้องลับของคุณหนูใหญ่เท่านั้น
ยังดีที่เฉินฉางอันเพียง้าศึกษาวิธีประสานฤทธิ์โอสถ ไม่ได้ตั้งใจจะหลอมโอสถจริง ๆ จึงไม่จำเป็ต้องใช้สมุนไพรที่สุกงอมเต็มที่หรือมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด บัวขาวเมฆาวารีเติบโตอยู่ในทะเลสาบิญญาของเทือกเขาเฟิ่งหวง เป็พืชิญญาที่เติบโตในน้ำและอยู่ใกล้สวนสมุนไพริญญาที่สุด
ทันทีที่เฉินฉางอันเดินมาถึงริมทะเลสาบเขาก็เห็นดอกบัวเบ่งบานอยู่เหนือผิวน้ำดูงดงามหยาดเยิ้ม ตัวดอกบัวขาวนวลดั่งหยกที่ประหลาดยิ่งกว่าคือรอบกลีบดอกมีแสงสีขาวจาง ๆ ส่องประกาย ปราณิญญาที่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดินดูเหมือนจะมารวมกันที่จุดนั้นดูลึกลับน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
"คารวะ... คารวะผู้ดูแลสาม!"
ข้ารับใช้ที่รับหน้าที่เฝ้าดูแลบัวขาวเมฆาวารีเมื่อเห็นเฉินฉางอันเดินมา ก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพทันที
ทำไมจึงต้องคุกเข่า? เฉินฉางอันประหลาดใจเล็กน้อย
โดยปกติแล้วข้ารับใช้ตระกูลจีจะคุกเข่าคำนับเฉพาะเมื่อพบคุณหนูใหญ่เท่านั้น สำหรับผู้ดูแลคนอื่น ๆ เพียงแค่ประสานมือคำนับก็นับว่าเพียงพอแล้ว ยิ่งถ้าผู้ใดมีระดับพลังถึงขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กแม้แต่พบคุณหนูใหญ่ก็ไม่จำเป็ต้องคุกเข่า ทว่าในยามนี้ข้ารับใช้ผู้นี้เพียงแค่เห็นหน้าเขาก็ใจนทรุดตัวลงคุกเข่าเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่า ‘ชื่อเสียอันดุร้าย’ ของเขานั้นแพร่กระจายไปทั่วเทือกเขาเฟิ่งหวงแล้ว
ในเมื่อชอบคุกเข่านักก็ปล่อยให้คุกเข่าไป เฉินฉางอันมองดูดอกบัวขาวที่เบ่งบานในทะเลสาบแล้วเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
"บัวขาวเมฆาวารีในทะเลสาบิญญานี้มีทั้งหมดกี่ต้น?"
"เรียนผู้ดูแลสาม บัวขาวเมฆาวารีที่สุกงอมแล้วมีทั้งหมดสามสิบเจ็ดต้นขอรับ"
สามสิบเจ็ดต้น? เหลือไว้ให้คุณหนูใหญ่สักเจ็ดต้น ที่เหลือสามสิบต้นเขาจะเอาไปเอง คงไม่เกินไปใช่หรือไม่?
อย่างไรเสียหากห้าวันให้หลังหาวิธีประสานฤทธิ์โอสถไม่พบเขาก็ต้องตายอยู่ดี ในเมื่อเป็เช่นนี้ไม่หยิบไปตอนนี้จะรอตอนไหนเล่า?
"เด็ดบัวขาวเมฆาวารีมาให้ข้าสามสิบต้น"
"สามสิบต้น?"
เฉินฉางอันเลิกคิ้ว "ทำไม มีปัญหาอะไรหรือ?"
"ไม่มี... ไม่มีขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!"
ไม่นานนักบัวขาวเมฆาวารีที่งดงามหยาดเยิ้มสามสิบต้นก็ถูกส่งมาถึงหน้าเฉินฉางอัน เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วสั่งให้ข้ารับใช้นำไปส่งที่สวนสมุนไพริญญา ส่วนตัวเขาเองก็มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาเฟิ่งหวง
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาเฟิ่งหวงคือทะเลสาบิญญาที่ปลูกพืชน้ำ ทว่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือกลับอยู่ใกล้กับปากปล่องูเาไฟ ดินแดนแถบนั้นแห้งแล้งร้อนระอุเหมาะแก่การเติบโตของพืชิญญาธาตุไฟ
ที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือหญ้าัชาดและเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ ต่างจากบัวขาวเมฆาวารี เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ระยะเวลาในการเติบโตจึงยาวนานและเพาะปลูกได้ยากกว่า
ทั่วทั้งเทือกเขาเฟิ่งหวงมีเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ที่สุกงอมเพียงสามสิบสี่เม็ดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เฉินฉางอันจึงจำต้องทำให้คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนต้องลำบากเสียแล้ว เขากัดฟันแน่น ท่ามกลางสายตาที่หวาดผวาของข้ารับใช้เขายังคงเก็บเม็ดบัวไปถึงสามสิบเม็ด
ระหว่างทางกลับสวนสมุนไพริญญา เขาเดินผ่านไร่ิญญาที่ตนเองเคยรับผิดชอบ จึงเด็ดดอกมู่หลานม่วงติดมือมาด้วยอีกสามสิบต้น
แม้ดอกมู่หลานม่วงเหล่านี้จะยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่เฉินฉางอันไม่ได้ตั้งใจจะหลอมโอสถจริง ๆ เขาเพียงแค่้าลองหลอมดูเล่น ๆ เพื่อหาข้ออ้างไปหลอกลวงคุณหนูใหญ่ให้ได้ก็นับว่าขอบคุณ์แล้ว
"รายงานผู้ดูแลสาม หม่าอัน และหลินหย่งโซ่ว... ล้วนก้าวพลาดตกหน้าผาตายสนิทไปหมดแล้วขอรับ!"
ทันทีที่กลับถึงสวนสมุนไพริญญา ก็เห็นหลี่ไจ้หยางยืนรออยู่ในลานจวน เขาร้องบอกด้วยความตื่นเต้น
"หลินหย่งโซ่วก้าวพลาดตกหน้าผาไปเอง ส่วนหม่าอันที่แขนขาดและจางเถาที่ขาหัก ทั้งสองคนไม่ยอมลงไปเก็บสมุนไพริญญา ข้าเลยถีบส่งพวกมันตกหน้าผาไปคนละทีขอรับ"
น้องสาวแท้ ๆ ถูกโม่เซิ่งและหม่าอันเอาไปขายในซ่อง จนยามนี้ยังไม่รู้เป็ตายร้ายดี ความแค้นที่หลี่ไจ้หยางมีต่อคนพวกนี้เรียกได้ว่าอยากจะกินเนื้อหนังมังสาเสียให้สิ้นซาก ทว่าที่ผ่านมาพละกำลังต่างกันเกินไปเขาจึงได้แต่แบกความอัปยศอดทนไว้ เดิมทีคิดว่าชาตินี้คงไม่มีทางล้างแค้นได้ แต่เฉินฉางอันกลับมอบโอกาสนี้ให้แก่เขา
"ผู้ดูแลสามโปรดวางใจ เื่นี้ข้าเป็คนทำเอง หากคุณหนูใหญ่จะลงโทษข้าหลี่ไจ้หยางจะ..."
"ไม่ต้อง! ถ้าฟ้าถล่มลงมาข้าจะเป็คนรับไว้เอง"
ไม่รอให้หลี่ไจ้หยางพูดจบ เฉินฉางอันก็โบกมือไล่
"ถ้าข้าต้านไม่ไหวจริง ๆ ค่อยถึงตาเ้าแล้วกัน!"
ห้าวันให้หลัง ความเป็ตายยังไม่แน่ชัด หากเขาไม่ตายหลี่ไจ้หยางย่อมไม่ตายแน่นอน ทว่าหากเขาต้องตายเขาก็ย่อมไม่มีเวลาไปห่วงเื่อื่นอีกแล้ว
"ขอบ... ขอบพระคุณผู้ดูแลสาม ชีวิตของข้าผู้นี้ต่อไปคือของผู้ดูแลสามแล้วขอรับ!"
หลี่ไจ้หยางทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาคลอเบ้า โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างไม่หยุดยั้ง
"พอได้แล้วอย่าทำตัวเหมือนผู้หญิง ชอบร้องห่มร้องไห้"
เฉินฉางอันเลิกคิ้วขึ้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่ดูเ้าเล่ห์ออกมา เขาเอ่ยกับหลี่ไจ้หยางที่คุกเข่าอยู่ต่อไป
"จงส่งศพของจางเถาไปให้ผู้ดูแลใหญ่ และส่งศพของหลินหย่งโซ่วไปให้ผู้ดูแลรอง คนที่ควรจะร้องไห้คือพวกมันต่างหาก"
"......"
หลังจากจัดการเื่จุกจิกเสร็จ เฉินฉางอันก็นำบัวขาวเมฆาวารี เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์และดอกมู่หลานม่วงเข้าไปในห้องลับ พร้อมประกาศออกไปว่าตนเองกำลังปิดด่านเพื่อหลอมโอสถห้ามไม่ให้ผู้ใดรบกวนเด็ดขาด และสั่งให้หลี่ไจ้หยางกับสวี่เฟยกระจายข่าวนี้ไปทั่วทั้งเทือกเขาเฟิ่งหวง
ภายในห้องลับเฉินฉางอันจุดกองไฟขึ้น ข้างกายมีบัวขาวเมฆาวารีสามสิบต้น เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์สามสิบเม็ด และดอกมู่หลานม่วงสามสิบต้น
บนกองไฟมีเตาหลอมโอสถตั้งอยู่ แสงไฟส่องสว่างไปทั่วห้องย้อมใบหน้าของเฉินฉางอันจนเป็สีแดง เตาหลอมโอสถนี้สร้างขึ้นจากเหล็กนิลดูธรรมดายิ่งนัก
เฉินฉางอันคอยเติมฟืนเข้ากองไฟ พลางเติมน้ำลงในเตาหลอมโอสถไม่หยุด คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายในเตาหลอม เขาไม่มีอิทธิฤทธิ์เหมือนคุณหนูใหญ่ที่เพียงแค่ยกมือก็เสกัเพลิงออกมาคำราม หรือถึงขั้นสยบลาวาใต้ปฐีเพื่อใช้เตาหลอมวิเศษในการหลอมโอสถ
"อุณหภูมิพอได้แล้ว เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์เป็สมุนไพรธาตุไฟ ไม่เกรงกลัวเปลวเพลิงต้องใส่ลงไปก่อน"
สิ้นคำพูดเฉินฉางอันหยิบเม็ดบัวอัคคีโลกันตร์มาเม็ดหนึ่ง ใช้นิ้วบี้จนกลายเป็ผงแล้วเทลงในเตาหลอมโอสถ
ปุด ปุด ปุด
น้ำในเตาหลอมเดือดพล่านจนเกิดฟองอากาศอย่างต่อเนื่อง หลังจากใส่เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์ลงไปและเคี่ยวไปได้สักพักกลิ่นหอมของสมุนไพรก็อบอวลไปทั่วห้อง
"หอมยิ่งนัก!" เฉินฉางอันสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกปลอดโปร่งทันที "เวลาพอเหมาะแล้วต่อไปต้องใส่บัวขาวเมฆาวารี"
เขาหยิบบัวขาวเมฆาวารีมาต้นหนึ่งแล้วโยนลงเตาหลอม
เฉินฉางอันเติมฟืนลงไปอีกจนไฟลุกโชนยิ่งขึ้น ขณะที่เฉินฉางอันคอยคนโอสถอย่างต่อเนื่อง ฤทธิ์ของบัวขาวเมฆาวารีก็เริ่มหลอมละลายลงสู่น้ำกลิ่นหอมของโอสถก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปคิ้วของเฉินฉางอันก็เริ่มขมวดมุ่น
"ไม่ดีแล้ว!"
สิ้นคำพูด สมดุลภายในเตาหลอมโอสถก็ถูกทำลายลง พลังโอสถธาตุน้ำและธาตุไฟพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงในเตา น้ำกับไฟไม่ลงรอยกันอย่างแท้จริง!
เมื่อเห็นว่าเตาหลอมโอสถใกล้จะะเิ เฉินฉางอันก็รีบหยิบดอกมู่หลานม่วงที่ใช้เพื่อประสานฤทธิ์โอสถโยนลงไปในเตาหลอมทันที
เมื่อดอกมู่หลานม่วงเข้าสู่เตา พลังโอสถธาตุน้ำและธาตุไฟก็เกิดความสมดุลเพียงชั่วครู่
ตู้ม!
เฉินฉางอันเพิ่งจะถอนหายใจออกมาได้เพียงนิดเดียว สมดุลก็ถูกทำลายลง พลังโอสถทั้งสองสายพุ่งเข้าชนกันจนเตาหลอมโอสถคว่ำและพังพินาศไปสิ้น
"แม้แต่คุณหนูใหญ่ยังถูกเื่นี้ทำให้ลำบาก เห็นได้ชัดว่ามันไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ "
เฉินฉางอันปาดของเหลวที่กระเด็นใส่ตัว ทว่าเขากลับไม่มีท่าทีท้อแท้
"หรือว่าเป็เพราะใส่เม็ดบัวอัคคีโลกันตร์น้อยเกินไป? หรือว่าใส่ดอกมู่หลานม่วงเร็วเกินไป?"
หลังจากล้างเตาหลอมโอสถแล้ว เฉินฉางอันก็เติมฟืนลงไปอีกแล้วเริ่มลองใหม่อีกครั้ง
ตู้ม! ครั้งที่สองล้มเหลว
ตู้ม! ครั้งที่สามก็ยังคงล้มเหลว
ความล้มเหลวนั้นเป็เื่ที่คาดไว้แล้ว หากสำเร็จได้สิถึงจะเรียกว่าปาฏิหาริย์ ไม่รู้ว่าเตาหลอมโอสถะเิไปกี่รอบแล้ว แต่เมื่อเฉินฉางอันมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าหมู่ดาวเต็มท้องนภาไปเสียแล้ว
"คืนเดือนมืดลมแรง คือเวลาที่เหมาะแก่การย่องเบา!"
เฉินฉางอันยืดบิดี้เี ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเ้าเล่ห์ หลังจากเปลี่ยนเป็ชุดรัดกุมสีดำสำหรับออกปฏิบัติการยามค่ำคืน ร่างของเฉินฉางอันก็วูบไหวหายลับไปท่ามกลางความมืดมิดดั่งพยัคฆ์
สำหรับเฉินฉางอันที่มีเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภาอยู่ในตัว การทะลวงขอบเขตเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นอาศัยเพียงการสูบกลืนเท่านั้น
ในเมื่อเป็เช่นนี้จะรอช้าอยู่ทำไม?
เขาจัดการไร่ิญญานับร้อยหมู่ในเทือกเขาเฟิ่งหวง หากสูบกลืนสมุนไพริญญามากเกินไปย่อมถูกคุณหนูใหญ่ลงโทษ
แต่ในเมื่อของในบ้านตนเองสูบกลืนไม่ได้ เช่นนั้นของบ้านคนอื่นเล่า?
ผู้ดูแลรอง ท่านว่าข้าพูดถูกหรือไม่~