บทที่ 173 การทดสอบที่องค์กร
“นะ นี่ นี่เป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วอย่างนั้นหรอครับ! ทำไมถึงตัดสินใจส่งนักเรียนอย่างพวกเราไปทำภารกิจที่เขต F ! ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างกับการกลั่นแกล้งพวกเราเลย พวกคุณก็รู้ว่านักเรียนที่เพิ่งขึ้นชั้นปีที่สองอย่างพวกเรานั้น มากสุดก็ไปล่ากันที่เขต A เท่านั้น ไหนเลยจะสามารถต่อสู้ในเขต F ได้”
“ใช่ค่ะ ฉันไม่เอาด้วยหรอก ทำไมพวกเราจะต้องไปทำภารกิจกับกองทัพด้วยล่ะคะ เรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมเพราะจุดเริ่มต้นต่างหาก ทำไมพวกเราเป็นนักเรียน ก็ไม่ให้อยู่ในฐานะของนักเรียน จำเป็นต้องให้ตำแหน่งนักเรียนทำไม”
“ใช่ พวกคุณแก้ปัญหาไม่ถูกจุดแล้ว แทนที่จะออกกฎให้นักเรียนเป็นแค่นักเรียน ทำไมต้องกดดันนักเรียนให้ไปตายด้วย!”
“แบบนี้ในอนาคต พวกท่านก็คงจะได้เห็นเด็กๆลงสนามแล้วก็ไปตายมากขึ้นเท่านั้น พวกท่านไม่อยากให้พวกเราเติบโตหรือ? การที่มีเด็กคนหนึ่งสามารถรับตำแหน่งใหญ่โตได้ในขณะที่กำลังเรียนอยู่ มันก็คือการกดดันเพื่อนๆในชั้นเรียนเดียวกัน บางครั้งพวกเราอาจจะไม่อยากรีบร้อนไปเสี่ยงตาย แต่พอเห็นตัวอย่างก็ต้องทำแบบนั้นไม่ใช่หรอครับ”
“จริงด้วย ทำไมพวกคุณไม่ทำอะไรให้ยุติธรรมแล้วก็เหมาะสมล่ะคะ” เมื่อมีคนกล้าพูด คนอื่นๆก็พูดขึ้นมาบ้าง พวกเขาไม่ยอมรับภารกิจโหดร้ายเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้าต้องทำภารกิจเสี่ยงตายแบบนั้น สู้ให้พวกเขาล่าสัตว์กลายพันธุ์ตามการทดสอบเป็นพลทหารยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นการสอบที่ง่ายกว่านี้!
“จากที่ได้ยิน ดูเหมือนความยุติธรรมของนักเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งก็คือการกดผู้มีความสามารถเอาไว้กับที่ ให้พวกเขาต้องเสียเวลาอยู่สถานะเดียวกับพวกคุณ และทำให้กองทัพพลาดโอกาสที่จะได้คนเก่งเข้าร่วมทำภารกิจไป 4 ปี ถูกต้องไหม?”
ชายชราคนหนึ่งที่เป็นกรรมการตรวจสอบได้ยินคำทักท้วง เขาก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ การแสดงออกที่น่าอับอายนี้มันอะไร? ตัวเขาเองก็เคยเรียนที่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งมาเหมือนกัน แต่ไม่เคยเห็นว่านักเรียนของสถาบันจะเป็นคนเห็นแก่ตัวและขี้ขลาดแบบนี้เลย
ในเมื่อตัวเองไม่กล้าลุย อย่างนั้นก็เลยต้องกดข่มคนอื่นไม่ให้ไปลุยด้วยงั้นหรอ? ไร้ยางอายที่สุด!
คำพูดของชายชรา รวมทั้งแววตาที่เขาใช้มองนักเรียน ทำให้อาจารย์ของสถาบันรู้สึกอับอายไปด้วย แน่นอนว่านักเรียนที่มีความคิดหน่อยก็ชะงักไปกับคำตำหนิของเขา
ความยุติธรรมที่ตัวเองเรียกร้อง เกิดขึ้นแค่เพราะอิจฉาเท่านั้น...
ทุกคนรู้ดีว่าการเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งหมายถึงอะไร และรู้ดียิ่งกว่าก็คือผลลัพธ์ของภารกิจก่อนหน้านี้ แม้แต่อาจารย์เติ้งก็ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด กระทั่งตอนนี้ก็ยังต้องรักษาตัวอยู่ด้วยซ้ำ ดังนั้น...ต่อให้อาจารย์เติ้งเลือกตัวเองไปเป็นนักเรียนส่วนตัว หลายคนก็คงปฏิเสธอยู่ดี
ทว่า...ตัวเองไม่ได้ดี ก็ไม่ได้แปลว่าจะยอมให้คนอื่นได้ดี
ที่พวกเขาพยายามทำอยู่ตอนนี้ก็คือการกดข่มไม่ให้นักเรียนอันได้นำหน้าพวกเขามากเกินไปก็เท่านั้น เป็นอย่างที่กรรมการผู้อาวุโสคนนี้พูด แต่...พวกเขาจะยอมรับมันโดยตรงได้หรือ? จะบอกว่าตัวเองเป็นคนหน้าด้าน ไร้ยางอายได้หรือ?
“ว่าอย่างไรล่ะ นี่คือความยุติธรรมที่นักเรียนของสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเลือกใช่หรือเปล่า” คนถามย้ำอีกครั้ง พวกนักเรียนก็ยังคงเงียบเป็นเป่าสาก
“ฉันจะไม่พูดในฐานะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ก็แล้วกันนะ แต่ขอพูดในฐานะของรุ่นพี่ อดีตนักเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งแห่งนี้ .... ขอบอกเอาไว้เลยว่าเกียรติยศที่พวกเราเคยทำเอาไว้ ชื่อเสียงเรื่องความใจกล้าและมุ่งมั่นไปสู่ความแข็งแกร่ง ซึ่งมันทำให้พวกเรากลายเป็นสถาบันอันดับหนึ่งมาตลอด ..... อย่าให้ถูกทำลายที่รุ่นของพวกคุณ!”
คำพูดของชายชราที่ทรงเกียรติทำเอานักเรียนของสถาบันชะงักไป พวกเขาได้แต่ก้มหน้าลงต่ำเท่านั้น ไม่กล้าพูดความคิดของตนเองออกมาอีก ซึ่งนี่ก็แน่ชัดแล้วว่าทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ ที่จริงแล้วความอยุติธรรมที่พวกเขาพูดถึง ก็แค่ความเห็นแก่ตัวของพวกเขาเองก็เท่านั้น
อันซูหยวนมองชายชราที่ยืนนิ่งหลังจากพูดจบ เธออยากรู้ว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร แม้เรื่องของอาจารย์ประจำวิชาเกษตรจะจัดการแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องที่เด็กๆเหล่านี้กล้าพูดว่าอาจารย์เติ้งไม่ยุติธรรมอยู่ด้วย
เขาหันมามองซูหยวนราวกับเข้าใจว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ พยักหน้าให้ครั้งหนึ่งก่อนจะพูด
“เรื่องการทำลายชื่อเสียงของอาจารย์เติ้ง พวกเราได้สอบถามมาตรการลงโทษจากเขาแล้ว อาจารย์เติ้งไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้ติดใจเอาความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นโทษทางกฎหมายจึงไม่ต้องดำเนินการ”
“อย่างไรก็ตาม....เพื่อให้พวกเธอไม่คิดว่านี่เป็นความอยุติธรรม โอกาสที่จะสอบเข้าเป็นทหารในกองทัพยังคงอยู่ ขอแค่พวกเธอเข้าร่วมภารกิจในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แล้วก็...ถ้าใครคิดจะสละสิทธิ์ ก็มาลงชื่อตามที่ได้แจ้งไป ไม่อย่างนั้นจะจัดการตามโทษของกองทัพ”
“นี่คือวิธีการแก้ปัญหาทั้งหมด พวกเธอจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพวกเธอ หากอยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่านี้ พวกเราก็พร้อมเช่นกัน และนี่ไม่ใช่คำขู่”
ชายชราตัดบทแล้วมองไปที่ซูหยวน เขาคลี่ยิ้มจริงใจให้เธอ
“สำหรับเรื่องนี้ แม้เธอจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ชีวิตจริงก็แบบนี้ หลายคนไม่ต้องการให้คนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง พอเกิดการเปรียบเทียบก็ยิ่งสร้างปัญหา แต่ฉันเชื่อว่านักเรียนที่มีพรสวรรค์และความพยายามอย่างเธอจะไม่เก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้มาใส่ใจ”
“ภารกิจก่อนหน้านี้ฉันก็ได้ยินแล้ว ทางกองทัพกำลังเตรียมมอบโล่เกียรติยศให้กับเธอเป็นรางวัล ด้วยโล่เกียรติยศนี้ หากมีครบ 3 ชิ้น เธอจะได้รับสิทธิพาครอบครัวของตนเองเข้ามาอยู่ในเขตชั้นในได้ ถือเป็นการตอบแทนความพยายามของเธอ”
“แล้วก็ที่สำคัญ...สิ่งที่ฉันสนใจตอนนี้กลับเป็นวิธีการเพาะปลูกบรอกโคลีนอกฤดูกาลของเธอต่างหาก ถึงจะรู้ว่าเป็นวิธีการเฉพาะที่ไม่อาจเปิดเผยได้ แต่ถ้ามีโอกาส...ฉันก็อยากจะเชิญเธอไปแลกเปลี่ยนความรู้กันบ้าง”
ชายชราหัวเราะออกมาเล็กน้อย เขารู้ว่าหลายตระกูลมีวิธีการเพาะปลูกพืชผักในแบบของตนเอง ซึ่งพวกเขาจะไม่บอกใครเกี่ยวกับวิธีลับเหล่านั้น แต่สำหรับตัวเขาที่ทำเพื่อมนุษย์ชาติเป็นหลัก ย่อมอยากพัฒนาวงการการเพาะปลูกให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะวิธีแบบไหน หากเขาสามารถคิดค้นมันขึ้นมาด้วยตัวเองได้ เขาก็พร้อมที่จะเผยแพร่ออกไป
ซูหยวนพยักหน้ารับ เธอเพิ่งเข้าร่วมวงการนี้ไม่นาน การมีคนใหญ่คนโตในสายงานย่อมเป็นเรื่องดีกว่า อีกอย่าง...เธอก็ไม่ได้คิดว่าจะใช้บรอกโคลีพวกนี้เพื่อทำรายได้อยู่แล้ว หากเพาะปลูกในพื้นที่ขนาดเล็กก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคิดจะเพาะปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ยิ่งกว่านี้ คงจะมีต้นทุนมากเกินไป
เพื่อให้สามารถเพาะปลูกนอกฤดูกาลได้ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำเท่านั้น แต่เรื่องการควบคุมอุณหภูมิก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งต้นทุนที่แพงที่สุดก็คือเรื่องการควบคุมอุณหภูมินี่แหละ ดังนั้นถ้าคิดจะทำกำไร สู้เพาะปลูกพืชผักที่ทำราคาได้ดีกว่า ให้ผลผลิตมากกว่า และดูแลได้ง่ายกว่าไม่ดีกว่าหรือ?
เรื่องการเพาะปลูกบรอกโคลีที่ยุ่งยากนี้ ก็มอบให้เป็นสะพานเชื่อมเส้นทางไปข้างหน้าของเธอย่อมไม่ถือว่าเสียเปล่า
“ขอบคุณผู้อาวุโสค่ะที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของฉัน แล้วก็ขอบคุณโอกาสที่ท่านมอบให้นะคะ” คำตอบนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอต้องการคำเชิญของเขาเช่นกัน
ชายชราหัวเราะร่วน รู้สึกชอบใจซูหยวนมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
หลังจากที่จบเรื่องนี้ คณะกรรมการตรวจสอบก็พากันกลับไป นักเรียนชั้นปีที่สองของสถาบันไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรอีก ความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผยแล้ว ปรากฏว่าพื้นที่แปลงเพาะปลูกของซูหยวนไม่ได้มีปัญหา อีกทั้งอาจารย์ประจำวิชาก็ไม่เคยช่วยเหลือแปลงเพาะปลูกของเธอ ดังนั้นตอนนี้เป็นพวกเขาเองต่างหากที่ต้องพยายามเริ่มการเพาะปลูกใหม่ หากยังไม่ตั้งใจล่ะก็...คงจะเหมือนกับพวกรุ่นพี่ที่ต้องเรียนซ้ำชั้นแน่ๆ
ซูหยวนไม่ได้สนใจท่าทางของเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังอับอายเหล่านั้น เพียงหันไปพรวนดินรอบๆบรอกโคลีต่อ อีก 1 สัปดาห์ก็น่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ซึ่งตามกฎของสถาบัน ขอแค่เธอทำการเก็บเกี่ยวได้ 1 ครั้ง ผลผลิตเท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้ผ่านชั้นปีที่สองไปได้ ทว่าเธอรับปากกับอาจารย์ไว้แล้วว่าจะพยายามทำคะแนนให้ดีในวิชานี้ ดังนั้นซูหยวนจะต้องเร่งทำการเพาะปลูกรอบที่สองต่อไป
“นักเรียนทุนอัน....” น่าเสียดาย ก่อนที่ซูหยวนจะได้เริ่มทำงานของเธอ เพื่อนนักเรียนคนหนึ่งก็มาขวางเอาไว้ เขาเท้าเอวของตนเองด้วยท่าทางสูงส่ง มองเธออย่างกดดันก่อนจะพูด
“จากผลการตรวจสอบ พื้นที่แปลงเพาะปลูกของเธอในตอนแรกมีค่าความสมบูรณ์เพียง 4 คะแนนเท่านั้น ใช้เวลาไม่นานก็ทำให้พื้นที่แปลงเพาะกลับมามีค่าความสมบูรณ์ได้ถึง 6 คะแนน นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอมีเทคนิคลับในการจัดการใช่ไหม” เมื่อได้ยินคำถามนี้ ซูหยวนก็เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตอบกลับ
“ใช่ ฉันมีวิธีลับในการปรับปรุงแปลงเพาะปลูก” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพราะเธอจะไปสอบเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว ดังนั้นความสามารถเรื่องพวกนี้จึงไม่มีอะไรต้องปิดบัง
“ดี ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยพวกเราบ้างสิ”
“..............”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ถึงเธอจะเข้าแปลงเพาะปลูกของพวกเราไม่ได้ อย่างน้อยก็ช่วยบอกวิธีที่จะฟื้นฟูความสมบูรณ์ของพื้นที่ให้พวกเราก็ยังดี ไม่ใช่ว่าพวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันหรอกหรอ? เธอคงจะไม่ปิดบังมันจากพวกเราใช่ไหม?” น้ำเสียงเย่อหยิ่งของนักเรียนชายทำให้ซูหยวนถึงกับหัวเราะออกมา
“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้มองพวกนายเป็น “เพื่อน” เลย” ซูหยวนไม่ต่อปากต่อคำ ในเมื่อพวกเขาอ้างความเป็นเพื่อนมากดดันเธอ เช่นนั้นเธอก็ไม่เกรงใจที่จะบอกว่าในมุมมองของเธอ พวกเขาไม่ใช่เพื่อนอีกต่อไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เพิ่งแจ้งให้ทางสภาศึกษามาตรวจสอบเธอ แถมในระหว่างที่สอบจบชั้นปีที่ 1 ก็สร้างแต่ปัญหา ซูหยวนไม่เคยทำร้ายใครก่อน แต่ด้วยนิสัยของเธอ ... คนที่คิดร้ายต่อเธอ เธอก็ไม่ญาติดีด้วยเช่นกัน
คนอื่นอาจจะเกรงใจ หรืออาจจะมีความคิดอยากเปลี่ยนมุมมองของคนอื่น แต่ซูหยวนไม่ใช่แบบนั้น ที่ผ่านมาเธอไม่ใช่คนใจกว้าง แค่ไม่ตอบกลับด้วยวิธีเดียวกันกับพวกเขาก็นับว่าเมตตามากแล้ว ถ้าหากเธอใจร้ายจริงๆ....คงแจ้งความต่อทางการในข้อหาที่พวกเขาใส่ร้าย นักเรียนชั้นปีที่ 2 ทั้งหมดคงจะถูกตัดลิ้นเหมือนกันทั้งหมดนี่แหละ!
“เธอ!! นักเรียนอันซูหยวน! เธอคิดจริงๆหรอว่าจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในสถาบันจนกว่าจะจบชั้นปีได้น่ะ เธอไม่ต้องการเพื่อน แต่ต้องการศัตรูแทนงั้นหรอ!”
นักเรียนชายคนนั้นเหมือนถูกตบหน้า เขาอุตส่าห์ใช้ใบหน้าที่หนาของตนเองเพื่ออ้างเรื่องเพื่อนร่วมชั้นมาพูดแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่านักเรียนทุนอันจะตอกกลับมาแบบนี้
“ถ้าที่ผ่านมาเป็นการกระทำของเพื่อน เพื่อนแบบนี้ฉันก็ไม่เอาหรอก ขอโทษด้วยนะ...แต่ตอนนี้พวกนายกำลังขวางทางของฉันอยู่” ซูหยวนดันไหล่ของเขาออกไป ในเมื่อพวกเขาเป็นคนเข้ามาขวางทางของเธอ ก็ไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องเป็นคนหลบทางให้
ด้วยแรงของซูหยวน เพียงแค่แรงผลักเล็กๆน้อยๆก็ทำให้ร่างของชายหนุ่มเซถอยหลังไปสองสามก้าว เขาอ้าปากค้างรู้สึกอยากจะด่าอะไรตามหลังไปสักคำสองคำ แต่สุดท้ายก็หาเสียงของตนเองไม่เจอ
ซูหยวนหลังจากที่ออกมาแล้วก็ไม่ได้สนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้นอีก เธอต้องเตรียมตัวสอบเป็นเกษตรกรแล้ว อาจารย์ประจำวิชาเกษตรได้มอบจดหมายแนะนำให้แก่เธอ ที่จริงเขาเสนอตัวว่าจะพาเธอไปสอบด้วยตัวเองด้วยซ้ำ แต่ซูหยวนไม่อยากรบกวนเขาขนาดนั้น
เธอหาข้อมูลอ่านจากเครือข่ายกระทู้สนทนาหัวข้อเกษตรกร พบว่าการสอบเกษตรกรขั้นเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็นสามรอบ รอบแรกเป็นขั้นสอบวัดค่าพลังงาน รอบสองเป็นขั้นสอบความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตร ความรู้พื้นฐานต่างๆ และรอบที่สามก็คือเริ่มการสอบปฏิบัติ
ในรอบที่สามนี้ การทดสอบจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละรอบ บางรอบเป็นการสอบเพื่อที่จะตรวจสอบปัญหาของพืชในแปลงเพาะปลูก บางรอบก็เป็นการหาวิธีการจัดการศัตรูพืช บางรอบก็เป็นรอบการดูแลเมล็ดพันธุ์ ดูแลการเก็บเกี่ยวหรืออื่นๆ
ซูหยวนก็ไม่มั่นใจว่ารอบของเธอจะเป็นการสอบด้วยวิธีการแบบไหน อย่างไรก็ตาม...เด็กสาวไม่ได้กลัวการทดสอบมากนัก ที่เธอต้องเตรียมให้พร้อมมีแค่เรื่องของความรู้เกี่ยวกับการเป็นเกษตรกรเท่านั้นแหละ
พืชหลายชนิดเป็นพืชที่เธอไม่รู้จัก หรือต่อให้เป็นพืชที่เธอรู้จัก วิธีการดูแลพื้นฐานที่เขียนในตำรากับที่เธอรู้ก็ยังแตกต่างกันอยู่ดี ซูหยวนรู้ว่าวิธีความเข้าใจของตัวเองเอามาใช้ในรอบนี้ไม่ได้ เพราะผู้ตรวจคำตอบก็ตรวจตามความรู้ที่พวกเขามี หากเธอใช้วิธีอื่นๆ คำตอบนั้นก็คือ “ผิด” สำหรับพวกเขา
เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ใน 1 สัปดาห์นี้เพื่ออ่านความรู้เพิ่มเติม บางครั้งก็แวะเวียนไปดูที่ห้องทำงานของอาจารย์เหวิน ซึ่งเมื่ออีกฝ่ายเห็นเธอก็ทำเหมือนกับเห็นผี อยู่ในห้องได้ไม่ถึง 10 นาทีก็ถูกเชิญให้ออกมา ทำเอาซูหยวนได้แค่หัวเราะอยู่ในใจเท่านั้น
…………………