War of the gods destroy Multiverse

    ตอนที่ 72

    คนที่เดินนำทางเยี่ยหลงมาเอาของที่เยี่ยหลงประมูลได้ มาหยุดที่หน้าประตูห้องหนึ่ง


    คนเดินนำทางกล่าว " เชิญเข้าไปจ่ายค่าสินค้าในนี้และรับของ ณ ที่นี้ เลยนะขอรับ "


    คนกล่าวบอกเยี่ยหลงเสร็จ คนก็เดินจากไป


    เมื่อคนนำทางจากไปแล้ว เยี่ยหลงก็ไม่รีรอช้า เปิดประตูเข้าไปในห้อง 


    ครั้นคนเข้ามาในห้องแล้ว คนก็พบกับชายวัยกลางคนมีหนวดมีเครานั่งอยู่ตรงโต๊ะกลางห้อง และด้านซ้ายมีมนุษย์เพศชายเผ่าปักษาที่มีปลอกคอเหล็กติดอยู่บนคอ ส่วนข้อมือทั้งสองก็มีกำไลเหล็กติดอยู่ คนยืนนิ่งอยู่ทางด้านซ้าย


    พอเยี่ยหลงเข้ามาสู่ในห้องแล้ว ชายวัยกลางคนก็กล่าวกับเยี่ยหลง " คุณชายนี่คือ คัมภีร์สวรรค์ ที่ท่านประมูลได้ " ชายวัยกลางคนกล่าวเสร็จ คนก็หยิบคัมภีร์สวรรค์มาวางไว้บนโต๊ะ


    เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็จะเดินมาหยิบคัมภีร์


    แต่ก่อนที่เยี่ยหลงจะได้หยิบคัมภีร์ ชายวัยกลางคนก็ทำการหยิบดึงคัมภีร์กลับมาไว้กับตัวก่อน จากนั้นก็กล่าว " เงินมา ของไป "


    เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่าสินค้าที่ประมูล คนจึงก็ทำการจะจ่าย 


    แต่ด้วยความที่มันเป็นเงินเป็นทองที่มีจำนวนมาก คนจึงกล่าวกับชายวัยกลางคน " นี่เถ้าแก่ ท่านพอจะมีอุปกรณ์ในการนับเหรียญหรือไม่ เพราะจำนวนเงินทองที่ข้าต้องจ่าย เป็นจำนวนเงินทองที่สูงมาก ข้ากลัวจ่ายเกินจ่ายขาด "


    พอเยี่ยหลงบอกมาแบบนั้น ชายวัยกลางคนก็กล่าว " อย่าเรียกข้าว่าเถ้าแก่เลย ข้าเป็นเพียงแค่เจ้าหน้าที่คลังสินค้า มีหน้าที่ตรวจรับและส่งมอบสินค้าเท่านั้น "


    " เจ้าเก็บเงินเก็บทองไว้ในแหวนใช่หรือไม่ " ชายวัยกลางคนถาม


    เยี่ยหลงตอบ " ใช่แล้ว "


    " เช่นนั้นก็นำแหวนที่เก็บเงินเก็บทองของเจ้ามาชนกับแหวนของข้า " ชายวัยกลางคนกล่าว


    เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ค้านไม่ขัด นำแหวนที่เก็บเหรียญเงินเหรียญทองเอาไว้ไปชนกับแหวนของชายวัยกลางคน


    ทันทีที่แหวนชนกัน แหวนของชายวัยกลางคนก็ฉายตัวเลขที่เป็นแสงออกมา ไล่นับตั้งแต่หนึ่งเหรียญทองไปจนถึงเจ็ดล้านเหรียญทอง หรือคือทองที่เยี่ยหลงต้องจ่าย


    พอคนได้ทองมาครบแล้ว คนก็ดึงแหวนที่ชนกับแหวน

    ของเยี่ยหลงออก จากนั้นก็มอบคัมภีร์สวรรค์ให้กับเยี่ยหลง


    ครั้นคนดึงแหวนออกมาและมอบคัมภีร์สวรรค์ให้เยี่ยหลงแล้ว คนก็ทำการเรียกกระดาษใบหนึ่งออกมา และยื่นให้เยี่ยหลง


    จากนั้นคนก็กล่าวกับเยี่ยหลง " นำเลือดของเจ้ามาหยดใส่ลงบนกระดาษใบนี้ "


    เยี่ยหลงที่ได้ฟังก็สงสัย จึงถาม " กระดาษใบนี้คืออะไรฤา ทำไมต้องใช้เลือดหยดลงไปใส่ "


    ชายวัยกลางคนบอก " กระดาษใบนี้คือ พันธสัญญาโลหิต เมื่อนำหยดเลือดลงไปหยดแล้ว คนที่อยู่ในพันธสัญญาจะไม่สามารถขัดขืน คนที่ใส่หยดเลือดลงไปได้ เพียงแค่ใช้พลังเวทออกคำสั่ง เพียงแค่นี้ มันก็จะต้องทำตามคำสั่งของคนที่นำเลือดลงไปหยดทุกประการ "


    เยี่ยหลงถาม " หมายความว่า ถ้าข้าหยดเลือดใส่กระดาษใบนี้ มนุษย์เผ่าปักษาที่ยืนอยู่ตรงนี้ ก็จะไม่สามารถขัดขืนข้าได้เพียงแค่ใช้พลังเวทออกคำสั่งเลยใช่หรือไม่ "


    ชายวัยกลางคนตอบ " ใช่ "


    " แล้วถ้าเป็นเรื่องที่อยู่เหนือคำสั่งของข้าเล่า เช่นมนุษย์เผ่าปักษาตนนี้คิดจะฆ่าข้า ข้าต้องออกคำสั่งก่อนหรือไม่ ถึงมนุษย์เผ่าปักษาจะหยุด " เยี่ยหลงถาม


    ชายวัยกลางคนบอก " เรื่องคิดทำร้ายหรือลอบทำร้ายเจ้า ไม่ต้องเป็นห่วงไป หากมันคิดทำแบบนั้น มันจะเจ็บตัวเจ็บหัวเป็นอย่างมากในทันที "


    เยี่ยหลงพยักหน้าเข้าใจ หลังจากนั้นคนก็ยกหน้ากากขึ้นเล็กน้อย พอให้กัดนิ้วตนเองจนเลือดออกได้ ครั้นเลือดออกเสร็จและนำเลือดไปป้ายอักขรบนกระดาษที่ชายวัยกลางคนยื่นให้


    พอเยี่ยหลงทำเสร็จ กระดาษที่เยี่ยหลงนำเลือดไปป้าย ก็ลุกไหม้จนสลายเป็นธุลีในไม่นาน


    ครั้นกระดาษกลายเป็นธุลีแล้ว ชายวัยกลางคนก็ทำการปลดปลอกคอเหล็กและกำไลเหล็กออกให้ จากนั้นก็กล่าวกับมนุษย์เผ่าปักษา " เจ้าได้นายใหม่แล้ว จงไปกับเขาซะ "


    เมื่อชายวัยกลางคน กล่าวกับมนุษย์เผ่าปักษา มนุษย์เผ่าปักษาก็จ้องใบหน้าของชายวัยกลางคนด้วยสายตาอาฆาต


    ชายวัยกลางคนที่เห็นมนุษย์เผ่าปักษาจ้องด้วยสายตาแบบนั้น คนก็กล่าว " จ้องข้าด้วยสายตาแบบนี้หมายความว่าไง อยากโดนดีใช่มั้ย "


    ชายวัยกลางคนง้างมือจะตบหน้าของมนุษย์เผ่าปักษา แต่เยี่ยหลงที่เห็นก่อน ก็คว้าจับข้อมือของคนเอาไว้ ก่อนที่จะได้ตบหน้าของมนุษย์เผ่าปักษา


    เมื่อชายวัยกลางคนโดนจับข้อมือ คนก็หันหน้ามามองหน้าของเยี่ยหลง


    เยี่ยหลงที่เห็นคนหันมามองหน้า คนก็กล่าวบอก " ท่านอย่าทำแบบนี้เลยนะ หากมนุษย์เผ่าปักษาตนนี้มีบาดแผลเกิดขึ้นมา เกรงว่าข้าคงจะต้องขอเงินค่าชดใช้ ห้าแสนเหรียญทองนะ "


    ทันทีที่เยี่ยหลงบอกมาแบบนั้น ชายวัยกลางคนก็ดึงข้อมือออกจากการจับของเยี่ยหลง และเดินหัวเสียกลับไปนั่งที่โต๊ะโดยหันหลังให้พวกเยี่ยหลง


    พอชายวัยกลางคนเดินไปนั่งที่โต๊ะและหันหลังให้เยี่ยหลงแล้ว


    เยี่ยหลงก็เก็บคัมภีร์สวรรค์เข้าแหวนมิติ และจับข้อมือของมนุษย์เผ่าปักษาเดินออกจากเมืองไป


    แต่ก่อนที่จะได้ออกจากเมือง เยี่ยหลงเดินวนรอบเมืองสามสี่รอบ ก่อนที่จะออกจากเมืองไป ที่คนทำแบบนี้เป็นเพราะว่า เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดสะกดรอยติดตามตนอยู่


    พอคนออกนอกเมืองมาแล้ว ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม คนก็เดินทางมาถึงลำธารน้ำภายในป่า


    เมื่อมาถึงตรงจุดนี้ เยี่ยหลงก็เลือกใต้ต้นไม้ใกล้ๆลำธารเป็นที่พัก


    เยี่ยหลงกล่าวกับมนุษย์เผ่าปักษา " งั้นวันนี้พวกเราพักกันตรงนี้แหละ เจ้าจะเลือกพักตรงไหนก็ได้ตามสบายเลย แต่ขอให้ไม่ห่างจากข้าก็พอ "


    เมื่อมนุษย์เผ่าปักษาได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ตอบรับอะไรทำเพียงเดินไปนอนตรงที่ตนต้องการ


    รุ่งเช้าวันที่ หนึ่ง เดือนพฤษจิกา เยี่ยหลงที่ตื่นขึ้นมาก็พยายามจะจับปลาในลำธาร


    แต่พยายามจับเท่าไหร่ ก็จับไม่ได้สักกะที


    มนุษย์เผ่าปักษาที่เห็นแบบนั้น ก็ถึงกับเอือมระอา จึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วย


    พอมนุษย์เผ่าปักษาได้ปลามาแล้ว คนก็ยื่นให้กับเยี่ยหลงนำไปย่างกิน 


    เยี่ยหลงที่ได้ปลามา คนก็กล่าว " ขอบคุณนะที่ช่วย "


    ในระหว่างที่เยี่ยหลงกำลังย่างปลา เยี่ยหลงก็ถามชื่อมนุษย์เผ่าปักษาขึ้น " เออ ว่าแต่เจ้าชื่ออะไรหรอ "


    มนุษย์เผ่าปักษาไม่ตอบ


    เยี่ยหลงถามต่อ " หรือว่าเจ้าไม่มีชื่อ "


    มนุษย์เผ่าปักษาไม่ตอบ


    " แล้วเจ้าจะกินปลากับข้าด้วยมั้ย " เยี่ยหลงถาม


    มนุษย์เผ่าปักษาไม่ตอบ แต่ครั้งนี้แม้คนจะไม่ตอบ แต่เสียงท้องที่ร้องก็เป็นสัญญาณบอกแก่เยี่ยหลงแล้วว่า คนต้องการอาหาร


    เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็แกปลาส่วนของตนใส่ใบไม้ที่ล้างเอาไว้ จากนั้นก็ยื่นปลาที่เหลือให้มนุษย์เผ่าปักษา


    มนุษย์เผ่าปักษาที่เห็นเยี่ยหลงยื่นปลามาให้ คนก็ลังเลสักพักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรับปลามากิน


    เยี่ยหลงกล่าว " ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอกชื่อข้าแบบนี้ งั้นข้าจะตั้งชื่อให้เจ้าก็แล้วกัน เอาชื่ออะไรดีนะ "


    เยี่ยครุ่นคิด


    ไม่นานเยี่ยหลงก็คิดชื่อหนึ่งขึ้นมาได้ " งั้นเอาชื่อนี้เป็นไง เฮยอวี่เทียน "


    มนุษย์ไม่ตอบอะไรดั่งเคย


    เมื่อเยี่ยหลงเห็นดังนั้น คนก็ตัดสินใจให้เลย " เอาเป็นว่าเจ้าชื่อนี้แล้วกันนะ เฮยอวี่เทียน "


    หลังจากที่เยี่ยหลงเลือกชื่อให้มนุษย์เผ่าปักษาได้แล้ว คนก็ไม่รีรอช้ารีบกินปลาย่างของตนในทันที เพื่อที่จะได้รีบออกเดินทางเร็วๆ


    ครั้นเยี่ยหลงและเฮยอวี่เทียนกินปลาย่างกันเสร็จแล้ว เยี่ยหลงก็ทำการเรียกเข็มทิศออกมาจากแหวนมิติ และกล่าวหับเข็มทิศ " จงนำทางข้าไปหาคัมภีร์สวรรค์ที่ข้ายังไม่พบ ที่อยู่ใกล้ที่สุดบัดเดี๋ยวนี้ "


    ทันทีที่เยี่ยหลงกล่าวกับเข็มทิศเสร็จ เข็มทิศก็เริ่มชี้ทางในทันใด


    เยี่ยหลงเมื่อเห็นเข็มทิศชี้ทางแล้ว คนก็บอกกับเฮยอวี่เทียน " เอาล่ะ พวกเราเดินทางกันได้แล้ว "


    พอเยี่ยหลงบอกเสร็จ คนก็เดินนำทางเฮยอวี่เทียนไป

    เฮยอวี่เทียนที่ได้รับคำสั่ง คนก็ตามหลังเยี่ยหลงไปเช่นกัน


    ไม่นานจากวันที่ หนึ่ง พฤษจิกา ถึงวันที่ ห้า พฤษจิกา เยี่ยหลงและเฮยอวี่เทียนก็เดินทางกันมาถึง ยังหน้าประตูหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากเมืองตะวันปลิดเมฆพอควร


    เมื่อเยี่ยหลงมาถึง แทนที่คนจะเข้าหมู่บ้านไป แต่คนกลับเดินไปทางซ้ายไปเรื่อยๆ จนเจอกับแม่น้ำใหญ่ที่ติดกับหมู่บ้าน


    เยี่ยหลงมองยังเข็มทิศ และเห็นเข็มทิศชี้ให้ต้องเข้าไปยังในแม่น้ำ คนก็รู้ทันทีว่าตนต้องการเรือต้องการแพ


    ครั้นคนรู้แล้วว่าตนต้องการอะไร คนจึงเดินเข้าไปยังในหมู่บ้านไป และหาคนมีเรือมีแพ เพื่อซื้อต่อ เพื่อนำเรือนำแพ นำตนและเฮยอวี่เทียนเข้าไปยังในแม่น้ำ


    เยี่ยหลงเดินสอบถามชาวบ้าน ว่าใครมีเรือมีแพให้ซื้อต่อบ้าง 


    ชาวบ้านบอกแก่เยี่ยหลงว่า มีชายวัยชราคนหนึ่งมีเรือมีแพ แต่ไม่รู้คนจะให้รึเปล่า


    เยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้นว่ามีคนมีเรือมีแพ คนก็กล่าวถามว่าชายชราคนนั้นอยู่ตรงไหนของหมู่บ้าน


    ชาวบ้านบอกและทำท่าชี้ทางบอกให้แก่เยี่ยหลง ว่าชายวัยชราที่มีเรือมีแพอยู่ตรงไหนของหมู่บ้าน


    เมื่อเยี่ยหลงได้รับคำบอกมาแล้ว คนก็เดินตามทางไปเรื่อยๆ จนเจอบ้านหลังหนึ่งที่มีชายวัยชรานั่งอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับด้านข้างบ้านมีเรือจอดอยู่บนบก


    เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้น ก็รู้ในทันทีว่าตนมาถูกบ้านแล้ว


    เยี่ยหลงกับเฮยอวี่เทียนเดินเข้าไปยังในเขตบ้านของชายวัยชรา


    เยี่ยหลงกล่าวกับชายวัยชรา " ท่านผู้เฒ่า ข้ามาขอซื้อเรือซื้อแพ "