แสงแดดอ่อนละมุนยามเช้าลอดผ่านรอยแยกของประตูบานเฟี้ยมไม้เก่า
มันสาดส่องกระทบฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศเหนือห้องโถงชั้นล่างของ 'ร้านหลบมุม'
กลิ่นอายฝนอันเปียกชื้นจากค่ำคืนที่ผ่านมา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเนื้อไม้อบอุ่นอันคุ้นเคย
และกลิ่นหอมกรุ่นจาง ๆ ของใบกะเพราสดใหม่ที่นนท์เพิ่งเด็ดมาจากหลังบ้านเพื่อเตรียมไว้สำหรับครัวเช้านี้
บนเก้าอี้ยาวไม้สักตัวเดิม ร่างบางของเอลฟ์สาวขยับตัวตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ
เรือนผมสีเงินสว่างลู่ยาวปรกแก้มใส ดวงตาสีเขียวมรกตค่อย ๆ ปรือขึ้นมองเพดานไม้เก่าด้วยความสับสนชั่วขณะ
ก่อนที่ความทรงจำอันตึงเครียดเมื่อคืนจะไหลย้อนกลับมาในสมอง
เธอรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่งพลางสำรวจสภาพร่างกายของตนทันทีด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณ
"ตื่นแล้วหรือครับ?"
เสียงทุ้มสุภาพดังขึ้นจากหลังเคาน์เตอร์ไม้สีเข้ม
นนท์ในชุดผ้ากันเปื้อนลายแมวส้มตัวโปรด กำลังยกชามเซรามิกสีขาวใบเล็กที่มีควันร้อนลอยฉุยขึ้นมา
เขาวางมันลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเธออย่างแ่เบา
"ตื่นมาก็ทานอาหารเช้าก่อนเลยนะครับ นี่ข้าวผัดไข่สูตรเริ่มต้นของทางร้าน ทานร้อน ๆ จะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น"
เอลวิน่าจ้องมองข้าวผัดสีเหลืองทองอร่ามที่มีประกายน้ำมันเคลือบอยู่บาง ๆ บนเมล็ดข้าว
เมล็ดข้าวทุกเม็ดเรียงตัวสวยงาม ไม่มีรอยแฉะเหนียวเหมือนข้าวต้มสมุนไพรในป่าดิบชื้นของเธอ
กลิ่นหอมกระทะเหล็กและกลิ่นไหม้เกรียมจาง ๆ โชยมาแตะจมูกจนน้ำลายสอขึ้นมาดื้อ ๆ
เธอหยิบช้อนส้อมที่นนท์วางไว้ให้ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย
ก่อนจะตักข้าวผัดไข่คำแรกเข้าปากอย่างระมัดระวัง
รสััอันนุ่มหนึบพอเหมาะของข้าวสวยชั้นดี ผสมผสานกับความมันกลมกล่อมของไข่ไก่สด
และรสเค็มจาง ๆ ที่กระจายตัวทั่วทั้งปากอย่างอบอวล ทำให้เธอถึงกับหลับตาพริ้มด้วยความฟิน
"อื้อ...! อร่อยมากเลยค่ะพี่นนท์"
เอลฟ์สาวอุทานออกมาอย่างลืมตัว
สรรพนามและสำเนียงที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโดยพลังลึกลับของระบบร้านค้า ช่วยให้เธอสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างเป็ธรรมชาติ
"รสชาติมันนุ่มนวลมากเลย... แต่ทำไมถึงรู้สึกอุ่นวาบไปถึงข้างในอกแบบนี้ล่ะคะ?"
"มันคือเอฟเฟกต์ฟื้นฟูพลังกายน่ะครับ"
นนท์ยิ้มน้อย ๆ พลางใช้ผ้าสะอาดเช็ดแก้วน้ำในมือไปด้วย
"ระบบของร้านระบุว่ามันช่วยฟื้นฟูพลังกายได้ห้าเปอร์เซ็นต์ ถึงจะไม่มากเท่ากะเพราหมูสับเมื่อคืน แต่มันก็ดีต่อท้องยามเช้านะครับ"
เอลวิน่าทานข้าวผัดไข่จนหมดจานในเวลาไม่กี่นาที
เธอวางช้อนลงและมองไปยังประตูด้านหลังร้านซึ่งบัดนี้ปิดสนิทอยู่
ท่าทางของเธอหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหูเรียวยาวคู่สวยลู่ตกลงเล็กน้อยด้วยความกังวล
"คือ... พี่นนท์คะ"
เธอเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงแ่เบา
"ข้า... เอ๊ย ฉันคงกลับไปที่ป่าดึกดำบรรพ์ตอนนี้ไม่ได้แล้ว"
"บ้านของฉันถูกพวกนายพรานเวทมนตร์โจมตีจนพังพินาศหมดสิ้นแล้วค่ะ"
"ฉันไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ ... ถ้าไม่รบกวนพี่นนท์เกินไป ฉันขออยู่ที่นี่ได้ไหมคะ?"
"ฉันยอมทำงานทุกอย่างเลยค่ะ ขอแค่มีอาหารทานสามมื้อก็พอแล้ว"
นนท์มองท่าทางน่าสงสารของเอลฟ์สาวผู้ลี้ภัยต่างโลก
เขายกมือขยับแว่นตาทรงกลมช้า ๆ ในใจครุ่นคิดคำนวณอย่างรอบคอบ
ตอนนี้เขากลายเป็ผู้ดูแลร้านเชื่อมต่างโลก ซึ่งในอนาคตหากมีลูกค้าจากต่างโลกแวะเวียนมามากขึ้น
การที่เขาต้องปรุงอาหาร เสิร์ฟ ล้างจาน และดูแลร้านเพียงลำพังคงเป็เื่ที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดอย่างแน่นอน
การมีผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์และไว้ใจได้สักคนย่อมเป็ข้อเสนอที่ดีเยี่ยมสำหรับร้านในตอนนี้
"ตกลงครับคุณเอลวิน่า"
นนท์ตอบตกลงด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเป็กันเอง
"ผมจะจ้างคุณเป็พนักงานเสิร์ฟคนแรกของร้านหลบมุม"
"แลกกับอาหารมื้ออร่อยสามมื้อทุกวัน และห้องพักบนชั้นสามของตึกแถวนี้ครับ"
"จริงเหรอคะ!"
ดวงตาของเอลวิน่าเบิกกว้างด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด
หูเรียวยาวของเธอขยับชี้ตั้งขึ้นมาทันทีด้วยความกระตือรือร้น
นนท์หยิบกุญแจทองเหลืองโบราณออกมาถือไว้
เขาเดินนำเธอขึ้นบันไดไม้เก่าแก่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะก้าวเดินไปยังชั้นสาม
เดิมทีห้องบนชั้นสามเป็เพียงห้องเก็บของเก่าใต้หลังคาที่ร้อนอบอ้าวและเต็มไปด้วยละอองฝุ่นหนาเตอะ
เอลวิน่าแอบกำชายเสื้อตัวเองแน่น เธอจินตนาการถึงห้องเก็บของที่มืดมิดและอับชื้น
สำหรับเอลฟ์ป่าที่รักธรรมชาติและแสงแดด การต้องอุดอู้อยู่ในห้องปูนแคบ ๆ คงเป็เื่ที่ทรมานจิตใจไม่น้อย
แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว และพร้อมจะยอมรับมันด้วยความยินดี
ทว่าเมื่อนนท์เสียบกุญแจทองเหลืองเข้ากับรูกุญแจประตูด้านหน้าห้อง
แผงหน้าจอระบบกึ่งโปร่งแสงสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้นตรงหน้าเขาทันที
`[ตรวจพบการลงทะเบียนพนักงานใหม่: เอลวิน่า (เผ่าเอลฟ์ป่า)]`
`[เปิดใช้งานฟังก์ชันปรับสภาพห้องนอนพนักงาน (Employee Suite)]`
`[เริ่มการสแกนความเหมาะสมทางชีวภาพ... เปิดโหมดพฤกษาธรรมชาติระดับต่ำ]`
วิ้ง...
ละอองแสงสีเขียวอ่อนละเอียดอ่อนะเิตัวออกกระจายตัวไปทั่วห้องเก็บของเก่า
นนท์เอื้อมมือผลักประตูเปิดออกช้า ๆ
ภาพตรงหน้าทำเอาเอลวิน่ายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
ห้องพักที่เคยอับทึบและร้อนระอุ บัดนี้กลับสว่างไสวด้วยแสงแดดนวลตาที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่
มีสายลมธรรมชาติพัดโชยกลิ่นใบไม้สดและกลิ่นดินหลังฝนโปรยปรายอ่อน ๆ เข้ามาตลอดเวลา
ตรงมุมห้องมีเตียงนอนไม้เนื้อแข็งหนาที่กรุด้วยเบาะหนานุ่มสีเขียวมะกอกชวนให้นอนหลับใหล
ล้อมรอบด้วยเถาไม้ประดับเลื้อยต้นเล็ก ๆ ที่เลื้อยพันตามมุมเสาอย่างมีชีวิตชีวาและงดงาม
อุณหภูมิในห้องเย็นสบายสดชื่นดุจกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในผืนป่าดิบชื้นอันเงียบสงบ
มีเสียงนกร้องเพลงเบา ๆ แว่วมาตามสายลม คล้ายบทเพลงกล่อมเด็กของเผ่าเอลฟ์
"นี่มัน... เหมือนบ้านเกิดของฉันเลยค่ะ..."
เอลวิน่าหันมามองนนท์ด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตัน
ความเ็ปจากการสูญเสียบ้าน ความเหงา และความหวาดกลัวที่สะสมมานานวัน
บัดนี้ดูเหมือนจะได้รับการปลอบประโลมเยียวยาด้วยห้องพักเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นห้องนี้
น้ำตาอุ่น ๆ ไหลรินอาบแก้มใส ทว่ามันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความทุกข์ใจอีกต่อไปแล้ว
"ขอบคุณมากนะคะพี่นนท์... ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ"
"ฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด และจะปกป้องร้านนี้ด้วยชีวิตเลยค่ะ!"
นนท์ยิ้มรับและปล่อยให้พนักงานเสิร์ฟคนใหม่ได้จัดข้าวของและพักผ่อนตามอัธยาศัย
เขาก้าวเดินกลับลงมาที่ชั้นล่างเพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อยของร้านและเตรียมนับเงินทุนที่เหลืออยู่
ทว่าเมื่อเขาเดินผ่านประตูหน้าร้านฝั่งโลกมนุษย์
สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับซองจดหมายสีขาวขอบแดงที่สอดอยู่ใต้ประตูไม้บานเฟี้ยม
เขาก้มลงเก็บมันขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความสงสัย
หัวใจของชายหนุ่มแทบจะร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มในพริบตา
*‘ใบเตือนชำระค่าไฟฟ้าค้างชำระและรอบปัจจุบัน: ยอดที่ต้องชำระ 5,020 บาท’*
*‘กรุณาชำระภายในสัปดาห์นี้ หากพ้นกำหนดนี้ ทางการไฟฟ้าจะดำเนินการงดจ่ายกระแสไฟทันที...’*
นนท์ยกมือขึ้นกุมขมับทันทีด้วยความเครียด
เขารีบเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาเช็กสถานะการเงินในโลกมนุษย์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว
`[บัญชีการเงิน (สกุลเงินบาท): 5,500 บาท]`
"เหลือเงินแค่ห้าพันห้าร้อยบาทเองเหรอเนี่ย..."
นนท์ถอนหายใจยาวเหยียด พิงหลังกับเคาน์เตอร์ไม้เก่าอย่างหมดแรง
หากจ่ายค่าไฟไปสัปดาห์นี้ เขาจะเหลือเงินติดตัวติดบัญชีแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น
เงินห้าร้อยบาทไม่เพียงพอสำหรับการซื้อวัตถุดิบอาหารสดในโลกมนุษย์มาตุนไว้ในตู้เย็นแน่ ๆ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่าครองชีพส่วนตัวและค่าน้ำค่าแก๊สอื่น ๆ เลย
เขาต้องหาเงินมาหมุนจ่ายในร้านให้ได้ภายในสัปดาห์นี้
ไม่เช่นนั้นร้านคาเฟ่ต่างโลกแห่งนี้คงต้องถูกตัดกระแสไฟจนมืดมิด ก่อนจะได้ต้อนรับลูกค้าคนต่อไปเป็แน่
แก๊ก... กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ตรงประตูด้านหลังร้านส่งเสียงสั่นไหวอย่างรุนแรง
นนท์สะดุ้งสุดตัวและรีบหันขวับไปมองทันที
ท้องฟ้าด้านหลังประตูไม้ที่เคยเป็สีเขียวชอุ่มของป่าเอลฟ์ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีส้มแดงขมุกขมัวน่ากลัว
กลิ่นไอควันสีเทาอมดำที่เจือไปด้วยกลิ่นไหม้ของเหล็กและกำมะถัน ลอยคละคลุ้งเข้ามาในร้าน
ละอองหิมะสีเขม่าดำอันเย็นเยือกกรรโชกผ่านธรณีประตูเข้ามาจนอุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงในพริบตา
กลิ่นเหล็กไหม้ คราบน้ำมันดิบ และไอเย็นจัดโชยเข้ามาแตะจมูกชวนให้อึดอัด
"พี่นนท์คะ! เกิดอะไรขึ้นคะ?"
เอลวิน่าวิ่งพรวดพราดลงมาจากบันไดไม้ชั้นบน
มือเรียวบางของเธอกำไม้เท้าเวทมนตร์แน่น ร่างกายเตรียมพร้อมต่อสู้ด้วยความระแวดระวัง
"ใจเย็น ๆ ก่อนครับเอลวิน่า กฎของร้านยังทำงานอยู่ ไม่มีใครทำร้ายเราได้ในร้านนี้"
นนท์บอกพลางกลืนน้ำลายเอื้อกพยายามทำใจดีสู้เสือ
สายตาของเขาจ้องเขม็งไปยังร่างหนาใหญ่ที่ค่อย ๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเชื่องช้า
มันคือร่างของชายครึ่งจักรกลหรือไซบอร์กขนาดมหึมาที่มีส่วนสูงเกือบสองเมตร
ร่างกายซีกซ้ายยังคงเป็มนุษย์ผิวกร้านแดดที่มีรอยแผลเป็พาดผ่านใบหน้าและมีดวงตาที่ดูเหนื่อยล้า
ทว่าร่างกายซีกขวาั้แ่่ไหล่ แขน และขา กลับเป็โลหะสีเทาดำหนาเตอะ
มีรอยบุบชำรุดจากการกระแทกอย่างรุนแรง คราบน้ำมันเครื่องเหนียวหนืดผสมคราบสนิมเกาะเกรอะกรังตามขอบรอยต่อเหล็ก
แผ่นเกราะอกโลหะหนามีตราสัญลักษณ์รูปฟันเฟืองไขว้ที่ถูกขูดขีดจนแทบมองไม่เห็น
สิ่งที่น่ากลัวและน่าเวทนาที่สุดคือ รอยเชื่อมต่อโลหะตามตัวของเขามีเกล็ดน้ำแข็งสีเขม่าดำเกาะตัวหนาเตอะ
มันส่งเสียงดัง *‘แกรก... แกรก...’* ทุกครั้งที่เขาพยายามขยับตัวด้วยความทรมาน
ข้อต่อเข่าโลหะส่งเสียงเสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าดลั่นร้าน คล้ายกับว่าเหล็กกล้าเ่าั้จะหักสะบั้นลงได้ทุกเมื่อ
"พะ... พลังงาน... ต่ำกว่า... สามเปอร์เซ็นต์..."
เสียงแหบพร่าสั่นสะท้านระคนกับเสียงซ่าของลำโพงสังเคราะห์ที่ฝังอยู่ตรงคอหอยของเขาดังขึ้น
ชายครึ่งจักรกลคนนั้นทรุดฮวบลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ข้างประตูอย่างหมดสภาพ
ร่างกายที่เป็โลหะสั่นระริกจนเกล็ดน้ำแข็งสีเขม่าดำร่วงกราวลงบนพื้นปูนซีเมนต์ของร้าน
"ระบบ... ทำความร้อนแกนกลาง... ล้มเหลว... ขอ... ความอบอุ่น..."
หน้าจอระบบควบคุมร้านสว่างวาบขึ้นตรงหน้านนท์อีกครั้งเพื่อแจ้งสถานะลูกค้า
`[ตรวจพบลูกค้า: แบร็กซ์ (เผ่าพันธุ์: มนุษย์ดัดแปลงไซบอร์ก จากต่างโลกไซไฟขยะ Cyberpunk Scrap)]`
`[สถานะปัจจุบัน: ข้อต่อเหล็กจับตัวเป็น้ำแข็งจากไอหนาวแช่แข็งเฉียบพลัน]`
`[พลังงานสำรองวิกฤต อัตราการทำงานของอวัยวะภายในลดลงเหลือ 15%]`
"แย่แล้ว... หนาวขนาดนี้ขืนปล่อยไว้ข้อต่อเหล็กของเขาชำรุดถาวรแน่"
นนท์พึมพำด้วยความกังวลใจเป็อย่างมาก
เขามองไปรอบ ๆ ครัวและตระหนักว่าเครื่องดื่มเย็นหรืออาหารที่ทำด้วยเตาแก๊สธรรมดา คงไม่สามารถส่งผ่านไอร้อนได้ลึกพอ
ในมุมหนึ่งของครัว สายตาของนนท์เหลือบไปเห็นเตาอั้งโล่ดินเผารุ่นเก่าของปู่เอกที่วางทิ้งไว้ข้างเตาแก๊ส
เขารีบเดินไปยกมันออกมาปัดฝุ่นอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มคัดเศษถ่านไม้โกงกางสีดำสนิทเนื้อดีใส่ลงไปในเตาจนพูน
เขาจุดไฟด้วยปืนจุดแก๊ส รอจนเปลวไฟสีแดงส้มค่อย ๆ ลุกโชนส่งไอร้อนและควันไฟจาง ๆ ออกมา
กลิ่นถ่านไม้อันแสนอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ช่วยบรรเทาไอเย็นะเืในร้านลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
นนท์รีบหยิบขิงแก่จัดเหง้าโตที่ซื้อมาจากตลาดสดในโลกมนุษย์ออกมาวางบนเขียง
เขาใช้สันมีดบังตอทุบลงไปเสียงดังปึกใหญ่จนเนื้อขิงแตกพอดี
น้ำมันหอมระเหยรสเผ็ดร้อนที่มีประโยชน์เริ่มซึมเยิ้มออกมาจากเนื้อขิงสีเหลืองเข้ม
เขาโยนขิงแก่ลงในหม้อดินใส่น้ำสะอาดจนท่วม แล้วยกขึ้นตั้งบนเตาถ่านที่ไฟกำลังคุโชนอย่างได้ที่
เปลวไฟสีแดงฉานเลียก้นหม้อดินเผาอย่างเร่าร้อน
เพียงไม่นาน กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนที่เป็เอกลักษณ์ของขิงต้มสดก็โชยฟุ้งขึ้นมาพร้อมกับไอน้ำเดือดพล่าน
นนท์เทน้ำตาลทรายแดงแท้ลงไปละลายจนน้ำขิงกลายเป็สีน้ำตาลเข้มมันวาว
กลิ่นน้ำขิงต้มสดหวานละมุนปนความเผ็ดร้อนโชยอบอวลไปทั่วร้าน ชวนให้รู้สึกอบอุ่นในอกขึ้นมาทันที
ระหว่างรอน้ำขิงเคี่ยวจนได้ที่ นนท์หันไปเตรียมเมนูอาหารที่จะช่วยเติมพลังงาน
เขาหยิบขนมปังแผ่นหนาพิเศษจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังแถวสามย่านออกมาสองแผ่น
ทาด้วยเนยสดแท้สีเหลืองทองจนทั่วแผ่นอย่างประณีตไม่มีเว้นว่าง
เขาวางแผ่นแฮมรมควันเกรดดีชิ้นโตสีชมพูเข้มลงไป
ตามด้วยมอสซาเรลลาชีสและเชดดาร์ชีสขูดเส้นผสมกันจนพูนล้นขนมปัง
นนท์นำแซนด์วิชไปวางลงบนตะแกรงเหล็กเหนือกองถ่านไม้ที่ร้อนระอุ
เสียงเนยละลายดังฉ่าเบา ๆ ทันทีที่ััความร้อน
กลิ่นขนมปังปิ้งเนยเกรียมทองหอมกรุ่น ผสมกับกลิ่นควันถ่านไม้จาง ๆ โชยฟุ้งชวนน้ำลายสอ
ชีสสองสีเริ่มหลอมละลายเยิ้มและไหลย้อยลงมาตามขอบขนมปังอย่างน่าทาน
นนท์ใช้ฝาหม้อดินครอบแซนด์วิชไว้ชั่วครู่
ไอความร้อนที่กักเก็บไว้ภายใต้ฝาครอบหม้อดิน ช่วยอบให้ชีสละลายยืดเยิ้มและเดือดเป็ฟองปุด ๆ ส่งสีเหลืองทองอร่าม
เอลวิน่ายืนกลืนน้ำลายอยู่ข้าง ๆ พลางสูดดมกลิ่นหอมเข้าเต็มปอด
"กลิ่นหอมแปลก ๆ จังเลยค่ะพี่นนท์ กลิ่นสมุนไพรนั่นเผ็ดร้อนแต่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นมากเลย"
"นี่คือน้ำขิงร้อนต้มสดใส่น้ำตาลทรายแดง กับแซนด์วิชแฮมชีสย่างเตาถ่านครับ"
นนท์บอกพนักงานเสิร์ฟสาวพลางจัดอาหารร้อน ๆ ลงบนถาดไม้
"ในโลกมนุษย์ เมนูนี้เป็ของง่าย ๆ ที่หาทานได้ทั่วไป"
"แต่สำหรับคนที่ตัวแข็งทื่อจากความหนาวเหน็บ... ไอร้อนจากถ่านไม้และสมุนไพรนี่แหละคือยาดีที่สุด"
นนท์ประคองถาดอาหารเดินมาวางลงตรงหน้าแบร็กซ์อย่างระมัดระวัง
ไซบอร์กร่างั์ใช้เลนส์กล้องดวงตาสีแดงที่กำลังกระพริบถี่ ๆ มองจานอาหารตรงหน้า
ชามดินเผาที่มีไอสีขาวลอยกรุ่น และจานแซนด์วิชที่ชีสสีเหลืองทองกำลังเดือดเยิ้มน่ากิน
"ทานนี่ก่อนครับคุณแบร็กซ์ ดื่มน้ำขิงร้อน ๆ นี่เข้าไปเลย มันจะช่วยละลายน้ำแข็งข้างในตัวคุณ"
นนท์เอ่ยเชิญชวนด้วยน้ำเสียงสุภาพและเป็มิตร
มือโลหะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคราบสนิมและรอยบุบยื่นออกไปอย่างสั่นเทา
แบร็กซ์ประคองชามดินเผาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก
เขานำมันมาจ่อเข้าที่ริมฝีปากฝั่งที่เป็มนุษย์ แล้วตัดสินใจดื่มอึกใหญ่ทันที
รสชาติเผ็ดร้อนและหวานละมุนของขิงแก่ต้มสดซ่านลึกผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารในพริบตา
ความร้อนจากสมุนไพรต่างโลกไม่ได้เข้าสู่ระบบย่อยอาหารฝั่งมนุษย์เท่านั้น
แต่ไอร้อนจัดและน้ำมันหอมระเหยยังแผ่ซ่านผ่านท่อเหล็กและตัวแปลงความร้อนภายในร่างกายไซบอร์กของเขา
ส่งกระแสความร้อนละลายไอเย็นสีดำที่เกาะกุมตามท่อส่งพลังงานอย่างรวดเร็วเป็ประวัติการณ์
ซ่า...!
ไอน้ำแข็งสีเขม่าดำละลายกลายเป็ไอหมอกสีขาวระเหยฟุ้งออกมาตามรอยต่อข้อต่อเหล็กของแบร็กซ์
เสียงข้อต่อโลหะดัง *‘คลิก คลิก’* เบา ๆ เป็จังหวะ
เมื่อเฟืองโลหะกลับมาหมุนได้ลื่นไหลอีกครั้งเนื่องจากน้ำมันหล่อลื่นหายจับตัวเป็ก้อน
แบร็กซ์เบิกตากล้องสีแดงกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
เขาหยิบแซนด์วิชแฮมชีสย่างร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมากัดคำโต
ความกรอบนอกนุ่มในของขนมปังปิ้งเตาถ่านที่ชุ่มเนย
ปะทะกับความเหนียวนุ่มยืดหยุ่นของชีสสองชนิดที่มีรสเค็มมันกลมกล่อมลงตัว
และรสชาติเข้มข้นของแฮมรมควันชั้นดีที่ผสานเข้ากันอย่างยอดเยี่ยม
รสชาติอันเลิศรสะเิซ่านกระจายไปทั่วทั้งปากอย่างที่เขาไม่เคยััมาก่อนในชีวิต
ในต่างโลกไซไฟขยะที่มีแต่สารอาหารสังเคราะห์เหลวรสชาติเหมือนโคลนเปรี้ยว ๆ เมนูนี้คือ์โดยแท้จริง
"อร่อย... อุ่นมาก..."
เสียงลำโพงสังเคราะห์ของแบร็กซ์เริ่มกลับมาใสและมีกำลังดังชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
เขาลงมือกินแซนด์วิชในมือสลับกับดื่มน้ำขิงร้อน ๆ จนเกลี้ยงเกลาไม่มีเหลือในชั่วพริบตา
หน้าจอระบบแจ้งเตือนสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้านนท์เพื่อสรุปผลงาน
`[ลูกค้าบริโภค 'น้ำขิงร้อนต้มสดใส่น้ำตาลทรายแดง' และ 'แซนด์วิชแฮมชีสย่างเตาถ่าน' สำเร็จ]`
`[ผลลัพธ์: ละลายน้ำแข็งตามข้อต่อโลหะ 100%, ฟื้นฟูค่าพลังงานแกนกลางไซบอร์ก 30%]`
`[ค่าความพึงพอใจของลูกค้า: 5 ดาว!]`
`[ได้รับแต้มมิติ 80 แต้ม (ยอดสะสมปัจจุบัน: 130 แต้ม)]`
แบร็กซ์พ่นลมหายใจร้อนระอุออกมาเสียงดังฟู่
ร่างกายซีกที่เป็โลหะของเขาบัดนี้กลับมาขยับเขยื้อนได้อย่างกระฉับกระเฉงอีกครั้ง
รอยยิ้มบาง ๆ ที่หาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีกที่เป็มนุษย์ของเขา
"ข้าไม่เคยรู้สึกอุ่นสบายและอิ่มท้องขนาดนี้มานานหลายปีแล้ว"
"ขอบคุณมาก เ้าของร้าน... แต่ข้าไม่มีเงินของโลกใบนี้หรอกนะ"
"มีแต่ไอ้เศษเหล็กชิ้นนี้ที่พอจะมีราคาในต่างโลกของข้า หวังว่าเ้าจะรับมันไว้"
ชายครึ่งจักรกลล้วงมือเข้าไปในช่องเก็บของตรงเกาะอกเหล็ก
เขาดึงวัตถุสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางบนโต๊ะไม้
มันคือแผงวงจรขนาดเล็กที่มีประกายแสงสีฟ้าวิ่งผ่านอย่างเป็ระเบียบดูประณีตและล้ำยุคเป็อย่างยิ่ง
นนท์เอื้อมมือไปแตะลงบนวัตถุสิ่งนั้นด้วยความสนใจ
ทันใดนั้น เสียงระบบอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของเขาอย่างเงียบเชียบ
`[ตรวจพบเทคโนโลยีต่างโลก: ชิปวิเคราะห์วงจรอัจฉริยะ (ระดับหายากต่ำ)]`
`[คำอธิบาย: ชิปวิเคราะห์และประมวลผลระบบไฟฟ้าระดับสูงจากโลกอนาคต]`
`[มูลค่าแลกเปลี่ยน: 120 แต้มมิติ หรือ 6,000 บาท สมาชิก้าดำเนินการหรือไม่?]`
นนท์เบิกตากว้างด้วยความยินดีล้นพ้นเมื่อเห็นตัวเลือก
"ยืนยันการแลกเปลี่ยนเป็เงินบาทครับ!"
วิ้ง...
ชิปในมือของเขาค่อย ๆ สลายตัวกลายเป็อณูละอองแสงสีทองละเอียดอ่อนหายไปในอากาศ
พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความเงินเข้าบัญชีบนโทรศัพท์มือถือของนนท์ดังขึ้น *‘ติ๊ง!’*
*‘ยอดเงินเข้า: 6,000 บาท ยอดคงเหลือในบัญชีปัจจุบัน: 11,500 บาท’*
นนท์ก้มมองตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วผ่อนลมหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก
ความกังวลใจเื่ค่าไฟฟ้าร้านห้าพันกว่าบาทที่เคยกดทับเขาเมื่อเช้านี้ ปลิวหายไปในพริบตา
ตอนนี้เขามีเงินจ่ายค่าไฟครบถ้วน แถมยังเหลือเงินติดกระเป๋าอีกตั้งหกพันกว่าบาท
เขาสามารถนำเงินส่วนนี้ไปซื้อวัตถุดิบทำอาหารสดใหม่ดี ๆ มารอรับลูกค้าคนต่อไปได้สบายตลอดทั้งสัปดาห์
"ยินดีต้อนรับเสมอครับคุณแบร็กซ์"
นนท์หันไปโค้งศีรษะให้ไซบอร์กร่างั์ด้วยรอยยิ้มสุภาพเป็กันเอง
"ถ้าวันไหนรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาอีก... ร้านหลบมุมยินดีต้อนรับเสมอนะครับ"
แบร็กซ์พยักหน้ารับอย่างพอใจในคำต้อนรับ
ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและก้าวเดินกลับออกไปทางประตูหลังร้าน
ประตูที่เปิดเชื่อมโยงกลับไปสู่โลกไซไฟขยะอันมืดมิดและหนาวเหน็บเฉียบพลัน
ทิ้งให้ภายในร้านคาเฟ่ไม้เก่ายังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นขิงและกลิ่นเตาถ่านที่แสนอบอุ่นในยามบ่ายของกรุงเทพฯ
และนั่นคือบทเรียนบทที่สองในการทำร้านอาหารต่างโลกของนนท์...
บางครั้ง อาหารที่วิเศษและอร่อยที่สุดก็ไม่ใช่เมนูราคาแพงหรือหรูหราเลิศเลออะไร
หากแต่เป็เมนูธรรมดา ๆ ที่ให้ความอบอุ่นและช่วยเยียวยาหัวใจในเวลาที่ผู้คน้ามันมากที่สุดต่างหาก