“อืม...ข้ากำลังครุ่นคิดอยู่พอดีว่า...จะหาผู้ใดมาสร้างกล้องส่องทางไกล ถ้าได้หยวนฟางมาเป็นผู้สร้างก็ดี” ถึงอย่างไรโอวหยางไป๋ก็ต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ เพื่อนำปืนสั้นมาคืนแก่จางหานเฟิ่ง“ข้าโล่งใจยิ่งนักที่หยวนฟางเป็นผู้สร้าง เพราะแบบกลไกปืนสั้นนั้นจะไม่หลุดไปถึงมือของผู้ใดแน่” นางตระหนักถึงจุดนี้ทันทีที่หลงจู๊กลับมาบอกว่าไปติดต่อผู้ใดให้สร้างปืนสั้นนั้นขึ้นมา“อืม...” โอวหยางไป๋โคลงศีรษะไปมาอย่างเห็นด้วย และกล่าวกับน้องสาวบุญธรรมออกมาอีก “คนผู้นี้เชื่อใจได้ จะไม่ยอมเผยแบบกลไกที่แสนอันตรายนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้แน่!”เมื่อรถม้าจากตำหนักพยัคฆ์หมอกหยุดจอด ประตูตำหนักอินทรีโผนนั้นปิดสนิท เพราะอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ จึงไม่ได้เปิดออกต้อนรับผู้ใด ทว่ายังมีทหารยามรักษาความปลอดภัยยืนอยู่ด้านหน้าสองนาย ข้างๆ มีเตาไฟเอาไว้ให้ผิงหาความอบอุ่นโอวหยางไป๋โรยตัวลงจากหลังอาชา มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นกล่าวขึ้นด้วยท่าทางน่าเกรงขาม“ฝ่าบาทมีพระบัญชา...ให้ชายาเอกจินอ๋องมารักษาองค์ชายรอง”“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย...” ทหารยามรักษาความปลอดภัยแตกตื่น ยิ่งเห็นจางหานเฟิ่งกำลังก้าวลงมาจากรถม้า หนึ่งในสองก็เร่งรีบเปิดประตูต้อนรับและวิ่งเข้าไปรายงานข่าวข้างในทันใดจางหานเฟิ่งวางมือบนมือของตันตันก่อนที่จะก้าวลงจากรถม้า สีหน้าและท่าทางแลดูสูงศักดิ์ สุขุม เยือกเย็น และนิ่งสงบ...ไม่เหมือนกับว่านางกำลังมาเยือนถ้ำเสือแดนพยัคฆ์แม้แต่น้อย“เชิญด้านในพ่ะย่ะค่ะ”ทหารยามรักษาความปลอดภัยกล่าวต้อนรับ เนื่องจากไม่มีความกล้าที่จะลบหลู่ทั้งสองคนนี้ แค่จางหานเฟิ่งและโอวหยางไป๋ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ชายาเอกของจินเสวียนอี้ก็ก้าวออกมาต้อนรับ ที่ด้านหลังติดตามมาด้วยคนของนางกลุ่มหนึ่ง“คารวะชายาเอกจินอ๋อง”จางหานเฟิ่งมองเฉินซุนเหมยและบ่าวไพร่ที่ยอบกายคำนับ โอวหยางไป๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องประสานหมัดคารวะเฉินซุนเหมยตามธรรมเนียม เพราะสตรีผู้นี้นับว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่ง“คารวะชายาเอก”เฉินซุนเหมยรับการคารวะจากโอวหยางไป๋และบรรดาผู้ติดตามของจางหานเฟิ่ง นางเบี่ยงตัวเปิดทาง และต้องเดินตามหลังจางหานเฟิ่งอยู่ครึ่งก้าว เพราะมีศักดิ์ฐานะต่ำต้อยกว่า แม้จะเป็นเจ้าบ้านก็ตาม“เชิญชายาเอกจินอ๋องและท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายเข้าด้านใน...”โอวหยางไป๋เดินตามหลัง ด้านหลังติดตามด้วยตันตันที่ถือตะกร้าใบหนึ่ง หลังจากเดินไปตามทางอันคดเคี้ยวอยู่หลายสิบลมหายใจ ในที่สุดก็ถึงเรือนที่พักของจินเสวียนอี้เฉินซุนเหมยให้ทหารรักษาความปลอดภัยที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนเปล่งเสียงบอกผู้ที่อยู่ด้านใน และเมื่อประตูถูกเปิดออก ต่างก็ก้าวเข้าไปในเรือน“ชายาเอกจินอ๋องและท่านเสนาบดีฝ่ายซ้ายมาเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ”จางหานเฟิ่งขบขันกับคำว่ามาเยี่ยม นางเดินเข้าไป ภายในห้องอบอุ่นกว่าด้านนอก กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดโชยคลุ้ง แล้วนางก็ส่งโส่วหลูให้ตันตันถือ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องชั้นในโดยที่มีโอวหยางไป๋ตามไปด้วยองค์ชายรองที่นอนอยู่บนเตียงถูกประคองให้ขึ้นมานั่งทันทีที่รู้ว่าจางหานเฟิ่งมาถึงแล้ว สภาพยามนี้ของเขาแลดูซูบซีด ขอบตาลึกคล้ำ และริมฝีปากแห้งผาก“คารวะองค์ชายรอง” โอวหยางไป๋ประสานหมัดและกล่าวทักทายตามธรรมเนียมประเพณีเมื่อพบหน้า มหาบุรุษฝ่ายบุ๋นมองสภาพขององค์ชายรองด้วยสีหน้าปกติจินเสวียนอี้มองไปทางจางหานเฟิ่งอย่างเคืองแค้น เจ็บใจ และหงุดหงิด เขากำลังจะตาย แต่เขาไม่อยากตาย ตลอดระยะเวลาสองเดือนกว่าที่พยายามถอนพิษเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น มันบั่นทอนจิตใจจนร่างกายทรุดโทรมเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรู้สึกเคืองแค้นโอวหยางไป๋ที่กล้าเสนอหน้ามามองเขาในสภาพเช่นนี้“ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้หม่อมฉันมารักษา...” จางหานเฟิ่งเอ่ยสีหน้าเย็นชา ดวงตาหงส์คมกริบทอดมองผู้ที่นั่งอ่อนระโหยโรยแรงอยู่บนเตียงจินเสวียนอี้ฟังแล้วยิ้มเย้ยขึ้นมา ถ้าพระมารดาไม่ออกหน้า นางคงไม่มีวันมาถอนพิษให้เป็นแน่แท้ เรื่องที่พยายามปกปิดพระบิดานั้น สุดท้ายก็แดงออกมาจนได้“จะถอนพิษจันทราซ่อนเร้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย...” จางหานเฟิ่งกล่าวพลางมองสภาพของจินเสวียนอี้ราวกับมองเศษดินธุลีแดงเฉินซุนเหมยที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย พอได้ยินคำว่าจะถอนพิษของจางหานเฟิ่ง จึงสั่งให้ขันทีและนางกำนัลออกไปจากห้อง เมื่อภายในห้องเหลือเพียงแค่ไม่กี่คน จางหานเฟิ่งก็กล่าวขึ้นอีกสุ้มเสียงเย็นชา โดยที่โอวหยางไป๋และตันตันยืนอยู่ทางด้านหลังของนาง“หม่อมฉันไม่สามารถขัดพระบัญชาของฝ่าบาทได้ ทว่า...หม่อมฉันจะถอนพิษได้หรือไม่นั้น หม่อมฉันก็ไม่ทราบเช่นกัน เพราะว่านี่คือการถอนพิษด้วยการฝังเข็มและกินยาถอนพิษควบคู่กันไปเป็นครั้งแรก อีกทั้งระยะเวลาในการถอนพิษยาวนานยิ่ง...หกเดือน หรือไม่ก็อาจจะยาวนานกว่านั้น”จินเสวียนอี้กำมือแน่นทั้งที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะกำ และรู้สึกรวดร้าวไปทั้งเนื้อกับกระดูก พร้อมกันนั้นก็นึกขึ้นมาอย่างเสียใจว่า...ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ วันนั้นจะไม่บุ่มบ่ามลงมือสังหารตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษเลย“ท่านหมอที่มารักษาว่าอย่างไรบ้าง” นางชำเลืองสายตามองท่านหมอผู้หนึ่งที่กำลังยืนตัวสั่นงันงก ท่านหมอคนล่าสุดที่จินเสวียนอี้ให้คนหามาถอนพิษให้“ชายาเอกจินอ๋อง...” ท่านหมอเซินประสานหมัดคารวะและกล่าวกับนาง “อวัยวะภายในทั้งห้าอ่อนแอยิ่ง ข้าน้อยพยายามใช้สมุนไพรต่างๆ แล้ว แต่ยังไม่เป็นผลเลยพ่ะย่ะค่ะ กลับ...เอ่อ...กลับจะยิ่งเลวร้ายลงพ่ะย่ะค่ะ”“ตันตัน...”นางเรียกตันตันสุ้มเสียงเอื่อยเฉื่อย ตันตันก็ก้าวเข้ามาใกล้และเปิดฝาตะกร้าออกก่อนจะวางของสองห่อบนโต๊ะที่ตั้งอยู่ริมห้องจินเสวียนอี้มองด้วยแววตาเป็นประกาย เห็นชัดว่าห่อหนึ่งเป็นยาถอนพิษ และอีกห่อเป็นชุดฝังเข็มที่จางหานเฟิ่งนำมาด้วย นางจับห่อผ้าพลางกล่าวด้วยสุ้มเสียงเย็นชาราวกับว่าไม่ต้องการที่จะถอนพิษให้อีกฝ่ายแม้แต่น้อย“หม่อมฉันต้องฝังเข็มให้!”จินเสวียนอี้รู้ว่าสตรีตรงหน้าเรียนฝังเข็มมาตลอดสองเดือนกว่า นางรู้วิธีถอนพิษดี แต่นางเพิ่งจะบอกเองว่า...นี่เป็นการฝังเข็มถอนพิษครั้งแรกของนางจางหานเฟิ่งไม่สนใจแววตาลังเลของอีกฝ่าย นางชำเลืองสายตามองห่อกระดาษอีกห่อและเอ่ยขึ้น“นั่นคือยาถอนพิษ นำไปเคี่ยวสองเค่อ”เฉินซุนเหมยเดินเข้ามาหยิบห่อยาถอนพิษตามสัญชาตญาณ หรืออาจจะเป็นเพราะหน้าที่ จากนั้นนางก็เดินออกไปสั่งขันทีหรือว่านางกำนัลให้จัดการเคี่ยวยาถอนพิษห่อนี้ตามเวลาที่กำหนดอย่างละเลยไม่ได้ ยามนั้นจู่ๆ จางหานเฟิ่งก็เก็บห่อผ้าที่เรียงไปด้วยเข็มขึ้นมา จินเสวียนอี้เห็นแล้วถึงกับหน้าซีด พลันเงยหน้าขึ้นสบสายตาด้วยนี่นางจะไม่ถอนพิษให้เช่นนั้นหรือ เท่ากับขัดพระบัญชาขององค์ฮ่องเต้เชียวนะก่อนที่จะเอ่ยคำใดออกไป นางเอ่ยกับท่านหมอที่พยายามถอนพิษให้กับเขา“ในเมื่อที่นี่มีท่านหมออยู่ด้วย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องลงมือฝังเข็มให้ แค่บอกจุดที่จะต้องฝังเข็มลงไปเท่านั้นเป็นพอ” นางรังเกียจจินเสวียนอี้จนอาจจะฝังเข็มลงไปในจุดอื่น และทำให้ตายเร็วขึ้น“ชายาเอกจินอ๋อง!” ท่านหมอเซินรีบประสานหมัดพลางก้มหน้า เนื่องจากเพิ่งรู้สึกโล่งอกที่ตัวเองได้หลุดพ้นอันตรายถึงชีวิต เพราะก่อนหน้านี้มีท่านหมอหลายคนมาถอนพิษให้กับองค์ชายรอง แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกลากไปสังหาร“ท่านหมอ...แค่ฝังเข็มตามจุดที่ข้าบอกเท่านั้น” นางรับรู้ถึงความกลัวของคนผู้นี้ ถ้าถอนพิษให้จินเสวียนอี้ไม่ได้ ความตายมาเยือนอย่างแน่นอน“ชายาเอกจินอ๋อง...เอ่อ...” ท่านหมอเซินยังลังเล“เจ้า!” จินเสวียนอี้เปล่งเสียงขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดทั้งที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรแล้ว มองหน้าซีดเซียวและตัวสั่นจนตัวงอพลางหลบสายตาของท่านหมอ เขานั้นยังไม่อยากตาย อีกทั้งก็ไม่อยากให้จางหานเฟิ่งลงมือฝังเข็มให้ เนื่องจากกลัวนางลอบทำร้ายอยู่เช่นกัน ทันใดก็แค่นเสียงออกมา “ฝังเข็มให้กับข้า!”“เอ่อ...”“เจ้าจะไม่ทำเช่นนั้นหรือ...ทหาร!”“ได้พ่ะย่ะค่ะ... ได้พ่ะย่ะค่ะ...” ท่านหมอรับคำตัวสั่นงันงก จากนั้นก็เปิดล่วมยาเพื่อหยิบห่อผ้าที่บรรจุชุดฝังเข็มของตัวเองออกมา“หลังจากฝังเข็มเรียบร้อยแล้ว ค่อยดื่มยาถอนพิษ” จางหานเฟิ่งเอ่ยต่อสุ้มเสียงเอื่อยเฉื่อย นางไม่ลืมเตือนหรือสกัดความคิดเจ้าเล่ห์เพทุบายของบุรุษตรงหน้า “อย่าคิดว่านี่คือวิธีการถอนพิษจันทราซ่อนเร้นที่ถูกต้อง ในอีกเจ็ดวันข้างหน้าหม่อมฉันจะมาฝังเข็มให้ใหม่ จุดที่ฝังเข็มนั้นไม่ใช่จุดเดิม และยาถอนพิษที่ต้องดื่มก็ไม่ใช่ชนิดเดิมเช่นกัน การถอนพิษจันทราซ่อนเร้นจะเปลี่ยนไปเช่นนี้ทุกๆ เจ็ดวัน”จินเสวียนอี้กำลังคิดถึงความเป็นไปได้ตรงจุดนี้อยู่พอดี เมื่อถูกนางอ่านความคิดอันโง่เขลาออกเช่นนี้ จึงรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่ไม่น้อย“ท่านหมอเริ่มการฝังเข็มได้ จุดไท่ซี1”นางสั่งท่านหมอเซินด้วยสายตาคมกริบ ท่านหมอเซินก็ทำตามที่นางบอกทุกอย่าง กระทั่งสองเค่อผ่านไป ยาถอนพิษชามแรกก็ถูกยกเข้ามาเฉินซุนเหมยเป็นผู้ประคองถาดไม้ที่วางชามยาถอนพิษเข้ามาเอง นางส่งให้สามี มองจินเสวียนอี้ค่อยๆ ดื่มยาถอนพิษลงไปอย่างไม่มีความลังเล ทว่าหลังจากวางชามยาถอนพิษบนถาดไม้ พลันกระอักโลหิตออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ เฉินซุนเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับร้องด้วยความตกใจ มองจินเสวียนอี้ใช้ฝ่ามือปิดปากจนฝ่ามือเปรอะเปื้อนโลหิต“องค์ชายรอง!”อั้ก!“ชายาเอกจินอ๋อง...ไฉนถึงเป็นเช่นนี้!” เฉินซุนเหมยหันไปถามจางหานเฟิ่งน้ำเสียงเดือดดาลเคร่งเครียดจางหานเฟิ่งมองสภาพอันน่าสมเพชขององค์ชายรองผู้หยิ่งผยองและคิดที่จะเล่นงานนางอย่างนิ่งสงบ แววตาของนางราวกับฉาบด้วยแผ่นน้ำแข็งเย็นเยียบ ไม่แยแสต่อความโชคร้ายของผู้อื่น ก่อนจะตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา“โลหิตที่กระอักออกมาถือเป็นการถอนพิษอย่างหนึ่ง อีกเจ็ดวันข้างหน้าหม่อมฉันจะมาบอกจุดฝังเข็มให้ใหม่ เมื่อกินยาถอนพิษเข้าไปก็จะกระอักโลหิตออกมาอีกเช่นเดิม”จินเสวียนอี้เงยหน้าขึ้นมองจางหานเฟิ่ง ยามนี้รู้สึกดีขึ้นหรือไม่...ไม่แม้แต่น้อย เขาต้องทุกข์ทรมานด้วยพิษนี้ไปอีกหลายเดือนเชียวหรือ ช่างน่าโมโหนัก ช่างน่าโมโหจริงๆโอวหยางไป๋ที่มาด้วยไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ดวงตาราวกับหลุมลึกดำมืดได้แต่มองน้องสาวบุญธรรมจัดการเรื่องนี้อย่างดีเยี่ยม ครั้นกล่าวคำอำลาและเดินทางกลับ ระหว่างทางทั้งสองต่างพูดคุยกันเสียงเบา“ข้านึกว่าเจ้าจะเป็นผู้ฝังเข็มให้เองเสียอีก เห็นเจ้าอุตส่าห์ร่ำเรียนเพื่อการนี้”“ข้ากลัวว่าจะพลั้งเผลอลงมือทำสิ่งที่อันตรายลงไป...” นางคำนึงถึงชีวิตของท่านหมอผู้นั้นต่างหาก ถ้าหากนางลงมือเอง ท่านหมอผู้นั้นก็จะไร้ประโยชน์ และองค์ชายรองก็จะให้คนสังหารทิ้งเพื่อไม่ให้เรื่องที่ถูกยาพิษแพร่งพรายออกไป“เจ้าอาจจะพลั้งเผลอทำสิ่งใด” โอวหยางไป๋ขบขันเมื่อนึกถึงแผนการอันร้ายกาจของจางหานเฟิ่งที่ไม่ค่อยจะกลัวผู้ใดเสียด้วย แต่เป็นแผนการแบบไหนกัน“บางทีข้าอาจจะฝังเข็มลงไปในจุดที่ทำให้ยกภูเขาไม่ขึ้น” นางมีแววตาชั่วร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง“เจ้านี่มันนางมารชัดๆ” พี่ชายบุญธรรมหัวเราะลั่นด้วยความชอบอกชอบใจ ถ้าบุรุษผู้หนึ่งมีแท่งหยกที่ใช้การไม่ได้ ช่างเป็นบุรุษที่น่าสงสารมากจริงๆ“ข้าอยากจะแวะหอสุรากุ้ยฮวา” นางจะแวะไปเอายาพิษที่เหลือจากหลงจู๊ เพื่อนำไปให้ตงตี้ใช้งานในการศึกสงครามที่ใกล้จะเกิดขึ้น“ข้าไปด้วย” โอวหยางไป๋ยังไม่แยกตัวออกไป เมื่อก้าวไปถึงหน้าตำหนักอินทรีโผน ที่นั่นมีรถม้าของตำหนักพยัคฆ์หมอกและอาชาของเขาที่ขี่มาจากจวนของตัวเองมหาบุรุษฝ่ายบุ๋นโหนตัวขึ้นไปนั่งอยู่บนอานด้วยความปราดเปรียว ดวงตาสุกสกาวพราวไปด้วยไหวพริบมองจางหานเฟิ่งกับตันตันก้าวขึ้นรถม้า และหลังจากที่ทุกอย่างพร้อม ขบวนก็เคลื่อนไปตามทาง จุดมุ่งหมายคือหอสุรากุ้ยฮวาที่ตั้งอยู่บนถนนการค้าของเมืองหลวง
1 จุดสำคัญหนึ่งในเส้นลมปราณไต