“ตระกูลหวางถึงกับงัดไพ่ตายออกมาตอนนี้เลย...” ผู้นำตระกูลเล็กๆที่ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมแย่งชิงผู้ชนะคนหนึ่งอิจฉาเสียจนหายใจฮึดฮัด “ตระกูลเฉิน...เป็นถึงตระกูลหลอมยาที่ยิ่งใหญ่แห่งมณฑลหนานทงที่ตกทอดกันมาสี่ร้อยปีเชียวนะได้ยินมาว่าบรรพบุรุษของตระกูลเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์...อีกทั้งยันต์ทั้งสามประเภทของตระกูลหวางก็มีอิทธิฤทธิ์คุ้มครองชีวิตหลบหนีการสังหาร และโจมตี... เป็นของวิเศษที่หินวิญญาณระดับสูงหาซื้อไม่ได้ได้ยินมาว่ามีแต่บรรพบุรุษของต้นตระกูลเท่านั้นที่มี... แล้วตอนนี้กลับมาพูดว่าสามารถนำออกมาใช้ได้หมด...”
“เพราะพวกเขามีโอกาสออกโรงยิงผู้ชนะแค่ครั้งเดียว” ผู้นำตระกูลเล็กๆอีกตระกูลที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นอย่างอนาถใจ “เมื่อเทียบกับ CSIB อวี้หลินเว่ย และตู้มหาสมบัติแล้วพวกเขามีโอกาสยื่นข้อเสนอแค่ครั้งเดียวเท่านั้นพวกเขาหมายจะให้สหายสวีตอบตกลงตอนกำลังหวั่นไหว หรือไม่ก็อยากให้สวีหยางอี้ไม่ตอบตกลงใครทั้งนั้นพวกเขาจะได้หาโอกาสพูดคุยกับสวีหยางอี้เป็นการส่วนตัวทีหลังเหมือนตอนนี้พวกเขากำลังกวนน้ำให้ขุ่นอยู่เลย...”
“แต่... สามองค์กรใหญ่คงไม่อยากให้สหายสวีตอบตกลงกลางแจ้งแบบนี้หรอกใช่ไหม?”ผู้นำตระกูลที่พูดขึ้นก่อนหน้านี้ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ“จริงอยู่ที่การแย่งชิงตัวสวีหยางอี้จะดูดุเดือดแต่ผู้ที่มีสิทธิ์เหนือกว่าจริงมีแต่สามองค์กรเท่านั้น...”
“นายก็ได้ยินแล้ว ทาง CSIB ยื่นข้อเสนอขึ้นเป็นกลุ่มแรก...แล้วยังอ้างถึงโม่จินเสี่ยวเว่ยและกลุ่มเก้าองค์กรอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งชาติอีก...หากสหายสวีมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์เขาคงหวั่นไหวเป็นแน่ ไหนจะทองคำจันทร์เสี้ยวผลึกเปลวเพลิงมรกต และศิลาแสงนำโชคพวกนั้นอีกล้วนเป็นแร่ธาตุที่เหมาะแก่การหลอมอาวุธระดับสูงทั้งนั้นแล้วไหนจะเหมืองหินวิญญาณขนาดกลางอีก... ขอแค่สหายสวีตอบตกลงเกรงว่าหลังจากนี้คงชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ได้เลยทีเดียว ดูเหมือนว่าศึกการแย่งชิงผู้ชนะจะเป็นศึกระหว่างสามองค์กรใหญ่เท่านั้นเสียแล้ว”
สวีหยางอี้ยังคงดูดซับพลังปราณต่อไป
ตอนนี้ทะเลลมปราณของเขาแห้งเหือด ทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรงการโจมตีครั้งสุดท้ายของฉู่เจาหนานคือห่ากระสุนสองระลอก ระลอกแรกส่องแสงทองอร่ามเขาสามารถป้องกันเอาไว้ได้ ทว่าระลอกที่สองกลับโจมตีเข้ามาอย่างเรียบนิ่งแต่หนักหน่วงทำเอาเขารู้สึกปวดแสบเหมือนพิษงูซึมซาบไปทั่วหน้าอก
แม้รุนแรงไม่ถึงชีวิต แต่ก็ทำให้ไม่สามารถโคจรพลังปราณไปทั่วร่างกายเขาได้เมื่อครู่เขาลองดูดซับพลังปราณแล้ว แต่ต่อให้ดูดซับมากเท่าไรก็เก็บเข้าไปไว้ในทะเลลมปราณไม่ได้!
สวีหยางอี้หลับตาเสมือนไม่สะทกสะท้านกับทุกสรรพสิ่งหูเขาได้ยินทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกอยู่เป็นเนืองมุมปากผุดยิ้มขึ้นอย่างเยาะเย้ย
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรแต่ดูจากปฏิกิริยาตอบสนองของผู้คนด้านนอกผนวกกับคำอธิบายอย่างละเอียดของจู๋เยว่เขาก็รู้ว่านี่เป็นวิชาเวทขั้นจินตันอันไร้เทียมทานที่ผู้คนต่างถวิลหาแม้ยามฝัน
แต่ว่า... สวีหยางอี้อย่างฉันเหมาะสมกับวิชาเวทเล่มนี้จริงๆ เหรอ? สวีหยางอี้คิดในใจ
จริงอยู่ที่วิชาเวทนี้สามารถทำให้เติบโตเป็นใหญ่ได้อย่างก้าวกระโดดและถือเป็นสิ่งที่เขาโหยหา แต่ว่า...
“น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้ความตั้งใจเดิมของฉัน”หัวใจกำลังสูบฉีดเลือดพลุ่งพล่านเขาเลียริมฝีปากแห้งผากที่เปื้อนคราบเลือดก่อนแค่นเสียงพูดอย่างเย็นชา
“สำนักเซียนแบบนี้ ฉันไม่เข้าร่วมก็ได้”
เมื่อประโยคนี้ถูกพูดออกมา ทำเอาหลายคนถึงกับเข่าอ่อน บ้างเอามือกุมอกบ้างสบถด่าเขาว่าโง่ มีผู้ฝึกตนนับหมื่นขวนขวายค้นหาหนทางไปสู่วิถีแห่งจินตันและหนึ่งในประตูสู่หนทางนั้นก็แง้มเปิดแล้ว แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีก็ยังต้องสยบแต่เขากลับบอกว่าไม่อยากเข้าร่วมงั้นเหรอ?
สวีหยางอี้ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ของโลกผู้ฝึกตนจริงๆเขาจึงไม่รู้ว่าวิชาเวทขั้นจินตันมีความสำคัญระดับไหนในโลกภายนอก! หากจะให้พูดก็คงเป็นพลังที่สามารถฆ่าล้างผลาญได้เลย!
เขารู้เพียงแค่ว่าตัวเองต้องการเรียนจบ เพราะวาดฝันอยากเรียบจบเพียงเพราะ... นี่เป็นหนทางเดียวที่เขาจะออกไล่ล่าศัตรูที่แม้แต่เทียนเต้าก็หาไม่เจอ!
เงาทะมึนที่โฉบผ่านในความฝันนับครั้งไม่ถ้วน เขาหมกมุ่นรอคอยมันมาสิบสามปี!
แม้เขาจะสามารถเล่าเรื่องความแค้นอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ออกมาได้ทั้งรอยยิ้มแต่เขาไม่อาจทอดทิ้งความแค้นนี้ไปได้อย่างแน่นอน!
เขาสามารถยิ้มและเล่าเรื่องนี้ให้ผู้กำกับเจิ้งได้ แต่ความแค้นก็เปรียบเหมือนตราประทับในใจของเขา
ภายในใจพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาราวกับย้อนเวลากลับไปตอนแปดขวบสองใบหน้าที่เหมือนจะเลือนรางแต่ยังคงชัดเจนเหนือสิ่งอื่นใด
“เรื่องวิชาเวทถือเป็นเรื่องรอง”เขาหลับตาซึมซับพลังปราณที่ไหลเข้ามาในร่างกายเขาแต่กลับไม่อาจเติมเต็มทะเลลมปราณได้กระสุนที่ติดอยู่บริเวณหน้าอกค่อยๆ สลายหายไป
“หินวิญญาณก็ถือเป็นเรื่องรอง”
“สิ่งของ วัตถุเวทมนตร์อะไรพวกนี้... ก็นับว่าเป็นเรื่องรองทั้งนั้น!”
มือทั้งสองข้างที่วางอยู่ตรงหัวเข่ากำหมัดแน่นทว่าน้ำเสียงกลับเรียบนิ่งไม่สั่นเครือ “หากผู้ฝึกตนไม่ยึดมั่นในความตั้งใจเดิมแล้วจะบำเพ็ญเพียรฝึกตนไปเพื่ออะไร?”
ลูกที่ลืมการแก้แค้น ก็เหมือนกับลูกเนรคุณ
“หรือว่าพวกคุณไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่ผมอยากได้จริงๆ เลยเหรอ?”
“คิดว่าผมจะพุ่งเข้าใส่คัมภีร์วิชาเวทนี้เหมือนหมาบ้างั้นเหรอ? คิดว่าผมจะยอมเข้าเป็นศิษย์ท่านฝู่หยุนเจินเหรินงั้นเหรอ?”
มุมปากเขาผุดยิ้มอย่างเย็นชา
“ช่างไร้เดียงสา”
“ลูกผู้ชายอย่างสวีหยางอี้ ไม่ทำตัวไร้ค่าแบบนั้นหรอก”
เขาได้แต่รับฟังบทสนทนาด้านนอกต่อไปโดยไม่พูดจา
ท่ามกลางสิ่งล่อลวงอันสวยงาม จะต้องมีบางสิ่งที่เหมาะกับเขา
แม่น้ำรั่วสามพันลี้ เพียงหนึ่งจอกก็ดับกระหาย
ต่อให้สิ่งนั้นจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนสามองค์กรใหญ่ และเป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตนธรรมดาก็ตาม
ตอนนี้ หั่วหยุนกลับออกมาอยู่ด้านนอกกำแพงพลังปราณแล้วเขาดูหดหู่เป็นยิ่งนัก
เพราะผู้ฝึกตนแต่ละคนที่หยิบยกข้อเสนอขึ้นมาล้วนแต่มีฐานะชาติตระกูลที่เพียบพร้อมและกินกันไม่ลงทั้งนั้นและตอนนี้บรรยากาศก็ดำเนินมาจนถึงจุดสุดยอดแล้ว แต่ละตระกูลต่างพากันงัดไพ่ตายของตัวเองออกมาซึ่งข้อเสนอแต่ละข้อล้วนเป็นข้อเสนอที่ทำเอาผู้ฝึกตนขั้นจู้จีถึงกับอิจฉาตาร้อนไปตามๆกัน ทำเอาวิชาเวทสร้างสรรค์ที่เขาเสนอให้สวีหยางอี้ตอนอยู่ในกำแพงพลังปราณก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องตลกไปเลย
ต่อให้หั่วหยุนอยู่พูดคุยกับสวีหยางอี้ต่อก็ไม่สำคัญแล้วสำหรับข้อเสนอของเขา อย่าเอาไปเทียบกับของ CSIB เลยลำพังแค่เทียบกับตระกูลผู้ฝึกตนที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลก็ยังเทียบไม่ติด
แต่ดูเหมือนคนที่สีหน้าแย่กว่าเขา ก็คงจะเป็นจู๋เยว่
เขาไม่คิดไม่ฝันว่ารางวัลที่ท่านฝู่หยุนเจินเหรินมั่นอกมั่นใจและแผนการของเขาจะถูกรุ่นน้องอย่างสวีหยางอี้ทำพังไม่เป็นท่า!
“ผลึกวิญญาณเผ่าปีศาจระดับ A หนึ่งก้อน” ขณะนั้นเองแว่วเสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “พร้อมกับวัตถุเวทมนตร์ระดับ A สำหรับขั้นจูจี้อีกหนึ่งชิ้น”
ในที่สุด อิ่งซาก็อดพูดขึ้นไม่ได้ ต้องมีพลังปราณมหาศาลแค่ไหนถึงสามารถสยบเสียงของทุกคนในที่แห่งนี้ได้เพียงแค่ปริปากพูด
“นายคงไม่มีผลึกวิญญาณของปีศาจขั้นจินตันหรอกใช่ไหม? ระดับ A ที่ว่าน่าจะเป็นผลึกวิญญาณของปีศาจขั้นจู้จีระดับปลายมากกว่า”หั่วหยุนกัดฟันพูด “นายเต็มใจให้จริงๆ เหรอ! นายก็รู้อยู่ว่า ถึงพวกเราได้คัมภีร์ลับพรมหเทวสูตรมาก็ไม่ได้ใช้แล้วนายยังยอมทุ่มสุดตัวขนาดนี้อีกเหรอ?”
หั่วหยุนพูดขึ้นต่อ “นายน่าจะลองถามพวกสาขาย่อยที่อยู่ข้างบนดูหรือลองถามสหายสวีดูก่อนว่าเขามีงานอดิเรกอะไร!ไม่เห็นต้องทุ่มสุดตัวขนาดนั้นเลย!”
“นี่ถือเป็นแค่สิ่งมัดจำเท่านั้น”อิ่งซามองเข้าไปในกำแพงพลังปราณที่กำลังกระเพื่อมอยู่อย่างนิ่งเฉย“ฉันไม่ได้ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อคัมภีร์วิชาเวทอะไรนั่น แต่ฉันยอมทุ่มสุดตัวเพื่อคนคนนี้ต่างหาก”
“ฉันรู้ดีว่าค่ามัดจำของฉันอาจเทียบไม่ได้กับพวกตระกูลที่ไม่มีสมาชิกขั้นจู้จีแต่นี่เป็นความจริงใจของฉัน” ดวงตาเขาเปล่งประกาย “สหายหั่วหยุน เราไม่ได้รู้จักกันแค่ปีสองปีนายคิดว่าในที่แห่งนี้มีคนอยู่กี่คนที่ต้องการคัมภีร์วิชาเวทแห่งจินตันจริงๆ?”
หั่วหยุนอึ้งค้างไปสักพัก อิ่งซาจึงพูดขึ้น “คงมีไม่มากนี่ก็เหมือนการมอบกระบี่วิเศษให้ทหารธรรมดา หากสติปัญญาและคุณสมบัติมีไม่ถึงถึงได้คัมภีร์วิชาเวทระดับนี้ไปครอง ก็เหมือนกับของไร้ค่า”
อิ่งซาเหลือบตาไปมองฝูงคนก่อนเอ่ยเสียงขรึม“พวกเขายอมควักสมบัติล้ำค่าของตัวเองออกมามากมายขนาดนี้เพื่อให้กลายเป็นของไร้ค่างั้นเหรอ?”
บรรยากาศเงียบขรึมอยู่หลายวินาที จากนั้นหั่วหยุนก็ปัดมือขึ้น“อันที่จริง... ก็ไม่มีใครกล้าฝึกวิชาเวทของผู้ฝึกตนขั้นจินตันอย่างมั่วซั่วไม่งั้นคงตายแน่ๆ ... นี่นายคิดจะผูกมิตรกับเขางั้นเหรอ? ต่อให้ครั้งนี้พวกเราไม่อาจรับเขาเป็นศิษย์ได้ก็ตาม”
อิ่งซาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นอย่างเด็ดขาด “หลังจากนี้หลายสิบปีหากเด็กคนนี้ไม่ตายระหว่างเส้นทางการฝึกตนที่เหี้ยมโหด เขาจะต้องอยู่ในรายชื่อขั้นจู้จีอย่างแน่นอน”
“แล้วก็...” อิ่งซาถอนหายใจ “สัญญาณด้านบนถูกตัดขาดไปแล้วดูเหมือนสาขาย่อยจะเปลี่ยนอุปกรณ์ส่งสัญญาณใหม่ นายคิดว่าคนอย่างฉันจะไม่ถามพวกนั้นถึงงานอดิเรกของสหายสวีเหรอ?”
หั่วหยุนสูดลมหายใจเข้าลุกๆ หนึ่งเฮือกยิ่งมองสถานการณ์เบื้องหน้าก็ยิ่งว้าวุ่น ภายใต้ความเป็นไปได้อันน้อยนิดเขาพูดขึ้นเชิงตัดพ้อ “วิชาเวทสร้างสรรค์สามารถสร้างน้ำแห่งชีวิตได้เชียวนะแถมน้ำแห่งชีวิตหนึ่งขวดก็สามารถย่นเวลาการฝึกตนได้สิบปี”
หากเป็นสถานการณ์ปกติ สองสิ่งนี้จัดเป็นสิ่งของที่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีและเลี่ยนชี่อยากได้ทั้งสิ้นแต่ตอนนี้ ท่ามกลางข้อเสนออันโอ่อ่าจนน่าอิจฉาจากหลายตระกูลสองสิ่งนี้กลับไม่น่าสะดุดตาแต่อย่างใด ที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียวก็คือมันมาจากผู้ฝึกตนขั้นจู้จีเท่านั้นเอง
สายตาที่ดูว้าวุ่นของหั่วหยุนกวาดมองไปยังฝูงคนจนสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่บริเวณที่นั่งพิเศษขององค์กรใหญ่ๆ
ขอแค่พวกเขายังไม่เอ่ยปาก... ตัวเองก็ยังพอมีโอกาสอยู่!
ทูจิ้วเห็นสายตาที่เจือแววข่มขู่ของหั่วหยุนอย่างชัดเจนซึ่งตัวหั่วหยุนเองก็ไม่มีเจตนาปกปิดแม้แต่น้อยทูจิ้วตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนกัดฟันก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“เจ้าหนู...” หั่วหยุนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เส้นทางการฝึกตนยังอีกยาวคำไหนควรพูดไม่ควรพูดก็ควรจะไตร่ตรองก่อนสักหน่อย”
นี่มันเป็นการข่มขู่กันชัดๆ !
แต่ทูจิ้วไม่ยอม ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเด็ดขาด!
ครั้งนี้มีต้นกล้าชั้นดีโผล่มาถึงสองคน แถมหนึ่งคนในนั้นยังได้ครอบครองคัมภีร์ลับพรหมเทวสูตรที่จะพาไปสู่วิถีแห่งจินตัน เมื่อพิจารณาจากข้อเสนอทั้งหมดในตอนนี้ดูเหมือนข้อเสนอของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีจะมีมูลค่าน้อยที่สุด!หากปล่อยให้สองคนนี้หลุดมือไปต่อหน้าต่อตา คงเป็นเรื่องเจ็บปวดขนานแท้!
“รุ่นพี่...” ทูจิ้วประสานมือพูดขึ้นอย่างขมขื่น “ทุกคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตน...ฉะนั้น... ผมไม่มีทางถอยเหมือนกัน”
ทูจิ้วยืนหยัดในความมั่นใจของตน เมื่อพูดจบเขาก็ใช้พลังปราณทั้งหมดที่มีตะเบ็งเสียงพูดดังกึกก้อง “ผมคือ C-ทูจิ้ว สมาชิกพิเศษจากตู้มหาสมบัติ! เนื่องจากได้รับคำสั่งจากท่านประธานแห่งสามมลฑลทางเขตตะวันตกทางตู้มหาสมบัติขอเสนอค่าจ้างเซ็นสัญญาระยะเวลาหนึ่งร้อยปีให้กับสหายสวีเป็นมูลค่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ !และขอเสนอค่าจ้างเซ็นสัญญาระยะเวลาแปดสิบปีให้สหายฉู่เป็นมูลค่าสี่พันล้านดอลลาร์!”
พร้อมกันนั้น ยังขอมอบหินวิญญาณระดับสูงสามก้อน!วัตถุเวทมนตร์ระดับสูงให้สหายฉู่หนึ่งชิ้น! สำหรับวัตถุเวทมนตร์ของสหายสวีจะถูกสร้างขึ้นจากปรมาจารย์ขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์ทั้งสามท่านซึ่งเชี่ยวชาญในด้านหลอมอาวุธ ปรุงยา และยันต์อาคม!”
“อีกทั้งยังมีเหมืองหินวิญญาณขนาดกลางที่อุดมด้วยแร่ธาตุหายากระดับ Aถึงสี่ประเภท อย่างเช่นแร่เงินวิญญาณฉาด หินโมรากลืนวิญญาณศิลาจันทร์เสี้ยว และแร่เหล็กชาตะ!”
“ตำหนักพำนักขนาดใหญ่สองหลัง ตั้งอยู่ที่ถ้ำวิญญาณ! ถ้ำวิญญาณทั้งสองแห่งนี้มีแหล่งหินวิญญาณสองแห่งที่เจ้าของตู้มหาสมบัตินามว่าฉื่อเยว่เคยขุดไว้!อุดมไปด้วยพลังปราณธรรมชาติ! นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างที่สหายทั้งสองฝึกตนทางตู้มหาสมบัติจะขอรับผิดชอบทั้งหมด!”
“โห....” “คุณพระช่วย....” “นี่มันบ้าไปใหญ่แล้ว...”“หินวิญญาณระดับสูงสามก้อน... เหมืองแร่ธาตุหายากสี่ชนิด... ถ้ำวิญญาณสองแห่ง...ให้ตายเถอะ แบบนี้กะจะบีบให้องค์กรอื่นๆ ยอมแพ้ไปเลยรึไง”
ฉู่เทียนอีหรี่ตามองสถานการณ์อยู่นานภายในใจของเขาเกิดรู้สึกซาบซ่านขึ้นมาทันที และข้อเสนอที่ทางตู้มหาสมบัติเสนอขึ้นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกซาบซ่านเข้าไปใหญ่!
ทางตู้มหาสมบัติ... ไม่ขาดแคลนอะไรทั้งนั้น
หากแต่ขาดเพียงจินตันเจินเหริน!
ทั้งสามองค์กรใหญ่ล้วนไม่มีจินตันเจินเหรินประจำการอยู่เลยสักองค์กรเดียว!
“ครั้งนี้จะต้อง...” เขารู้สึกเจ็บคอเล็กน้อย “ครั้งนี้จะต้อง...”
“รวบรวมทุ่มเททั้งหมดเพื่อบ่มเพาะจินตันเจินเหรินให้ได้!”
เมื่อน้ำเสียงทูจิ้วสิ้นสุดลง เสียงซูดปากก็ดังทั่วทั้งสนามเป็นระลอก
อำนาจเงิน!
ตอนนี้ แม้แต่ติงเซียงเองก็กัดฟันอย่างเจ็บใจ นี่เป็นการใช้อำนาจเงินที่แท้จริง!
บทตู้มหาสมบัติออกโรงทีก็ทำเอาทุกคนอึ้งค้างไปตามๆ กันไม่รู้ว่าข้อเสนอแบบนี้ทำลายความคิดที่จะแย่งชิงตัวสวีหยางอี้ไปแล้วแล้วกี่ตระกูล
แค่ตู้มหาสมบัติออกโรงเพียงครั้งเดียว ก็สยบตระกูลอื่นๆไปเกินครึ่งเสียแล้ว!
“ทำเป็นอวดรวยให้ใครดูไม่ทราบ...” ติงเซียงกัดฟันพูดขึ้น เปลวไฟภายในตาโหมกระพือ
จนปัญญาและไม่มีทางเลือกเลยสักนิด
ถ้า CSIB เสนอราคาสูงไปกว่านี้ เกรงว่าน่าจะเกินกว่ามูลค่าของสวีหยางอี้กับคัมภีร์วิชาเวทรวมกันเสียอีก
เนื่องจากตอนนี้สวีหยางอี้อยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ไม่ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขอแค่ “มีความเป็นไปได้” ที่จะบรรลุขั้นจินตันพวกเขาล้วนยอมจ่ายในราคาที่สูงลิบกันทั้งสิ้นแต่ก็ใช่ว่าจะบรรลุขั้นจินตันได้อย่าง “แน่นอน”
หากมีความ “แน่นอน” วันนี้จินตันเจินเหรินหลายๆ ท่านคงมาด้วยตัวเองแล้ว
“ในนามของอวี้หลินเว่ย! ถ้าสหายสวีเข้าร่วมเป็นทางองค์กรของเราทางองค์กรของเราจะช่วยสหายสวีตามล่ามือสังหารคุณพ่อคุณแม่ของสหายสวีอย่างเต็มที่!อีกทั้งสหายสวีสามารถคัดเลือกผู้ฝึกตนขององค์กรเพื่อเป็นทหารติดตามประจำตัวได้ยี่สิบคน!โดยกลุ่มทหารติดตามกลุ่มนี้จะขึ้นตรงกับสหายสวีเท่านั้น!และสหายสวีจะกลายเป็นกลุ่มกำลังระดับสูงของอวี้หลินเว่ยทันที!”ไม่ทันรอให้ผู้คนอุทานขึ้น ฝู่หรงก็ตะเบ็งเสียงพูดต่อ“ขอแค่สหายสวีตอบตกลงแค่ประโยคเดียว!”