“ข้าว่าลีลาน่าอัศจรรย์ปานนี้ยิ่งเคล้าคลอเสียงฉินของพี่สาม คงชัดเจนแล้วล่ะว่าอันดับหนึ่งควรเป็นใครเพราะฉะนั้น คุณหนูใหญ่ไป๋ เจ้ายังต้องการแสดงต่อหรือไม่” เหยียนอี้หรานกระแนะกระแหนและเหล่มองไป๋เซียงจู๋ด้วยท่าทางสบประมาท
ทุกคนต่างพากันสนใจเรื่องสนุกที่กำลังเกิดขึ้นมู่จื่อรั่วนี่สุดยอดจริงๆ พวกนางจำต้องศิโรราบอย่างไม่มีข้อแม้ดังนั้นสำหรับไป๋เซียงจู๋ผู้ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนคนนี้นางควรหดหัวเข้ากระดองไปเสียดีกว่า
ทว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ชั่วขณะที่ทุกคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสออกชาติไป๋เซียงจู๋ในชุดสีชิงสง่างามกลับค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วตอบรับด้วยกิริยาสุขุม “หม่อมฉันขอเพียงฉากบังลมสีขาวกับดอกฉูจวี๋กระถางหนึ่งเท่านั้นเพคะพระสนมโปรดอนุญาต”
“ฉากบังลมน่ะได้แต่ฉูจวี๋พวกนี้คือของขวัญที่ฮ่องเต้ประทานให้ ข้าหวงแหนยิ่งนัก...” สายตาของเสียนกุ้ยเฟยเจือแววหยามเหยียด นางไม่แม้แต่จะคิดว่าเด็กคนนี้จะมีความสามารถอะไรทั้งนั้นหากจะขอให้ตนเสียฉูจวี๋หนึ่งกระถางให้ไป๋เซียงจู๋ปู้ยี่ปู้ยำ แน่นอนว่าย่อมไม่ยินยอมนอกจากนี้นางยังเป็นเพียงบุตรีจากตระกูลไป๋ที่ไม่ได้สลักสำคัญแม้น้าชายคนเล็กของนางจะรุ่งโรจน์โชติช่วงมากในหลายเดือนที่ผ่านมาแต่แล้วอย่างไรเล่า
เสียงหัวเราะเย้ยดังมาจากกลุ่มคน แต่พอเฟิ่งเจาเกอตวัดตาค้อน เสียงพวกนั้นก็หายสิ้นในบัดดล
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเสียนกุ้ยเฟยนี่ใจแคบเกินไปหรือเปล่าถึงได้สร้างความลำบากใจให้ผู้น้อยเช่นนี้
แต่สิ่งที่ทำให้เฟิ่งเจาเกอแปลกใจคือไป๋เซียงจู๋กลับค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ชี้ไปยังบริเวณใกล้ข้อเท้าที่ไร้คนสนใจตรงนั้นมีต้นฉูจวี๋ตายอยู่กระถางหนึ่ง ใบร่วงจนหมดเกลี้ยง ดอกก็เน่าแล้ว
“พระสนมเสียนเฟยโปรดประทานฉูจวี๋กระถางนี้ให้หม่อมฉันได้หรือไม่” กิริยาของไป๋เซียงจู๋มิได้เย่อหยิ่ง ถึงกระนั้นก็มิได้เหมือนกำลังถ่อมตน
เสียนกุ้ยเฟยชำเลืองมองดอกไม้กระถางนั้นด้วยความกังขานางฉงนในคำขอของไป๋เซียงจู๋มาก ทว่าก็คงไม่ดีนักที่จะแล้งน้ำใจจนถึงขั้นไม่ยอมให้กระทั่งดอกไม้ที่ตายแล้ว
ทันทีที่นางพยักหน้าอนุญาตนางกำนัลก็ไปยกของที่ไป๋เซียงจู๋ต้องการมา
ฉากบังลมสีขาวถูกจัดไว้ด้านหน้าด้านหลังฉากคือโต๊ะน้ำชาหนึ่งตัว บนโต๊ะมีฉูจวี๋เหี่ยวๆ กระถางนั้นอยู่ทุกคนมองท่วงท่าของไป๋เซียงจู๋ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยหรือว่านางจะวาดภาพฉูจวี๋ที่เฉาตายแล้วตนนี้?
บรรดาหญิงสาวสูงศักดิ์อดไม่ไหวที่จะกระซิบกระซาบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจับผิดติติงไป๋เซียงจู๋ตั้งแต่ศีรษะยันปลายเท้า
“นี่นางคิดจะวาดดอกฉูจวี๋ไร้ชีวิตนั่นหรือ”
“วาดบนฉากบังลมหรือ ทำไมไม่มีพู่กัน”
“ชู่ เบาๆหน่อยสิ ไม่เห็นหรือว่าองค์รัชทายาทอยู่ด้วย”
“นางจิ้งจอกก็คือนางจิ้งจอกไม่นึกเลยว่าจะยั่วยวนองค์รัชทายาท จวนไป๋เป็นแค่วาณิชหลวงเท่านั้นอีกอย่างไม่เคยจะได้ยินชื่อนางมาก่อนด้วยซ้ำไม่รู้ว่าใช่คุณหนูจากตระกูลไป๋แน่หรือไม่”
----------------------------------------
และในขณะที่ทุกคนสงสัยใคร่รู้นั้นเองไป๋เซียงจู๋ก็เริ่มขยับ พวกเขาเบิกตากว้างไปตามการเคลื่อนไหวของนาง
นาง... นางกำลังทำอะไร
จู่ๆเข็มเงินเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้น แทงเข้าปลายนิ้วไป๋เซียงจู๋พร้อมกับปฏิกิริยาตกตะลึงของทุกคนเลือดไหลออกมาทันที หยาดโลหิตสีแดงสดหยดลงบนกระถางดอกไม้แห้งผาก
เฟิ่งเจาเกอขมวดคิ้วนิดๆสีหน้าไม่สู้ดีนัก ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจจะทำอะไร จะพลิกผันสถานการณ์มิใช่หรือไร ไฉนจึงทำร้ายตัวเองเสียก่อนเล่า
ทว่าระหว่างที่เขากำลังงุนงงแม้จะผ่านการใคร่ครวญมาอย่างหนักยิ่งไปกว่านั้นยังสงสัยว่าตนเดิมพันผิดฝ่ายหรือไม่ท่ามกลางฝูงชนก็เกิดเสียงอุทานด้วยความตกใจ
ต้นฉูจวี๋ที่ตายแล้วในกระถางนั้นกลับคืนชีพอีกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อมันผลิยอดอ่อนออกมา และดอกตูมนั่นยังค่อยๆ เบ่งบานเสียด้วย...
“เป็นไปได้อย่างไร...”
“ต้นฉูจวี๋ตายจะกลับมามีชีวิตอีกได้อย่างไร”
“เจ้าดูดอกนั่นสิมันคือฉูจวี๋ห้าสี!”
“ใช่ฉูจวี๋ห้าสีจากแดนใต้ซึ่งมีเพียงต้นเดียว เดิมทีตายไปแล้วชาวสวนดอกไม้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รอดไม่น่าเชื่อว่าจะฟื้นคืนชีพได้เพราะเลือดหยดเดียวของนาง นางทำได้อย่างไร”
บัดนั้น ทุกคนไม่อาจสงบนิ่งได้อีกต่อไปแต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจที่สุด
ไป๋เซียงจู่ดีดตัวลุกขึ้นนางดึงแส้ม้าออกมาจากเอว แส้ม้าอันนี้ขนาดเล็กกะทัดรัดดี ไม่มีใครสังเกตเห็นว่านางเหน็บมันไว้ที่เอวอย่างแนบเนียนพอนางหวดแส้ กลีบดอกฉูจวี๋และหยดเลือดจากปลายนิ้วมือสาดกระเซ็นแต่งแต้มลงบนฉากบังลมสีขาวนั่น จากนั้นเข็มเงินของนางก็ทำหน้าที่อีกครั้งด้ายสีถูกปักลงบนด้านหลังของฉากบังลมทีละเส้น ทุกจังหวะย่ำเท้า ทุกท่วงท่าการหมุนทุกกระบวนวาดวงแขน จะมีด้ายหนึ่งเส้นลอยออกมาจากใต้แขนเสื้อ นับรวมได้สิบเข็มเส้นด้ายหลากสีสันร้อยเรียงต่อกันคล้ายแนวรุ้ง
ความงามเป็นเช่นไร? นี่แหละคือความงาม!
นางฝังกลีบดอกฉูจวี๋ห้าสีนั่นไว้ระหว่างเส้นด้ายรายล้อมลายปักที่ซ้อนทับสับไขว้กัน สร้างเสน่ห์เสมือนจริงราวกับมีผีเสื้อแสนสวยเวียนวนอยู่รอบๆ การแต่งกายอันเรียบง่ายของไป๋เซียงจู๋ทำให้นางละม้ายคล้ายเทพเซียนบนสรวงสวรรค์งดงามอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกคนตะลึงงัน ไม่สามารถละสายตาไปได้แม้แต่นิดเดียวท่ามกลางท่วงท่าลีลาที่เจริญตาเจริญใจ ฉูจวี๋สีรุ้งค่อยๆปรากฏเป็นรูปร่างบนฉากบังลมขาวโพลนนั่นทีละน้อย
ไม่มีผู้ใดรู้สึกตัวว่ามันจบลงเมื่อไรเห็นเพียงแต่ว่าด้ายเส้นสุดท้ายทะลุผ่านฉากบังลมหลังจากปักผีเสื้อตัวหนึ่งเสร็จสมบูรณ์ ด้ายทุกเส้นถูกตัดทิ้งพร้อมกันการร่ายรำเป็นอันสิ้นสุด ดอกฉูจวี๋บานสะพรั่งบนฉากบังลมสีสันสดใสนั่นเป็นภาพของฉูจวี๋ที่ปักจากกลีบดอกฉูจวี๋จริงและเส้นด้ายหลากสีผสมกันและนางยังใช้ด้ายสีปักตัวอักษรเคียงไว้อีกด้วย
‘หากตัวข้ามีแก้วตาคู่ชูชื่นเจ้าคือหนึ่งเดียวตราบสิ้นลมหายใจ’
แม้เป็นเพียงการปักด้ายทว่าแฝงความงามอยู่ในนั้น ลายเส้นประณีตบรรจงแต่ไม่ละทิ้งความหนักแน่น ปราดเปรียว อิสระเสรีและมีพลัง สวยสง่ากว่าอักษรจันฮวาที่ดูกระมิดกระเมี้ยนของมู่จื่อรั่วนัก
แวบแรกเห็นไม่มีทางเชื่อว่าถูกรังสรรค์โดยฝีมือของหญิงสาว
หลังทุกคนได้รับชมการแสดงอันยอดเยี่ยมไร้เทียมทานจากไป๋เซียงจู๋ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาคือตะลึงพรึงเพริดกระทั่งเหยียนอี้เลี่ยกับเฟิ่งเจาเกอก็ไม่มียกเว้น แต่เมื่อเห็นประโยค ‘หากตัวข้ามีแก้วตาคู่ชูชื่นเจ้าคือหนึ่งเดียวตราบสิ้นลมหายใจ’ บนฉากบังลมถนัดตาแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนอีกครั้ง
เหยียนอี้เลี่ยหรี่ตามองนึกดูหมิ่นอยู่ในใจ แม่สาวน้อยนางนี้อาจหาญประกาศกร้าวกลางวังหลวงว่าตนต้องการรักเดียวตลอดไปช่างโอหังเสียจริง สตรียึดสามีเป็นหลักมาตั้งแต่โบราณกาลบุรุษหลายภรรยาถือเป็นเรื่องปกติสามัญนับประสาอะไรกับเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงเช่นเขา
เฟิ่งเจาเกอกลับเงยหน้าขึ้นมองไปยังเงาร่างเพรียวบางอรชรของไป๋เซียงจู๋ นัยน์ตาส่อแววแพรวพรายเล็กน้อย
นึกไม่ถึงว่านางจะหวังสูงปานนั้น
แต่เพราะเหตุผลนี้นี่เองนางจึงพิเศษจึงน่าสนใจ จึงหยิ่งยโส จะว่าไปแล้วก็จริงหญิงผู้โดดเด่นเป็นเลิศเช่นนี้จะเต็มใจแบ่งปันสามีกับหญิงอีกเป็นพรวนได้อย่างไร
หลังความเงียบชั่วอึดใจผ่านไปเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอุทยานหลวงเซ็งแซ่ขึ้นอีกครั้งบรรดาฮูหยินพระราชทานและคุณหนูต่างกำลังถกเถียงกันว่าผู้ชนะจะเป็นใครบทสนทนาส่วนใหญ่เกี่ยวกับไป๋เซียงจู๋ที่มีฝีไม้ลายมือและความสร้างสรรค์น่าทึ่งเหนือมนุษย์มนาเสียมากกว่าลืมการแสดงของมู่จื่อรั่วทิ้งไว้ด้านหลังแล้ว
มู่จื่อรั่วจ้องไป๋เซียงจู๋ด้วยความโกรธแค้นดวงตาคู่งามเหมือนจะยิงแท่งน้ำแข็งออกมาทะลวงร่างไป๋เซียงจู๋ให้ได้
ในขณะที่ไป๋เซียงจู๋ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมแผ่นหลังเหยียดตรง สง่างามดังดอกไห่ถัง แววตาแน่วแน่ของนางมองไปยังเสียนกุ้ยเฟยรอคอยให้อีกฝ่ายตัดสิน
“คุณหนูทุกท่านแสดงความสามารถได้ดีมากข้าชอบทั้งนั้น งานเลี้ยงชมดอกไม้ปีนี้ช่างน่าประทับใจจริงๆ” เสียนกุ้ยเฟยกล่าวโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องชิงชัยชนะแม้สักนิด “มาสิ นำปิ่นที่ข้าเตรียมไว้ออกมาที ข้าจะมอบให้พวกนางทุกคน”
คุณหนูจากแต่ละตระกูลลุกขึ้นทำความเคารพ “ขอบพระทัยพระสนมเสียนเฟย”
พวกนางล้วนรู้ดีเรื่องการแสดงความสามารถสิ้นสุดเพียงเท่านี้เสียนกุ้ยเฟยมีท่าทีไม่โปรดไป๋เซียงจู๋อย่างชัดเจนทว่าทุกคนก็ประจักษ์แจ้งด้วยเช่นกัน ไม่ว่าด้านความงามหรือความสามารถ ไป๋เซียงจู๋เหนือกว่ามู่จื่อรั่วทั้งหมดต่อให้เสียนกุ้ยเฟยหลีกเลี่ยงที่จะพูด แต่สายตาของทุกคนเฉียบคมพอยิ่งไปกว่านั้นยังมีความคิดเห็นจากองค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอสนับสนุน รับกับถ้อยคำ ‘เลิศล้ำโลกตะลึง’ ที่เฟิ่งเจาเกอลั่นวาจาไว้ได้โดยแท้จริง
ต่อจากนี้เป็นต้นไป ดูท่าทั่วทั้งเมืองหลวงคงไม่มีใครไม่รู้จักนามของนางไป๋เซียงจู๋