กะดึก..นึกหลอน

    ล้างบ้านผี คดีหลอน ตอนที่ 2 : คราบที่ไม่อยู่ในรูป

    ตอนที่ 2: คราบที่ไม่อยู่ในรูป


    สิ่งแรกที่ผมทำหลังเปิดประตูไม่ใช่ก้าวเข้าไป แต่ยืนรอ


    งานที่เกิดเหตุสอนให้คนใจร้อนตายก่อน ไม่ใช่ตายแบบในหนัง แต่ตายจากความสะเพร่า สูดสารฟอร์มาลินเก่าเข้าไป ลื่นคราบเลือดที่ผสมไขมัน กระจกบาดมือทะลุถุงมือ หรือเอาน้ำยาผิดชนิดไปผสมจนเกิดควันกัดปอด ผมฉายไฟจากหน้าผากเข้าไปก่อน มองพื้น มองเพดาน มองสายไฟ มองสิ่งที่อาจเป็นเข็มหรือเศษมีด


    บ้านเงียบและเย็นเกินไป


    ความเย็นในบ้านปิดตายมีหลายแบบ แต่ความเย็นที่พุ่งออกมาจากบ้านหลังนี้เป็นความเย็นแบบห้องแช่ของเก่า เหมือนอากาศข้างในไม่ไหลเวียนมานานกว่าสองวันที่ข่าวบอก กลิ่นเลือดแห้งอยู่ด้านล่าง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อยู่กลางบ้าน และด้านบนสุดมีกลิ่นหอมหวานของแป้งเด็กที่ไม่ควรเหลืออยู่ในบ้านหลังฆาตกรรม


    ผมยกมือห้ามปอนด์ที่กำลังจะก้าวตามเข้ามา


    "ถ่ายก่อน"


    "ยังไม่ได้ทำอะไรเลยพี่"


    "เพราะยังไม่ได้ทำอะไรนี่แหละ ถึงต้องถ่าย"


    ผมเริ่มจากมุมหน้าประตู กดถ่ายแบบกว้างให้เห็นพื้น ห้องรับแขก บันได และทางเดินไปครัว แล้วจึงถ่ายซ้ำทีละมุมตามเข็มนาฬิกา ทุกภาพต้องมีตำแหน่งอ้างอิง เอาไว้ส่งงานและเอาไว้ป้องกันตัวเอง ถ้าเจ้าของบ้านบอกว่าของหาย เราต้องมีภาพก่อนเริ่ม ถ้าคราบถูกกล่าวหาว่าเราทำเลอะเพิ่ม เราต้องมีภาพเดิม ถ้ามีอะไรในบ้านที่ไม่ควรอยู่ เราต้องมีหลักฐานว่าเราเห็นมันตั้งแต่แรกหรือเพิ่งเห็นหลังจากนั้น


    เอกยืนคุมอยู่ตรงธรณีประตู ไม่เข้ามาทันที เขาเปิดไฟฉายกวาดไปทั่วห้องด้วยมือที่นิ่งเกินไปสำหรับคนที่บอกว่างานนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ปอนด์ขยับอยู่ข้างหลังผม เสียงถุงพลาสติกในมือเขาดังกรอบแกรบจนผมต้องหันไปมอง


    "ถ้ามึงกลัวก็รอข้างนอก" เอกพูด


    "ใครกลัวพี่" ปอนด์ตอบทันที "ผมแค่เหม็น"


    "เหม็นให้เป็น" ผมบอกเขา "กลิ่นบอกงานเราได้เยอะกว่าตา"


    ปอนด์ทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ ผมไม่ได้อธิบายต่อ เพราะบางเรื่องต้องเรียนจากการยืนอยู่ในบ้านจริง ๆ เท่านั้น


    ในห้องรับแขก โซฟาผ้าสีเทาเปื้อนฝุ่นตั้งอยู่ชิดผนัง โทรทัศน์จอใหญ่มีรอยแตกเป็นเส้นเฉียง พื้นกระเบื้องสีขาวตรงกลางห้องมีคราบเลือดแห้งเป็นวงกว้างตามรูปหลักฐาน คราบนั้นเข้มตรงกลางและแผ่ออกเป็นขอบบาง ๆ เหมือนน้ำหกที่ถูกทิ้งไว้หลายชั่วโมงจนจับตัว ปกติงานแบบนี้ผมจะเริ่มจากซับคราบแห้งด้วยน้ำยาเอนไซม์ ปล่อยให้มันแตกตัว แล้วค่อยขูดและเช็ดหลายรอบ


    แต่ก่อนแตะอะไร ผมถ่ายรูป


    แชะ


    รูปแรกในมือถือแสดงคราบเลือดตรงกลางห้องชัดเจน ผมเปิดรูปหลักฐานจากผู้ว่าจ้างเทียบ ตำแหน่งตรงกัน


    "จุดนี้ทำได้" ผมบอก


    ผมวางไม้บรรทัดวัดคราบไว้ข้างวงเลือด ถ่ายซ้ำอีกภาพ แล้วเปิดบันทึกเสียงในมือถือ พูดวันที่ เวลา ตำแหน่ง และสภาพพื้นตามที่เคยทำจนติดปาก นี่เป็นนิสัยไม่ดีของคนทำงานนานเกินไป เราเริ่มอ่านคราบเหมือนอ่านลายมือ ทั้งที่หน้าที่ของเราคือทำให้มันหายไป


    เอกมองผมจากข้างหลัง "อย่าเล่นนักสืบ กานต์"


    "กูแค่บันทึกงาน"


    "บันทึกเท่าที่ต้องบันทึกก็พอ"


    ผมหันไปสบตาเขาผ่านแผ่นใสของหน้ากาก "มึงรีบเกินไป"


    เอกไม่ตอบ เขาก้มเปิดกล่องน้ำยาแทน เสียงฝาขวดกระแทกพื้นดังเกินจำเป็น


    เอกพยักหน้า "ปอนด์ กั้นเทปแดงรอบวง กูจะผสมน้ำยา"


    ปอนด์ฉีกเทปแดงแปะพื้นลวก ๆ ผมกำลังจะเตือนให้เขาเว้นขอบกว้างกว่านี้ เสียงบางอย่างก็ดังจากทางเดินหลังบ้าน


    ครืด


    เหมือนขาโต๊ะลากพื้น


    เราทั้งสามคนหยุดพร้อมกัน


    "บ้านเก่า" เอกพูดเร็วเกินไป "ลมดันประตู"


    ไม่มีใครเถียง เพราะถ้าเถียง เราต้องยอมรับว่าเสียงนั้นไม่ได้เหมือนลมเลย


    เสียงนั้นมีน้ำหนัก มีจังหวะเริ่มและจังหวะหยุดเหมือนของแข็งถูกลากด้วยมือคน มันดังจากทางเดินไปครัว ห่างจากเราไม่ถึงสิบเมตร แต่เมื่อผมฉายไฟไปทางนั้น ทางเดินก็ว่างเปล่า


    "ถ่ายทางเดินก่อน" ผมบอก


    "คราบหลักยังไม่เสร็จ" เอกค้าน


    "ถ้ามีอะไรเคลื่อนที่ เราต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้มันอยู่ตรงไหน"


    เอกมองผมเหมือนอยากด่า แต่สุดท้ายก็พยักหน้า ผมเดินช้า ๆ ไปถึงปากทางเดิน ถ่ายรูปตามพื้นทีละช่วง รอยลากยาวจากห้องรับแขกไปถึงหน้าห้องครัวตามรูปหลักฐาน แต่มีบางอย่างไม่ตรงกัน ในรูปหลักฐาน รอยลากหยุดก่อนถึงประตูครัวประมาณหนึ่งฟุต ทว่าในบ้านจริง รอยนั้นต่อเข้าไปใต้บานประตูราวกับมีใครถูกดึงเข้าไปทั้งตัว


    "รูปหลักฐานถ่ายก่อนหรือหลังตำรวจมา" ผมถาม


    "กูจะไปรู้เหรอ" เอกตอบ


    "ถ้ามันต่างจากรูป เราต้องทำเครื่องหมายไว้"


    ปอนด์ก้มดูรูปในมือถือผม แล้วกลืนน้ำลาย "พี่ มันต่างจริง"


    คำยืนยันจากปอนด์ทำให้บ้านเงียบลงกว่าเดิม เหมือนมันไม่ชอบให้ใครเห็นความแตกต่างของมัน


    ผมเริ่มทำคราบแรก ใช้มีดขูดพลาสติกค่อย ๆ แซะขอบที่แข็ง ใช้ผ้าซับ ไม่ถูเป็นวง เพราะจะกระจายสารชีวภาพออกไป ขณะทำ ผมรู้สึกถึงความคุ้นเคยของงาน ความจริงของกลิ่นเลือดแห้ง น้ำยา ถุงมือ และเสียงเทปกาวช่วยดึงสติไว้ ทุกครั้งที่กลัว ผมกลับไปนับขั้นตอน


    ฉีด


    รอ


    ซับ


    ขูด


    ทิ้งในถุงแดง


    คราบแรกจางลงช้า ๆ


    ปอนด์ไปเก็บเศษแก้วแถวโซฟา เอกยืนผสมน้ำยาเข้มข้นกว่าเดิม ผมสังเกตเห็นว่าเขาดูรีบ ไม่ใช่รีบเพราะกลัว แต่รีบแบบคนอยากออกจากที่นี่ก่อนจะมีอะไรให้คิดมาก


    เศษแก้วที่ปอนด์เก็บไม่ได้อยู่ในรูปหลักฐาน ผมเรียกให้เขาหยุดแล้วถ่ายรูปไว้ก่อน ปอนด์ทำหน้าไม่พอใจ แต่ยอมวางที่ตักลง บนผนังเหนือโซฟามีรอยสี่เหลี่ยมสีจางกว่าเนื้อผนังรอบ ๆ เหมือนเคยมีรูปแขวนอยู่ตรงนั้นนานหลายปี แล้วถูกถอดออกก่อนเราเข้ามา เอกเห็นผมถ่ายรูปจุดนั้นก็ขมวดคิ้ว


    "อันนั้นไม่เกี่ยวกับงาน"


    "มึงรู้ได้ไง"


    "เพราะเราไม่ได้รับจ้างมาหาของหาย"


    "แต่ถ้ามันเป็นหลักฐาน"


    เอกกดเสียงต่ำ "ตำรวจปิดคดีแล้ว"


    "ห้องครัวมีรอยลาก" ผมพูด "อย่าเพิ่งเข้าไปจนกว่าถ่ายรูปครบ"


    "รู้แล้ว" เอกตอบ "ทำห้องนี้ให้จบก่อน"


    ผมเช็ดคราบวงสุดท้ายจนตาเปล่ามองแทบไม่เห็น จากนั้นถ่ายรูปหลังทำความสะอาดตามขั้นตอน


    ในรูป คราบเลือดยังอยู่


    ผมขมวดคิ้ว มองพื้นจริง พื้นตรงนั้นสะอาด มีเพียงความชื้นจากน้ำยาสะท้อนแสงไฟฉาย ผมถ่ายอีกครั้ง คราบเลือดในภาพยังชัดกว่าเดิม เหมือนวงเลือดไม่เคยถูกแตะ


    "เอก มาดูนี่"


    เอกเดินมาหยิบมือถือผมไปดู แล้วมองพื้นจริง เขานิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนยื่นมือถือคืน


    "กล้องมึงเพี้ยน"


    "กล้องไม่ได้เพี้ยน"


    เพื่อพิสูจน์ ผมหยิบมือถือเครื่องสำรองจากกระเป๋างาน ถ่ายมุมเดียวกัน ผลเหมือนเดิม ในกล้องมีคราบเลือด แต่ตาเปล่าไม่มี


    ปอนด์ยื่นมือถือของตัวเองมา "ลองเครื่องผม"


    ผมหยิบมาถ่ายจากมุมเดียวกัน ภาพที่ขึ้นบนหน้าจอทำให้ปอนด์ถอยหลังทันที คราบเลือดเข้มกว่าในมือถือผมเสียอีก ตรงกลางวงเลือดมีรอยคล้ายหัวเข่ากดอยู่สองรอย และขอบด้านหนึ่งมีเส้นยาวเหมือนนิ้วคนพยายามขูดพื้น


    "เมื่อกี้ไม่มีแบบนี้" ปอนด์กระซิบ


    "ในพื้นจริงก็ไม่มี" ผมตอบ


    ผมคุกเข่าลง มองพื้นด้วยตาเปล่า พื้นสะอาดชื้น แสงไฟฉายสะท้อนเป็นวงขาว ไม่มีคราบติดขึ้นมา ไม่มีความเหนียว ไม่มีเศษแห้ง แต่วัตถุอื่นในภาพปกติดี มีเพียงเลือดเท่านั้นที่กล้องยืนยันว่ามันยังอยู่ และตาเราปฏิเสธว่ามันหายไปแล้ว


    "กฎข้อห้า" ผมพูด


    เอกหันไปมองซองกฎที่เสียบอยู่ในกระเป๋าเสื้อเขา


    "อย่าพูดเหมือนกฎพวกนั้นจริง"


    "ถ้ามันไม่จริง เขาจะเขียนไว้ทำไม"


    "ลูกค้าก็โรคจิตไง"


    "แล้วคราบในกล้องนี่ล่ะ"


    เอกเงียบ เขาเอาผ้าชุบน้ำยาจากมือผมไปขัดพื้นด้วยตัวเอง ขัดแรงจนเสียงผ้ากับกระเบื้องดังฝืด ๆ ผ่านหน้ากาก เขาขัดเหมือนจะลบภาพในกล้องด้วยแรงแขน ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ได้ผล


    กฎข้อที่ 5 กลับขึ้นมาในหัว


    งานเสร็จเมื่อรูปหลังทำความสะอาดไม่มีคราบเลือดเหลืออยู่ในกล้อง แม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นแล้ว


    ผมเริ่มฉีดน้ำยาอีกรอบ คราวนี้ขัดนานขึ้นจนข้อมือปวด พื้นกระเบื้องสะอาดเกินพอ แต่ภาพในกล้องยังมีคราบอยู่ คราบนั้นไม่ได้จางลง กลับขยายออกไปทางขอบเทปแดงเล็กน้อย เหมือนมันกำลังซึมหนีการทำความสะอาด


    เราเปลี่ยนน้ำยา เปลี่ยนผ้า เปลี่ยนมุมถ่าย และเปลี่ยนคนขัด เปิดไฟฉายเพิ่ม วางไฟตั้งพื้นให้แสงตกจากด้านข้าง เพราะบางครั้งเงาทำให้คราบดูเหมือนอยู่ แต่ทุกครั้งที่หน้าจอสว่างขึ้น คราบก็ยังอยู่ที่เดิม ราวกับมันไม่สนใจแรงมือของเรา มันสนใจเพียงว่าเรามองมันผ่านอะไร


    ผมหยุดก่อนจะทำให้ยาแนวพื้นเสีย "พอ"


    "ยังไม่สะอาด" เอกพูด


    "พื้นจริงสะอาดแล้ว ถ้าขัดต่อกระเบื้องเป็นรอย ลูกค้าหักเงินแน่"


    "ลูกค้าเขียนเองว่างานเสร็จเมื่อกล้องไม่มีคราบ"


    "งั้นเราต้องหาว่าคราบที่กล้องเห็นอยู่ตรงไหน"


    พูดออกไปแล้วผมเองยังไม่ชอบคำตอบนั้น เพราะมันแปลว่าคราบเลือดในบ้านหลังนี้อาจไม่ได้อยู่บนพื้น แต่อยู่ในที่ที่มือคนทำความสะอาดเอื้อมไม่ถึง


    ปอนด์เงียบ แต่สายตาเขาเริ่มไม่มั่นคง มันไม่ได้มองหาของมีค่าแล้ว มันมองหาทางออก


    "พี่กานต์" ปอนด์เรียกจากทางเดิน "ตรงนี้มีคราบ แต่ในรูปหลักฐานไม่มีว่ะ"


    ผมหันไปทันที


    ตรงพื้นทางเดินหน้าห้องครัว มีคราบเลือดรูปฝ่ามือปรากฏอยู่ คราบสดกว่าทุกจุด สีแดงเข้มเป็นมันวาว รอยนิ้วทั้งห้าชี้ไปทางห้องเก็บของใต้บันได


    ผมเปิดรูปหลักฐานที่แนบมา จุดนั้นไม่มีคราบ


    ผมจำได้ว่าผมถ่ายพื้นตรงนั้นไปแล้วตอนเข้าบ้าน รูปก่อนเริ่มงานไม่มีรอยฝ่ามือ ผมเปิดภาพเก่าขึ้นเทียบ รอยฝ่ามือในภาพใหม่อยู่ห่างจากรอยลากหลักประมาณหนึ่งคืบ ไม่ใช่คราบกระเด็น ไม่ใช่หยดไหล แต่เป็นรอยกดเต็มฝ่ามือ เหมือนเจ้าของมือเพิ่งวางลงเมื่อครู่


    "เมื่อกี้มึงเหยียบอะไรไหม" ผมถามปอนด์


    "ไม่ได้เหยียบ ผมยืนตรงนี้ตลอด"


    "มือมึงมีเลือดติดไหม"


    เขายกมือให้ดู ถุงมือสีฟ้าของเขาสะอาด มีแค่ฝุ่นกับเศษแก้วเล็ก ๆ ตรงปลายนิ้ว ไม่มีเลือดสด ไม่มีรอยเปื้อนมากพอจะประทับมือทั้งฝ่ามือได้


    เอกก้มลงดูรอยนั้นใกล้ ๆ แล้วผมเห็นเขากลั้นหายใจ เขาไม่ได้กลั้นเพราะกลิ่น แต่กลั้นเหมือนกลัวว่าถ้าหายใจแรง รอยฝ่ามือจะรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น


    "อย่าแตะ" ผมบอก "กฎบอกถ้าคราบย้ายตำแหน่ง ให้ทำเครื่องหมายก่อน"


    "ย้ายอะไรวะพี่ เมื่อกี้มันไม่มี" ปอนด์ถอยหลัง เสียงเขาเริ่มแห้ง


    เอกเดินมาดู สีหน้าเขาเปลี่ยนไปแวบหนึ่ง แต่ยังฝืนทำเสียงแข็ง "แปะเทปแดง แล้วเช็ด"


    ผมคุกเข่าลง เอาเทปแดงวงรอบรอยฝ่ามือนั้นโดยไม่ให้ถุงมือแตะคราบ กลิ่นเลือดสดลอยขึ้นมา ทั้งที่บ้านนี้ควรไม่มีเลือดสดเหลืออยู่แล้ว พอผมแปะเทปเสร็จ เสียงผู้หญิงก็ดังมาจากในห้องครัว


    "ตรงนั้นยังไม่สะอาด"


    เราทั้งสามคนแข็งค้าง


    เสียงนั้นเบา แห้ง และอยู่ใกล้เกินกว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน


    มันไม่ใช่เสียงกรีดร้อง ไม่ใช่เสียงคร่ำครวญแบบที่คนชอบเล่าเรื่องผีกันในวงเหล้า มันเป็นเสียงผู้หญิงเหนื่อย ๆ เหมือนคนที่พูดประโยคเดิมมานานมากแล้วไม่มีใครฟัง น้ำเสียงนั้นมีความรำคาญปนอยู่ด้วย รำคาญแบบแม่บ้านที่ชี้ให้เห็นคราบที่คนอื่นถูไม่หมด รำคาญแบบเจ้าของบ้านที่มองคนแปลกหน้าทำงานพลาดในพื้นที่ของตัวเอง


    ผมรู้ทันทีว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่เสียง แต่เป็นสัญชาตญาณของคนที่ถูกเรียกให้ตอบ


    ในงานปกติ ถ้าลูกค้าพูดว่า "ตรงนั้นยังไม่สะอาด" เราจะตอบว่า "ครับ เดี๋ยวผมจัดการให้" หรือ "ขอโทษครับ" หรือแย่ที่สุดคือเผลอบอกชื่อบริษัทกับชื่อตัวเอง แต่กฎข้อสี่เขียนไว้ชัดเจน ห้ามตอบรับด้วยชื่อของตัวเอง ให้ตอบเพียงว่า "รับทราบ งานยังไม่เสร็จ"


    เอกกำลังอ้าปาก สีหน้าของเขาเป็นสีหน้าคนจะพูดคำว่า "ใคร" ผมจึงคว้าแขนเขาไว้แรงจนเขาสะดุ้ง


    เอกกำลังจะพูด ผมรีบยกมือห้าม แล้วตอบตามกฎด้วยเสียงที่พยายามไม่ให้สั่น


    "รับทราบ งานยังไม่เสร็จ"


    หลังคำตอบนั้น บ้านทั้งหลังเงียบลง


    รอยฝ่ามือในวงเทปแดงค่อย ๆ ลากต่อไปเองอีกหนึ่งคืบ ทิ้งเส้นเลือดยาวไปทางห้องเก็บของใต้บันได


    เทปแดงที่ผมแปะไว้ย่นตามแรงลาก ทั้งที่ไม่มีมือจับมัน รอยฝ่ามือค่อย ๆ เลื่อนเหมือนคนเจ็บลากตัวเองบนพื้น นิ้วทั้งห้ากดลึกขึ้น ทิ้งเส้นเลือดบาง ๆ ไว้ข้างหลัง และเมื่อมันหยุดตรงหน้าประตูห้องเก็บของใต้บันได กลอนประตูก็สั่นเบา ๆ หนึ่งครั้ง


    ปอนด์ถอยจนหลังชนผนัง "พี่ ผมว่าเราออกไปก่อนเถอะ"


    "ยังออกไม่ได้" เอกพูด


    "ทำไมจะออกไม่ได้วะพี่"


    เอกไม่ตอบ เขามองประตูห้องเก็บของด้วยสายตาที่ทำให้ผมแน่ใจว่าเขารู้จักประตูบานนั้น ไม่ใช่รู้จากรูปหลักฐาน แต่รู้จากความทรงจำของตัวเอง


    ผมถ่ายภาพรอยฝ่ามือหลังจากมันย้ายตำแหน่ง ในกล้อง รอยเลือดกลายเป็นมากกว่ารอยมือ ข้างเส้นลาก มีรอยนิ้วเล็ก ๆ อีกห้ารอย เหมือนมือเด็กวางตามหลังมือผู้ใหญ่


    แต่เมื่อผมเงยหน้ามองพื้นจริง


    มือเด็กไม่มีอยู่ตรงนั้น


    คล้ายกับเรื่องกะดึก..นึกหลอน ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    สงครามราชันจักรพรรดิ [จบภาคหลัก]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.42M 982
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810