รสาหยิบถุงที่ตัวเองลงไปซื้อในร้านเครื่องเขียนเล็ก ๆ ที่ขับผ่านด้วยมือตัวเอง ระหว่างทางไปโรงพยาบาลรสาก็วาดรูปลงไปบนโปสต์การ์ดแผ่นเล็ก ดอกเยอบีน่าสีส้ม หมายถึง เธอคือแสงสว่างในชีวิตฉัน ส่วนดอกเยอบีน่าสีขาวที่อยู่คู่กัน หมายถึง ความเที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง
“เด็กคนนั้นคงจะเจ็บน่าดูเลยนะครับ ถ้าไม่ได้รสาคงจะแย่” ฉัตรชัยพูดขึ้นอย่างนั้น รสาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมา แต่มือบางกลับขยับไปอย่างไม่สะทกสะท้านกับรถที่เคลื่อนไปตามทาง
“น้าชัยไม่ต้องพูดมากไปหรอก ฉันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น” รสาตอบออกไปเสียงเรียบ ส่วนฉัตรชัยก็มองผ่านกระจกมาก็เห็นเด็กผู้หญิงที่เหมือนมีไอที่ไม่น่าเข้าใกล้กระจายออกมารอบตัว แต่ฉัตรชัยรู้ว่าเขาได้โอกาสที่ดีจากเด็กคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง
ฉัตรชัยเลือกที่จะลงจากรถมาเดินเล่นในลานจอดรถของโรงพยาบาลแทนที่จะนั่งอึดอัดกับรสาที่แทบไม่พูดอะไรออกมา แถมยังมีท่าทีกดดันรอบข้างถึงแม้เ้าตัวจะเพียงแค่นั่งเฉยตาม
รสายังคงนั่งเขียนการ์ดไปอย่างเงียบ ๆ ราวกับว่าทั้งโลกมีเธออยู่เพียงผู้เดียว แต่สายตาของเธอเงยขึ้นก่อนจะยกยิ้มขึ้น แต่มันกลับจางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงผู้เป็อาของตัวเองอยู่ไกล ๆ
โพสต์การ์ดถูกใส่ในซองก่อนที่รสาจะก้าวเดินลงจากรถไปอย่างเชื่องช้า ถึงแม้เวลานี้เธอจะใส่แว่นแล้วมองชัดกว่าไม่ใส่ แต่มันเป็ความเคยชินที่เธอจะค่อย ๆ ก้าวเดินอย่างนี้ ขาของเธอเดินไปใกล้ห้องตรวจเท่าไร เธอเริ่มได้ยินว่าหมอบอกว่านายลมอะไรนั่นไม่เป็อะไรชัดขึ้น แต่เื่ที่น่าตลกคืออาของเธอช่างหู ตาดีเหลือเกินที่มาโรงพยาบาลได้เร็วอย่างนี้
รสากดเงินใส่ลงไปในซองแล้วปิดผนึกไว้อย่างเรียบร้อยก่อนจะหันไปยืนพิงเสาขนาดใหญ่แล้วมองภาพที่จินดาและปกรณ์กำลังยืนคุยกันนิ่ง ถึงแม้ภาพที่เห็นจะไม่ชัดอะไรมากมาย แต่สิ่งที่เธอได้ฟังกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งที่เธอได้เห็นเสียอีก
“ทำไมนังเด็กอวดดีนั่นถึงโผล่ไปช่วยใครที่ไหนก็ไม่รู้อย่างนั้น” ปกรณ์พูดขึ้นแต่ก็ยังรักษาใบหน้าของตัวเองเอาไว้ได้
“ไม่ทราบค่ะ แต่รสาดูจะห่วงนายลมไม่น้อยเหมือนกันนะคะ” จินดาบอกอย่างนั้น ปกรณ์ก็ขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กหวงสมบัติอย่างมันนี่นะ จะยอมเสียเงินตัวเองออกไปง่าย ๆ กว่าฉันจะเอามาได้แต่ละบาท ไม่ได้ง่าย ๆ แต่ไอ้ลมมันเป็ใคร หรือนังเด็กนั่นคิดจะทำอะไร”
“ใจเย็นเถอะค่ะท่าน แต่เป็อย่างนี้ก็ดีไม่ใช่เหรอคะ อย่างน้อยรสาก็มีอะไรให้ห่วง ดีกว่าเป็คนไม่มีอะไรจะเสียไม่ใช่เหรอคะ”
รสาได้ยินอย่างนั้นนิ้วเรียวก็ขยับเบา ๆ ก่อนจะยิ้มเยาะออกมากับสิ่งที่ได้ยิน รสาหันไปมองคนที่ถูกเข็นออกมาด้วยใบหน้าที่ดีขึ้นนิ่ง
“จริงสินะ หลังจากนี้อะไรก็คงจะง่ายขึ้น เธออย่าพึ่งบอกเด็กคนนั้นว่าใครเป็คนช่วย คราวนี้เราคงสนุกกันแน่ ส่วนนี่ใบเสร็จที่โรงเรียนออกให้ เอาไปให้นังเด็กหวงสมบัตินั่นด้วย ฉันี้เีจะเอาเข้าไปให้ที่บริษัททอผ้าเอง สักวันฉันจะเอาของที่เป็ของฉันคืนให้ได้ เธอคงจะไม่ทรยศครอบครัวฉันหรอกนะ” ปกรณ์พูดขึ้นพร้อมกับยื่นซองสีขาวให้ จินดาก็รับมา
“ค่ะท่าน คุณผู้ชายและครอบครัวของท่านช่วยดิฉันมา ฉันไม่มีทางลืมค่ะ” จินดาพูดอย่างนั้น ปกรณ์ก็เดินจากไป
รสามองจินดาเดินไปทางคนเจ็บ เธอเลยเลิกที่จะมองภาพพวกนั้นก่อนจะเดินไปทางบันไดที่อยู่ใกล้กันแล้วเรียกจินดาที่เธอมั่นใจว่าจะฟังคำสั่งใครมากกว่ากันมา
“รสา มาั้แ่เมื่อไร” เสียงของจินดาดังขึ้นพร้อมกับสีหน้ากังวลไม่น้อย
“ทำไมต้องทำหน้าใขนาดนั้นด้วย ฉันแค่จะเอาเงินมาให้ลมแต่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น สีหน้ากังวลของจินดาก็จางหายไปก่อนที่จะแทนที่ด้วยรอยยิ้ม
“รสา น้ามาคิดดูแล้วนะ ถ้าลมรู้ว่ารสาเป็คนช่วย ลมเขาอาจจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากรสาก็ได้ น้าคิดว่าเราควรปิดไปก่อน รอให้อะไรมันเข้าที่เข้าทางแล้วเราค่อยบอกดีไหม” จินดาพูดอย่างนั้น รสาก็มองหน้าของคนพูดนิ่ง
“ทำไมถึงต้องปิด ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”
“รสาอย่าลืมนะว่าลมเขาเป็ผู้ชาย แล้วอีกอย่างรสาเป็ผู้หญิงแล้วยังเด็กกว่าเขาด้วย เด็กผู้ชายวัยรุ่นเืร้อนตัดสินใจอะไรด้วยอารมณ์ ถ้าเราบอกไปน้ามั่นใจว่าลมเขาจะทิ้งโอกาสที่รสาจะให้เขาแน่ น้าดูจากสภาพบ้านของเขาแล้ว ถ้าจะส่งตัวเองเรียนต่อก็คงเกินกำลัง น่าเสียดายนะที่อุตส่าห์สอบติดมหาลัยดังแล้วแต่ต้องทิ้งไป เพราะทิฐิของตัวเอง” รสามองจินดาที่ยกเหตุผลที่มีความเป็ไปได้สูงขึ้นมา
“ถึงฉันไม่บอกวันนี้ สักวันเขาก็จะต้องรู้ว่าฉันเป็คนช่วย”
“แต่ถ้าเขารู้ตอนที่มันผ่านพ้นไปแล้ว เขาคงจะไม่กล้าว่าอะไรรสาหรอกที่ทำอย่างนี้” รสามองจินดาก่อนที่จะพยักหน้ารับแล้วยื่นซองจดหมายที่ปิดเอาไว้แน่นพร้อมกับหน้าซองเขียนว่าลม ก่อนที่จะส่งแบงก์พันหลายใบให้จินดา
“ค่ารถ ค่าโรงพยาบาล แล้วพาลมไปหาอะไรกินดี ๆ ด้วยล่ะ ฝากบอกเขาด้วยว่า ถ้าเรียนห่วยแตกขึ้นมาฉันจะไปฆ่าให้ตาย” รสาพูดอย่างนั้นจินดาก็ยิ้มออกมาพร้อมกับรับเงินและซองจดหมายมาใส่กระเป๋าเอาไว้ “น้าไปเถอะ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก เสียงดังน่ารำคาญ”
“รสากลับเถอะ น้าต้องกลับไปดูลมแล้วเหมือนกัน”
รสาค่อย ๆ เดินไปทางลานจอดรถอย่างไม่ได้รีบร้อน แต่ภายในใจเธอก็รู้ดีว่า หลังจากนี้ภาวินจะเป็จุดอ่อนของเธอเอง ที่เธอจะต้องรักษาสัญญาตลอดไป
ภาวินลืมตาขึ้นมาก็เห็นว่าคนที่ตัวเองนอนหนุนตักสบายอยู่กำลังนั่งดูหนังหน้านิ่วคิ้วขมวด ดวงตากลมดำขลับคู่สวยตอนนี้มีแว่นสายตาเลนส์หนาสวมอยู่ แต่มือบางข้างหนึ่งก็ยังลูบผมเขาอย่างแ่เบา ชายหนุ่มอดที่ยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทีที่แสดงออกมาของรสา
“ดูอะไรอยู่” ภาวินถามขึ้นพร้อมกับหันไปมองก็เห็นซีรีส์เกาหลีที่กำลังเปิดอยู่บนโทรทัศน์จอใหญ่
“ซีรีส์น่ะ ดูค้างเอาไว้ พอมาดูอีกทีมันก็จบแล้ว” รสาตอบออกมาแต่สายตาก็ไม่ได้คลาดไปจากหน้าจอเลยสักนิด
“รสามาอยู่บ้านนี้ทำอะไรบ้าง” ภาวินถามขึ้นพร้อมกับมองใบหน้าของคนที่ดูจะสนใจแต่ซีรีส์เกาหลีที่เปิดดูอยู่
“มีอะไรให้ทำเยอะแยะ แค่ดูซีรีส์ก็หมดวันแล้ว ถ้าเบื่อก็ไปปลูกผัก เย็บผ้า เยอะแยะ” รสาบอกเสียงเรียบเรือยอย่างที่พูดอยู่จนเป็เอกลักษณ์ของเธอไปแล้ว
“ไม่วาดภาพเหรอ ผมไม่เห็นอุปกรณ์วาดรูปเลยสักชิ้น”
“นายอยากรู้ความลับของฉันไหม” รสาถามขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็พยักหน้า
“ความลับอะไร”
“นายบอกวามลับที่ไม่มีใครรู้ของนายมาก่อนสิ แล้วฉันจะบอกความลับของฉัน” ภาวินยิ้มออกมาพร้อมกับลูบมือบางของคนที่ตัวเองจับอยู่เบา ๆ
“ตอนผมเห็นรสาครั้งแรก ผมคิดว่ารสาเป็นางฟ้าที่มาช่วยชีวิตผมจากพวกที่กำลังกระทืบผมด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมขอให้ใครสักคนช่วยผม และรสาก็มาช่วย” ภาวินพูดขึ้นรสาก็พยักหน้า
“แล้วฉันก็เหมือนถีบนายตก์สินะ” ภาวินแทบจะหัวเราะออกมากับคำพูดของหญิงสาว แต่เขาก็พยักหน้าอย่างยอมรับ ก่อนที่จะยิ้มออกมา
“ถึงมันจะดูน่าสมเพชในสายตาคนอื่น แต่ตอนนั้นผมก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอะไรนั่นขอร้องให้รสาช่วย แต่รสากลับมองผมอย่างกับเป็ขยะเปียก ผมตั้งใจว่าจะเอาคืนที่รสาทำกับผมอย่างนั้น แต่ผมก็รู้สึกว่ามันก็ล่มทุกทีที่คิด”
“นี่ความลับของนายเหรอ ลม” รสาถามขึ้นอย่างนั้น แต่ภาวินก็ส่ายหน้า
“ไม่ใช่ ความลับของผมคือเื่หลังจากนั้น ผมกลับบ้านแล้วทะเลาะกับยายหนักมาก ผมเจ็บจนไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงหรือความฝัน แต่ผมเห็นรสาร้องไห้แล้วรสาสัญญาว่าจะไม่มีวันปิดประตูใส่ผม ผมไม่เข้าใจหรอกนะว่าที่ผมฝันมันหมายถึงอะไร แต่ตอนนั้นผมจำได้ดีว่าผมเจ็บมากนะรสา ผมเจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจ แต่เสียงของรสากลับบอกผมว่าให้แสดงความเจ็บออกมาอย่าเก็บเอาไว้ ไม่อย่างนั้นใจผมจะเจ็บ ผมทำไม่ได้หรอกนะรสา แต่คำพูดพวกนั้นที่ผมฝันมันเป็คำปลอบที่ผมไม่เคยลืมเลย เวลาที่ผมรู้สึกเหนื่อยจนท้อ ผมก็มักจะฝันถึงคำพูดพวกนี้ตลอด นี่แหละความลับของผม”
“วันนั้นฉันเห็นตัวเองในตัวของนาย ฉันได้ยินเสียงนายเป็เสียงตัวเอง ฉันรู้ว่ากายนายเจ็บ แต่ใจนายเจ็บยิ่งกว่า ฉันรู้ว่านาย้าคนที่เดินผ่านประตูเข้าไปช่วยนายให้ไม่ต้องเจ็บไปทั้งใจก็เท่านั้น ฉันแค่ไม่อยากให้นายต้องเป็แบบฉันหรอกนะ ลม” รสาพูดออกมาอย่างนั้น ภาวินก็ลุกขึ้นนั่งมองหน้าคนที่ยังคงนั่งดูโทรทัศน์อยู่ทันที
“ผมไม่ได้ฝันหรือเพ้อไปเองเหรอ รสา” ภาวินถามอย่างนั้น รสาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
“ถ้าฉันไม่เจอนาย แล้วป้าแก่จะไปหานายเจอเร็วอย่างนั้นยังไงล่ะ ถามอะไรแปลก ๆ” รสาพูดขึ้นราวกับสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ได้ใหญ่โตอะไร ทำเหมือนกับราวเป็เื่ธรรมดาที่เธอทำด้วยซ้ำ
“นี่เป็ความลับของเธอหรือเปล่า รสา” ภาวินถามอย่างนั้น รสาก็หันไปมองตาปริบ ๆ
“ไม่ใช่ความลับหรอก แต่ฉันก็ไม่เคยบอกใคร ไม่คิดว่านี่จะเป็ความลับของนายด้วยซ้ำ แต่ดีแล้วล่ะที่นายไม่เคยพูดออกไป ไม่อย่างนั้นหนอนชาเขียวกับยัยป้าแก่ต้องเล่นงานฉันหนักกว่านี้แน่” รสาพูดอย่างนั้น ภาวินก็หมุนร่างบางให้หันมาทางตัวเอง แต่สายตาของหญิงสาวก็ยังคงมองไปทางซีรีส์เกาหลีอยู่ดีจนมือหนาต้องหยิบรีโมตมากดหยุดให้ หญิงสาวถึงจะยอมหันมามองหน้ากัน
“ความลับของรสาคืออะไร” ภาวินถาม
-------------------------------------
สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ใน เพจ เมื่อรัก หรือทวิตเตอร์ เมื่อรัก กันได้นะคะ
กดติดตามหรือกดถูกใจเพื่อเป็กำลังในการลงนิยายของรักกันได้นะคะ
…เมื่อรัก…