ย้อนกลับไปก่อนที่สาวน้อยนางนี้จะลืมตาตื่นขึ้นหลังจากหลับใหลไปถึงสามวัน
เขาคือ ‘อันโหย่วอี้’หนุ่มสุดฮอตของคณะวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศจีน จากปี ค.ศ.21XXเพิ่งเรียนจบได้ไม่นานเขากำลังจะได้เป็วิศวกรในบริษัทั์ใหญ่ตามที่เขาใฝ่ฝันไว้ขณะเรียนเขาเป็เพียงนักศึกษาหน้าตาหล่อเหลา ระดับซูเปอร์สตาร์คนหนึ่งหล่อจนเขาสามารถรับจ๊อบขณะเรียนโดยการถ่ายแบบและเป็พรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้าได้สามสี่ชิ้นเลยทีเดียวเขาเห็นว่าใช้เวลาถ่ายทำไม่นานแต่ได้เงินเยอะก็เลยรับงานแต่เขาไม่ค่อยชอบงานด้านนี้สักเท่าไร เขาชอบประดิษฐ์เครื่องมือกลต่างๆ มากกว่ารู้สึกท้าทายความสามารถดี รู้สึกตื่นเต้นว่ามันจะให้ผลลัพธ์ตามที่เขาคาดไว้หรือไม่ดังนั้นเวลาเขาออกแบบและสร้างเครื่องมือกลอะไรได้สักชิ้นเขาก็จะนำไปโพสต์ประกาศขายในเว็บ ซึ่งก็ได้รับความสนใจสิ่งประดิษฐ์ต่างๆเ่าั้หลายชิ้น
นอกจากเรียนแล้ว การหารายได้ก็สำคัญก็เขาไม่ใช่คนรวยนี่นา เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตั้แ่เขายังเด็กลุงจึงรับเขาไปอุปการะเลี้ยงดูเมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเขาจึงพยายามรบกวนลุงของเขาให้น้อยที่สุดยังดีที่เขาเป็คนมีความสามารถคนหนึ่ง จึงพอจะหารายได้สำหรับใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้และหากได้เงินเยอะจากงานชิ้นไหนก็จะแบ่งไปให้ลุงของเขาด้วยความระลึกในบุญคุณเสมอเพราะลุงยังมีลูกชายลูกสาวอีกสองคนที่กำลังอยู่ในวัยเรียนเช่นกัน
รายได้ของเขามาจากการถ่ายแบบและเป็พรีเซนเตอร์ที่มีมาบ้างซึ่งไม่บ่อยการประดิษฐ์เครื่องมือกลเล็กๆ น้อยๆ แล้วโพสต์ขาย และเมื่อหกเดือนก่อนเรียนจบเขาได้ทดลองหารายได้อีกทางจากการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งที่บ้านเขาทำธุรกิจนั่นก็คือ เล่นหุ้น เขาเริ่มจากเงินลงทุนครั้งแรกน้อยๆ ก่อนด้วยอัตราต่ำสุดที่เขากำหนด จากนั้นก็เริ่มเพิ่มทุนขึ้น สงสัยเขาจะมีโชคด้านนี้เกร็งหุ้นตัวไหนมักไม่ค่อยพลาด กำไรจากการเทรดได้มาไม่น้อยเลยแต่มีกำไรก็ย่อมต้องมีขาดทุน มันเป็ของคู่กันอยู่แล้วหุ้นบางตัวก็ทำให้เขากำไรหาย แถมดึงทุนอีกต่างหาก นั่นแหละนะ ได้ๆ เสียๆ แต่รวมๆแล้วก็ยังถือว่าเหลือเงินใช้พอจะแบ่งให้ลุงได้บ้าง
การที่เขาได้งานเร็วคงเพราะประสบการณ์จากงานประดิษฐ์ที่โพสต์ขายนี่อาจเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจากบริษัทที่เขาไปสมัครงานทิ้งไว้ก็ได้
หลังจากเขาได้รับการตอบรับจากบริษัทั์ใหญ่เขาดีใจมาก อีกวันต่อมาเขาบอกลุงว่าวันนี้เขาจะกลับดึกหน่อยจะไปฉลองได้งานกับเพื่อน นัดกันไว้ที่ร้านคาราโอเกะ
เขาเป็คนอัธยาศัยดีจึงมีเพื่อนเยอะเมื่อเข้าก๊วนเพื่อนๆ ก็จะสนุกสนานเฮฮาตามประสา เพื่อนๆที่มาในวันนี้เป็กลุ่มเพื่อนสนิทห้าคน กิน ดื่ม ร้องเพลง จนถึงเวลาร้านปิดจึงออกจากร้าน เพื่อแยกย้ายกันกลับบ้าน
ขณะเดินไปลานจอดรถ กำลังจะถึงรถอยู่แล้วเชียวก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังใช้มีดแทงเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายของผู้หญิงคนหนึ่งเขาใตาโต แทบจะสร่างเมา เผลออุทาน “เฮ้ย!” แล้วเขาก็ยกมือขึ้นปิดปากแต่ไม่ทันแล้ว ชายคนนั้นหันมา มันทำหน้าเหี้ยม
“ในเมื่อเห็นแล้ว ก็อย่าอยู่เลย”แล้วชายคนนั้นก็ดึงมีดออกจากอกของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น แล้วกระโจนเข้าหาเขาแทงมีดเข้ามา เขารีบพลิกตัวหลบ หลบทันเพียงสองครั้ง จากนั้นก็ไม่รอดถูกชายผู้นั้นใช้มีดจ้วงแทงเข้าที่หน้าท้อง จากนั้นทุกอย่างก็ดำมืดไป พอเขาฟื้นขึ้นมาคนแรกก็เห็นก็เป็อ้ายเยว่แล้ว
“จูเอ๋อร์ฟื้นแล้วหรือลูก”ท่านแม่ทัพพิทักแผ่นดินที่ปกติเหี้ยมหาญบัดนี้ต่อหน้าบุตรสาวสุดที่รักจะไปทำเสียงเหี้ยมเหมือนเช่นเคยได้เสียที่ไหนเล่า
“จูเอ๋อร์เป็อย่างไรบ้าง ยังปวดหัวอยู่หรือไม่”พี่ชายสุดหล่อก็ถามด้วยสีหน้าเป็กังวล และยกมือขึ้นมาอังหน้าผากน้องสาวด้วยเพื่อตรวจสอบว่ายังตัวร้อนอยู่หรือไม่
ไป๋เฟยจูมองหน้าสองพ่อลูกนั้นอย่างคนแปลกหน้าและพยายามทำใจแล้วกล่าวตอบ
“ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้วเ้า...เ้าค่ะ”
‘ฮู่’ นางลอบพ่นลมหายใจ ตะกุกตะกักตอบเสียงเบา โถเขาเป็ผู้ชายทั้งแท่งนะ (แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีแท่งแล้วก็เถอะ) จะให้มาพูด เ้าคะเ้าค่ะ อันโหย่วอี้รู้สึกทำใจยังไม่ค่อยได้แต่หากจะให้เขาเล่าความจริงออกไปว่าบุตรสาวของเขาคนนี้ตายแล้วแล้วเขาเป็ิญญาที่ถูกฆ่าปิดปาก มาจากโลกอนาคต ปี ค.ศ.21XX แล้วหลุดเข้ามาในโลกที่เป็เหมือนโลกคู่ขนานแต่เป็ยุคอดีตหากเขาเล่าไปเช่นนั้น แม้ความจริงจะเป็สิ่งไม่ตาย แต่เขานี่แหละจะตาย (อีกรอบ)หากไม่ถูกจับเผาทั้งเป็เพราะเป็ผีร้าย ก็อาจถูกจับขังเพราะเป็คนวิปลาสก็ได้
ก็เพื่อความเนียนไง เพื่อความอยู่รอดเขาจึงต้องพยายามปรับตัว ไหลไปตามน้ำอยู่เนี่ย จะมีใครซวยเท่าเขาอีกหรือไม่
“เ้าหิวหรือไม่ กินข้าวต้มสักหน่อยนะเ้าหลับไปหลายวัน หากเ้าไม่กินอะไรบ้างร่างกายจะแย่เอาได้” บิดากล่าว
ไม่พูดก็แล้วไปเถิด แต่พอได้ยินเท่านั้นแหละ
“โครกกกกกกก” โอ้วเสียงยังกับฟ้าร้อง
มีเสียงตอบรับดังมาจากท้องของนางทันที นางทำหน้าเขินอาย“แหะๆ สงสัยข้าจะหิวจริงๆ ด้วย”
บิดาและพี่ชายอมยิ้ม“พ่อบอกให้บ่าวในเรือนเตรียมข้าวต้มไว้ให้เ้าแล้ว เ้าเพิ่งฟื้นกินอาหารอ่อนๆก่อนนะ อีกประเดี๋ยวบ่าวคงยกมาให้” บิดากล่าวอย่างปรานีสายตาอ่อนโยนรักใคร่
“ขอบคุณเ้าค่ะ” นางเริ่มตอบได้คล่องขึ้น แม้จะยังคงเสียงเบาอยู่มากเนื่องจากขาดความมั่นใจในการออกเสียงคำว่า ‘เ้าค่ะ’
คราแรกพี่ชายจะป้อนข้าวต้มนาง แต่นางไม่ยอมสุดท้ายพี่ชายก็ต้องตามใจคนป่วย
หลังจากนางรับประทานข้าวต้มเสร็จก็ดื่มยาต้มตามที่หมอเขียนเทียบไว้ให้
“อูย บรึ๋ย ขนลุก” ไป๋เฟยจูตัวสั่นขนลุกขนชันหลังจากดื่มยาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำลงไปจนหมดชาม
“อ้ายเยว่ขอน้ำด่วนๆ”ไป๋เฟยจูเรียกร้องหาน้ำดับความขมทันที
“นี่เ้าค่ะคุณหนูรอง ค่อยๆ ดื่มนะเ้าคะประเดี๋ยวจะสำลัก”
“แค่กๆๆๆ” เพียงแค่อ้ายเยว่พูดจบคำไป๋เฟยจูก็สำลักน้ำทันที ลำบากอ้ายเยว่ต้องมาคอยลูบหลังให้
หลังจากรับประทานอาหารและดื่มยาอ้ายเยว่ก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ไป๋เฟยจู แล้วให้นางพักผ่อน
“เดี๋ยวก่อน ข้าอยากเห็นหน้าข้า”ไป๋เฟยจูคัดค้านการนอนทันทีหลังอิ่มอาหาร อีกอย่างั้แ่ฟื้นมานางยังไม่เคยเห็นหน้าตัวเองเลยว่ามีรูปร่างหน้าตาเช่นไร
“โถ คุณหนูรองของบ่าวก็ยังงดงามเช่นเดิมแหละเ้าค่ะ”อ้ายเยว่รู้สึกแปลกใจที่ไป๋เฟยจูเกิดอยากเห็นหน้าตัวเองขึ้นมา
แม้คุณหนูรองของนางจะเป็สตรีที่งดงามหน้าตาน่ารักมากๆแต่คุณหนูรองของนางก็ไม่เคยใส่ใจสักเท่าไร อ้ายเยว่จะแต่งหน้าให้หรือไม่แต่งให้ไป๋เฟยจูก็ไม่เคยใส่ใจ เพราะไป๋เฟยจูคิดว่าวันๆ ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้วอยู่เพียงแค่ในจวน แค่ฮูหยินรอง อี๋เหนียง หรือลูกๆ ของพวกนางไม่มากลั่นแกล้งหรือพูดจาให้นางช้ำใจ นางก็ยินดีมากแล้ว พวกนางชอบหาวิธีมากลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆเสมอเมื่อบิดาและพี่ชายอยู่ที่กองทัพ ซึ่งไป๋เฟยจูก็ไม่เคยปริปากบ่นไม่เคยกล่าวฟ้องให้บิดาหรือพี่ชายฟัง คิดว่าถ้าฟ้องนางอาจโดนรังแกมากกว่านี้หากนางอยู่เฉยๆ ประเดี๋ยวพวกนางก็เบื่อไปเองซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เป็อย่างที่นางคิดนางยังคงถูกกลั่นแกล้งรังแกเสมอต้นเสมอปลาย
แม้ว่าฮูหยินรองจะจัดการให้บุตรสาวของแม่ทัพไป๋ทุกคนได้เรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่ที่สตรีชั้นสูงพึงมีแต่มีเพียงไป๋ซูฉี บุตรสาวของฮูหยินรองเท่านั้นที่ได้เรียนในสำนักศึกษาเพราะมีเพียงไป๋ซูฉีเท่านั้นที่สอบเข้าสถานศึกษาได้ส่วนบุตรสาวแม่ทัพไป๋อีกสองคนไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ลองสอบเพราะในวันที่ต้องไปสอบเข้าสำนักศึกษา ไป๋เฟยจูและไป๋ลี่มี่ จะต้องป่วยทุกครั้งหากไม่ท้องเสียก็ต้องมีไข้เป็เช่นนี้หลายครั้งจนฮูหยินรองกล่าวว่าอายุเกินที่จะศึกษาแล้วและเป็สตรีถึงอย่างไรก็ต้องออกเรือนไม่ได้ใช้ความรู้อยู่ดีเพียงแค่รู้ศาสตร์ทั้งสี่ก็เพียงพอแล้ว
ไป๋ลี่มี่อยากจะเถียงว่าแล้วเหตุใดไป๋ซูฉีบุตรสาวของฮูหยินรองจึงได้ศึกษาในสำนักศึกษาเล่าในเมื่อเป็สตรีแค่ศาสตร์ทั้งสี่ก็เพียงพอ แต่นางไม่กล้าที่จะเอ่ยออกไปทำได้เพียงแค่คิด
ส่วนไป๋หนิงเทียน และไป๋เฟยิชีวิตส่วนมากจะอยู่ที่กองทัพที่ชายแดน นานๆ จะกลับมาสักครั้งทุกอย่างที่บ้านปล่อยให้ฮูหยินรองจัดการ เพียงเห็นว่าชีวิตทั่วไปของบุตรสาวสบายดีเขาจึงไม่ได้กล่าวว่าอันใด ไป๋เฟยิเคยถามไป๋เฟยจูว่าอยู่ที่บ้านมีใครรังแกหรือไม่ นางก็ตอบว่าไม่มี
จริงๆแล้วสาเหตุที่ไป๋เฟยจูและไป๋ลี่มี่ป่วยทุกครั้งเมื่อจะไปสอบก็เกิดจากการวางยาของฮูหยินรองเพื่อไม่ให้เด็กสาวทั้งสองมีโอกาสพบเจอบุรุษซึ่งอาจจะทำให้พวกนางได้ดีเกินหน้าบุตรสาวของตนโดยเฉพาะไป๋เฟยจูที่หน้าตาสวยน่ารักโดดเด่นแม้บุตรสาวของนางจะมีหน้าตางดงามแต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับไป๋เฟยจูไป๋ซูฉีไม่ได้มีหน้าตาสวยน่ารักแบบนั้น อีกทั้งไป๋เฟยจูก็เป็บุตรีของฮูหยินเอกแม้นางจะตายไปแล้ว แต่แม่ทัพไป๋ก็ยังไม่ยอมเลื่อนขั้นให้นางเป็ฮูหยินเอกเสียทีดังนั้นเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด ไม่ต้องให้ไป๋เฟยจูออกไปที่ใดเลยจะดีที่สุดส่วนไป๋ลี่มี่แม้จะไม่งดงามเท่าไป๋ซูฉีบุตรสาวของนาง แต่ไป๋ลี่มี่ก็เป็เพียงบุตรสาวของอนุทำไมจะต้องให้มันได้ดีด้วย
นอกจากฮูหยินรองจะไม่เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เข้าสำนักศึกษาแล้วยังไม่อนุญาตให้พวกนางออกนอกจวนด้วย อ้างว่าข้างนอกมีอันตรายเป็สตรีในห้องหอไม่ควรออกไปอวดโฉมต่อหน้าผู้อื่นจะเป็การทำลายชื่อเสียงจวนแม่ทัพ
คำพูดของนางช่างย้อนแย้งยิ่งนักนางไม่อนุญาตให้บุตรีของฮูหยินเอกซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว และบุตรีของอนุออกนอกจวนแต่นางให้ไป๋ซูฉีบุตรสาวของตนเองได้ศึกษาในสำนักศึกษาและเข้าออกจวนได้ตาม้าโดยกล่าวอ้างว่า ซูฉีหัวดีต้องไปเรียน จะไม่ให้ออกนอกจวนคบหาผู้อื่นได้เช่นไร
ความทรงจำเหล่านี้ของไป๋เฟยจูทำให้นางถึงกับเบ้ปากจนปากโค้งขึ้น มุมปากงอลง “นางร้ายในละครชัดๆ กีดกันแท้ๆสองมาตรฐาน” นางคิดว่าตัวเองคิดแค่ในใจ แต่ที่ไหนได้ดันมีเสียงพึมพำดังออกมา
“คุณหนูรอง ทำไมทำปากน่าเกลียดเช่นนั้นเล่าเ้าคะแล้วกล่าวอันใดหรือเ้าคะบ่าวฟังไม่ชัด” อ้ายเยว่ทำหน้าแปลกใจ
“ไม่มีอะไร ข้าก็พูดไปอย่างนั้นแหละไหนเ้าพาข้าไปหน้ากระจกหน่อยซิ ข้าอยากเห็นตัวเองจะแย่แล้ว”ไป๋เฟยจูเรียกร้องความ้าของตนกับสาวใช้คนสนิทอีกครั้งผิวพรรณขาวผ่องอย่างกับหยกมันแพะเกรดดี ชุ่มฉ่ำนุ่มเด้งขนาดนี้ นิ้วเรียวเล็กกลมกลึงสวยขนาดนี้หน้าตาจะเป็เช่นไรนะไป๋เฟยจูรู้สึกตื่นเต้นอยากเห็นใบหน้าของเ้าของร่างนี้เป็ที่สุด
อ้ายเยว่จึงพยุงร่างของเ้านายสาวไปนั่งหน้ากระจกเนื่องจากไป๋เฟยจูยังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงจะลุกเดินสักเท่าไร
แม้จะคิดเอาไว้แล้วว่าร่างนี้ต้องสวยแน่ๆ แต่เมื่อได้เห็นภาพสะท้อนในกระจกซึ่งดีหน่อยที่มันเป็กระจกจริงๆ ไม่ใช่ทองเหลืองเหมือนในละครย้อนยุคที่เคยดูผ่านๆตามาบ้าง นางถึงกับอึ้งไป
“แม่จ้าว คนหรือตุ๊กตาวะเนี่ย น่ารักอะไรเบอร์นี้น่ารักเกินไปแล้ว” ไป๋เฟยจูเผลออุทานเอ่ยชมภาพสะท้อนที่ได้เห็นในกระจกอย่างอดไม่ได้ถ้าทำได้นางก็อยากจะเข้าไปกอด ไปหอม ไปฟัดเสียจริงๆภาพที่ได้เห็นเป็สตรีสาวแรกรุ่นนางหนึ่ง รูปร่างเล็กบอบบางดูอรชรอ้อนแอ้นและมีสัดส่วนของความเป็สตรีเด่นชัดแม้ตอนนี้ผิวหน้าจะดูซีดเซียวไปบ้างเพราะความเจ็บป่วยแต่องค์ประกอบของใบหน้านี้สุดจะบรรยายจริงๆ ใบหน้าน่ารักโดดเด่นพูดได้คำเดียวเลยว่า ‘ตุ๊กตามีชีวิต’ หน้ารูปไข่แก้มป่องพองน่าดึงยิ่งคิ้วโค้งตามดวงตา ตาคมกลมโตสีดำสนิทแวววาวฉ่ำเหมือนมีน้ำเคลือบที่ั์ตามีแอคเซสซารีเป็ขนตาดำหนาเป็แผงเหมือนพัดยาวโค้งงอนประดับอยู่จมูกเล็กโด่งปลายเชิด ปากบางจิ้มลิ้ม ดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักเมื่อยิ้มจะมีลักยิ้มปรากฏขึ้นที่แก้มทั้งสองข้าง
“โอ๊ย ไม่ไหว ใจละลาย” ไป๋เฟยจูยกมือขึ้นลูบอกตัวเอง
“โอ๊ะ ลามก”เมื่อนึกได้ว่ามือวางที่ไหนก็หลุดปากด่าตัวเองออกมา
“นี่ถ้าอยู่ในยุคที่เราจากมาต้องเป็พริตตี้ระดับแนวหน้าหรือไม่ก็เป็เน็ตไอดอลโด่งดังแล้วละ คนอะไรกันน่ารักโคตร”ไป๋เฟยจูยังคงชมร่างนี้ไม่หยุด แล้วนางก็นั่งจ้องหน้ากระจก แล้วก็ยิ้ม แล้วก็เบะทำหน้าเอียงอาย ทำตาเหล่ ทำสารพัดหน้า เพื่อดูว่าตุ๊กตามีชีวิตตัวนี้เมื่อเปลี่ยนลักษณะหน้าเป็แบบต่างๆ จะเป็เช่นไร
“อะแฮ่ม” ในที่สุดอ้ายเยว่ก็ทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมของคุณหนูรองที่ทำหน้าต่างๆ หน้ากระจก แล้วไหนจะบ่นอะไรแปลกๆ อีกนางมองเ้านายสาวด้วยความไม่แน่ใจว่า ที่อาการของคุณหนูรองของนางเป็เช่นนี้สาเหตุเพราะความเจ็บป่วยใช่หรือไม่ ไยจึงทำท่าทางเช่นนี้เห็นคุณหนูรองยังไม่เลิกทำหน้าแปลกๆ เสียทีในที่สุดนางก็อดรนทนไม่ไหวจึงส่งเสียงออกมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ และกล่าวขึ้น
“เอ่อ...คุณหนูรองเ้าคะ”
ไป๋เฟยจูเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวในห้องจึงชะงักหน้าท่าสุดท้ายที่กำลังทำอยู่ นั่นคือดูดแก้มทั้งสองข้างเข้าไปจนปากจู๋จากที่กำลังมองภาพในกระจกก็ค่อยๆ หันกลับไปมองอ้ายเยว่โดยที่ลืมเลิกทำท่าที่กำลังทำอยู่ พอเห็นสายตาของอ้ายเยว่จึงนึกได้ปล่อยแก้มที่ดูดไว้ออก แล้วหัวเราะแห้งๆ แก้เขิน “แหะๆ สนุกดีเนอะเรียกข้าทำไมหรือ”
อ้ายเยว่ได้แต่ถอนหายใจ