นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 42 ทักษะต่อสู้ซาเซินฉบับซูเวย

    ตอนที่42 ทักษะต่อสู้ซาเซินฉบับซูเวย


    ซูเวยชะงักและหยุดวิ่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกของสืออู๋เจ๋อเธอหยุดยืนรอเขาสักพัก เมื่อเห็นว่าเขาวิ่งอย่างช้าๆและระมัดระวัง จนในที่สุดมาถึงตำแหน่งของตนเองแล้วเธอถามเขาด้วยความเป็นห่วงว่า “พี่อู๋เจ๋อไหวไหมคะ?”


    “ไหว ไหวอยู่แต่มันยังไม่ชิน วิ่งช้าหน่อย รอพี่ด้วย” สืออู๋เจ๋อหายใจหอบเหนื่อยเล็กน้อยพลางบอกซูเวยตามจริง


    “ตกลง งั้นหนูจะวิ่งช้าลงอีกนิด”ซูเวยพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ


    หลังจากนั้นซูเวยวิ่งออกตัวนำเขาเล็กน้อยโดยวิ่งตรงไปยังทิศทางสนามฝึกซ้อมของตนเอง คราวนี้สืออู๋เจ๋อวิ่งตามเธอทันอย่างกระชั้นชิดเขารู้สึกแปลกใจที่เห็นว่าซูเวยดูเหมือนคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเป็นอย่างมากเพราะเธอสามารถวิ่งหลบหลีกกิ่งไม้หรือต้นไม้ขนาดใหญ่ รวมทั้งทางคดเคี้ยวเป็นระยะได้อย่างคล่องแคล่วทำให้เขาคิดตามเหตุผลว่าซูเวยจะต้องมาออกกำลังกายที่นี่ทุกวันอย่างแน่นอน


    ครั้นทั้งสองคนวิ่งมาถึงเนินเขาโล่งที่เป็นสถานที่ฝึกซ้อมของซูเวยแล้วซูเวยหยุดวิ่งและหันหลังกลับมายืนสบตากับสืออู๋เจ๋อที่เขาวิ่งตามเธอมาทันพอดี


    “เวยเวยมาฝึกที่นี่ทุกวันหรือ?”สืออู๋เจ๋อเหลียวมองรอบตัวพลางถามซูเวยด้วยความอยากรู้เพราะดูเหมือนซูเวยจะคุ้นเคย

    กับพื้นที่แถบนี้เป็นพิเศษ


    “ใช่ค่ะที่นี่เหมาะสมที่สุดแล้ว ไม่ต้องกังลว่าชาวบ้านจะแตกตื่น แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด หากออกจากบ้านเวลาสามนาฬิกาอากาศจะเย็นสดชื่นมากกว่านี้ซึ่งช่วยเรื่องการฝึกซ้อมให้ก้าวหน้าได้เร็วมากขึ้นด้วย”ซูเวยพูดตอบรับตามจริงและอธิบายถึงเหตุผลที่เธอเคยนัดหมายเขาในเวลาดังกล่าว


    “โอ้!เอาไว้ให้พี่ปรับตัวได้ก่อนแล้วกัน สามนาฬิกามันเช้าเกินไป” สืออู๋เจ๋อส่งเสียงประท้วงเล็กน้อยก่อนตอบแบ่งรับแบ่งสู้


    “งั้นพวกเราเริ่มฝึกซ้อมขั้นพื้นฐานก่อนแล้วกันสิ่งที่หนูจะสอนให้พี่คือทักษะที่เรียกว่าซาเซินฉบับปรับปรุง” ซูเวยเริ่มอธิบายถึงศิลปะการฝึกฝนร่างกายและทักษะต่อสู้กับสืออู๋เจ๋อเมื่อเหลือบมองเห็นว่าเขาพร้อมรับการเรียนรู้แล้ว


    “ซาเซินหรือ?ไม่เคยได้ยิน พี่เคยได้ยินแต่วูซู ชี่กง ไทเก๊ก หรือไม่ก็เจี๋ยฉวนเต้าจากทีวี” สืออู๋เจ๋อขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนตอบชื่อศิลปะการต่อสู้ของประเทศที่มีชื่อเสียงซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์กำลังภายในหรือภาพยนตร์ต่อสู้โบราณ แต่ทว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อ“ซาเซิน” มาก่อน ทำให้สืออู๋เจ๋อรู้สึกแปลกใจกับศิลปะชื่อประหลาดนี้ยิ่งนัก


    “ที่จริงแล้ว ศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายล้วนมีทั้งจุดที่เหมือนและแตกต่างกันแต่ศิลปะซาเซินที่หนูจะสอนพี่อู๋เจ๋อมันจะช่วยให้พี่ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งเร็วกว่าประเภทอื่นที่พูดมาทั้งหมดไม่เชื่อลองฝึกอย่างจริงจังสักหนึ่งเดือน รับรองว่าพี่จะชอบใจและเห็นผลอย่างแน่นอน”ซูเวยอธิบายความแตกต่างของศิลปะซาเซินกับศิลปะต่อสู้อื่นพลางพูดท้าทายเขาให้ทดลองเรียนรู้สักหนึ่งเดือนค่อยสรุปผลอีกครั้ง


    “ตกลง ลองฝึกดูก็ไม่เสียหายอะไร”สืออู๋เจ๋อพยักหน้าตอบรับอย่างยินดี สำหรับเขาแล้วนั้น ขอแค่ให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถปกป้องแม่ตนเองได้จะฝึกศิลปะอะไรล้วนไม่สำคัญสำหรับตนเอง


    “หากว่าพี่ตกลงใจที่จะฝึกแล้วหนูไม่ให้เลิกกลางคันนะเพราะพี่อาจได้รับบาดเจ็บได้” ซูเวยพูดสำทับอีกครั้งอย่างกังวลใจเธอไม่ต้องการเห็นเขาถอดใจเมื่อพบวิธีการฝึกที่แสนโหดแล้วหยุดชะงัก ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อทั้งหลายได้รับบาดเจ็บได้เพราะการหยุดฝึกกะทันหันนั้นจะส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บระดับเซลล์ได้นั่นเอง


    เนื่องจากทักษะต่อสู้ซาเซินฉบับซูเวยที่เธอปรับปรุงขึ้นใหม่นั้นเป็นฉบับที่นุ่มนวลแต่แฝงความแข็งกร้าวและแข็งแกร่งมากกว่าฉบับดั้งเดิม โดยเธอเชื่อมั่นว่าเขาจะต้องประทับใจหากได้ฝึกฝนจนคล่องตัวแล้ว


    “ได้พี่จะไม่เลิกกลางคัน จะตั้งใจเรียนรู้ให้ดี” สืออู๋เจ๋อตอบรับอย่างจริงจัง น้ำเสียงที่หนักแน่นของเขาทำให้ซูเวยรู้สึกสบายใจ


    ……….


    ต่อจากนั้นซูเวยเริ่มสอนท่าพื้นฐานเพื่อให้เขาเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อร่างกายก่อนเริ่มต้นฝึกฝนอย่างจริงจังเธอไม่ต้องการให้เขาเร่งรีบและได้รับบาดเจ็บในภายหลัง


    ซูเวยสาธิตท่ายืนม้าหรือนั่งม้าซึ่งเป็นการยืนที่มีลักษณะเหมือนนั่งบนหลังม้าเป็นท่าที่จะช่วยฝึกสมาธิและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อส่วนหลังต้นขาและขาทั้งสองข้างโดยตรง หากเป็นคนที่เพิ่งเริ่มฝึกใหม่ๆอาจเดินขากางในช่วงแรกเพราะการยืนม้าเป็นเวลานานๆจะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต้นขาแข็งเกร็งและเจ็บปวดได้แต่ทว่าซูเวยมีวิธีช่วยลดความเจ็บปวดนั้นได้


    ขณะที่สืออู๋เจ๋อยืนม้าอยู่พักหนึ่งซูเวยเข้ามายืนทางด้านหลังของเขาพร้อมกับใช้นิ้วมือเล็กๆทั้งสิบนิ้วกางออกแล้วจี้จุดตามตำแหน่งเส้นชีพจรลมปราณที่เธอเรียนรู้มาจากตำราแพทย์เทวดา เป็นจุดที่ปลดล็อกและทำให้กระตุ้นการไหลเวียนของกระแสเลือดและพลังปราณได้ดีขึ้นซึ่งซูเวยต้องการทดลองกับสืออู๋เจ๋อเพื่อให้เขามีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในการฝึกฝน


    “กึก ๆๆๆๆๆๆๆ”เสียงดังของนิ้วมือเรียวเล็กของซูเวยที่เกร็งจนแข็งเหมือนท่อนเหล็กถูกทิ่มแทงลงไปในต้นคอแผ่นหลัง แขนทั้งสองข้าง ต้นขาสองข้าง เสียงดังเหมือนของแข็งกระทบกัน เป็นเสียงจากการกระแทกนิ้วมือแข็งของซูเวยพุ่งตรงเข้าไปกระทบกระดูกในร่างกายเขาและแผ่กระจายพลังซาเซินที่เธอส่งเข้าไปพร้อมด้วยเป็นการกระตุ้นเส้นชีพจรที่เชื่อมโยงเส้นพลังปราณของสืออู๋เจ๋ออย่างแม่นยำ


    “อยู่นิ่งๆอย่าขยับ” ซูเวยพูดสั่งสืออู๋เจ๋อให้อยู่นิ่งในท่านั่งม้าเนื่องจากเธอต้องการความแม่นยำในการกระตุ้นชีพจร เธอไม่อยากให้เขาเจ็บปวดจากพลังซาเซินของตนเองที่ส่งผ่านเข้าไปในร่างกายเขาแต่อย่างใด


    สืออู๋เจ๋อรู้สึกประหลาดใจที่เขาพบว่าตนเองไม่รู้สึกเจ็บปวดภายในร่างกายแม้แต่น้อยทั้งที่พลังนิ้วมือของซูเวยที่ทิ่มแทงเข้ามาในร่างกายตนเองนั้นรุนแรงจนเขารู้สึกวูบวาบภายในร่างกายเขารู้สึกแค่ร้อนวูบวาบแต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ


    “ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”ซูเวยถามเขาหลังจากที่เธอกดจุดกระตุ้นเส้นพลังปราณครบตามจำนวนที่ตนเองวิเคราะห์จากตำราแพทย์เทวดาเรียบร้อยแล้วซึ่งเส้นพลังปราณล้วนเป็นความรู้และสิ่งแปลกใหม่ที่เธอเพิ่งเรียนรู้และคิดว่าสามารถผสมผสานเข้ากับพลังซาเซินได้อย่างลงตัวเธอไม่คิดว่าโลกใบนี้จะมีสิ่งลี้ลับหลายอย่างที่ตนคาดไม่ถึง


    เธอพบว่าจุดฝังเข็มมีหลายจุดที่สามารถกระตุ้นพลังแฝงภายในซึ่งในตำราเขียนบอกไว้ว่า “เส้นพลังปราณ” ทำให้เธอต้องการที่จะรู้ว่าเส้นพลังปราณกับเส้นชีพจรเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรตอนนี้เธออยากรู้ว่าทักษะความแม่นยำของตนเองอยู่ในระดับใดโดยการทดสอบความแม่นยำกับร่างกายของสืออู๋เจ๋อเธอไม่กล้าบอกว่าเขาเป็นมนุษย์ทดลองคนแรก

    ของตัวเอง


    สืออู๋เจ๋อรู้สึกร่างกายเหมือนมีการไหลเวียนของคลื่นพลังสายหนึ่งจากปอด– ฝ่ามือ - หัว – เท้า - ลำตัว - ม้าม - หัวใจ - ไต - ตับ - มือ - หัว - เท้า -ลำตัว - ปอด วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆจากช้าและเร็วขึ้นทีละนิดแต่ทว่าเขากลับรู้สึกสบายตัวมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าการนั่งม้าลำบากเหมือนเดิมอีกต่อไป


    “รู้สึกเหมือนมีลมอุ่นๆกำลังวิ่งวนไปมาในร่างกายของพี่ รู้สึกสบายจริงๆ” สืออู๋เจ๋อตอบซูเวยตามที่เขารู้สึกและสัมผัสได้จริง


    “ดีแล้วงั้นนั่งอีกสักพักแล้วหนูจะสอนท่าใหม่ให้”ซูเวยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีเมื่อพบว่าผลการทดลองของตนเองประสบความสำเร็จเธอรู้สึกทึ่งกับความรู้โบราณจากตำราในคฤหาสน์ขาวซึ่งเกินจินตนาการตนเองว่าจะมีความพิเศษมากกว่าเทคโนโลยีทั้งหลายที่ตนคุ้นเคยมาก่อน


    จากนั้นซูเวยแยกตัวไปฝึกฝนทักษะของตนเองอยู่ด้านหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไปสิบนาที เธอกลับมาดูสืออู๋เจ๋อและพบว่าเขาเริ่มมีเหงื่อซึมตามลำตัวมากขึ้นแล้วจึงให้เขาพักครู่หนึ่งก่อนเริ่มสอนทักษะต่อไป


    ทั้งคู่ใช้เวลาฝึกฝนจนถึงเกือบหกนาฬิกาซูเวยเหลียวมองบนท้องฟ้าและรับรู้เวลาโดยอัตโนมัติ ในตอนนี้เธอเชี่ยวชาญศาสตร์ในการดูเส้นทางของดวงดาวบนท้องฟ้าและสามารถคาดการณ์เวลาหรือทำนายโชคชะตาได้มากขึ้น


    ตั้งแต่ที่เรียนรู้ศาสตร์ทั้งหลายนี้จากตำราทำนายสวรรค์มีแค่เรื่องอาหารกลางวันเท่านั้นที่เกินความคาดหมายของตนเอง เธอไม่คิดว่าจะมีคนกล้ากลั่นแกล้งตนเองเช่นนี้


    “เช้าแล้วพวกเรารีบกลับไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย” ซูเวยพูดชักชวนสืออู๋เจ๋อเมื่อเห็นว่าเขายังคงมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนต่อจนหลงลืมเวลา


    “อ๊ะ!เช้าเร็วจริงๆ พรุ่งนี้ค่อยมาฝึกต่อละกัน” สืออู๋เจ๋อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจนมองเห็นสภาพพื้นที่รอบตัวได้อย่างชัดเจนแล้วเขาพยักหน้าตอบรับซูเวยอย่างเข้าใจ


    หลังจากนั้นทั้งคู่รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วสืออู๋เจ๋อสามารถวิ่งได้เร็วมากขึ้นเพราะเขามองเห็นพื้นและทางเดินได้ชัดเจน โดยไม่ต้องกังวลมากเหมือนเดิมปรากฏว่าเช้านี้สืออู๋เจ๋อไม่ได้ไปช่วยแม่ทำอาหารเช้าที่บ้านของซูเวยเนื่องจากเขากลับมาถึงบ้านสายกว่าปกติเขารีบกลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วค่อยกลับมาทานอาหารเช้าที่บ้านของซูเวย


    ……….


    ระหว่างที่ซูเวยและสืออู๋เจ๋อทานอาหารเช้าร่วมกับเกาอิงและจิวมู่ตานซูเวยพูดเตือนสืออู๋เจ๋ออย่างจริงใจว่า “พี่อู๋เจ๋ออย่าลืมทำท่าบริหารที่หนูสอนไว้ล่ะไม่งั้นจะเจ็บปวดกล้ามเนื้อจนลุกจากเตียงไม่ไหวแน่ๆ”


    “เจ็บปวดอะไรหลานไปทำอะไรกับเสี่ยวเจ๋อมาหรือ?” เกาอิงถามหลานสาวด้วยความแปลกใจกับคำพูดที่ซูเวยพูดออกมาอย่างกำกวมและดูเหมือนจะรู้เรื่องกันแค่สองคนเท่านั้น


    “อ๋อ!ผมให้เวยเวยช่วยฝึกร่างกายให้วิ่งได้เร็วๆครับ เธอเลยเตือนผมที่เร่งหักโหมออกกำลังกายมันอาจเจ็บปวดภายหลังได้ครับ” สืออู๋เจ๋อตอบคำถามของเกาอิงแทนซูเวยพลางอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย


    “งั้นก็ดีแล้วที่ชวนกันไปออกกำลังกายแม่ก็แปลกใจอยู่ว่าลูกหายไปไหนแต่เช้า” จิวมู่ตานพูดขึ้นมาอย่างเข้าใจที่ตนไม่พบตัวลูกชายก่อนออกมาทำงานที่บ้านเกาอิง


    “รับรองว่าต่อไปพี่อู๋เจ๋อจะเก่งกาจสามารถปกป้องและดูแลน้าจิวได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ” ซูเวยพูดชื่นชมสืออู๋เจ๋ออย่างจริงใจต่อหน้าจิวมู่ตานอย่างน้อยทำให้จิวมู่ตานเข้าใจและสนับสนุนการฝึกฝนต่อไป


    “โม้นักนะเรา รีบทานเร็วเข้าเดี๋ยวไปโรงเรียนสายกันพอดี”เกาอิงส่ายหัวพลางยิ้มเล็กน้อยและบอกให้ทุกคนรีบทานข้าว

    ซูเวยแลบลิ้นเล็กน้อยอย่างเขินอายที่ถูกยายล้อเลียนเธอรีบทานข้าวแล้วตามด้วยดื่มนมสดหนึ่งแก้ว ซึ่งเธอจะทานนมเช้าเย็นเพราะกลัวว่าตนเองจะสูงช้าเกินไปยายเองก็ยินดีสนับสนุน ดังนั้นเธอจึงมีนมทานอย่างเหลือเฟือและเพียงพอสำหรับสืออู๋เจ๋อด้วยเช่นกัน


    หลังจากซูเวยและสืออู๋เจ๋อทานอาหารเช้าและดื่มนมเสร็จเรียบร้อยแล้วสืออู๋เจ๋อทำหน้าที่ประจำของเขาโดยการไปจูงจักรยานเดินออกไปหน้าบ้าน ต่อจากนั้นซูเวยวิ่งแข่งกับสืออู๋เจ๋อที่ปั่นจักรยานอย่างรวดเร็วไปโรงเรียนเช่นเคย


    ทั้งคู่มาถึงโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆที่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองมาส่งหน้าโรงเรียนเป็นจำนวนมาก


    ปรากฏว่ามีเสียงพูดเหน็บแนมซูเวยถึงการที่เมื่อวานนี้ถูกลงโทษจากครูจูซึ่งเป็นเสียงของเพื่อนร่วมห้องประถมปีสี่ที่ดังขึ้นระหว่างเดินเข้าโรงเรียนว่า


    “อุบ๊ะ! ไม่น่าเชื่อว่านังเด็กกำพร้าจะยังกล้ามาโรงเรียนอีก”


    “ชิชะ! ถูกครูเรียกพบขนาดนี้ยังไม่อายอีกเลยนะ”


    “เอ๊ะ!ท่าทางของซูเวยไม่เหมือนคนที่ถูกลงโทษเลย”


    “นั่นสิ! ดูร่าเริงเหมือนเดิม น่าแปลกจริงๆ”


    “ตกลงว่าครูไม่ได้ทำโทษซูเวยที่เธอหลับในห้องเรียนหรือ?”


    “ใครจะไปรู้ความคิดของครูล่ะ?”


    “งั้นหมายความว่ายังไง?”


    ซูเวยไม่ได้สนใจคำพูดประชดประชันทั้งหลายนั้นแต่อย่างใดเธอมีเรื่องสำคัญที่จะต้องไปรายงานครูจูอย่างน้อยโรงเรียน

    ต้องมีคำตอบหรือมาตรการจัดการปัญหาที่จริงจังมากกว่านี้


    เนื่องจากเมื่อวานซูเวยมาพบครูจูเรื่องแยกห้องเรียนพิเศษของตนเองซึ่งมีการพูดคุยกับครูจูหลายประเด็นทำให้เธอมาทานข้าวกลางวันล่าช้า ส่งผลให้ถาดอาหารของเธอเหลือแค่เศษอาหารซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการทางด้านโภชนาการของตน โชคดีที่ซูเวยถ่ายภาพถาดอาหารและบรรยากาศโดยรอบในโรงอาหารรวมทั้งในห้องครัวที่ไม่มีแม่ครัวและอาหารเหลือติดตู้เย็นเลยสักนิด


    ครั้นซูเวยเดินมาถึงหน้าห้องพักครูมีประตูเปิดออกมาพร้อมกับครูจูกำลังเดินออกไปเช็กรายชื่อนักเรียนก่อนเริ่มเรียนคาบแรกครูจูเหลือบมองเห็นซูเวยพอดีซึ่งเธอเกือบจะเดินชนนักเรียนเข้าอย่างจัง


    “ซูเวยเธอมาทำอะไรที่นี่แต่เช้า?”ครูจูถามซูเวยด้วยความสงสัย โชคดีที่เธอเอี้ยวตัวหลบทันจึงไม่ชนลูกศิษย์ตัวน้อยที่

    กำลังเดินเข้ามาพอดี


    “หนูมีเรื่องร้องเรียนค่ะ”ซูเวยพูดบอกครูจูด้วยสีหน้าบึ้งตึงแสดงความโกรธและไม่พอใจอย่างยิ่ง


    “มีเรื่องอะไร? เข้ามาข้างในก่อนสิ”ครูจูขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนที่จะให้เปิดประตูกว้าง เพื่อให้ซูเวยเดินเข้าไปในห้องพักครู


    เมื่อซูเวยเข้ามาในห้องพักครูแล้วเธอพบว่าครูทั้งหลายกำลังเตรียมตัวไปเช็กรายชื่อนักเรียนประจำชั้นพร้อมกับเริ่มสอนตามรายวิชาที่ตนรับผิดชอบซูเวยยื่นโทรศัพท์ของตนเองที่เปิดโหมดรูปภาพไว้พร้อมแล้ว โดยตนเองถ่ายไว้เมื่อวานนี้ออกมาให้ครูจูดูพร้อมกับพูดด้วยความรู้สึกเสียใจว่า


    “ครูจูคะเมื่อวานนี้หนูมาพบครูเพื่อรับทราบเรื่องการเรียนพิเศษ แต่พอหนูกลับไปถึงโรงอาหารเหลือถาดอาหารของหนูใบเดียวที่สำคัญคือมีอาหารเหลือนิดหน่อยอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ หนูจะทานอิ่มได้ยังไงคะ?” 


    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน