ตอนที่31
ไป๋จงกระโดดลงจากหลังม้าคารวะคะนิ้ง ตบบ่าเสี่ยวซุน
“สนมอี๋เซียงลำบากท่านแล้ว เสี่ยวซุนฝ่าบาทเล่า”
“ฝ่าบาทเพื่อช่วยสนมอี๋เซียง และพระดอรสในครรภ์ยอมหลอกล่อพวกทหารไปเสียอีกทางเป็นข้าที่ผิดเองมาไม่ทันอารักขาฝ่าบาท” ไป๋จง ทำสีหน้าสำนึกผิด
“เป็นข้าต่างหากที่ หลงกลของ ไทเฮา บัญชาให้ออกไปแจกจ่ายสิ่งของแก่ ราษฎรที่ประสบปัญหาภัยแล้งจน ขาดการอารักขาฝ่าบาทอย่างรัดกุม”
“ไม่ใช่ความผิดของท่านไป๋จงฝ่าบาททรงเข้าใจดีหากจะโทษใครสักคนคนนั้นก้ควรจะเป็น กู้เฉินที่มักใหญ่ใฝ่สูง” คะนิ้งประหลาดใจไม่น้อยที่ตัวเองกลายเป้นคนที่พูดอะไรแบบนี้ได้หรือว่าจะโตขึ้นแล้ว
ไป๋จงส่งคะนิ้งขึ้นบนหลังม้า เดินจุงม้าให้เยาะย่างช้าๆ ไปยังที่ที่นัดพบกับ จื่อเย่
ไป๋จงและ เสี่ยวซุนดูแลคะนิ้งอย่างดีที่สุดอย่างที่คะนิ้งเองก้ไม่คาดคิดว่าทั้งสองคนจะภักดีกับ หลี่จวินจนส่งผ่านความภักดีมาถึงคะนิ้งด้วย
“ท่านพ่อ”
“เจ้าต้องเรียกข้าว่าเสด็จพ่อจะดีกว่านะซินเหยา” ซินเหยากัดฟันแน่น
ปล่อย ฝ่าบาท..หลี่จวินไปเถิด”
“โง่งม เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะปล่อยเสือเข้าป่าเช่นนั้นหรือ”
"แต่การที่ท่านพ่อทำอย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกับทรชน ข่มเหงรังแกทั้งๆ ที่ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว”
"ข้าทำทุกอย่างเพื่อเจ้า ต่อไปนี้หลี่จวินจะมีเจ้าเพียงคนเดียวซินเหยา”
“ด้วยการบังคับใจเขา”
ไมันไม่ต่างกับที่เจ้าทำพ่อเห็นเจ้าเที่ยวระรานสนมของหลี่จวินจนไม่มีใครอยู่ได้อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าไม่ได้บังคับใครเช่นนั้นหรือ” ซินเหยา พูดไม่ออกกู้เฉินยิ้ม
“ข้าปราณีแค่ไหนตอนนี้แค่เพียงขังเขาไว้รอวันไหนที่ยอมจำนนโดยดีถึงจะได้ออกมาใช้ชีวิตในฐานะราชบุตรเขย”
หลี่จวินถูกขังในคุกหลวงผมยาวที่หลุดหลุยลงมาทำเอาใบหน้าหม่นหมอง
คะนิ้งนั่งทอดอาลัยป่านนี้หลี่จวินจะเป็นอย่างไรบ้างอยู่ๆ น้ำตาก็ร่วง
“อย่างไร มีอะไรคืบหน้าบ้าง” ไทฮองไทเฮาถามสายลับที่ส่งไป
“ฝ่าบาทถูกจับตัวไปขังไว้ในคุกหลวง ส่วนสนมอี๋เซียงตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรแต่ยังไม่มีข่าวว่าถูกควบคุมตัวไว้”
“จวินเอ๋อหนอจวินเอ๋ออุตส่าห์หนีไปได้ขนาดนั้นยังถูกจับได้อีก”
“ฝ่าบาทคงมี แผนการบางอย่างที่เราไม่อาจเดาใจได้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาฝ่าบาทไม่เคยยอมจำนนต่ออะไรง่ายๆ ไทฮองไทเฮาพยักหน้า
“อย่างไรเสียควรจะรอบคอบไว้ จัดหามือดีชิงตัวจวินเอ๋อเตรียมรับคำสั่งข้าหากข้าสั่งต้องพร้อมทันที” สายลับประสานมือคารวะก่อนจะจากไปเตรียมการ
ไป๋จง ยืนกอดอกมองคะนิ้งที่นั่งเหม่ออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะเดินมาใกล้ๆ
“สนมอี๋เซียงท่านอย่าได้กังวลฝ่าบาทสามารถเอาตัวรอดได้แน่”
“ความจริงข้าไม่น่ากลับมา เพื่อผูกพันกันอีกก็ในเมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว” น้ำเสียงเศร้าสร้อย ไป๋จงเอื้อมมือหมายจะจับที่ไหล่แต่ชะงักมือไว้
“ท่าน เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฝ่าบาทยิ้มได้หากท่านไม่มาฝ่าบาทคงไม่มีรอยยิ้ม”
“อีกไม่ก็นานเราก็จะพบกับ จือเย่อ๋อง และกองกำลังองครักษ์ที่นั่น โอกาสของเราที่จะทวงบัลลังก์คืนมีอยู่มาก” พยายามปลอบใจคะนิ้ง
“จื่อเย่ เขาอยู่ข้างเราเช่นนั้นหรือ” ไป๋จงยิ้ม
“เลือดย่อมค้นกว่าน้ำ จื่อเย่อ๋องแม้ภายนอกเย็นชากับฝ่าบาททว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ทั้งสองพระองค์ปรองดองกันและจะดูห่วงใยกันยิ่งกว่าพี่น้องคู่ใดอาจจะเป็นด้วยเป็นฝาแฝดกันก็ได้”
คะนิ้งมีรอยยิ้มขึ้นมาทันทีอย่างน้อยการกลับมาครั้งนี้ของคะนิ้ง ก็ไม่ต้องกดดันโดยการที่ต้องมาพบ ว่า สองพี่น้องห้ำหั่นกันเอง ภาพจื่อเย่ใช้กระบี่แทงหลี่จวินยังชัดเจนในมโนสำนึกแม้จะแลกกับอะไรก็ตามอย่างน้อยตอนนี้สองพี่น้องก็ยังอยู่ข้างกัน
หลี่จวินนั่งพิงผนังห้องขังอย่างน้อยตอนนี้เขาก็มี คนที่ให้คิดถึงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ลูกในครรภ์ของคะนิ้งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชื่นชูใจให้มีรอยยิ้มแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายก็ตาม
“ฝ่าบาท ซินเหยามาเยี่ยมท่าน”
“ไม่จำเป็น ข้าถึงจะตกที่นั่งลำบากก็ไม่เคยต้องการความเห็นใจจากเจ้าและพ่อของเจ้า”
“ฝ่าบาท ท่านพ่อหวังดีทุกอย่างอย่างดีที่สุด”
“ข้าเป็นฮ่องเต้ไม่ดีอย่างไรพ่อเจ้าหากไม่ใช่ด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงไฉนเลยจะคิดได้ที่จะทำเรื่องอย่างนี้ได้” หลี่จวิน พูด เรียบๆ ไม่ได้มีอารมณ์โกรธเคืองอย่างคำพูด
“ฝ่าบาท”
ไปเถอะซินเหยาเราสองคนนับจากนี้ความสัมพันธืไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม หากข้า ทวงบัลลังก์คืนสิ่งแรกที่ต้องทำคือประหารพ่อเจ้าเสีย หรือแม้ทำการไม่สำเร็จพ่อเจ้าก็คงประหารข้า เช่นนั้นจึงถือได้ว่าข้ากับเจ้าเราไม่อาจ เกี่ยวพันกัน นับจากนี้ไปเจ้าเลิกห่วงใยข้าเถิด” ซินเหยาร้องไห้สะอึกสะอื้น