ร่างเล็กๆ สองร่างเดินโซซัดโซเซกลับมายังศาลเ้าร้าง เสื้อผ้าขาดวิ่นกว่าเดิม เนื้อตัวมีรอยฟกช้ำและาแ กลิ่นคาวเืจางๆ ยังคงติดตัว แม้จะพยายามล้างออกที่ลำธารแล้วก็ตาม แววตาของทั้งสองเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เลือนหายไปเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงความกร้าวแกร่งอันเ็าและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ฉายชัดออกมา
ผู้เฒ่าซานปรากฏกายขึ้นทันทีที่พวกเขาก้าวเข้ามาในเขตศาล ร่างโปร่งแสงสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายและไอสังหารที่ยังตกค้างอยู่รอบตัวลูกศิษย์จำเป็ทั้งสอง ดวงตาที่เคยดูเหนื่อยหน่ายเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะทอดถอนหายใจยาวเหยียด
"เฮ้อ... ข้านึกแล้วว่าความสงบสุขมันอยู่ได้ไม่นาน" ผู้เฒ่าซานกล่าวเสียงเรียบ แต่แฝงความเศร้าสร้อย "พวกเ้า... ไปเจออะไรมา"
เจยจื่อหลงเล่าเื่ราวที่ได้พบเจอมาอย่างรวบรัด ทั้งภาพการสังหารหมู่ และการเข้าปะทะกับพวกโจรป่า เขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ มากนัก แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นไปด้วยความขุ่นแค้น ส่วนวีอันอันยืนเงียบอยู่ข้างๆ กำหมัดแน่น ดวงตาจับจ้องไปที่พื้นดิน แต่ไอเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากร่างก็น่าสะพรึงกลัว
ผู้เฒ่าซานฟังอย่างเงียบงัน เมื่อเจยจื่อหลงเล่าจบ เขาก็หลับตาลงครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิด "โลกมนุษย์ในยุคนี้... มันเสื่อมทรามลงถึงเพียงนี้เชียวรึ ข้าติดอยู่ที่นี่นานเกินไปจนหลงลืมความโหดร้ายภายนอกไปเสียสนิท" เขาลืมตาขึ้น มองเด็กทั้งสองด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป "แล้วพวกเ้า... ตั้งใจจะทำอย่างไรต่อไป?"
"เรา้าพลัง" วีอันอันกล่าวเสียงกร้าว เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เฒ่าซาน "พลังที่มากพอจะสังหารคนชั่วให้หมดสิ้น! พลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้!"
"พลังที่จะสร้างระเบียบใหม่" เจยจื่อหลงเสริม "ท่านผู้เฒ่า วิชาที่ท่านสอนเป็พื้นฐานที่ดี แต่เรา้ามากกว่านี้ เรา้าหนทางที่จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว"
ผู้เฒ่าซานมองเด็กทั้งสองสลับกัน เขาเห็นความมุ่งมั่นอันน่ากลัวในแววตาคู่นั้น "ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกเ้า แต่พลังที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย และข้า... เป็เพียงเทพารักษ์ตกอับ ความรู้ความสามารถของข้ามีจำกัดนัก โดยเฉพาะวิชาการต่อสู้หรือการบ่มเพาะพลังขั้นสูง ข้าสอนพวกเ้าได้เพียงเท่านี้"
ความผิดหวังฉายวาบขึ้นในแววตาของเด็กทั้งสอง
"แต่..." ผู้เฒ่าซานกล่าวต่อ "ข้าพอจะรู้หนทางอื่น... หนทางที่จะนำพวกเ้าไปสู่ความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า"
"หนทางใดหรือ?" เจยจื่อหลงถามทันที
"ไกลออกไปทางทิศตะวันตก มีเทือกเขาสูงเสียดฟ้า ที่นั่นมีป่าแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ มันไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนที่ใดๆ ของมนุษย์ ถูกปกป้องด้วยอาคมโบราณ คนทั่วไปไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ ชาวบ้านในอดีตเรียกขานมันว่า 'ป่าทิพย์' หรือ 'ป่าา'" ผู้เฒ่าซานเล่า "ว่ากันว่า... ในใจกลางป่าแห่งนั้น สถิตอยู่ด้วยจิติญญาอันยิ่งใหญ่และเก่าแก่ยิ่งกว่าเทพองค์ใดที่พวกเ้ารู้จัก... 'เทพเ้าแห่งพงไพร' ผู้ถือครองความรู้และวิชาดั้งเดิมั้แ่ครั้งที่โลกยังไม่แบ่งแยก"
"วิชาดั้งเดิมแห่งจักรวาล?" วีอันอันทวนคำ ดวงตาเป็ประกาย
"ใช่แล้ว" ผู้เฒ่าซานพยักหน้า "ในยุคาอันไกลโพ้น... ์ โลกมนุษย์ และนรกภูมิ ยังไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนเช่นทุกวันนี้ พลังงานไหลเวียนเชื่อมต่อถึงกัน สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันได้ วิชาความรู้ในยุคนั้นจึงแตกต่างออกไป มันคือแก่นแท้ของพลังจักรวาล ก่อนที่จะถูกแบ่งแยกตามเผ่าพันธุ์และดินแดน หากพวกเ้าสามารถเข้าไปในป่าทิพย์ และได้รับการยอมรับจากเทพเ้าแห่งพงไพรได้ พวกเ้าอาจจะได้เรียนรู้วิชาเ่าั้"
"แล้วเราจะไปที่นั่นได้อย่างไร?" เจยจื่อหลงถาม
ผู้เฒ่าซานยื่นมือโปร่งแสงออกมา ในมือปรากฏแผ่นไม้เล็กๆ ที่แกะสลักเป็รูปใบไม้ซับซ้อน "นี่คือ 'เมล็ดนำทาง' มันจะนำทางพวกเ้าไปยังเขตป่าทิพย์ได้ ถือมันไว้ในมือ มันจะอุ่นขึ้นเมื่อพวกเ้าหันหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่จำไว้ การเดินทางนั้นยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย และแม้จะไปถึง ก็ไม่มีหลักประกันว่าเทพเ้าแห่งพงไพรจะยอมรับพวกเ้า"
เจยจื่อหลงรับเมล็ดนำทางนั้นมา มันให้ความรู้สึกอบอุ่นจางๆ ในมือ เขากับวีอันอันมองหน้ากัน การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
"พวกเราจะไป" เจยจื่อหลงกล่าวอย่างหนักแน่น
"ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าที่ชี้แนะ" วีอันอันโค้งคำนับอย่างจริงใจ (ซึ่งหาได้ยากยิ่ง)
"เฮ้อ..." ผู้เฒ่าซานถอนหายใจอีกครั้ง มองเด็กทั้งสองด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ระคนเป็ห่วง "เส้นทางที่พวกเ้าเลือกเดิน มันชุ่มโชกไปด้วยโลหิตและความแค้น จงระวังตัวให้ดี อย่าให้มันกลืนกินตัวตนของพวกเ้าไปเสียล่ะ" เขาลอยเข้ามาใกล้ ใช้ปลายนิ้วโปร่งแสงแตะที่หน้าผากของเด็กทั้งสองเบาๆ "ข้าไม่มีพลังอำนาจมากพอจะมอบของวิเศษให้ แต่ขออวยพรให้พวกเ้าปลอดภัย... ไปเถิด"
เจยจื่อหลงและวีอันอันโค้งคำนับเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากศาลเ้าร้างที่พวกเขาอาศัยพักพิงและเรียนรู้มาหลายวัน โดยไม่หันกลับไปมองอีก
พวกเขาใช้เวลาเล็กน้อยในการเตรียมตัว เก็บผลไม้และหัวมันป่าเท่าที่พอจะพกพาไปได้ ทำความสะอาดร่างกายและาแเท่าที่จะทำได้ เสื้อผ้าที่ขาดวิ่นถูกปะติดปะต่ออย่างง่ายๆ ด้วยเถาวัลย์เส้นเล็กๆ ก่อนจะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ตามความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเมล็ดนำทางในมือของเจยจื่อหลง
ขณะที่เดินออกจากเขตป่าอันคุ้นเคย มุ่งหน้าสู่เทือกเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ลิบๆ นั้น เจยจื่อหลงนึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าซาน และความเชื่อผิดๆ ของมนุษย์เกี่ยวกับ์และนรก
เขาครุ่นคิด... แท้จริงแล้ว โลก์ที่เขาจากมา หาใช่ดินแดนแห่งความดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างที่มนุษย์เข้าใจไม่ มันคือดินแดนแห่ง 'ระเบียบ' และ 'กฎเกณฑ์' อันเคร่งครัด เทพที่ทรงคุณธรรม (เทพดี) มีหน้าที่ปกครองและดูแลสรรพสิ่ง แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหน้าที่ลงทัณฑ์เทพที่ละเมิดกฎ์ (เทพเกเร) เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมดุลและความศักดิ์สิทธิ์แห่งสรวง์ การลงทัณฑ์อาจรุนแรง แต่ก็เป็ไปตามกระบวนการยุติธรรมของ์
เช่นเดียวกันกับโลกมารที่วีอันอันจากมา มันไม่ใช่ขุมนรกที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มันคือดินแดนแห่ง 'อำนาจ' และ 'กฎแห่งผู้แข็งแกร่ง' ที่มีโครงสร้างซับซ้อน มารที่มีสติปัญญาและยึดมั่นในพันธสัญญา (อาจเรียกว่ามารดี ในแง่ของการรักษา 'ระเบียบ' ของนรกภูมิ) ก็มีหน้าที่ควบคุมและลงโทษมารที่ก่อความวุ่นวายหรือละเมิดกฎเกณฑ์อันร้ายแรง (มารเลว) เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหลจนเกินควบคุม หรือส่งผลกระทบต่อภพภูมิอื่นมากเกินไป
บางที 'ความดี' และ 'ความชั่ว' อาจเป็เพียงมุมมองของแต่ละเผ่าพันธุ์ แก่นแท้ของมันอาจเป็เพียง 'ระเบียบ' และ 'ความวุ่นวาย', 'กฎเกณฑ์' และ 'การละเมิด' เท่านั้น... และบัดนี้ พวกเขา... ผู้ละเมิดกฎจากดินแดนแห่งระเบียบ กำลังจะมุ่งหน้าไปแสวงหาพลัง เพื่อที่จะมาเป็ผู้สร้าง 'ระเบียบ' ใหม่ บนดินแดนที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายนี้เอง...