“นี่เด็กน้อย ตกลงว่าได้ยินเสียงที่ฉันพูดจริง ๆ เหรอ?”
“อืม ก็จริงน่ะสิฉันจะโกหกไปทำไม นายว่าถูกไหมล่ะ”
ภูตพฤกษาที่มาจากต่างโลกสวมรอยเป็หลิวซานจี๋ได้อย่างแเีและตอนนี้ก็กำลังหลอกเ้านกโง่ให้คล้อยมาเป็พวกเดียวกัน
“แต่ฉันเห็นกับตาเลยนะว่าเธอกินเห็ดพิษเข้าไป ไม่นานก็ลงไปนอนกองบนพื้น ชักดิ้นชักงอไม่กี่ครั้งก็เงียบไปแล้วดูตอนนี้สิ เธอดูสบายดีเห็น ๆ ที่สำคัญเธอยังสื่อสารกับฉันได้ด้วยนี่มันเป็เพราะอะไรกัน?”
เ้านกน้อยเพศผู้มันช่างเป็นกที่ชอบเจรจาจนบางทีก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันเป็นกกระจิบหรือเป็นกแก้วกันแน่....
แต่ต่อให้เ้านกน้อยเห็นโลกกว้างมาเยอะและมันชอบบ่นว่ามนุษย์นั้นโง่เขลา ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นกน้อยที่รอบรู้แต่ในความเป็จริง มันต่างหากที่เป็นกโง่เขลา แม้แต่สหายของตัวเองตายไปแล้วกระทั่งถูกสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามาสวมรอยมันยังแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนตัวจริงอันไหนตัวปลอม หนำซ้ำยังดูเหมือนว่าเ้านกน้อยจะคล้อยตามคำพูดของซานจี๋ตัวปลอมได้ง่ายๆ อีกด้วย
ชักไม่แน่ใจแล้วสินะว่าอวี้ป๋ายเหิงสวมรอยได้แเีขั้นเทพหรือว่าเ้านกน้อยตัวนั้นมันโง่เง่ากันแน่
“จะอะไรได้ล่ะก็คงเพราะพวกเรามีวาสนาต่อกันนั่นแหละ นายลองคิดดูดี ๆ สิถ้าพวกเราไม่มีชะตาสอดคล้องกัน วันนั้นฉันคงไม่มีโอกาสได้ช่วยชีวิตนายไว้หรอกจริงไหมล่ะ?”
“งืมมม…ที่ว่ามาก็ฟังมีเหตุผลแฮะ”
“อีกอย่างฉันคุยกับนายรู้เื่มันก็เป็เื่ดีไม่ใช่หรือไง ต่อไปพวกเราก็แค่เป็สหายกันส่วนเื่ที่ฉันลงไปนอนกลิ้งบนพื้นทำเหมือนจะตายให้ได้ นายไม่ต้องใ และไม่ต้องตั้งข้อสงสัยไปหรอกนะเห็ดนั่นเป็เห็ดพิษก็จริง แต่ไม่สามารถทำให้คนตายได้หรอก ที่กินเข้าไปก็ไม่ได้มากมายอะไรดังนั้นแค่สลบไปเดี๋ยวเดียวมันก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ หรือนายอยากแช่งให้ฉันตาย?”
สมแล้วที่อวี้ป๋ายเหิงคือภูตพฤกษาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้รอบด้าน!
ป๋ายเหิงอาศัยงัดเอาความทรงจำของร่างเดิมขึ้นมาอ้างผนวกกับใช้คำพูดเป็เหตุเป็ผลให้ดูยาว ๆ เข้าไว้ แค่นี้นกน้อยตัวนั้นก็ตามไม่ทันแล้วล่ะด้วยถือคติที่ว่านกก็คือนก ยิ่งหัวเล็ก สมองก็ยิ่งเล็กตามไปด้วยดังนั้นต่อให้เป็นกเซียนที่หล่นจากฟ้า ก็ฉลาดไม่เท่ามนุษย์หัวโตพวกนี้อยู่แล้วยิ่งกับภูตพฤกษาที่มาจากเขตแดนไพรพิโรจน์แล้วด้วยเ้านกน้อยยิ่งห่างชั้นจนเทียบไม่ติด
“ก็ได้!งั้นตกลงตามนี้ พวกเราเป็สหายกัน!”
“สหายก็ต้องรู้ชื่อสหายนายรู้ชื่อของฉัน แต่ฉันไม่รู้ชื่อของนาย แบบนี้มันเอาเปรียบกันเกินไปหรือเปล่า”
“เฮ๊อะ ก็แค่ถามชื่อทำไมต้องพูดยาวขนาดนั้นด้วย แค่พูดว่า นายชื่ออะไรเหรอแค่นี้ก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง”
“ตกลงจะบอกได้หรือยังว่านายชื่ออะไร”
สาบานว่านี่คือบทสนทนาระหว่างเด็กหญิงวัยแปดขวบกับนกน้อยตัวหนึ่งซึ่งทั้งสองไม่ใช่แค่ใช้ภาษาที่เป็สำบัดสำนวนของมนุษย์ได้คล่องแคล่ว แต่ยังต่อล้อต่อเถียงกันไปมาได้อีกต่างหากราวกับจะเป็คู่ปรับกัน มากกว่าเป็สหายกันซะอีก
“ฉันเป็นกป่าไม่มีเ้าของ จะมีชื่อได้ยังไง งั้นเธอก็เรียกฉันว่า นกสุดหล่อก็แล้วกัน”
“ถุย!นั่นเรียกว่าชื่อได้ซะที่ไหน แล้วนกป่าก็หน้าตาเหมือน ๆ กันทั้งนั้น มีขนปุกปุย หน้ากลมคอสั้น ปากแหลม ตาเล็ก นิ้วเท้าเหมือนแง่งโสม แล้วแบบนี้มันเรียกว่าหล่อตรงไหน *...*”
“โวยยยย ดูถูกกันเกินไปหรือเปล่าไม่เชื่อก็ไปถามนกสาว ๆ บนกิ่งไม้ดูสินกพวกนั้นจะต้องตอบว่า....พี่ชายตัวนี้คือนกที่หล่อที่สุดในป่าอยู่แล้ว”
“ช่างเถอะ ๆไม่เถียงแล้ว เอาเป็ว่าฉันจะเรียกนายว่า จิ่วเฉียงก็แล้วกัน”
“หาาาา จิ่วเฉียง?จิ่วเฉียงเหรอ? จะให้ใช้ชื่อนี้จริงเหรอจิ่วเฉียงเนี่ยนะ มันฟังดูเชยชะมัด!”
“อืม แน่ใจสิชื่อนี้แหละ เหมาะกับนายสุด ๆ ไปเลย”
“ไม่เอาน่าเรียกพี่สุดหล่อก็พอแล้ว แค่ฟังดูก็รู้แล้วว่าชื่อนั้นมันไม่เข้ากับฉัน”
อวี้ป๋ายเหิงไม่สนใจเสียงบ่นของนกน้อยเธอรู้แค่ว่าตอนนี้ต้องรีบเก็บเห็ดลงตะกร้าให้ได้มากที่สุดส่วนใครอยากพูดก็ปล่อยให้พูดไป ใครอยากบินก็ปล่อยให้บินไปเชื่อเถอะว่าไม่เกินห้านาที เ้านกน้อยจิ่วเฉียงอะไรนั่นเดี๋ยวก็หมดฤทธิ์ไปเอง
อีกอย่างคำว่าจิ่วเฉียงคือหนึ่งในภาษาของชาวภูตพฤกษาจิ่วเฉียง มีความหมายแฝงนัยว่า ‘โชคดี’
ที่ตั้งชื่อให้นกตัวนั้นว่าจิ่วเฉียงเป็เพราะป๋ายเหิงรู้สึกโชคดีที่ได้ลืมตาขึ้นมาในโลกใบใหม่ทั้งยังได้รู้จักกับเพื่อนต่างสายพันธุ์ ที่สำคัญป๋ายเหิงเองก็เพิ่งจะมาสังเกตว่าเธอสามารถสื่อสารกับเ้าจิ่วเฉียงได้แค่ตัวเดียว กับสัตว์อื่น ๆ และนกตัวอื่น ๆเธอไม่สามารถสื่อสารกับพวกมันได้เลย
เื่นี้มันแปลกมากหรือว่านี่อาจเป็ความตั้งใจของฟ้าดินที่ลิขิตให้ป๋ายเหิงมีสหายตัวน้อยเป็นกกระจิบบางทีเ้าจิ่วเฉียงอาจเป็ผู้ช่วยที่ทวยเทพมอบให้ป๋ายเหิงก็เป็ได้