ถุงมือฟ้าประทาน

ตอนที่325 เหม็นกลิ่น

แพรไหมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ของวัน ทำเอาผู้เป็นแม่ประหลาดใจ

เกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้กัน ปกติเธอไม่เคยตื่นเช้าเลยนี่นา

ครั้นหญิงสาวลงมาจากชั้นบน ผู้เป็นแม่จึงได้เอ่ยปากถาม “ลูกแพร แต่งตัวสวยแบบนี้จะไปไหนเหรอลูก”

แพรไหมสวมชุดเดรสทางการสีเหลืองสดใส ผมถูกรวบเป็นหางม้า ใบหน้าสะอาดหมดจด ลำคอขาวระหง

เมื่อได้ยินคำถาม หญิงสาวเผยรอยยิ้มประดุจหยกขาวใส น้ำเสียงจิ๊จ๊ะเล็กๆ ฟังดูน่ารัก “ไปสัมภาษณ์งานค่ะ”

“ไปสัมภาษณ์งาน ที่ไหนเหรอลูก”

“พัทยาค่ะ”

“เอ๋...จากกรุงเทพฯ ไปที่นั่น ใช้เวลาค่อนข้างนานเลยนะกว่าจะถึง กินข้าวก่อนสิลูก แม่ทำอาหารเช้าเสร็จพอดี มีของโปรดลูกอยู่ด้วยนะ”

“ขอบคุณค่ะ อื้อ...อาหารหอมจัง”

แพรไหมไม่รีบร้อน เพราะช่วงสัมภาษณ์คือตอนบ่าย แต่ที่ตื่นเช้าก็เพื่อเตรียมตัวเดินทาง กว่าจะไปถึงที่นั่นต้องเผื่อเวลาไว้ก่อน

เธอไม่ชอบเวลาทำอะไรเร่งรีบ แค่อยากสบายๆ เรื่อยเปื่อย ชมวิวกินลมไปเรื่อย

นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารสามคนพ่อแม่ลูก ชายวัยกลางคน ดั้งแหมบที่นั่งอยู่บนหัวโต๊ะ ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องลูกทุ่งแห่งยุคในชื่อ ไหมพรม จันทร์ตะวัน กล่าวกับลูกสาวว่า

“ลูกแพร หนูเรียนจบเมืองนอกเมืองนา ทำไมต้องไปสมัครงานเป็นลูกจ้างคนอื่นด้วย บริษัทของเราก็มี พ่อรอหนูมาบริหารอยู่นะ”

บริษัทที่นักร้องลูกทุ่งหมายถึงคือโรงงานน้ำปลาร้า

ความจริงไหมพรมไม่เคยคิดที่จะทำธุรกิจพวกนี้เลย เพียงแต่มีเพื่อนเสนอความคิด หลังจากร่างรายละเอียดคร่าวๆ จึงได้เห็นด้วย มองว่าเป็นช่องทางทำเงินที่ดีกว่าวงการนักร้อง

นั่นคือการขายปลาร้า

แต่อย่างใดก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์น้ำปลาร้า'ไหมพรม'ที่ขายดิบขายดี กระทั่งส่งออกเมืองนอก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชื่อเสียงของนักร้องลูกทุ่ง

แพรไหมจับมือของคุณพ่อ เผยรอยยิ้มละมุนละม่อม “พ่อคะ จริงอยู่ที่ทำงานเป็นนายตัวเองดีกว่าเป็นลูกจ้าง แต่หนูเองก็ต้องการประสบการณ์ทำงาน หลังจากนี้จะได้บริหารบริษัทฯ ต่อจากพ่อไงคะ”

“เฮ้อ...ลูกก็พูดแบบนี้ตั้งแต่บริษัทโฮโดแล้ว พ่อก็ไม่เห็นว่าหลังจากที่ลูกลาออก จะเข้ามาทำงานในบริษัทพ่อ...” ไหมพรมถอนหายใจเล็กน้อย เสริมว่า “ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่ใช่เจ้าของเพียงคนเดียวของแบรนด์น้ำปลาร้า ยังมีเพื่อนอีก 4 คน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกเข้าไปทำงานในบริษัท ลูกจะกลายเป็นบอร์ดบริหาร!”

บอร์ดบริหารคือตัวตนสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย

ถามใจคุณดูว่าทำงานมาทั้งชาติจะมีโอกาสได้นั่งตำแหน่งนี้ไหม

คำตอบคือไม่!

และแน่นอนด้วยระดับการศึกษาของแพรไหม โอกาสย่อมมีมากกว่าคนอื่น แต่อย่างใดก็ตามทุกอย่างต้องใช้เวลาไต่เต้า แต่หากเข้าไปทำงานบริษัทของพ่อก็ไม่ต้องใช้เวลา เพราะมีคนยกเก้าอี้ให้นั่งถึงที่

วิธีนี้ก็ไม่ต่างจากกรณีของเบียร์แฟนเจมส์ เพียงแต่แพรไหมกลับส่ายหน้า นั่นจึงทำให้ไหมพรมเสียดายเล็กน้อย

ผู้เป็นแม่ของเธอเห็นว่าบรรยากาศกลายเป็นอึดอัด จึงถามว่า “แล้วลูกจะเดินทางไปถึงพัทยา พอจะบอกได้หรือเปล่าว่าเป็นบริษัทอะไร ใหญ่เหมือนกับบริษัทก่อนหน้านี้หรือเปล่า”

ไหมพรมไม่ค่อยพอใจก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะที่เขาเป็นพ่อ ย่อมสนใจเรื่องเกี่ยวกับลูก

แพรไหมตอบอย่างอารมณ์ดี “ไปเรือ'ธันเดอร์โบ๊ท'มูลค่า 1 ล้านล้านบาทค่ะ พูดถึงตรงนี้คุณพ่อคุณแม่คงเข้าใจนะคะว่ามันเป็นโอกาสพิเศษมาก หากหนูได้ทำงานเป็นเลขาเจ้าของเรือ นั่นหมายความแบรนด์ของคุณพ่อ จะทำตลาดได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ในอนาคต รวมถึงสามารถที่จะขายสินค้าบนเรือได้!”

ไหมพรมถึงกับลุกขึ้นยืน มองหน้าลูกสาวเลิ่กลั่ก ทำเอาภรรยาตกใจ กลัวว่าเขากำลังโกรธลูกอยู่

“คุณคะใจเย็นๆ นะ ลูกก็รีบขอโทษพ่อเขาสิ แบรนด์ปลาร้าของพ่อใหญ่โตแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครหรอก”

“ผมไม่ได้โกรธลูก” ไหมพรมจับมือภรรยา พร้อมกับส่ายหน้า

“ไม่โกรธ แต่ทำไมคุณถึงดูเหมือนโกรธล่ะ”

“เพราะผมตกใจ ไม่คิดว่าลูกจะมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์งานที่นั่น แถมฟังจากคำพูด ก็น่าจะตำแหน่งเลขาใช่ไหมลูก”

“ใช่ค่ะ เลขาเจ้าของเรือ”

“วิเศษ วิเศษจริงๆ”

“เอ่อ...อะไรกันคะคุณสองคนพ่อลูก ทำเอาฉันงงไปหมดแล้วนะคะ” ก็ไม่แปลกที่หล่อนจะไม่รู้เรื่อง เพราะวันๆ นอกจากอยู่บ้านทำอาหารรอสามีและลูก โซเชียลไม่ได้เล่น ทีวีไม่เคยดู ดังนั้นจะรู้ข่าวสารบ้านเมืองได้ยังไง

ไหมพรมทำหน้าที่อธิบาย ระหว่างนั้นลูกสาวขอตัวขับรถออกไปสัมภาษณ์งาน

แม้จะเห็นว่าเขาเป็นนักร้องลูกทุ่งจากทางภาคอีสาน หน้าตาบานๆ ดั้งแหมบ ไม่ได้มีลักษณะแบบลูกคุณหนูสกุลดัง ทว่าเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เข้าวงการนับ 10 ปีได้หลอมหล่อให้เขาเติบโต มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างรู้ทัน

มองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของแพรไหม

หากได้เป็นเลขาเจ้าของเรือจริงๆ ก็หมายความว่าธุรกิจของเขามีโอกาสเติบโตสูงขึ้นกว่าเดิม!

“แบบนี้นี่เอง ผู้ชายคนนี้รวยล้นฟ้าของจริง มิน่าล่ะคุณถึงได้กระตือรือร้นนัก”

“แน่นอนสิ”

“แล้วเขารวย...พอจะสู้กับคุณได้หรือเปล่า”

ไหมพรมที่อธิบายมาเนิ่นนานเกือบจะกัดปากตัวเอง

นี่หล่อนไม่รู้หรือไงว่าพูดอะไรออกมา หากเรื่องนี้หลุดออกไปถึงหูคนนอก พวกเขาคงหัวเราะ มองว่าไม่ประมาณตน

“อย่าไปพูดข้างนอกเชียวนะ” สามีมีสีหน้าจริงจัง “จริงอยู่ที่แบรนด์น้ำปลาร้าของผมทำเงินได้ดีในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับนักธุรกิจที่มีทรัพย์สินล้านล้านบาท ธุรกิจของผมก็แค่เล็กๆ ร้อยล้านเท่านั้นเอง ความต่างนี้ต่างกันมาก คุณเข้าใจหรือยังว่าอะไรเรียกว่ารวยล้นฟ้า!”

“ร้อยล้าน...ก็เหมือนกับร้อยบาท หากคุณเก็บให้ถึงหนึ่งล้าน คุณก็จะมีเท่ากับเขาแล้วไม่ใช่เหรอ” ภรรยาถาม ส่วนไหมพรมถึงกับกุมขมับ

วิธีคิดเปรียบเทียบอะไรของเธอกันนี่ จริงอยู่ที่มันคล้ายกัน แต่สิ่งที่เอ่ยมันต่างกันราวฟ้ากับเหว

“ทำหน้าอะไรของคุณ ตอนนี้ค่าตัวของคุณต่องานคือ 4 แสนบาท หักลบให้กับทีมงานก็เหลืออยู่ 3 แสน คุณออกงานแค่ 3-4 งานก็ทำเงินได้หนึ่งล้านบาท แค่นี้เองไม่เห็นยากตรงไหน ล้านล้านบาทเองก็เหมือนกัน”

“ปวดหัว ช่างเถอะ กินข้าวกันต่อดีกว่า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินอีก!”

.................

นอกจากแพรไหมแล้ว ผู้สมัครคนอื่นๆ ก็เดินทางไปเมืองพัทยาในเวลาไล่เลี่ยกัน

ทุกคนมีรถส่วนตัว ยกเว้นนักศึกษา ม.ไทยที่มีพื้นเพธรรมดา เป็นนักศึกษาทุนด้านการตลาด เอิงเอย เจ้าของร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ขาเรียวสวยของเธอเมื่อสวมด้วยกระโปรงสั้นกิ่ว ช่วยขับเน้นทำให้ดูยั่วยวนยิ่งขึ้น

เอิงเอยเดินทางมาถึงเมืองพัทยาตั้งแต่ได้รับเมลตอบกลับจากทางเรือ ขึ้นรถโดยสารชั้นธรรมดาที่มีพัดลมติดเพดาน กว่าจะมาถึงก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะรถต้องจอดคอยรับส่งคนตลอดทาง

“โชคดีที่มาถึงตั้งแต่เมื่อวาน หากเดินทางมาวันนี้ก็คงไม่ทัน” ระหว่างนั่งวินมอไซค์ไปท่าเรือพัทยา เอิงเอยอดไม่ได้ต้องรำพึงรำพันกับตัวเอง

เป็นอย่างที่พูดนั่นแหละ เพราะรถโดยสารมันช้า ไม่ใช่รถส่วนตัว สำหรับผู้หญิงพื้นเพธรรมดา ต้องวางแผนรอบคอบ เช่นเดียวกับเมื่อก่อนที่อยู่ในมหาลัย

ได้ทุนเรียนฟรี แม้จะเป็นอย่างนั้นยังคงถูกบูลลี่โดยลูกคุณหนูในมหาลัย สืบเนื่องเพราะจนแค่นั้น จึงถูกกลั่นแกล้งสารพัด

เรื่องทางโลกก็เป็นแบบนี้แหละ

จะรอให้มีเทพบุตรขี้ม้าขาวช่วยเหลือ คงมีแต่ในละครน้ำเน่าหลังข่าวที่ไดโนเสาร์ชอบดู

…..

รถขับมาถึงที่หมาย พอเดินลงมาจ่ายเงินก็รีบเดินไหวๆ ไปยังท่าเรือที่ถูกนัดไว้

มีคนรออยู่ที่นั่นก่อนเธอหนึ่งคน สวมใส่เสื้อผ้าสีขาวรองเท้าส้นสูง วงหน้าเย่อหยิ่ง ดวงตาโฉบเฉี่ยว คล้ายกับตาของเหยี่ยวที่อยู่บนท้องฟ้าเวลาล่าเหยื่อก่อนพุ่งโฉบลงมา

รับรู้ถึงผู้มาใหม่ หญิงสาวที่นั่งอยู่คนเดียวกล่าวทักทายว่า “สวัสดี เราหยกนะ ยินดีที่ได้รู้จัก เธอชื่ออะไรเหรอ”

เอิงเอยตกใจ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฝ่ายถูกทักทายโดยลูกคุณหนู

สำหรับเธอที่อยู่ในมหาลัยคนรวย แค่มองปราดเดียวก็รู้ถึงฐานะของอีกฝ่าย

ปกติไม่อยากสุงสิงหรอก แต่เมื่อมิตรไมตรีถูกหยิบยื่น ก็ขอยิ้มตอบ

“เราเอิงเอย ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“อื้อ...นั่งสิ เธอเองก็มาสัมภาษณ์งานใช่ไหม”

“เอ่อ...ใช่”

“งั้นเหรอ ดีจัง นึกว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก”

“ไม่มีเพื่อนเหรอ....”

“ใช่ ฉันน่ะนะเรียนจบจากสวีเดน ไม่ค่อยมีเพื่อนที่เมืองไทยหรอก นอกจากนั้นนะด้วยระดับการศึกษาที่ต่างกัน พวกโง่ๆ ที่เรียนใน ม. จะเทียบกับฉันได้ยังไง อีกอย่างคือ...คิดเหรอว่าระดับคนอย่างเจ้าของเรือมูลค่าล้านล้านจะมองคนทั่วไป เขาไม่มองพวกกระจอกหรอก รู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร”

“เอ่อ...เพราะอะไรเหรอ” จนถึงตอนนี้เอิงเอยรู้ว่าบางอย่างผิดปกติ น้ำเสียงจึงสั่นเครือเล็กน้อย

หยกยกยิ้มสวย ดวยตาโฉบเฉี่ยวครู่นั้นมองเอิงเอยตั้งแต่หัวจรดเท้า เอ่ยเสียงเรียบแต่ทำเอาคนที่ฟังรู้สึกโกรธ “เพราะอะไรเหรอ...กลิ่นยังไงล่ะ กลิ่นของพวกคนจน!”

คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน