บทที่ 98: คล้ายกับฝันร้าย (Like The Nightmare)
แต่ถึงกระนั้น เซย์เมย์ หรือศาสตราจารย์ฮิโรชิก็มิอาจที่จะตัดสินได้ทันทีเลยว่ายูกินะคือเจ้าหญิงฮิเมรากิ อันเนื่องมาจากในยุคสมัยปัจจุบันนี้ เธออาจจะไม่ใช่เจ้าหญิงฮิเมรากิอย่างที่เขาคิด และเธอก็อาจจะเป็นคนละคนกัน เพราะในยุคสมัยนี้...คงจะไม่มีใครคนไหนที่จะสามารถจดจำเรื่องราวของตัวเองในอดีตชาติได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่เซย์เมย์ก็รู้สึกผูกพันธ์กับยูกินะอย่างบอกไม่ถูก ส่วนทางด้านยูกินะก็รู้สึกผูกพันธ์กับศาสตราจารย์ฮิโรชิอย่างน่าประหลาด“แต่จะว่าไปแล้ว เจ้าเองก็เคยมีผู้ติดตามอีกตั้ง 5 คนนี่นะ แล้วทำไมพวกเขาในตอนนี้ถึงได้พากันหายหัวกันไปหมดเลยหล่ะ” โดมันพูดจากวนปราสาทกับเซย์เมย์ด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยันจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปจัดการกับอีกฝ่ายซะให้รู้รอด แต่ด้วยความที่เซย์เมย์นั้นเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น มีความสุขุม และไม่อารมณ์ร้อน เขาจึงเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น เซย์เมย์ยังคงจ้องมองไปที่โดมันด้วยสายตาที่เย็นชาอย่างสุดๆ“อย่าทำสีหน้าเย็นชากันแบบนั้นสิ ข้าก็แค่อยากจะมารำลึกถึงความหลังนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง”“ความหลังอะไรของเจ้ามิทราบ”“เจ้าเองก็น่าจะรู้นะ”สักพัก เซย์เมย์ก็ได้นึกถึงตอนที่เซย์เมย์กับโดมันกำลังต่อสู้กันด้วยพลังเวทย์ในช่วงก่อนที่พวกเขาทั้งสอง และผู้ติดตามของเซย์เมย์ทั้ง 5 คนจะถูกห้วงมิติแห่งกาลเวลาดึงมายังยุคสมัยปัจจุบันนี้ในระหว่างนั้น ทางด้านเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้รีบเข้ามาช่วยปกป้องผู้เป็นราชครูเอาไว้ ด้วยการร่ายเวทย์เพื่อทำการยิงลำแสงสีเหลืองอ่อนที่มีขนาดใหญ่ออกมาต้านทานกับลำแสงขนาดใหญ่สีม่วงเข้มที่เกิดจากพลังเวทย์ดำของโดมัน จนเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาทั้งหมดได้หายวาบไปในห้วงมิติแห่งกาลเวลา และเป็นเหตุที่ทำให้เจ้าหญิงฮิเมรากิต้องออกเดินทางอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวนับแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากที่ได้นึกถึงความหลังเช่นนั้นแล้ว เซย์เมย์จึงรีบตอบปฏิเสธอย่างไม่ใยดีว่า“ข้าไม่มีเวลาจะมารำลึกถึงความหลังอะไรนั่นหรอกนะ ข้ามีเรื่องอย่างอื่นที่จะต้องไป...”ทางด้านโดมันนั้นเหมือนว่าจะรู้ทัน จึงรีบพูดแทรกออกมาว่า“หยุดยั้งภัยพิบัติโยไคอย่างงั้นหล่ะสินะ แต่เสียใจด้วย ข้าไม่มีวันให้เจ้าทำเรื่องแบบนั้นได้หรอกนะ”สักพัก ก็ได้มีรถเก๋งสีดำอีกคันหนึ่งรีบขับพุ่งเข้ามาหยุดที่ข้างๆ รถเก๋งคันหรูของศาสตราจารย์ฮิโรชิทางด้านขวามือด้วยความเร็วสูง เสียงรถเบรกกะทันหันนั้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณท้องถนน“ยูโตะ รีบๆ ขึ้นรถเร็วเข้า”หญิงสาวนางหนึ่งผู้เป็นเจ้าของรถเก๋งสีดำคันนี้เอ่ยตะโกนสั่งให้ยูโตะรีบขึ้นมาในรถของเธอ“ตรงนี้ผมจัดการเอง พวกคุณรีบล่วงหน้าไปก่อนเถอะ” เซย์เมย์กล่าวกับยูโตะและหญิงสาวคนนั้นทางด้านยูโตะนั้นไม่รอช้า จึงรีบวิ่งไปขึ้นรถของหญิงสาวนางนั้นทันที ในระหว่างนั้น โดมันก็รีบร่ายมนต์ดำเสกฝูงคมดาบทมิฬขึ้นเพื่อหวังจะเล่นงานยูโตะ แต่เซย์เมย์นั้นก็รีบร่ายเวทย์เสกกำแพงป้องกันธาตุดินขึ้นปกป้องยูโตะไว้ได้ทัน จนทำให้ยูโตะสามารถขึ้นไปในรถเก๋งได้สำเร็จ จากนั้น เซย์เมย์ก็รีบทำการร่ายเวทย์หยุดการเคลื่อนไหวของโดมันไว้ด้วยความรวดเร็วและฉับไว ก่อนที่หญิงสาวนางนั้นจะรีบขับรถไปจากบริเวณท้องถนนแห่งนั้น และมุ่งหน้าไปยังเมืองคิตะทันทีหญิงสาวที่เป็นเจ้าของรถเก๋งสีดำคันนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนักรบมิโกะสาวที่มีนามว่าสึรุฮิเมะนั่นเอง ทางด้านสึรุฮิเมะก็ได้ทราบมาเหมือนกันว่าที่เมืองคิตะนั้นกำลังจะเกิดภัยพิบัติโยไคที่ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามา จากการที่เธอนั้นได้ส่งกระแสจิตด้วยพลังเวทย์ไปยังรูปปั้นโทคิอาโซบิโดงูที่ถูกเก็บเอาไว้อยู่ในศาลเจ้าโอยามะซุมิ จนทำให้เธอนั้นได้มองเห็นภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายที่กำลังจะเกิดจากภัยพิบัติโยไคแบบเดียวที่ยูโตะกับเซย์เมย์ได้เห็น เธอจึงรีบมุ่งหน้าไปยังเมืองคิตะทันทีในระหว่างทางนั้น เธอก็ได้พบกับยูโตะกับเซย์เมย์ที่กำลังถูกชายใต้ปีกหมวกฟีโดร่าขวางหน้าเอาไว้ ทำให้ยูโตะต้องขึ้นรถเก๋งของสึรุฮิเมะ และล้วงหน้าไปก่อนอย่างไม่มีทางเลือก“คู่ต่อสู้ของเจ้าหน่ะคือข้าต่างหาก ไม่ใช่เขา”เซย์เมย์กล่าวกับโดมันด้วยสีหน้าเย็นชาที่ขมวดคิ้วเข้าหาเพียงเล็กน้อย จากนั้น พวกเขาทั้งสองต่างก็รีบเคลื่อนตัวมายังสะพานทางด่วนอันโล่งโจ้งที่อยู่ด้านบนด้วยความเร็วสูง ก่อนที่พวกเขาทั้งสองก็เริ่มการต่อสู้กันด้วยพลังเวทย์ณ ห้องชั้นใต้ดินภายในบ้านทาวน์โฮมของยูโตะ ทางด้านสึบากิที่กำลังนอนอยู่บนเตียงเดียวกับเพื่อนๆ ทั้งสามของเธอนั้นก็ได้ยินน้ำเสียงของนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่กำลังเอ่ยเรียกเธอในยุคอดีตกาล“เจ้าหญิงโอริฮิเมะ เจ้าหญิงโอริฮิเมะ เจ้าหญิงโอริฮิเมะ”สึบากิได้ยินเสียงเอ่ยเรียกเช่นนั้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำเสียงของนางเทวีอสูรฯ นั้นเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทอย่างสุดๆ สึบากิเมื่อได้ยินเสียงนั่น เธอก็เริ่มมีสีหน้าซีดที่ดูคลับคล้ายกับว่าเธอกำลังฝันร้าย ใบหน้างามของเธอนั้นพลางนิ่วด้วยความรู้สึกอึดอัดราวกับขาดอากาศหายใจ มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้างาม และลำคองามระหงสักพัก สึบากิก็ได้สะดุ้งตื่นขึ้นในแดนปรภพที่บรรยากาศโดยรอบนั้นปกคลุมไปด้วยความมืดมิดที่บดบังไปทั่วสารทิศจนแทบจะมองไม่เห็นทาง มีแสงจากเปลวไฟที่มีอยู่เพียงน้อยนิดส่องสว่างไปทั่วบริเวณโดยรอบ ซึ่งมาจากคบเพลิงที่ถูกจัดวางอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในบางจุด มีเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนของเหล่าดวงวิญญาณที่ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วแดนปรภพอันมืดมิดแห่งนี้อย่างไม่ขาดสายสึบากิที่อยู่ในชุดนอนสีชมพูอ่อนๆ นั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนที่เธอนั้นจะเริ่มก้าวขาเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ พลางมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกหวาดกลัวได้อย่างอย่างชัดเจน ดวงตาคู่งามสีเขียวมรกตนั้นพลางเบิกกว้างออกมาเล็กน้อย หัวใจของเธอนั้นเริ่มเต้นแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ ปากคู่งามของเธอนั้นก็ค่อยๆ เผยอออกมาเพียงเล็กน้อย พลางพ่นลมหายใจแรงออกทางช่องปากราวกับหอบเหนื่อยหลังจากที่เดินมาได้สักพัก สึบากิก็เริ่มแสดงสีหน้าตกใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเธอได้เห็นนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่อยู่ในคราบของเกอิชาสาวในชุดกิโมโนสีดำทองค่อยๆ ก้าวขาเดินออกมาจากความมิดมืดเข้ามาหาอย่างช้าๆ พลางมองมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาต สึบากิค่อยๆ ก้าวเดินถอยหลังออกมาอย่างช้าๆ ด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะตัวสั่น“ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ เจ้าก็ยังคงเป็นที่รักของพวกเขา แม้ว่าเจ้า...จะกลายเป็นนางอสูรเช่นเดียวกับข้าก็ตาม”“นางเทวีอสูรฯ อิซานามิ” สึบากิกล่าวคำอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ดวงตาคู่งามสีเขียวมรกตนั้นพลางเบิกออกมาเพียงเล็กน้อย“ข้าอยากจะรู้นัก...ว่าถ้าพวกเขาได้รู้...ว่าเจ้ากำลังจะกลายร่างเป็นอสูรแห่งการทำลายล้าง และผู้คนบริสุทธิ์นับล้านกว่าชีวิตต้องมาตายด้วยน้ำมือของเจ้า เจ้าชายฮิโกโบชิกับเจ้าหญิงฮิเมรากิจะรักและปกป้องเจ้าอยู่อีกหรือไม่”นางเทวีอสูรฯ กล่าวในเชิงการตั้งคำถามกับสึบากิด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นที่อยู่ภายในใจของนาง