ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 123 ผลัดกันออกโรง

            สิ่งที่ทำให้หลินหยางยิ่งรู้สึกมั่นใจเข้าไปอีกก็คือรูปอักษรโบราณที่สลักอยู่บนกำแพงนั้นทั้งหมดล้วนเป็นอักษรลึกลับที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่าภพนี้ทั้งนั้น

            หลินหยางเคยคิดว่า วิชาสลักอักษรที่เป็นวิชาขั้นสูงนั้นไม่มีทางปรากฏอยู่บนทวีปชี่อู่แห่งนี้แน่นอนเขาไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาเจออักษรโบราณที่มีขนาดใหญ่โตขนาดนี้

            แต่ที่น่าเสียดายก็คือ อักษรโบราณเหล่านี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำมือมนุษย์หรือเป็นเพราะเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติทำให้มันเลอะเลือนจนสูญเสียพลังของมันไปแล้ว ไม่อย่างนั้นละก็ ด้วยระดับพลังของจอมยุทธ์ในแผ่นดินชี่อู่นี้ไม่มีทางสามารถเข้าใกล้ป้อมปราการนี้ได้ในรัศมีพันเมตรอย่างแน่นอน

            พอเห็นขนาดนี้แล้ว หลินหยางพอจะสรุปได้ว่าป้อมปราการแห่งนี้จะต้องไม่ใช่สิ่งของของทวีปชี่อู่นี้แน่นอนมันจะต้องเป็นสิ่งที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่านี้แน่ๆ

            และเมื่อดูจากรูปแบบโครงสร้างของป้อมปราการนี้รวมกับตำแหน่งการจัดวางรูปสลักอสูรพิทักษ์ทั้งสี่ตนแล้วหลินหยางพอจะสันนิษฐานได้ว่า

            ป้อมโบราณนี้มันคือ “สุสานแห่งดวงดาว”

            ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นพวกตัวตนอันแข็งแกร่งที่อยู่ในภพภูมิชั้นสูงเหล่านั้นมักจะเกรงกลัวว่าเมื่อตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว กายเนื้อของพวกเขาจะไม่ได้หลับอย่างสงบจึงได้ใช้สุดยอดพลังเพื่อสรรค์สร้างสุสานไร้นามที่สามารถล่องลอยอยู่ในจักรวาลได้ชั่วนิจนิรันดร์ทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถรบกวนการพักผ่อนของพวกเขาได้อีกตลอดกาล

            แต่พอหลินหยางลองสังเกตดูดีๆ อีกครั้งก็พบว่าสุสานดวงดาวที่อยู่ตรงหน้าของเขานี้มันไม่ใช่สุสานแบบที่ตัวตนชั้นสูงจะสร้างกันเหมือนกับแบบที่เขาเห็นในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าไม่อย่างนั้นรูปอักษรโบราณที่ถูกสลักบนกำแพงคงไม่ถูกทำลายลงง่ายๆ แบบนี้แน่ๆ

            ดูๆ ไปแล้ว ป้อมนี้มันดูเหมือนกับ “สุสานลวง” มากกว่ามันคือสิ่งที่เหล่าตัวตนชั้นสูงสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้คนให้สับสนโดยสร้างมันขึ้นมาจำนวนหนึ่งพร้อมกับตอนที่สร้างสุสานดวงดาว

            ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการคาดเดาของหลินหยางเท่านั้นแต่ไม่ว่าอย่างไร ป้อมปราการโบราณสีดำตรงหน้านี้มันก็เป็นสถานที่สุดลึกลับที่คุ้มค่าพอจะเข้าไปลองสำรวจดูยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าข้างในจะมีทรัพย์สมบัติอะไรซ่อนอยู่รึเปล่าเพราะแค่พลังเพลิงอัสนีม่วงที่อยู่ในนั้นเพียงอย่างเดียวก็เป็นมหาสมบัติที่หลินหยางจำเป็นจะต้องเข้าไปคว้ามาให้ได้แล้ว!

            สมาชิกทั้งหมดของทั้งห้าขุมอำนาจนั้น ตอนนี้ก็ได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตากันหมดแล้ว

            หลินหยางที่ยืนอยู่ในกลุ่มของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว ก็เริ่มใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณเพื่อตรวจสอบดูม่านพลังป้องกันที่ปกคลุมอยู่ด้านนอกสุดของป้อมโบราณนั่นโดยละเอียด

            มันคือม่านพลังป้องกันที่มีรูปทรงเป็นแบบครึ่งวงกลมปกคลุมทั่วทั้งป้อมปราการสีดำขนาดมหึมาสีดำเอาไว้เหมือนเปลือกไข่

            ตัวม่านพลังนั้นมีลักษณะเป็นชั้นบางๆ ที่มีสีน้ำเงินอ่อนๆ แต่กลับมีความแข็งในระดับที่คนทั่วไปมิอาจจินตนาการถึง

            และก็เพราะม่านพลังป้องกันชั้นบางๆ นี่เองที่ทำให้การออกสำรวจของทีมสำรวจจากห้ามหาอำนาจต่างก็ต้องล้มเหลวไปถึงห้าคนเพราะไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไรก็ไม่สามารถทำลายม่านพลังนั่นได้เลย

            หลินหยางมีแผนอยู่ในใจแล้วเขาแค่มองดูม่านพลังนี้ก็รู้แล้วว่ามันเป็นวิชาชั้นสูงที่อยู่เหนือกว่าขีดความรู้ความเข้าใจของทวีปชี่อู่มันคือม่านพลังที่ถูกสร้างขึ้นจากวิชาสลักอักษรประเภทหนึ่ง

            ซึ่งถ้ามองดูม่านพลังป้องกันด้วยสายตาของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วแล้วมันเป็นพลังที่ค่อนข้างจะไม่เข้าตาสักเท่าไรซึ่งมันยิ่งตรงกับข้อสันนิษฐานของหลินหยางที่ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สุสานแห่งดวงดาวที่แท้จริง

            แต่สำหรับเหล่าจอมยุทธ์ของแผ่นดินชี่อู่นี่แล้วสถานที่ลึกลับตรงหน้ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลับและความอันตรายมากมายที่อาจจะพรากชีวิตของพวกเขาไปได้เลย

            หลังจากที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคอันยากลำบากมากมายมาได้แล้วในที่สุดผู้คนทั้งหมดก็ได้มาหยุดยืนอยู่หน้าป้อมปราการขนาดมหึมานี่อีกเป็นครั้งที่เก้าแล้ว

            และในครั้งนี้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีอะไรก็ตามก็จะต้องทำลายม่านพลังป้องกันนี่ลงให้จงได้ จะได้รู้กันเสียทีว่าตกลงแล้วมันแอบซ่อนทรัพย์สมบัติอะไรไว้กันแน่!

            หลังจากที่ทั้งห้าขุมอำนาจมารวมตัวกันครบหมดแล้วยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละฝ่ายก็ค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มของตัวเองมายืนอยู่บนพื้นที่ว่างตรงด้านหน้าของป้อมปราการขนาดมหึมานี้เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังจะเจรจาเกี่ยวกับการทำลายม่านพลังป้องกันนี้เป็นครั้งสุดท้าย

            ที่เซวี่ยเทียนเคยพูดไว้ว่าจะรีบมาถึงก่อนจะได้เริ่มก่อนนั้นล้วนเป็นแค่เรื่องล้อเล่นคนจำนวนเยอะขนาดนี้มารวมตัวกันเพื่อทำลายม่านป้องกันเหมือนกันแล้วมันย่อมต้องเกิดกฎระเบียบขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

            ตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรฯ ย่อมต้องเป็นหวงซางแน่นอนอยู่แล้ว

            ส่วนหลิงหยางก็มีโอกาสได้สังเกตยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของสี่ขุมอำนาจใหญ่ที่เหลือ

            “ราชันวิชาหยินหยาง” แห่งราชอาณาจักรเทียนฉางผู้มีนามว่าเป้ยเค่อนั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรที่ซึ่งมีเส้นผมยาวสลวยสีทองที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตาแต่เมื่อเปรียบเทียบกับรูปร่างหน้าตาอันสง่างามของเขาแล้ววิชาพลังจิตอันแข็งกล้าที่เขาใช้ตอนที่ต่อกรกับเหล่าอสูรในทะเลอสูรนั่นต่างหากที่ทำให้ผู้คนนับถือในตัวเขา

            ส่วนโม่เชาหยันแห่งเผ่าฝูโปนั้น หลินหยางสังเกตเห็นว่าตรงเอวของเขานั้นมีถุงที่ดูพิเศษกว่าปกติห้อยอยู่สามถุงนั่นไม่ใช่ถุงฟ้าดินแต่เป็นถุงอสูรวิเศษที่ใช้เพื่อกักเก็บสัตว์อสูรโดยเฉพาะ

            โม่เชาหยันนั้นเป็น “ผู้ใช้อสูร” ที่หาได้ยากมากในทวีปชี่อู่

            ในการต่อสู้อันดุเดือดในทะเลอสูรนั้นโม่เชาหยันผู้นี้เพียงคนเดียวก็สามารถควบคุมสัตว์อสูรได้ถึงสามตัวเพื่อเข้าต่อสู้กับอริร้ายจนสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน!

            ฝั่งของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยอย่างผู่อาหมานนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้วทั่วทั้งทะเลอสูรนั้น มีเพียงสองคนที่สามารถสังหารอสูรทะเลระดับราชันขั้นสูงสุดคนแรกคือหลินหยาง อีกคนหนึ่งก็คือผู่อาหมานผู้นี้นี่เอง

            ปูกลืนฟ้าผู้น่าสงสารตัวนั้นที่แต่เดิมมาเพื่อแก้แค้นสุดท้ายมันกลับกลายเป็นเพียงซากศพเย็นๆ ภายใต้คมเขี้ยวของหมาป่าโลหิต

            ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งที่ได้แสดงความสามารถอันน่าเกรงขามออกมาในการต่อสู้อันเกรี้ยวกราดในทะเลอสูรก่อนหน้านี้แต่ฝ่ายที่หลินหยางรู้สึกกังวลมากที่สุด ก็ยังเป็นฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่ดีซึ่งตัวแทนของฝ่ายนี้เป็นชายชราผู้หนึ่ง

            ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถดูออกว่าชายชราผู้นี้มีอายุอานามเท่าไรแต่ผิวหนังอันเหี่ยวย่นของเขานั้นสามารถบอกได้ทุกอย่างแล้ว

            ดวงตาทั้งสองของเขานั้นมีสีขาวสนิทจนแทบมองไม่เห็นลูกตาแล้วเปล่งประกายที่ดูลึกลับออกมา อีกทั้งยังมีฝ่ามือผอมแห้งคู่หนึ่งที่มีเล็บยาวเป็นพิเศษถ้ามองผ่านๆ แล้วมันไม่ต่างอะไรกับอสูรชราที่ปีนขึ้นมาจากนรกเลยแม้แต่น้อยชวนให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกหนาวสั่นจนขนลุกด้วยความหวาดผวา

            ชายชราผู้นี้ก็คือหัวหน้าของทีมสำรวจฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในสี่ยอดฝีมือผู้คุมกฎของลัทธิหมื่นวิญญาณด้วย มีนามว่า ยินจิ่วโยว

            ห้ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในที่แห่งนี้มารวมตัวกันทำให้ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบสงัดจากนั้นพวกเขาก็ทำพิธีเรียบง่ายบางอย่างร่วมกันแล้วจึงค่อยย้อนกลับมายังกลุ่มของตัวเอง

            “เป็นอย่างไรบ้าง? ได้ที่เท่าไร?”

            หวงซางที่กลับมาเข้ากลุ่มแล้ว ก็ถูกผู้คนทั้งหมดเข้าล้อมไว้

            หวงซางยิ้มแห้งออกมาทีหนึ่งพร้อมกับยื่นมือที่ชูนิ้วห้านิ้วออกมา“ที่สุดท้าย”

            เวรกรรม

            ฝูงชนพากันทอดถอนใจออกมา

            ดวงของกลุ่มพันธมิตรฯ ในรอบนี้มันจะซวยเกินไปแล้ว

            พูดถึงกฎระเบียบของการทำลายม่านพลังแล้วขุมอำนาจทั้งห้าฝ่ายต่างก็เคยผ่านความขัดแย้งมาแล้วหลายครั้งจนในท้ายที่สุดก็สามารถสร้างกฎระเบียบที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายขึ้นได้

            โดยเริ่มจากการที่ตัวแทนจากทั้งห้าขุมอำนาจนั้นจะต้องออกมาทำการจับสลากร่วมกันเพื่อจัดลำดับขั้นในการออกโรงผู้ใดที่สามารถทำลายม่านพลังป้องกันได้ก่อนฝ่ายของคนผู้นั้นก็จะได้รับสิทธิในการเป็นผู้นำของการสำรวจและได้รับสิทธิพิเศษในการเลือกแบ่งทรัพย์สมบัติที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ในนั้นก่อนใครด้วย

            แต่ถ้าทั้งห้าฝ่ายแยกกันลงมือแล้วยังไม่สามารถทำลายได้ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นให้ทั้งห้าฝ่ายลงมือพร้อมกัน ถ้าหากสามารถทำลายได้พอสามารถเข้าไปได้แล้วก็ให้ต่างฝ่ายต่างสำรวจ ใครดีใครได้แต่หากมีสมบัติจำนวนมหาศาลละก็ ให้แบ่งเป็นห้าส่วนเท่าๆ กัน

            กฎระเบียบนี้นับว่าเป็นกฎที่เท่าเทียมมากที่สุดและวัดกันที่ความสามารถมากที่สุดแล้วเพียงแค่กลุ่มพันธมิตรฯ รอบนี้ค่อนข้างจะโชคร้ายมากเกินไปหน่อย

            ตอนทะเลอสูรก็จับสลากได้อยู่หัวแถวที่เป็นจุดอันตรายที่สุดพอมาถึงตอนที่แบ่งคิวเข้าทำลายม่านพลังป้องกันนี่แล้ว ก็ยังจับได้คนสุดท้ายอีกดวงมันจะซวยไปไหนนี่

            เซวี่ยเทียนเริ่มส่งเสียงสบถด่าออกมาท่ามกลางฝูงชน

            มู่หยงไป๋และคนจากกลุ่มลัทธิศักดิสิทธิ์นั้นตอนนี้ได้ไปหาพื้นที่ว่างที่หนึ่งเพื่อนั่งพักผ่อนทำสมาธิแล้ว

            พวกของหวงซางเองก็มีสีหน้าวิตกอยู่ไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการเดินทางครั้งที่เก้าของพวกเขาแล้วได้ยินมาว่าขุมพลังอื่นๆ ที่เหลือเองก็ล้วนเตรียมไพ่ตายเอาไว้กันหมดทุกฝ่ายแล้วไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะสามารถทำลายม่านพลังป้องได้จริงๆ ก็เป็นได้

            ถ้าอย่างนั้นฝ่ายของพวกเขาได้ขาดทุนหนักจริงๆ แน่

            เพียงแต่ว่าหลินหยางกลับไม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย

            เพราะในที่แห่งนี้นั้นมีเพียงเขาแค่คนเดียวที่รู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับป้อมปราการตรงหน้านี้

            จากที่หลินหยางประมาณการเอาไว้นั้นถึงนี่จะเป็นเพียงแค่สุสานลวงที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้คนให้สับสนอีกทั้งยังไม่รู้ว่ามันผ่านการถูกบุกรุกมาแล้วกี่ครั้งเป็นเวลานานกี่ปีแล้วก็ตามแต่ม่านพลังป้องกันนี่ก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่เหนือขีดความสามารถของมนุษย์เหล่านี้มากเกินไปราวฟ้ากับเหวอยู่ดี

            ช่วยไม่ได้ มันคือความแตกต่างของระดับทักษะความรู้ในระดับภพภูมิเลยทีเดียวพลังของวิชาสลักอักษรนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนในทวีปชี่อู่มิอาจจะจินตนาการถึงได้เลย

            ดังนั้นหลินหยางเลยไม่รีบร้อนอะไรนัก ยืนดูกลุ่มของราชอาณาจักรเทียนฉางที่จับได้เป็นอันดับหนึ่งแบบเงียบๆยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาอย่างเป้ยเค่อได้นำกลุ่มของเขาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปทางด้านประตูขนาดใหญ่ของป้อมปราการยักษ์นั่น

            “ไอ้หยา...บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ถูกโชคชะตากำหนดไว้แล้ว มนุษย์ผู้ที่เกิดมาด้วยรูปโฉมอันงดงามนั้นสวรรค์ท่านก็มักจะใจดีด้วยเป็นพิเศษนะ ฮิฮิฮิ ไม่จริงหรืออย่างไร?”

            เป้ยเค่อที่เป็นเพศชายนั้น กลับก้าวเดินด้วยท่าทางอ้อนแอ้น เดินออกมาอยู่ตรงหน้าผู้คนทั้งหมดภายใต้การปกป้องของร่มกันแดดขนาดมหึมาอันหนึ่ง

            “บ้าเอ๊ยทำไมทุกครั้งที่ข้ามองเห็นแม่หญิงเหล็กนี่ก็จะเกิดความรู้สึกแปลกๆ ไปทั้งตัวด้วยนะ”

            ทางด้านของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เซวี่ยเทียนที่อยู่ข้างๆ หลินหยางนั้นกระซิบบ่นออกมาเบาๆ

            ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นทุกครั้งที่ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์อย่างเป้ยเค่อที่มีลักษณะกึ่งชายกึ่งหญิงผู้นี้ออกโรงก็มักจะสร้างความอึกทึกวุ่นวายขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณเสมอเพราะคนที่มีลักษณะแบบนี้มีน้อยมากๆ ในยุคนี้

            “ฮิฮิ พวกเจ้าดูสิพวกคนน่าเบื่อพวกนั้นมันเกิดอิจฉาความงดงามของข้าอีกแล้วละ...”

            เชื้อพระวงศ์เป้ยเค่อดูจะไม่ได้ใส่ใจแววตาแปลกประหลาดของผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อยเขาสะบัดมือหนึ่งทีด้านหลังเขาก็มีคนนำฐานรองนั่งสีทองอร่ามออกมาปูลงบนพื้นเพื่อให้ยอดฝีมือจอมขี้เกียจได้เอนตัวลงครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนนั้น

            ขณะเดียวกัน ข้างกายเขาก็มีทหารองครักษ์มากฝีมือคนหนึ่งหยิบเอาขวดเล็กๆที่สร้างขึ้นจากวัสดุประหลาดบางอย่างออกมาจากถุงฟ้าดินของตัวเองขวดหนึ่งขวดมีขนาดประมาณฝ่ามือคน บรรจุของเหลวสีใสบางอย่างเอาไว้เต็มขวด

            “เอาละ อย่างนั้นก็อย่าปล่อยให้เสียเวลาเชิญทุกท่านรับชมการแสดงอันแสนหรูหราอลังการจากพวกเราราชอาณาจักรเทียนฉางเถอะ”