Pioneer Era

    ตอนที่ 119 สู้ไม่ถอย

    ***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    “หืม? นี่มัน? ”

    มือถือหยกสีเขียวทรงกลมที่สั่งทำพิเศษของฉันกำลังเรืองแสง

    นั่นหมายความว่ามีใครบางคนกำลังติดต่อเข้ามา

    “ก็ไม่ได้เสียนี่น่า แล้วทำไมถึงติดต่อท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ได้นะดอง? ”

    ฉันรู้ว่าในป่ามีสัญญาณ ก็ตั้งแต่ตอนที่เห็นตัวประกันเริ่มใช้มือถือติดต่อกลับไปหาครอบครัวกัน เลยพยายามติดต่อกลับไปหาท่านพ่อกับท่านแม่มาตั้งแต่เช้าแล้ว

    แต่ทว่าจนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่สามารถติดต่อกลับไปหาพวกท่านได้เลยแม้แต่น้อย

    ฉันใช้มือซ้ายประคองมือถือรูปทรงหยกขึ้นมาถือเอาไว้ โดยระวังไม่ให้มันกลิ้งตกลงไปข้างล่าง

    ตอนนี้พวกเรากำลังเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูงอยู่บนเกล-อาบอก ถ้ามันร่วงลงไป คงไม่มีวันกลับไปตามหาเจอแน่นอน



    “ลี่ นี่ฉันเองนะ”

    “ดิวซ์หรือ ที่ในเมืองเป็นยังไงบ้างดอง? ”

    “ดิวซ์ติดต่อเข้ามาหรือ? ”

    พอได้ยินว่าดิวซ์ ไพไรต์ที่นั่งอยู่ตรงลากเลื่อนด้านล่าง ก็เริ่มปีนขึ้นมานั่งอยู่บนอานนั่งข้างบนทันที

    “ลี่! มันเกิดเรื่องใหญ่แล้วละ! เครื่องบินทิ้งระเบิดถูกส่งออกไปที่กองทัพของเผ่ามนุษย์สัตว์แล้ว! แถมในเมืองยัง---”

    “... แย่แล้วสิดอง”

    สถานการณ์ที่ดิวซ์เล่าให้ฟังนั้น มันรุนแรงกว่าที่พวกเราคาดการเอาไว้มาก

    กลายเป็นว่าฝ่ายที่เปิดฉากก่อนดันเป็นรัฐบาลของพวกเรา แทนที่จะเป็นฝ่ายชนเผ่าท้องถิ่น

    ซึ่งมันไม่แปลกเลยสักนิด

    เพราะพวกเรายึดน่านฟ้ากลับมาได้ เลยทำให้ฝ่ายของพวกเราสามารถตรวจสอบสภาพความเป็นไปทั้งทวีปได้ในพริบตาเดียว ด้วยภาพถ่ายทางอากาศจากเครื่องบิน

    ฉันเองก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลยดอง



    “...อะไรคือเครื่องบิน? ”

    ไพไรต์ตะโกนถามด้วยความสงสัย

    จริงสิ พวกชนเผ่าท้องถิ่นไม่รู้จักเครื่องบินนี่น่า

    “มันคือ--”

    *ฟูมมมมมมม---------------! *

    เกิดเสียงเครื่องบินไอพ่นดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า

    เสียงนั้นดังมาจากทิศใต้ จากจุดที่พวกเราอยู่

    มันคืออินทรีย์เหล็กสีดำสนิทจำนวนสี่ลำที่มีรูปทรงเรขาคณิตทรงสามเหลี่ยม

    มันถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ไร้ซึ่งสิ่งประดับประดา เป็นรูปทรงที่คิดค้นเพื่อลดแรงเสียดทานอากาศโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์ไอพ่นที่ใช้แรงขับดันอันทรงพลังติดท้ายยาน

    มันบินเร็วมาก จนกลายเป็นเส้นสีดำที่ลากตัดผ่านขอบฟ้า วิ่งจากตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วภายในสองวินาทีเท่านั้น



    “มันคือสิ่งนั้นดอง…”

    “นั่นมันปีศาจอะไรกันฟะ! ”

    ไพไรต์เบิกตาโตด้วยความตกใจ

    “แถมข้างในนั้น บางทีคงเป็นนิวเคลียร์นะดอง"

    " นิวเคลียร์? "

    " อาวุธสุดยอดที่สามารถลบทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปในพริบตานะดอง"

    นิวเคลียร์ สิ่งที่เผ่ามนุษย์เคยคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้พลังงานอันไร้ที่สิ้นสุด

    แต่ทว่าพวกเรากลับเอามันมาทำสงครามแทน

    พลังของมันนั้น สามารถลบสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติทั้งมวลให้หายไปจากผิวโลกได้

    นั่นละ คือความน่ากลัวของสงครามยุคใหม่



    “พลังบ้าบอแบบนั้น… โกหก… ไม่จริง….แล้วที่ผมพยายามทำมาถึงตอนนี้… จะทำมาเพื่ออะไร...”

    ไพไรต์ถึงกับอ้าปากค้างดวงตาเหม่อลอยไปเลย

    ช่างน่าปวดใจ…

    ฉันเกิดไม่ทันยุคสงคราม เลยทำได้เพียงแค่เรื่องราวจากยุคสงครามในสมัยของพ่อกับแม่เท่านั้น

    ถึงจะมีการแต่งเติมเรื่องราวของเทพเจ้ามาเกี่ยวข้องให้ฟังดูเวอร์วังไร้สาระ แต่ความโหดร้ายของสงครามก็ไม่เคยเปลี่ยนไป

    ความสูญเสีย ความแค้น ความตาย ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า วนเวียนเช่นนั้นเรื่อยไป



    “คุณลิลลี่ก็พูดเวอร์ไปค่ะ”

    “...แฟต? ”

    หมายความว่ายังไงหรือดอง?

    “ระเบิดนิวเคลียร์มันแพง เขาไม่เอามาใช้กับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ อีกอย่าง หากคิดถึงอนาคตที่มีคนอยากใช้ทรัพยากรของทวีปนี้ ก็ยิ่งห้ามใช้ค่ะ ดังนั้น ถ้าจะให้ฉันเดา---”

    แฟตเว้นช่วงคิดสักพัก แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด

    “สิ่งที่ขนมานั้น บางทีคงเป็นโกเลมเพื่อทำสงครามมากกว่าค่ะ"



    ***ณ แนวหน้าของกองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์

    "บุก! "

    เหล่าอาวุโสทั้งสิบชนเผ่ากำลังนำทัพด้วยจิตใจที่องอาจ

    ทัพหน้าเคลื่อนที่เร็วจำนวนหนึ่งแสน และยังมีพลเดินเท้า กับพลทหารอสรพิษอีกหลายสิบล้านที่แนวหลัง

    ไม่มีสิ่งใดในป่าแห่งนี้ ที่สามารถต้านทานกองทัพที่ยิ่งใหญ่นี้ได้

    แม้แต่บรรดาสัตว์ร้ายผู้ปกครองผืนป่า ยังต้องยอมหลีกหนีให้กับกองทัพที่เกรียงไกรนี้



    "รายงาน พบวัตถุประหลาดบนท้องฟ้าครับ! "

    แต่แล้วก็มีผู้ท้าชิงรายใหม่ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า

    "ทุกคน เตรียมรับมือโจมตี! "

    ถึงจะไม่ทราบว่าคือสิ่งใด แต่มันคงไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร

    วัตถุสีดำทรงสามเหลี่ยมที่โบยบินบนท้องฟ้ากว้างทั้งสี่ลำ เริ่มชะลอความเร็วจนเสียงเสียดอากาศที่เคยดังสั่นสะท้าน เริ่มเบาบางเงียบเสียงลง

    มันบินเลียบต่ำเหนือผืนป่าสามเมตร แล้วเปิดใต้ท้องยานออกเป็นรูกว้าง

    สิ่งที่บรรทุกมานั้น คือคริสตัลโปรงแสงขนาดใหญ่ขนาดสามเมตร ที่ถูกฝั่งวงจรซับซ้อนเอาไว้อยู่ภายใน

    คริสตัลทั้งสี่ก้อน ถูกทิ้งลงมาที่ด้านหน้าของกองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์



    "นี่มัน … คืออะไร? "

    วัตถุโลหะสีดำบินมาทิ้งก้อนคริสตัลโปรงแสงจำนวนสี่ก้อน แล้วบินจากไปโดยที่ไม่ทำอะไรพวกเขา

    นกเหล็กที่ขี้ออกมาเป็นคริสตัลอย่างงั้นหรือ?

    พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

    "ล้อมมันเอาไว้! "

    เนื่องจากชนเผ่าสิงโตอยู่ใกล้จุดทิ้งคริสตัล เลยกลายเป็นผู้รับมือไปโดยปริยาย

    นักรบสวมชุดเกราะเบาสีขาวขี่อสรพิษขนาดใหญ่จำนวนมาก ต่างเริ่มกระจายกำลังเข้าล้อมก้อนคริสตัลเหล่านั้นเอาไว้



    "... ท่านอาวุโสครับ มีบางอย่างแปลกไปครับ! "

    แล้วการโจมตีก็เริ่มขึ้น

    ก้อนคริสตัลทั้งสี่ที่ถูกทิ้งไปนั้น มันคือแกนของโกเลม

    ตัวแกนจะถูกสร้างมาจากแร่ภูติ แร่ที่มีความสามารถในการแผ่คลื่นรังสีตามการกระตุ้นจากพลังงานภายนอก

    เมื่อนำมันมารวมกับแผงวงจรความคิดของระบบหุ่นยนต์ กับแผงวงจรควบคุมที่ถูกลงคำสั่งอย่างละเอียดละออ ผลที่ได้คือโกเลมสังหารที่ทรงประสิทธิภาพ

    พลังที่ถูกบรรจุอยู่ภายในก้อนคริสตัล กำลังกระตุ้นแร่ภูติที่หุ้มผิวนอกของมัน

    รังสีจำนวนมากเริ่มแผ่ขยายออกรอบด้าน เข้าแทรกมวลสารดินโดยรอบ ก่อสนามแม่เหล็กแรงสูง แล้วหลอมรวมดูดติดกับตัวมันเอง

    แกนขนาดใหญ่เริ่มถูกดินจำนวนมากหุ้ม แล้วก่อตัวเป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตสองขาสองแขนขนาดใหญ่สูงสิบห้าเมตร



    พวกมันมีแขนกับขาที่หนามากกว่าห้าเมตร

    ปลายนิ้วทั้งห้าคมกริบดั่งดาบชั้นเลิศที่ถูกตีด้วยช่างฝีมือชั้นนำ

    ส่วนหัวขรุขระไร้ดวงตา อีกทั้งยังเต็มไปด้วยรูพรุนสีดำ

    รูปร่างของมัน เปรียบดั่งอวตารของปีศาจร้ายจากขุมนรก

    "ปะ… ปีศาจ! "

    "มันคือตัวอะไรกัน! "

    "ข้าเคยเห็นสิ่งที่คล้ายแบบนี้ในเมืองของเผ่าอสูรกายครับท่าน! "

    "พวกอสูรกายโจมตีพวกเราแล้ว! "

    ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์สูงสิบห้าเมตร ไม่ว่าใครก็เป็นต้องรู้สึกหวาดกลัว

    แต่พวกเขากำลังเต็มไปด้วยไฟแห่งความเคียดแค้น

    ความแค้นที่ชนะเหนือความหวาดกลัว คือแรงกระตุ้นที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมหันหลังวิ่งหนี



    "อาวุธของเผ่าอสูร? ทุกคนโจมตี! แสดงให้พวกมันเห็นถึงพลังของพวกเราซะ! "

    " โอ๊ววววว! "

    นักรบขี่อสรพิษชูอาวุธขึ้นฟ้า ตั้งทวนขนาดใหญ่ยื่นยาวออกไป จัดทัพรูปลิ่ม แล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างห้าวหาญ

    ที่แนวหลัง มือธนูจากชนเผ่าม้า ต่างดึงสายรั้งธนูจนตึง แล้วยิงธนูไฟนับพันเข้าใส่

    กระแสคลื่นแห่งการโจมตี ต่างกำลังโหมกระหน่ำใส่โกเลมยักษ์ที่ยื่นตั้งตระหง่านบดบังแสงอาทิตย์จากฟากฟ้า



    *ซวบ! *

    ทวนกับธนูเข้ารุมเสียบโกเลมจากทุกทิศทาง

    ปลายแหลมสีขาวจำนวนมาก กำลังเสียบทะลุขาสีน้ำตาล แทงทะลุกำแพงดินหนาตรงหน้า ทะลวงเข้าไปมากกว้าห้าเมตร จนทะลุไปถึงอีกฟากฝั่งของผิวกำแพง

    ธนูนับร้อยปักลงทั่วร่างกาย ลุกท่วมด้วยเปลวไฟความร้อนสูง เพื่อหมายจะแผดเผาร่างยักษ์ให้จมกองเพลิง

    "ฆ่ามันได้แน่! "

    นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด



    แต่นั่น… ช่างเป็นความคิดที่อนิจจานัก

    โกเลมนั้นไร้ซึ่งความเจ็บปวด

    มันไร้ซึ่งเลือดเนื้อหรือจิตใจ

    แม้นขาจะถูกแทงทะลุ แม้นจะถูกธนูนับร้อยปักลงทั่วกาย

    เปลวไฟมิอาจแผดเผามวลดินได้

    บาดแผลมิอาจหลั่งเลือดไหลรินลงมา

    มันไม่รู้สึกรู้สาอันใด

    ไร้ซึ่งบาดแผล ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง

    เจ้าโกเลมมันยังคงยืนนิ่งตระหง่านตรงหน้าพวกเขา ราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาทุ่มพลังโจมตีนั้น มันคือเรื่องไร้สาระที่หาต้องให้ความสนใจไม่



    *ปีด*

    เกิดเสียงสัญญาณบางอย่างดังขึ้นมาจากโกเลมทั้งสี่ตัว

    "เฮ้ย!? "

    แล้วทันใดนั้น ทวนกับส่วนหัวปลายแหลมของลูกธนูทั้งหมดที่รายรอบ ก็ถูกร่างกายโกเลมดูดกลืนเข้าไป

    ผิวกายสีน้ำตาล ถูกผสมเข้ากับแร่เฮเดสที่อยู่ในอาวุธ แล้วกลายเป็นผิวสีน้ำตาลอ่อนที่มีปานสีขาวแทรก

    "บ้าชัด ๆ! ปล่อยฝูงเนปเพรส เอจเนจเดียวนี้! "

    เนปเพรส เอจเนจ คืออสรพิษที่มีสิบหัว เป็นสัตว์เจ้าป่าผู้ปกครองเขตภูเขาไฟในส่วนทิศเหนือของทวีป

    พวกมันดุร้าย มีร่างกายใหญ่โตถึงสิบเมตร และยังมีพิษที่ร้ายกาจ

    พวกมันมีนิสัยหวงถิ่นเกิด และรักพวกพ้องมากกว่าที่เห็น

    ด้วยความที่มีนิสัยเช่นนั้น ถ้าหากเก็บมันมาเลี้ยงตั้งแต่ออกจากไข่เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็จะสามารถฝึกพวกมันให้เชื่องได้

    มันคือหนึ่งในสัตว์สงครามที่เป็นไพ่ตายของพวกเขา



    *ฟ่อ! *

    มหาอสรพิษทศกัณฐ์จำนวนสิบสองตัวเลื้อยออกมาจากกรงเหล็กขาว แล้วเริ่มส่งเสียงขู่ใส่โกเลมยักษ์

    พวกมันพุ่งเข้ารุมโจมตีด้วยจำนวนที่มากกว่า

    *ปีด*

    พวกโกเลมกางกรงเล็บทั้งห้าออก แล้วฟันใส่ศัตรูที่เลื้อยเข้ามาใกล้

    พริบตานั้น แผ่นดินก็ถูกแยกออกเป็นห้าส่วนด้วยแรงอัดของลมที่ถูกกรงเล็บทั้งห้าฟันลงมา

    หัวทั้งสิบถูกแยกออกเป็นห้าแฉกไปพร้อมกับการโจมตีของพวกโกเลม

    เลือดสาดกระจาย พร้อมกับมีพิษสีม่วงแตกกระเซ็นปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ

    เพียงแค่การโจมตีเดียวจากโกเลมทั้งสี่ พวกมันก็ถูกฆ่าเอาชีวิตไปแล้วถึงหนึ่งในสาม



    แต่โชคดีที่ฝั่งมหาอสรพิษมีจำนวนมากกว่า

    พวกมันเลื้อยผ่านศพของเพื่อน แล้วใช้โอกาสที่โกเลมกำลังเตรียมตั้งท่าโจมตี ใช้ช่องว่างนั้นเข้ารัดร่างของพวกมันด้วยแรงทั้งหมดที่มี

    ใช้หัวทั้งสิบเข้าพันธนาการกรงเล็บทั้งสองข้าง และใช้ส่วนลำตัว รัดขึ้นมาตั้งแต่จากขาถึงร่างกาย

    *ฟ่ออออ! *

    พวกมันชูหัวที่ว่างเว้นจากการพันธนาการร่างศัตรู แล้วฉกใส่ส่วนหัวของโกเลม โดยไม่คิดแม้แต่จะให้พวกมันมีโอกาสพักหายใจ



    ผิวดินสีน้ำตาล ถูกเจือปนด้วยพิษสีม่วง แผ่ขยายออกไปทั่วลำตัวจากปากแผลที่ถูกพวกมันฝั่งเขี้ยวลึกเข้าไป

    ร่างกายที่ถูกหุ้มด้วยมวลดินหนา เริ่มปริแตกเพราะแรงรัดที่รุนแรง กับแรงกัดที่มากพบจะบดขยี้หินผา

    "หน่วยรบ เตรียมใช้เครื่องทุบ เข้าโจมตีส่วนขา! "

    ส่วนเหล่านักรบ กำลังถูกพลัดเปลี่ยน เป็นหน่วยอัศวินชนเผ่ากอลิล่าที่สวมเกราะหนาทั่วตัว

    ค้อนสงครามสีขาวนับร้อยถูกถือขึ้นเหนือบ่า แล้วเหยียบย่ำคำรามเหนือแผ่นดินด้วยชุดเกราะที่หนักอึ้งของพวกเขา



    ถ้าโกเลมคือสิ่งมีชีวิต มันคงตายไปตั้งแต่ที่ถูกฝั่งเขี้ยวลงไปแล้ว

    แต่โชคร้ายที่มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต

    พวกเขาไม่รู้เลย ว่ากำลังสู้กับสิ่งที่ไม่มีเลือดเนื้อและหัวใจ

    พวกมันคือเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง

    *แพละ! *

    เกิดเสียงบางสิ่งที่แตกสลายดังกระหึ่ม พร้อมกับควันพิษสีม่วงเข้าปกคลุมส่วนหัวของพวกโกเลม

    "เกิดอะไรขึ้น!? "


    ณ เวลานั้น ทุกคนต่างหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

    กำลังเสริมที่เดินทัพ ต่างหยุดตั้งแถว แล้วเปลี่ยนมาถือโล่ยาวสีขาวแทนค้อนสงคราม

    แรงรัดรอบผิวกายของโกเลมเริ่มอ่อนแรงคลายตัวลง

    ร่างที่สูงใหญ่ของมหาอสรพิษ ต่างพร้อมใจกันทิ้งตัวลงมา

    ร่างที่กระแทกใส่แผ่นดินนั้น สั่นสะท้านไปถึงจิตใจที่ห้าวหาญของเหล่านักรบ

    เหล่าอสรพิษที่สิ้นชีพทั้งแปดตัว ต่างมีสภาพไร้หัวไม่ต่างกัน

    ปากแผลของพวกมันถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉาน

    กลิ่นเผาไหม้ลอยโชยไปทั่วสนามรบ

    นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

    พวกเขาตั้งคำถามให้กับตัวเองเช่นนั้น



    เมื่อควันสีม่วงรอบหัวโกเลมจางหาย พวกเขาก็พบกับคำตอบ

    ส่วนหัวที่เต็มไปด้วยรูพรุนของโกเลม สิ่งนั้นกำลังถูกปกคลุมด้วยไอร้อนระอุอย่างรุนแรง

    ภาพรอบหัวของมันพร่ามัว และส่งเสียงดังน่ากลัวสยดสยอง ราวกับเป็นเสียงกรีดร้องของสัตว์นรกที่กำลังถูกอาบด้วยเปลวไฟ



    เจ้าโกเลมลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วเริ่มรักษารอยแตกบนผิวที่เกิดจากการถูกรัดเมื่อกี้นี้

    แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มยุบตัวลึกลงไปมากกว่าสามเมตร เพื่อนำไปชดเชยผิวกายที่สูญเสียไป

    มันใช้เวลาเพียงแค่ห้าวินาทีในการรักษาเท่านั้น

    "มันกำลังรักษาแผลตัวเอง! "

    "หน่อย! ทุกหน่วย บุกโจม---"

    พริบตานั้น พวกโกเลมก็แผดเสียงหวีดร้องดังลั่น

    รูพรุนที่เต็มไปด้วยไอความร้อน กำลังเริ่มเปร่งแสงสว่างสีส้มเจิดจ้า

    แล้ววินาทีถัดมา พื้นที่ในระยะรัศมีสิบเมตรรอบตัวโกเลมก็ถูกคลื่นไมโครเวฟแผดเผาโจมตี

    เลือดในร่างกายของเหล่านักรบที่ยืนปิดวงล้อม ฉับพลันร้อนระอุเดือดพล่าน

    ผิวหนังของพวกเขาบวมเป่งดั่งลูกโป่งที่ถูกอัดลม

    ลมหายใจขาดช่วง แห้งเหือดทุรนทุราย

    ไม่อาจแม้แต่ส่งเสียงทรมานออกมาได้

    *แพละ! *

    เหล่านักรบต่างระเบิดแตกสลายจากภายใน กลายเป็นดอกไม้สีน้ำเงินบานขึ้นเหนือแผ่นดิน



    มันคือความสิ้นหวัง

    พวกเขาอยากทิ้งอาวุธในมือ แล้วหันหลังวิ่งหนีไปให้พ้นจากปีศาจร้าย

    แต่พอนึกถึงอำนาจที่ยิงถล่มหอคอยซึ่งเป็นดั่งตัวแทนเทพเจ้าของพวกเขา

    นึกถึงภาพของเหมืองแร่ที่ถูกศัตรูเข้าไปขุดขึ้นมาตามใจชอบราวกับเป็นของตัวเอง

    นึกถึงอนาคตของลูกหลาน

    พวกเขาก็สามารถเอาชนะความกลัวนั้นได้

    "ทุกชีวิตล้วนแต่ต้องตาย"

    ทุกคนรู้ดี ว่าศัตรูนั้นมีความร้ายกาจมากกว่าที่คิดจินตนาการเอาไว้

    “พวกเราเคยยอมก้มหัวให้”

    พวกเขาเคยแพ้สงครามมาครั้งหนึ่ง และยอมที่จะก้มหัวให้กับพลังอำนาจนั้นมาครั้งหนึ่ง

    "แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ พวกเรามิใช่ทาส มิใช่ตุ๊กตาให้ใครมาควบคุม"

    แต่มันจะไม่มีครั้งที่สองอีกต่อไป

    "พวกเรา จักขอเลือกที่ตายด้วยเจตนารมณ์ของตัวเอง"

    พวกเขาขอตายเยี่ยงนักรบ มากกว่าจะยอมตกไปเป็นทาสของผู้รุกราน

    "วันนี้คือวันตายของพวกเรา"

    ด้วยเหตุนี้

    "ทุกคน อนุญาตให้ใช้ [ยาของเทพเจ้า] ได้"

    พวกเขาจึงไม่คิดที่จะถอยอีกต่อไป

    ไม่มีวัน