***ภูติน้อยผู้มีความรัก [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]
“หืม? นี่มัน? ”
มือถือหยกสีเขียวทรงกลมที่สั่งทำพิเศษของฉันกำลังเรืองแสง
นั่นหมายความว่ามีใครบางคนกำลังติดต่อเข้ามา
“ก็ไม่ได้เสียนี่น่า แล้วทำไมถึงติดต่อท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ได้นะดอง? ”
ฉันรู้ว่าในป่ามีสัญญาณ ก็ตั้งแต่ตอนที่เห็นตัวประกันเริ่มใช้มือถือติดต่อกลับไปหาครอบครัวกัน เลยพยายามติดต่อกลับไปหาท่านพ่อกับท่านแม่มาตั้งแต่เช้าแล้ว
แต่ทว่าจนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่สามารถติดต่อกลับไปหาพวกท่านได้เลยแม้แต่น้อย
ฉันใช้มือซ้ายประคองมือถือรูปทรงหยกขึ้นมาถือเอาไว้ โดยระวังไม่ให้มันกลิ้งตกลงไปข้างล่าง
ตอนนี้พวกเรากำลังเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสูงอยู่บนเกล-อาบอก ถ้ามันร่วงลงไป คงไม่มีวันกลับไปตามหาเจอแน่นอน
“ลี่ นี่ฉันเองนะ”
“ดิวซ์หรือ ที่ในเมืองเป็นยังไงบ้างดอง? ”
“ดิวซ์ติดต่อเข้ามาหรือ? ”
พอได้ยินว่าดิวซ์ ไพไรต์ที่นั่งอยู่ตรงลากเลื่อนด้านล่าง ก็เริ่มปีนขึ้นมานั่งอยู่บนอานนั่งข้างบนทันที
“ลี่! มันเกิดเรื่องใหญ่แล้วละ! เครื่องบินทิ้งระเบิดถูกส่งออกไปที่กองทัพของเผ่ามนุษย์สัตว์แล้ว! แถมในเมืองยัง---”
“... แย่แล้วสิดอง”
สถานการณ์ที่ดิวซ์เล่าให้ฟังนั้น มันรุนแรงกว่าที่พวกเราคาดการเอาไว้มาก
กลายเป็นว่าฝ่ายที่เปิดฉากก่อนดันเป็นรัฐบาลของพวกเรา แทนที่จะเป็นฝ่ายชนเผ่าท้องถิ่น
ซึ่งมันไม่แปลกเลยสักนิด
เพราะพวกเรายึดน่านฟ้ากลับมาได้ เลยทำให้ฝ่ายของพวกเราสามารถตรวจสอบสภาพความเป็นไปทั้งทวีปได้ในพริบตาเดียว ด้วยภาพถ่ายทางอากาศจากเครื่องบิน
ฉันเองก็ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลยดอง
“...อะไรคือเครื่องบิน? ”
ไพไรต์ตะโกนถามด้วยความสงสัย
จริงสิ พวกชนเผ่าท้องถิ่นไม่รู้จักเครื่องบินนี่น่า
“มันคือ--”
*ฟูมมมมมมม---------------! *
เกิดเสียงเครื่องบินไอพ่นดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า
เสียงนั้นดังมาจากทิศใต้ จากจุดที่พวกเราอยู่
มันคืออินทรีย์เหล็กสีดำสนิทจำนวนสี่ลำที่มีรูปทรงเรขาคณิตทรงสามเหลี่ยม
มันถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ไร้ซึ่งสิ่งประดับประดา เป็นรูปทรงที่คิดค้นเพื่อลดแรงเสียดทานอากาศโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์ไอพ่นที่ใช้แรงขับดันอันทรงพลังติดท้ายยาน
มันบินเร็วมาก จนกลายเป็นเส้นสีดำที่ลากตัดผ่านขอบฟ้า วิ่งจากตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วภายในสองวินาทีเท่านั้น
“มันคือสิ่งนั้นดอง…”
“นั่นมันปีศาจอะไรกันฟะ! ”
ไพไรต์เบิกตาโตด้วยความตกใจ
“แถมข้างในนั้น บางทีคงเป็นนิวเคลียร์นะดอง"
" นิวเคลียร์? "
" อาวุธสุดยอดที่สามารถลบทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปในพริบตานะดอง"
นิวเคลียร์ สิ่งที่เผ่ามนุษย์เคยคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้พลังงานอันไร้ที่สิ้นสุด
แต่ทว่าพวกเรากลับเอามันมาทำสงครามแทน
พลังของมันนั้น สามารถลบสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติทั้งมวลให้หายไปจากผิวโลกได้
นั่นละ คือความน่ากลัวของสงครามยุคใหม่
“พลังบ้าบอแบบนั้น… โกหก… ไม่จริง….แล้วที่ผมพยายามทำมาถึงตอนนี้… จะทำมาเพื่ออะไร...”
ไพไรต์ถึงกับอ้าปากค้างดวงตาเหม่อลอยไปเลย
ช่างน่าปวดใจ…
ฉันเกิดไม่ทันยุคสงคราม เลยทำได้เพียงแค่เรื่องราวจากยุคสงครามในสมัยของพ่อกับแม่เท่านั้น
ถึงจะมีการแต่งเติมเรื่องราวของเทพเจ้ามาเกี่ยวข้องให้ฟังดูเวอร์วังไร้สาระ แต่ความโหดร้ายของสงครามก็ไม่เคยเปลี่ยนไป
ความสูญเสีย ความแค้น ความตาย ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า วนเวียนเช่นนั้นเรื่อยไป
“คุณลิลลี่ก็พูดเวอร์ไปค่ะ”
“...แฟต? ”
หมายความว่ายังไงหรือดอง?
“ระเบิดนิวเคลียร์มันแพง เขาไม่เอามาใช้กับเรื่องแบบนี้หรอกค่ะ อีกอย่าง หากคิดถึงอนาคตที่มีคนอยากใช้ทรัพยากรของทวีปนี้ ก็ยิ่งห้ามใช้ค่ะ ดังนั้น ถ้าจะให้ฉันเดา---”
แฟตเว้นช่วงคิดสักพัก แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด
“สิ่งที่ขนมานั้น บางทีคงเป็นโกเลมเพื่อทำสงครามมากกว่าค่ะ"
***ณ แนวหน้าของกองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์
"บุก! "
เหล่าอาวุโสทั้งสิบชนเผ่ากำลังนำทัพด้วยจิตใจที่องอาจ
ทัพหน้าเคลื่อนที่เร็วจำนวนหนึ่งแสน และยังมีพลเดินเท้า กับพลทหารอสรพิษอีกหลายสิบล้านที่แนวหลัง
ไม่มีสิ่งใดในป่าแห่งนี้ ที่สามารถต้านทานกองทัพที่ยิ่งใหญ่นี้ได้
แม้แต่บรรดาสัตว์ร้ายผู้ปกครองผืนป่า ยังต้องยอมหลีกหนีให้กับกองทัพที่เกรียงไกรนี้
"รายงาน พบวัตถุประหลาดบนท้องฟ้าครับ! "
แต่แล้วก็มีผู้ท้าชิงรายใหม่ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
"ทุกคน เตรียมรับมือโจมตี! "
ถึงจะไม่ทราบว่าคือสิ่งใด แต่มันคงไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร
วัตถุสีดำทรงสามเหลี่ยมที่โบยบินบนท้องฟ้ากว้างทั้งสี่ลำ เริ่มชะลอความเร็วจนเสียงเสียดอากาศที่เคยดังสั่นสะท้าน เริ่มเบาบางเงียบเสียงลง
มันบินเลียบต่ำเหนือผืนป่าสามเมตร แล้วเปิดใต้ท้องยานออกเป็นรูกว้าง
สิ่งที่บรรทุกมานั้น คือคริสตัลโปรงแสงขนาดใหญ่ขนาดสามเมตร ที่ถูกฝั่งวงจรซับซ้อนเอาไว้อยู่ภายใน
คริสตัลทั้งสี่ก้อน ถูกทิ้งลงมาที่ด้านหน้าของกองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์
"นี่มัน … คืออะไร? "
วัตถุโลหะสีดำบินมาทิ้งก้อนคริสตัลโปรงแสงจำนวนสี่ก้อน แล้วบินจากไปโดยที่ไม่ทำอะไรพวกเขา
นกเหล็กที่ขี้ออกมาเป็นคริสตัลอย่างงั้นหรือ?
พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
"ล้อมมันเอาไว้! "
เนื่องจากชนเผ่าสิงโตอยู่ใกล้จุดทิ้งคริสตัล เลยกลายเป็นผู้รับมือไปโดยปริยาย
นักรบสวมชุดเกราะเบาสีขาวขี่อสรพิษขนาดใหญ่จำนวนมาก ต่างเริ่มกระจายกำลังเข้าล้อมก้อนคริสตัลเหล่านั้นเอาไว้
"... ท่านอาวุโสครับ มีบางอย่างแปลกไปครับ! "
แล้วการโจมตีก็เริ่มขึ้น
ก้อนคริสตัลทั้งสี่ที่ถูกทิ้งไปนั้น มันคือแกนของโกเลม
ตัวแกนจะถูกสร้างมาจากแร่ภูติ แร่ที่มีความสามารถในการแผ่คลื่นรังสีตามการกระตุ้นจากพลังงานภายนอก
เมื่อนำมันมารวมกับแผงวงจรความคิดของระบบหุ่นยนต์ กับแผงวงจรควบคุมที่ถูกลงคำสั่งอย่างละเอียดละออ ผลที่ได้คือโกเลมสังหารที่ทรงประสิทธิภาพ
พลังที่ถูกบรรจุอยู่ภายในก้อนคริสตัล กำลังกระตุ้นแร่ภูติที่หุ้มผิวนอกของมัน
รังสีจำนวนมากเริ่มแผ่ขยายออกรอบด้าน เข้าแทรกมวลสารดินโดยรอบ ก่อสนามแม่เหล็กแรงสูง แล้วหลอมรวมดูดติดกับตัวมันเอง
แกนขนาดใหญ่เริ่มถูกดินจำนวนมากหุ้ม แล้วก่อตัวเป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตสองขาสองแขนขนาดใหญ่สูงสิบห้าเมตร
พวกมันมีแขนกับขาที่หนามากกว่าห้าเมตร
ปลายนิ้วทั้งห้าคมกริบดั่งดาบชั้นเลิศที่ถูกตีด้วยช่างฝีมือชั้นนำ
ส่วนหัวขรุขระไร้ดวงตา อีกทั้งยังเต็มไปด้วยรูพรุนสีดำ
รูปร่างของมัน เปรียบดั่งอวตารของปีศาจร้ายจากขุมนรก
"ปะ… ปีศาจ! "
"มันคือตัวอะไรกัน! "
"ข้าเคยเห็นสิ่งที่คล้ายแบบนี้ในเมืองของเผ่าอสูรกายครับท่าน! "
"พวกอสูรกายโจมตีพวกเราแล้ว! "
ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์สูงสิบห้าเมตร ไม่ว่าใครก็เป็นต้องรู้สึกหวาดกลัว
แต่พวกเขากำลังเต็มไปด้วยไฟแห่งความเคียดแค้น
ความแค้นที่ชนะเหนือความหวาดกลัว คือแรงกระตุ้นที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมหันหลังวิ่งหนี
"อาวุธของเผ่าอสูร? ทุกคนโจมตี! แสดงให้พวกมันเห็นถึงพลังของพวกเราซะ! "
" โอ๊ววววว! "
นักรบขี่อสรพิษชูอาวุธขึ้นฟ้า ตั้งทวนขนาดใหญ่ยื่นยาวออกไป จัดทัพรูปลิ่ม แล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างห้าวหาญ
ที่แนวหลัง มือธนูจากชนเผ่าม้า ต่างดึงสายรั้งธนูจนตึง แล้วยิงธนูไฟนับพันเข้าใส่
กระแสคลื่นแห่งการโจมตี ต่างกำลังโหมกระหน่ำใส่โกเลมยักษ์ที่ยื่นตั้งตระหง่านบดบังแสงอาทิตย์จากฟากฟ้า
*ซวบ! *
ทวนกับธนูเข้ารุมเสียบโกเลมจากทุกทิศทาง
ปลายแหลมสีขาวจำนวนมาก กำลังเสียบทะลุขาสีน้ำตาล แทงทะลุกำแพงดินหนาตรงหน้า ทะลวงเข้าไปมากกว้าห้าเมตร จนทะลุไปถึงอีกฟากฝั่งของผิวกำแพง
ธนูนับร้อยปักลงทั่วร่างกาย ลุกท่วมด้วยเปลวไฟความร้อนสูง เพื่อหมายจะแผดเผาร่างยักษ์ให้จมกองเพลิง
"ฆ่ามันได้แน่! "
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด
แต่นั่น… ช่างเป็นความคิดที่อนิจจานัก
โกเลมนั้นไร้ซึ่งความเจ็บปวด
มันไร้ซึ่งเลือดเนื้อหรือจิตใจ
แม้นขาจะถูกแทงทะลุ แม้นจะถูกธนูนับร้อยปักลงทั่วกาย
เปลวไฟมิอาจแผดเผามวลดินได้
บาดแผลมิอาจหลั่งเลือดไหลรินลงมา
มันไม่รู้สึกรู้สาอันใด
ไร้ซึ่งบาดแผล ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง
เจ้าโกเลมมันยังคงยืนนิ่งตระหง่านตรงหน้าพวกเขา ราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาทุ่มพลังโจมตีนั้น มันคือเรื่องไร้สาระที่หาต้องให้ความสนใจไม่
*ปีด*
เกิดเสียงสัญญาณบางอย่างดังขึ้นมาจากโกเลมทั้งสี่ตัว
"เฮ้ย!? "
แล้วทันใดนั้น ทวนกับส่วนหัวปลายแหลมของลูกธนูทั้งหมดที่รายรอบ ก็ถูกร่างกายโกเลมดูดกลืนเข้าไป
ผิวกายสีน้ำตาล ถูกผสมเข้ากับแร่เฮเดสที่อยู่ในอาวุธ แล้วกลายเป็นผิวสีน้ำตาลอ่อนที่มีปานสีขาวแทรก
"บ้าชัด ๆ! ปล่อยฝูงเนปเพรส เอจเนจเดียวนี้! "
เนปเพรส เอจเนจ คืออสรพิษที่มีสิบหัว เป็นสัตว์เจ้าป่าผู้ปกครองเขตภูเขาไฟในส่วนทิศเหนือของทวีป
พวกมันดุร้าย มีร่างกายใหญ่โตถึงสิบเมตร และยังมีพิษที่ร้ายกาจ
พวกมันมีนิสัยหวงถิ่นเกิด และรักพวกพ้องมากกว่าที่เห็น
ด้วยความที่มีนิสัยเช่นนั้น ถ้าหากเก็บมันมาเลี้ยงตั้งแต่ออกจากไข่เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นพวกเดียวกัน ก็จะสามารถฝึกพวกมันให้เชื่องได้
มันคือหนึ่งในสัตว์สงครามที่เป็นไพ่ตายของพวกเขา
*ฟ่อ! *
มหาอสรพิษทศกัณฐ์จำนวนสิบสองตัวเลื้อยออกมาจากกรงเหล็กขาว แล้วเริ่มส่งเสียงขู่ใส่โกเลมยักษ์
พวกมันพุ่งเข้ารุมโจมตีด้วยจำนวนที่มากกว่า
*ปีด*
พวกโกเลมกางกรงเล็บทั้งห้าออก แล้วฟันใส่ศัตรูที่เลื้อยเข้ามาใกล้
พริบตานั้น แผ่นดินก็ถูกแยกออกเป็นห้าส่วนด้วยแรงอัดของลมที่ถูกกรงเล็บทั้งห้าฟันลงมา
หัวทั้งสิบถูกแยกออกเป็นห้าแฉกไปพร้อมกับการโจมตีของพวกโกเลม
เลือดสาดกระจาย พร้อมกับมีพิษสีม่วงแตกกระเซ็นปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ
เพียงแค่การโจมตีเดียวจากโกเลมทั้งสี่ พวกมันก็ถูกฆ่าเอาชีวิตไปแล้วถึงหนึ่งในสาม
แต่โชคดีที่ฝั่งมหาอสรพิษมีจำนวนมากกว่า
พวกมันเลื้อยผ่านศพของเพื่อน แล้วใช้โอกาสที่โกเลมกำลังเตรียมตั้งท่าโจมตี ใช้ช่องว่างนั้นเข้ารัดร่างของพวกมันด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ใช้หัวทั้งสิบเข้าพันธนาการกรงเล็บทั้งสองข้าง และใช้ส่วนลำตัว รัดขึ้นมาตั้งแต่จากขาถึงร่างกาย
*ฟ่ออออ! *
พวกมันชูหัวที่ว่างเว้นจากการพันธนาการร่างศัตรู แล้วฉกใส่ส่วนหัวของโกเลม โดยไม่คิดแม้แต่จะให้พวกมันมีโอกาสพักหายใจ
ผิวดินสีน้ำตาล ถูกเจือปนด้วยพิษสีม่วง แผ่ขยายออกไปทั่วลำตัวจากปากแผลที่ถูกพวกมันฝั่งเขี้ยวลึกเข้าไป
ร่างกายที่ถูกหุ้มด้วยมวลดินหนา เริ่มปริแตกเพราะแรงรัดที่รุนแรง กับแรงกัดที่มากพบจะบดขยี้หินผา
"หน่วยรบ เตรียมใช้เครื่องทุบ เข้าโจมตีส่วนขา! "
ส่วนเหล่านักรบ กำลังถูกพลัดเปลี่ยน เป็นหน่วยอัศวินชนเผ่ากอลิล่าที่สวมเกราะหนาทั่วตัว
ค้อนสงครามสีขาวนับร้อยถูกถือขึ้นเหนือบ่า แล้วเหยียบย่ำคำรามเหนือแผ่นดินด้วยชุดเกราะที่หนักอึ้งของพวกเขา
ถ้าโกเลมคือสิ่งมีชีวิต มันคงตายไปตั้งแต่ที่ถูกฝั่งเขี้ยวลงไปแล้ว
แต่โชคร้ายที่มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
พวกเขาไม่รู้เลย ว่ากำลังสู้กับสิ่งที่ไม่มีเลือดเนื้อและหัวใจ
พวกมันคือเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง
*แพละ! *
เกิดเสียงบางสิ่งที่แตกสลายดังกระหึ่ม พร้อมกับควันพิษสีม่วงเข้าปกคลุมส่วนหัวของพวกโกเลม
"เกิดอะไรขึ้น!? "
ณ เวลานั้น ทุกคนต่างหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
กำลังเสริมที่เดินทัพ ต่างหยุดตั้งแถว แล้วเปลี่ยนมาถือโล่ยาวสีขาวแทนค้อนสงคราม
แรงรัดรอบผิวกายของโกเลมเริ่มอ่อนแรงคลายตัวลง
ร่างที่สูงใหญ่ของมหาอสรพิษ ต่างพร้อมใจกันทิ้งตัวลงมา
ร่างที่กระแทกใส่แผ่นดินนั้น สั่นสะท้านไปถึงจิตใจที่ห้าวหาญของเหล่านักรบ
เหล่าอสรพิษที่สิ้นชีพทั้งแปดตัว ต่างมีสภาพไร้หัวไม่ต่างกัน
ปากแผลของพวกมันถูกย้อมด้วยแสงสีแดงฉาน
กลิ่นเผาไหม้ลอยโชยไปทั่วสนามรบ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
พวกเขาตั้งคำถามให้กับตัวเองเช่นนั้น
เมื่อควันสีม่วงรอบหัวโกเลมจางหาย พวกเขาก็พบกับคำตอบ
ส่วนหัวที่เต็มไปด้วยรูพรุนของโกเลม สิ่งนั้นกำลังถูกปกคลุมด้วยไอร้อนระอุอย่างรุนแรง
ภาพรอบหัวของมันพร่ามัว และส่งเสียงดังน่ากลัวสยดสยอง ราวกับเป็นเสียงกรีดร้องของสัตว์นรกที่กำลังถูกอาบด้วยเปลวไฟ
เจ้าโกเลมลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แล้วเริ่มรักษารอยแตกบนผิวที่เกิดจากการถูกรัดเมื่อกี้นี้
แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มยุบตัวลึกลงไปมากกว่าสามเมตร เพื่อนำไปชดเชยผิวกายที่สูญเสียไป
มันใช้เวลาเพียงแค่ห้าวินาทีในการรักษาเท่านั้น
"มันกำลังรักษาแผลตัวเอง! "
"หน่อย! ทุกหน่วย บุกโจม---"
พริบตานั้น พวกโกเลมก็แผดเสียงหวีดร้องดังลั่น
รูพรุนที่เต็มไปด้วยไอความร้อน กำลังเริ่มเปร่งแสงสว่างสีส้มเจิดจ้า
แล้ววินาทีถัดมา พื้นที่ในระยะรัศมีสิบเมตรรอบตัวโกเลมก็ถูกคลื่นไมโครเวฟแผดเผาโจมตี
เลือดในร่างกายของเหล่านักรบที่ยืนปิดวงล้อม ฉับพลันร้อนระอุเดือดพล่าน
ผิวหนังของพวกเขาบวมเป่งดั่งลูกโป่งที่ถูกอัดลม
ลมหายใจขาดช่วง แห้งเหือดทุรนทุราย
ไม่อาจแม้แต่ส่งเสียงทรมานออกมาได้
*แพละ! *
เหล่านักรบต่างระเบิดแตกสลายจากภายใน กลายเป็นดอกไม้สีน้ำเงินบานขึ้นเหนือแผ่นดิน
มันคือความสิ้นหวัง
พวกเขาอยากทิ้งอาวุธในมือ แล้วหันหลังวิ่งหนีไปให้พ้นจากปีศาจร้าย
แต่พอนึกถึงอำนาจที่ยิงถล่มหอคอยซึ่งเป็นดั่งตัวแทนเทพเจ้าของพวกเขา
นึกถึงภาพของเหมืองแร่ที่ถูกศัตรูเข้าไปขุดขึ้นมาตามใจชอบราวกับเป็นของตัวเอง
นึกถึงอนาคตของลูกหลาน
พวกเขาก็สามารถเอาชนะความกลัวนั้นได้
"ทุกชีวิตล้วนแต่ต้องตาย"
ทุกคนรู้ดี ว่าศัตรูนั้นมีความร้ายกาจมากกว่าที่คิดจินตนาการเอาไว้
“พวกเราเคยยอมก้มหัวให้”
พวกเขาเคยแพ้สงครามมาครั้งหนึ่ง และยอมที่จะก้มหัวให้กับพลังอำนาจนั้นมาครั้งหนึ่ง
"แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ พวกเรามิใช่ทาส มิใช่ตุ๊กตาให้ใครมาควบคุม"
แต่มันจะไม่มีครั้งที่สองอีกต่อไป
"พวกเรา จักขอเลือกที่ตายด้วยเจตนารมณ์ของตัวเอง"
พวกเขาขอตายเยี่ยงนักรบ มากกว่าจะยอมตกไปเป็นทาสของผู้รุกราน
"วันนี้คือวันตายของพวกเรา"
ด้วยเหตุนี้
"ทุกคน อนุญาตให้ใช้ [ยาของเทพเจ้า] ได้"
พวกเขาจึงไม่คิดที่จะถอยอีกต่อไป
ไม่มีวัน