ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 109 ความผิดพลาด


    All-in (เทหมดหน้าตัก) ศัพท์คำนี้มีมาจากวงการไพ่ (โป๊กเกอร์) ที่หมายถึงการทุ่มชิปที่มีทั้งหมด เดิมพันคราวเดียวในเวลาที่เรามั่นใจไพ่ของตัวเองว่ามีเหนือกว่าคู่แข่ง หรืออาจจะเรียกว่า เกทับหมดหน้าตักก็ได้
    ส่วนคำว่า All-in ในวงการหุ้นก็ให้ความหมายคล้ายกันๆ โดยหมายถึงการซื้อหุ้นด้วยเงินจำนวนที่เราจะใช้ลงทุนไปทั้งหมดที่หุ้นตัวเดียวในเวลาที่เรามั่นใจแล้วว่าหุ้นตัวนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงแก่เงินลงทุนของเราโดยความเสี่ยงในการลงทุนครั้งนี้มีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย
    แม้หลักการที่ถูกต้องในการลงทุนหุ้นจำเป็นจะต้องกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายตัวเพื่อให้บัญชีหุ้นปลอดภัยในระดับหนึ่งว่าจะไม่ทำให้เงินลงทุนกลายเป็นศูนย์ในกรณีที่การลงทุนผิดพลาด แต่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายคนในช่วงแรกๆ ของการลงทุนก็มักจะมีช่วงเวลาในการลงทุนหุ้นจำนวนเพียงไม่กี่ตัวอาจจะเพียงหนึ่งถึงสองตัวที่กลายเป็นหุ้นพลิกชีวิตสร้างผลตอบแทนมหาศาลอยู่ด้วยและการลงทุนในคราวนั้นมักเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เงินลงทุนเติบโตได้แบบก้าวกระโดดในคราวเดียว
    แต่ก็นั่นล่ะ คนตายพูดไม่ได้ ดังนั้นเราจึงได้เห็นได้ยินแต่นักลงทุนที่เคย all-in แล้วประสบความสำเร็จเท่านั้น ส่วนคนที่ล้มเหลวก็ย่อมจะไม่มีใครได้ยิน
    ปล. แน่นอนว่าการ All-in ในหุ้นเพียงตัวเดียวนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะไม่ว่าคุณจะศึกษาบริษัทนั้นจนมั่นใจเพียงใดก็ตาม แต่โลกของเราสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน ไม่มีเรื่องอะไรเลยที่เราจะสามารถมั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

    --------------

    ณรัชต์นั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอนก่อนจะก้มมองเอกสารของบริษัท ทีเอส พาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ ในอนาคตที่จะเปลี่ยนชื่อใหม่กลายเป็นบริษัท TS เอ็นเนอร์จี อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ในมือ
    ถ้าถามว่าเขาโกรธหรือแค้นเคืองอะไรบริษัทที่ทำให้เขาเสียหายจาการลงทุนในครั้งนั้นมากมายหรือไม่เขาคงตอบว่า ไม่
    อาจมีคนสงสัยว่าทำไมณรัชต์ถึงผิดพลาดได้ในการลงทุนคราวนั้นตามจริงแล้วต่อให้เป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่จะลงทุนอย่างระมัดระวังขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าอยากจะทำให้บัญชีหุ้นเติบโตแบบก้าวกระโดด ก็ต้องมีจังหวะ All-in (ทุ่มหมดหน้าตัก) กันบ้างในบางครั้งบางคราว
    ในช่วงชีวิตที่แล้วก่อนที่ณรัชต์จะมาลงทุนในหุ้นบริษัทไฟฟ้าพลังงานทดแทนตัวนี้ ในการลงทุนเกือบสิบปีที่ผ่านมาเขาก็เคยมีจังหวะ All-in ในหุ้นตัวเดียวอยู่ 2 ครั้งและในสองครั้งนั้นก็ทำให้บัญชีหุ้นของเขาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ณรัชต์มั่นใจในวิธีการลงทุนของตัวเองอย่างมาก
    แต่สุดท้ายแล้วตลาดหุ้นก็ทำให้เขาได้รู้ว่า การวิ่งตัดหน้ารถ 2 ครั้งแล้วรอดปลอดภัย ไม่ได้การันตีว่าการวิ่งตัดหน้าในครั้งที่ 3 ก็จะต้องรอดเหมือนกับสองครั้งแรก
    เหตุผลหลักๆ ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้ณรัชต์มั่นใจจนกล้าเทหมดหน้าตักกับบริษัทพลังงานทดแทนตัวนี้ก็เพราะเขาชื่อในข้อมูลตัวเลขที่บริษัทแจ้งออกมาเป็นทางการมากจนเกินไป และบริษัทนี้ก็เติบโตมาอย่างชัดเจนและน่าเชื่อถือจนณรัชต์คาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตตบแต่งบัญชีได้ ประกอบกับโครงการใหม่ ๆ ของบริษัทเป็นการลงทุนในต่างประเทศแทบทั้งหมด ทำให้เขาไม่ได้เดินสำรวจกิจการด้วยสายตาตัวเอง ก็ได้แต่อาศัยเพียงข้อมูลจากตัวเลขของบริษัทที่แจ้งออกมาเท่านั้น
    อันที่จริงณรัชต์ก็ไม่ได้แค้นเคืองอะไรบริษัทนี้มากมาย เพราะการลงทุนในหุ้นไม่ได้มีใครบังคับให้เขาต้องซื้อหุ้นตัวนี้สักหน่อย เป็นเขาตัดสินใจเองทั้งนั้นแล้วจะโทษว่าเป็นเพราะบริษัทนี้ทั้งหมดได้อย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่าความผิดส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากตัวเขาด้วยเหมือนกันเขามั่นใจในข้อมูลต่างๆ ที่วิเคราะห์มาอย่างละเอียดแล้วว่าการลงทุนคราวนี้จะสร้างผลตอบแทนให้จำนวนมากแบบที่แทบจะไม่มีความเสี่ยง เพราะหุ้นบริษัทไฟฟ้าพลังงานทดแทนตัวนี้เขาศึกษารายละเอียดมานานแล้ว และก็ได้ซื้อหุ้นไว้จำนวนหนึ่งพร้อมกับติดตามผลประกอบการและตัวเลขทางการเงินต่างๆ เรื่อยมาจนเริ่มแน่ใจและมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
    จนกระทั่งในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีคราวหนึ่ง เขาก็มาเจอกับเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งบริหารระดับกลางของบริษัทอยู่ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจมากขึ้นไปอีกจากปากของเพื่อนเก่า
    สุดท้ายณรัชต์ก็เลย All-in หมดหน้าตักไปอีกครั้ง แต่ครั้งเขานี้ไม่โชคดีเหมือนครั้งก่อนๆ
    แม้ณรัชต์จะไม่ได้โกรธเคืองอะไรบริษัทนี้เท่าไหร่ แต่เขาก็จำได้นะ
    เมื่อมีโอกาสย้อนกลับมาอีกครั้งมันก็ต้องแก้เผ็ดกันบ้างล่ะ


    ณรัชต์วางเอกสารของบริษัทที่เป็นโจทก์เก่าลงบนโต๊ะก่อนหยิบเอกสารอื่น ๆ ที่ไปรษณีย์ส่งมาพร้อมกันแล้วเขาถือติดมือมาด้วยขึ้นมาดูมีจดหมายจากสมาคมชาวไร่อ้อยของพ่อ จดหมายจากเพนเฟรนด์ของเขา กับซองจดหมายเอกสารสีน้ำตาลคุ้นตาที่เขาเคยได้รับบ่อย ๆ เมื่อช่วงชีวิตที่แล้วเอกสารที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นแจ้งผู้ถือหุ้นประชุมประจำปีที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า
    ซึ่งตามปกติแล้วบริษัทมหาชนต่าง ๆ ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มักจัดประชุมประจำปีในช่วงเดือนเมษายน ดังนั้นในช่วงเดือนก่อนหน้าก็จะเริ่มทยอยส่งเอกสารการประชุมให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้า
    แต่ว่า…. ตอนนี้เขาไม่ได้ถือหุ้นอะไรนี่หว่า?
    เหลือบตามองที่จ่าหน้าซองด้วยความสนใจ
    ชื่อผู้รับเป็น นางสาว นันทรัตน์?
    พี่สาวของเขาแอบไปเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย
    อดใจไม่ไหวณรัชต์จึงแอบเลาะขอบซองเอกสารเบา ๆ เพื่อเวลาอ่านเสร็จจะได้ปิดกลับคืนได้แบบเจ้าของจดหมายไม่รู้ตัว
    เอกสารประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ ของบริษัท รายงานประจำปี พร้อมกับเอกสารแจ้งจำนวนหุ้นสำหรับการโหวตมติต่างๆ ในที่ประชุมของผู้รับเอกสาร
    ณรัชต์จ้องไปที่ชื่อหุ้นและจำนวนหุ้นด้วยความสนใจ เป็นหุ้นค้าส่งดิสเคาน์สโตร์ตัวที่เพิ่งซื้อที่ดินของเขาไปเมื่อไม่นานมานี้เองและที่ทำให้แปลกใจขึ้นมากกว่าเดิมก็คือจำนวนหุ้น ที่มีถึง สามแสนกว่าหุ้น!!
    ปัจจุบันหุ้นค้าส่งตัวนี้ราคาหุ้นละ 12 บาท หมายความว่าบัญชีหุ้นของพี่สาวเขามีมูลค่าราวๆ สี่ล้านบาท!
    ณรัชต์จำได้ว่าพี่สาวเขาเคยได้ค่านายหน้าซื้อกับขายที่ดินจากเขา 2 ครั้ง น่าจะราวๆ 3 ล้านบาท เท่านั้นเอง และพี่สาวเขาก็คงจะใช้ไปแล้วไม่น้อย แล้วนี่ที่งอกเพิ่มมาจากไหนเป็นล้านบาทหว่า?
    ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
    เสียงเคาะประตูห้องเขาดังขึ้นมา
    ณรัชต์ค่อย ๆ สอดเอกสารกลับเข้าซองไปและเอาน้ำลายป้ายกลับไปที่ริมซองให้เอกสารกลับมาปิดเหมือนเดิมอีกครั้งก่อนจะเอาไปแทรกรวมกับจดหมายฉบับอื่นแล้ววางไว้มุมโต๊ะ พร้อมกับเอานิตยสารเกี่ยวกับการเงินขึ้นมาวางไว้กลางโต๊ะ ทำเป็นนั่งอ่านอย่างสนใจ
    “ประตูไม่ได้ล็อก” ร้องบอกคนเคาะ
    นางสาวนันทรัตน์เปิดประตูเดินเข้าห้องมาพร้อมกับส่งเสียงถามน้องชาย
    “ไปรษณีย์มาเมื่อกี้ใช่ไหม ไหนล่ะจดหมาย”
    “วางอยู่นั่นอ่ะเจ๊” ณรัชต์ชี้ไปที่กองจดหมายที่วางอยู่มุมโต๊ะโดยไม่เงยหน้าจากนิตยสาร
    นันทรัตน์เดินมาที่โต๊ะเขียนหนังสือของน้องชายก่อนจะหยิบกองจดหมายขึ้นมาเลือก พร้อมกับทำเป็นชวนคุย
    “ดูจดหมายหรือยัง”
    “ยังเจ๊ มีจดหมายอะไรมาบ้าง”
    พี่สาวณรัชต์หลังจากคัดแยกจดหมายต่าง ๆ ที่อยู่ในมือเรียบร้อยแล้วก็ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งมาให้น้องชาย
    “อ่ะ จดหมายจากสาวภูไทไฉไลจริงเชียว” พี่สาวเขาว่ามาเป็นกลอน
    หลังจากน้องชายรับจดหมายของเพนเฟรนด์มาเปิดอ่าน นางสาวนันทรัตน์ก็ยังโอ้เอ้ไม่ไปไหน ทำเป็นชะเง้อชะแง้มองสิ่งของต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของน้องชาย
    “อ่านอะไร”
    “หนังสือการเงิน”
    “เอารูปออกมาทำอะไรอ่ะ” อาเจ๊ชี้นิ้วไปที่รูปถ่ายกองหนึ่งที่อยู่มุมโต๊ะอีกด้านติดหัวเตียง
    “เอาออกมาติดเฟรนด์ชิปให้เพื่อนอ่ะ” เขาได้เฟรนด์ชิปของเพื่อนร่วมห้องมาอีกหลายเล่มจึงกะใช้เวลาสุดสัปดาห์เขียนให้เสร็จ พร้อมกับเลือกรูปภาพต่างๆที่มีมาติดในสมุดเฟรนด์ชิปให้เพื่อนร่วมห้องด้วยความตั้งใจ
    ในช่วงชีวิตที่แล้วณรัชต์ผ่านพบเพื่อนมาหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสมัยเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หรือเพื่อนร่วมงาน เขาพบว่าเพื่อนสมัยมัธยมยังคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด
    “อะ! มีรูปน้องบีน่าด้วย” นันทรัตน์ยื่นมือไปหยิบรูปถ่ายออกมาสามใบที่ปะปนอยู่ในกองรูปอีกฝั่งของโต๊ะมาดูพร้อมกับเอานิ้วแตะปลายคางทำหน้าครุ่นคิด
    “รูปส่วนตัวซะด้วย” พึมพำเมื่อเห็นรูปรุ่นน้องคนสวยในชุดอยู่กับบ้านกำลังเล่นกับแมวบนเตียง
    นิตยสารการเงินที่ณรัชต์กำลังอ่านบอกถึงการแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย
    ดอกเบี้ยลดอีกแล้วเหรอ ใกล้ถึงเวลาหรือยังนะ
    “แล้วตกลงว่าเลือกใคร” เสียงพี่สาวเขาถามขึ้นมาขัดจังหวะความคิด
    “เลือกอะไรอะเจ๊” ณรัชต์เลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
    “เออ ช่างมันเถอะ”นางสาวนันทรัตน์ทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วโบกมืออย่างปลงๆ ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องน้องชาย
    “คิดว่าตัวเองเป็นอิเหนาหรือไงนะ” เสียงพึมพำลอยมาเข้าหูให้ณรัชต์ได้ยิน
    “.......”






    ตกบ่ายหลังจากทานมื้อกลางวัน
    ณรัชต์หยิบหนังสือเตรียมสอบเอ็นทรานซ์ไปนอนอ่านเล่นที่เปลหลังบ้าน โดยมีพี่สาวหอบเสื่อพร้อมนิยายและขนมกินเล่นตามมาด้วย
    นอนอ่านหนังสือเรียนบนเปลได้ไม่ถึงยี่สิบนาทีณรัชต์ก็เผลอหลับไปตามระเบียบ
    ตื่นมาอีกทีก็บ่ายแก่ๆแล้ว โดยมีเสียงพี่สาวกำลังบ่นถึงนิสัยของพระเอกในนิยายที่กำลังอ่านให้แขกขาประจำที่นั่งอยู่บนเสื่อเดียวกันฟัง
    “อ้าว มาตั้งแต่เมื่อไหร่พี่อาท”ณรัชต์ทักทายผู้หมวดหนุ่มที่โผล่มาแทบจะทุกวันหยุด
    “สักพักแล้วล่ะ เป็นไงใกล้สอบเอ็นฯแล้วนี่ เห็นพี่สาวบอกว่าไม่เอาคณะวิศ’วะที่สอบได้เหรอ ”
    “ครับ ว่าแต่พี่ซื้อหุ้นค้าส่งเรียบร้อยแล้วใช่ไหมพี่”ณรัชต์ถามถึงหุ้นค้าส่งที่เคยแนะนำให้อีกฝ่ายซื้อ พร้อมกับแอบเหล่ไปทางพี่สาวที่ทำทีเป็นหันไปอ่านนิยายต่อแต่เขาก็รู้คงกำลังเงี่ยหูฟังเรื่องนี้ด้วย เพราะเป็นหุ้นที่เธอแอบไปเปิดบัญชีหุ้นและซื้อมาเต็มพอร์ต
    หุ้นค้าส่งฯ ตัวนี้ก่อนที่จะมีข่าวกฎหมายควบคุมออกมาราคาอยู่ที่ 20 บาทต่อหุ้น มีปันผลประมาณ 1 บาทต่อหุ้น หรือราว ๆ 5 เปอร์เซ็นต์แต่เพราะข่าวร้ายเกี่ยวกับกฎหมายควบคุมที่จะทำให้การขยายสาขายากลำบากขึ้นกดดันให้ราคาหุ้นค่อย ๆ ซึมลงเรื่อยๆ ก่อนจะตกลงแรงในอาทิตย์ก่อนเพราะมติคณะรัฐมนตรี จนทำให้ราคาหุ้นตอนนี้เหลือเพียง 12 บาทต่อหุ้น
    ถ้าพี่สาวซื้อด้วยราคานี้ ปันผล 1 บาทต่อหุ้นที่ได้คงประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์กว่าของเงินต้นเลยทีเดียว คิดคร่าวๆ แล้วพี่สาวเขาคงมีปันผลเฉลี่ยของหุ้นตัวนี้ตกเดือนละ เกือบสามหมื่นบาทเลยทีเดียว
    “ซื้อแล้วล่ะ ตอนนี้พี่มีหุ้นในพอร์ตครบ 6 ตัวครบแล้ว”
    “แล้วเวลาที่จะขายควรเป็นตอนไหนดี” นายตำรวจสอบถามหาความรู้
    “มันก็แล้วแต่ว่าพี่จะเล่นเก็งกำไร หรือลงทุนระยะยาวล่ะพี่” ณรัชต์กล่าวกับนายตำรวจรวมไปถึงพี่สาวที่นั่งฟังอยู่บนเสื่อใต้ร่มไม้ข้างๆ เปล
    การเก็งกำไรอยู่คู่กับมนุษย์มาอย่างยาวนาน ตัวอย่างในอดีตก็เช่น ข้าวสาร เครื่องเทศ ผ้าไหม ใบชา หรือกระทั่งดอกทิวลิป ยิ่งเมื่อตลาดหุ้นถือกำเนิดขึ้นมาก็เป็นเหมือนสถานที่เหมาะสำหรับเป็นแหล่งลงทุนของนักเก็งกำไรต่อมาก็เกิดมีทฤษฎีต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการเก็งกำไรมากมาย จนเมื่อมาถึงยุคสมัยของเบนจามิน เกรแฮม การลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็ได้รับการเผยแพร่ออกมา
    ในตลาดหุ้นต่างประเทศการลงทุนแบบเน้นคุณค่าถือเป็นแนวทางหนึ่งที่เริ่มแพร่หลายและมีมายาวนานเกือบแปดสิบปีแล้ว แต่ในประเทศไทยเพิ่งเริ่มมีการพูดถึงจริงจังก็หลังต้มยำกุ้งเท่านั้นเอง
    “ถ้าพี่จะเก็งกำไร เดี๋ยวพอผ่านไปสักไตรมาสสองไตรมาส พองบการเงินออกมาแล้วนักลงทุนเห็นว่ารายได้กับกำไรของบริษัทก็ยังเติบโตได้เป็นปกติ ก็คงจะทำให้ราคาหุ้นกลับไป 20 บาท ช่วงนั้นล่ะครับเหมาะจะขาย"
    “หรือไม่ก็ถือจนรอประชุมประจำปีในปีหน้า ตอนผู้บริหารบอกยอดใบอนุญาตก่อสร้างที่ตุนไว้หลายใบโน่นล่ะครับ ข่าวดีช่วงนั้นอาจจะทำให้ราคาขึ้นได้อีกหน่อย”
    “ส่วนถ้าลงทุนระยะยาวเราต้องดูพื้นฐานกับแนวโน้มธุรกิจ ถ้าพื้นฐานฐานของธุรกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ควรถือต่อไป ไม่ต้องไปสนใจกับราคาที่ขึ้นๆ ลงๆ ”
    ณรัชต์นึกถึงประโยคอมตะของ ฟิลลิป ฟิชเชอร์ที่ว่า "ถ้าคุณเจอหุ้นที่ดี เวลาที่เหมาะสมในการถือหุ้นคือ ตลอดไป" ซึ่งคำกล่าวของฟิชเชอร์ก็สอดคล้องกับนักลงทุนอันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบันอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเมื่อมีคนถามว่าระยะเวลาในการถือหุ้นตัวหนึ่งควรจะนานเท่าไหร่บัฟเฟตต์กล่าวตอบไว้ว่า "ระยะเวลาการถือของเรานั้นคือตลอดไป" (our favorite holding period is forever)
    เพราะธุรกิจที่ดีจะเป็นมิตรกับระยะเวลา กล่าวคือยิ่งเวลาผ่านไปนานธุรกิจนั้นก็ยิ่งเติบโตขึ้นไปอีกตามระยะเวลา สำหรับหุ้นค้าส่งตัวนี้ยังสามารถเติบโตขยายสาขาไปได้เรื่อยๆ อีกเกือบยี่สิบปีจนถึช่วงเวลาที่ณรัชต์จากมาโน่นล่ะ
    จำได้ว่าถึงตอนช่วงเวลาที่เขาจากมานั้นหุ้นตัวนี้จะมีราคาราวสองร้อยกว่าบาทต่อหุ้น ปันผลตกหุ้นละ สิบบาทเศษๆถ้าพี่สาวเขายังถือหุ้นตัวนี้อยู่จนถึงตอนนั้น คงได้ปันผลตกปีละ เกือบๆ สี่ล้านบาท ไม่นับมูลค่าหุ้นคงจะตกราว ๆ 80 ล้านบาทเลยทีเดียว
    ณรัชต์อธิบายหลักการลงทุนอย่างละเอียดจากประสบการณ์ในช่วงชีวิตที่แล้วให้นายตำรวจฟัง
    และเผื่อแผ่ไปถึงอีกคนที่นั่งอยู่ในบริเวณนี้ด้วย...






    เวลาเย็นหลังเลิกเรียนในต้นสัปดาห์
    ช่วงนี้ณรัชต์เริ่มจะหันมาขยันขึ้นบ้าง เพราะยังไงก็ใกล้สอบเอ็นทรานซ์รอบสองแล้ว อุตส่าห์สละสิทธิ์คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่สอบติดรอบแรกไปถ้าสอบเอ็นทรานซ์รอบสองไม่ติดคงดูไม่จืดเลยทีเดียว
    บนโต๊ะประจำหลังอาคารมอปลายของพวกเขามีไอซ์กับวิทย์นั่งติวข้อสอบกันอยู่ ณรัชต์ก็กำลังพลิกหนังสือเรียนไปมาอย่างมึน ๆ ส่วนเต้เปิดหนังสือเพลงนั่งจับคอร์ดฝึกกีตาร์พร้อมกับร้องเพลงคลออย่างสบายอารมณ์
    อยากมีแฟนจนๆ ไหมครับ เร่เข้ามาเลือกหากันหน่อยอยากมีแฟนจนๆ ไหมครับ โอกาสอย่างนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ” เสียงเต้ร้องเพลงขับกล่อมเพื่อนร่วมโต๊ะ


    “พี่นะ คะ” มีเสียงเรียกณรัชต์ดังนั้นมา
    เพื่อนร่วมโต๊ะทุกคนรวมทั้งณรัชต์เงยหน้าหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นรุ่นน้องดาวโรงเรียน นางเอกโฆษณา
    “สวัสดีจ้ะน้องบีน่า ” ไอซ์กล่าวทักทายรุ่นน้องก่อนนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วนจึงสะกิดแฟนหนุ่มให้เก็บกระเป๋าพร้อมกล่าวบอกลาเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างลุกลี้ลุกลน พร้อมกับส่งสายตาบอกมือกีตาร์เพื่อนร่วมโต๊ะอีกคน
    “เออ ข้าก็นึกขึ้นได้พอดีว่ามีนัดซ้อมฟุตบอล ...ไปก่อนนะ” เต้ก็เก็บกระเป๋าเก็บกีตาร์ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างรีบร้อน
    สุดท้ายจึงเหลือณรัชต์นั่งอยู่คนเดียวกับรุ่นน้องที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
    “นั่งก่อนสิน้องบีน่า” ณรัชต์บอกรุ่นน้องให้นั่งลงที่โต๊ะด้วยกัน

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 3,000,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 133,300 บาท: เงินสดในบัญชีหุ้น 49,250,100 บาท
    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 3,000,000 + 133,300 + 49,250,100
    = ปัจจุบัน 52,383,400 บาท


    -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน