เช้าวันรุ่งขึ้น หมู่บ้านโคโมเระถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบางกว่าทุกวันปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปแทบมองไม่เห็นเสียงลำธารยังคงไหลดังแ่ ๆเหมือนเดิมแต่เช้าวันนี้สำหรับอาโออิทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เธอลืมตาขึ้นแสงสีขาวจากหน้าต่างลอดผ่านม่านผ้าบางๆ หญิงสาวนอนนิ่งไม่รีบลุกจากฟูกดวงตาคู่นั้นทอดมองเพดานไม้เหนือศีรษะ เธอรู้ว่าเมื่อคืนร้องไห้จนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ดวงตายังบวมเล็กน้อยอาโออิค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งสายตาเหลือบไปยังกล้องถ่ายรูปที่วางอยู่ข้างหมอน เธอเอื้อมมือไปหยิบมันเปิดหน้าจอภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือรูปพระอาทิตย์ตกและชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังหันมายิ้มให้กล้องอาโออิลูบหน้าจอเบา ๆ ก่อนปิดมันลงแล้ววางกลับที่เดิม วันนี้เธอไม่หยิบกล้องคล้องคอเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี
---
กลิ่นซุปมิโสะลอยขึ้นมาจากชั้นล่างเสียงมีดหั่นผักดังเป็จังหวะ เสียงวิทยุเครื่องเล็กเปิดข่าวพยากรณ์อากาศเบา ๆ ทุกอย่างเป็เสียงที่เธอคุ้นเคยหญิงสาวสูดลมหายใจลึกก่อนเดินลงบันได เคนจิกำลังจัดชามข้าวบนโต๊ะ มิซากิวางปลาแซลมอนย่างจานสุดท้ายลงตรงกลางเมื่อเห็นลูกสาวเดินเข้ามาทั้งสองคนยิ้มให้เหมือนทุกเช้า ไม่มีใครถามว่าเมื่อคืนเป็อย่างไรไม่มีใครพูดถึงโรงพยาบาล ไม่มีใครพูดถึงผลตรวจ พวกเขาเลือกปล่อยให้เช้าวันนี้เป็เพียงเช้าวันธรรมดา
“อรุณสวัสดิ์” มิซากิพูดพร้อมรอยยิ้ม
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” อาโออิตอบ
เธอนั่งลงที่เดิมรับถ้วยข้าวจากพ่อกล่าวขอบคุณก่อนเริ่มรับประทานอาหารเงียบแต่ไม่อึดอัดมีเพียงเสียงตะเกียบกระทบถ้วยเบา ๆ เสียงซดซุปและเสียงวิทยุที่เล่าข่าวเื่อุณหภูมิบนยอดเขา
ผ่านไปพักหนึ่งเคนจิจึงพูดขึ้น“ปีนี้หิมะน่าจะมาเร็ว”
มิซากิพยักหน้า“เมื่อเช้าฉันเห็นนกเริ่มย้ายฝูงแล้ว”
อาโออิยกหน้าขึ้น“จริงหรือ”
“อือ” มิซากิยิ้ม “ทุกปีพวกมันจะรู้ก่อนคน”
หญิงสาวหันไปมองนอกหน้าต่างแม้มองเห็นเพียงเงารางๆ ของท้องฟ้าแต่เธอกลับยิ้มบาง ๆ
“งั้นปีนี้คงหนาวจริง”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้นแต่ทุกคนรู้ต่างฝ่ายต่างกำลังช่วยกันรักษาความธรรมดาเอาไว้
---
หลังอาหารเช้าอาโออิเดินออกมายืนที่ระเบียงบ้าน อากาศเย็นจนลมหายใจกลายเป็ไอสีขาว เธอซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อกันหนาวมองหมอกที่ลอยอยู่เหนือสวนแอปเปิล
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูรั้วก็ดังขึ้นก๊อก ก๊อก หญิงสาวหันไปตามเสียงแม้มองเห็นเพียงเงาคนอยู่หน้ารั้วแต่เธอกลับจำได้ทันทีไม่ใช่จากรูปร่าง ไม่ใช่จากใบหน้าแต่เป็จังหวะการเคาะ เคาะสองครั้งเว้นจังหวะสั้นๆ แล้วเงียบเหมือนทุกครั้ง อาโออิยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินลงจากระเบียงเปิดประตูรั้วช้าๆ มาซาอากิยืนอยู่ตรงนั้น
มือข้างหนึ่งถือถุงกระดาษใบเล็กอีกข้างล้วงอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ต
“อรุณสวัสดิ์” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
อาโออิมองหน้าเขาเธอไม่ได้ยิ้มตอบทันทีแต่ก็ไม่ได้หลบสายตา ทั้งสองคนยืนเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนที่หญิงสาวจะเป็ฝ่ายพูด
“คุณมาทำไม”
น้ำเสียงเรียบไม่มีความเ็ามีเพียงความสงสัย
มาซาอากิยกถุงกระดาษขึ้นเล็กน้อย“ร้านขนมในเมือง เขาทำมันจูเกาลัดออกมาจำได้ว่าคุณเคยบอกว่าอยากกิน”
อาโออิก้มมองถุงกระดาษก่อนหัวเราะเบาๆ “คุณนั่งรถเข้าเมืองเพื่อซื้อขนมอย่างเดียวหรือ”
“เปล่า” เขาตอบทันที “ซื้อกาแฟด้วย”
หญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาเป็เสียงหัวเราะครั้งแรกั้แ่กลับจากโรงพยาบาล
มาซาอากิยิ้มตาม“เห็นไหม” เขาพูดเบา ๆ “หัวเราะแล้ว”
อาโออิชะงักรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลง เธอก้มหน้ามองพื้นก่อนพูดด้วยเสียงแ่
“ขอโทษนะคะ”
มาซาอากิขมวดคิ้ว“เื่อะไร”
“เมื่อวาน” เธอกำชายเสื้อกันหนาวเบา ๆ “ฉันทำให้ทุกคนเป็ห่วง”
ลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสอง
มาซาอากิส่ายหน้า“คนที่ควรขอโทษ” เขาพูดช้า ๆ “คือผม”
อาโออิเงยหน้าขึ้นทันที
“ผมรู้ว่าคุณกลัว แต่ผมทำอะไรไม่ได้เลย”
หญิงสาวมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ ส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก”
เธอยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มที่ยังมีคราบของความเศร้าอยู่
“แค่คุณมา” เธอหยุดเพียงชั่วลมหายใจ “ก็ดีแล้ว”
มาซาอากิไม่ตอบเพราะรู้ว่าประโยคนี้ไม่ได้้าคำตอบในเวลานั้นเองมิซากิเปิดประตูบ้านออกมา เมื่อเห็นมาซาอากิเธอยิ้มอย่างอ่อนโยน
“มาซาอากิ”
เป็ครั้งแรกเช่นกันที่เธอเรียกชื่อเขาโดยไม่มีคำว่า“คุณ”
“เข้ามาดื่มชาก่อนไหม”
มาซาอากิหันไปมองอาโออิหญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ
เขาจึงยิ้ม“ถ้าอย่างนั้น รบกวนด้วยครับ”
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกัน
เช้าวันนั้นไม่มีใครพูดถึงคำว่า“โรค” ไม่มีใครพูดถึงคำว่า “ตาบอด” ไม่มีใครพูดถึง “ผลตรวจ” แต่ทุกคนกำลังทำสิ่งเดียวกันกำลังช่วยกันประคองวันธรรมดาวันหนึ่งที่เปราะบางกว่าวันไหนๆ
---
กลิ่นชาโฮจิฉะค่อย ๆลอยอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น ไอน้ำบาง ๆลอยขึ้นจากกาน้ำชา มิซากิวางถ้วยใบสุดท้ายลงบนโต๊ะเตี้ยก่อนนั่งลงข้างสามี อาโออินั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามส่วนมาซาอากิยังคงนั่งหลังตรงเหมือนทุกครั้ง
“ลองชิมดู” มิซากิยิ้ม “ใบชาชุดใหม่จากยูฟูอิน”
มาซาอากิยกถ้วยขึ้นสูดกลิ่นเบาๆ “หอมครับ”
“อาโออิเป็คนเลือก”
หญิงสาวยิ้มเขินเล็กน้อย“ฉันเลือกเพราะกลิ่น”
เธอพูดพร้อมหัวเราะบางๆ “เมื่อก่อนเลือกเพราะสีของใบชา ตอนนี้เลือกเพราะกลิ่นแทน”
ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ไม่มีใครรู้สึกอึดอัดเพราะอาโออิไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงเศร้า เธอเพียงเล่าความจริงเหมือนกำลังบอกว่าฝนตกหรืออากาศหนาวเป็เพียงสิ่งที่เกิดขึ้น
มิซากิยิ้มอ่อนๆ “แม่ว่าดีนะ”
อาโออิหันไปมอง“ทำไม”
“เมื่อก่อนลูกดื่มชาเร็ว” แม่หัวเราะเบา ๆ “เดี๋ยวนี้ลูกดมก่อนทุกครั้ง”
เธอหยิบถ้วยชาของตัวเองขึ้นมา“แม่เลยเพิ่งรู้ชาหอมกว่าที่เคยคิด”
อาโออินิ่งไปก่อนยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย“งั้นฉันก็ไม่ได้เสียเปรียบคนเดียว”
ทุกคนหัวเราะพร้อมกันเสียงหัวเราะนั้นเบาแต่ทำให้บ้านที่เงียบมาสองวันกลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง
---
หลังดื่มชาเสร็จเคนจิลุกขึ้น
“พ่อไปดูโกดังหน่อย”
เขาหยิบเสื้อคลุมมาสวมก่อนหันมาหามาซาอากิ
“ถ้าว่างช่วยดูบันไดหลังโรงเก็บของให้หน่อย เมื่อวานมันเริ่มโยก”
“ได้ครับ”
เคนจิพยักหน้าก่อนเดินออกจากบ้าน
ไม่นานนักมิซากิก็ลุกตาม“แม่จะไปตากผ้า”
เธอยิ้มให้ลูกสาว“เดี๋ยวกลับมา”
เมื่อประตูบ้านปิดลงทั้งห้องก็เหลือเพียงอาโออิและมาซาอากิความเงียบเข้ามาแทนที่ทันที ไม่มีใครรีบพูด อาโออิค่อย ๆหมุนถ้วยชาในมือสายตาจ้องไอน้ำที่ลอยขึ้นช้า ๆ
“เมื่อก่อน” เธอพูดขึ้นเบา ๆ “ฉันไม่ชอบเวลาบ้านเงียบ”
มาซาอากิมองเธอ
“แต่ตอนนี้” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ “ฉันกลับชอบ”
“ทำไม”
“เพราะฉันได้ยินเสียงหลายอย่าง”
เธอหลับตาลง“เสียงนาฬิกา เสียงกาต้มน้ำ เสียงผ้าม่าน เสียงลม”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง“เสียงหัวใจตัวเอง”
มาซาอากิไม่ได้ตอบเขาลองตั้งใจฟังเหมือนเธอนอกจากเสียงลมด้านนอก เขาเพิ่งได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนัง
ดังเป็จังหวะสม่ำเสมอติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เป็เสียงที่มีอยู่ทุกวันแต่เขาไม่เคยรับรู้
อาโออิลืมตาขึ้นก่อนหัวเราะเบาๆ “แปลกดีนะ”
“อะไร”
“ฉันกำลังเสียบางอย่างไป” เธอมองถ้วยชาในมือ “แต่กลับเริ่มเห็นอีกหลายอย่าง”
มาซาอากิพยักหน้าช้าๆ “ผมว่า”
เขาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง“คุณไม่ได้เริ่มเห็น”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
“คุณแค่เริ่มมีเวลามอง”
อาโออินิ่งไปเธอทบทวนประโยคนั้นอยู่ในใจก่อนค่อย ๆ ยิ้ม
“ประโยคนี้” เธอหัวเราะเบา ๆ “คุณคิดเองหรือ”
“อือ”
“ไม่เหมือนคุณเลย”
มาซาอากิขมวดคิ้ว“หมายความว่าไง”
“คุณปกติพูดสั้นกว่านี้”
คราวนี้เป็เขาที่หัวเราะ“สงสัยผมติดคุณ”
หญิงสาวชะงักเขาเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันเป็เสียงหัวเราะที่เป็ธรรมชาติที่สุดนับั้แ่เริ่มฤดูใบไม้ร่วง
อาโออิค่อยๆ วางถ้วยชาลง เธอมองไปยังชั้นหนังสือมุมห้องมีอัลบั้มภาพวางเรียงอยู่หลายเล่ม หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปหยิบเล่มหนึ่งปกผ้าสีน้ำเงินเข้มมุมปกเริ่มซีดจากการใช้งานเธอกลับมานั่งที่เดิมเปิดหน้าแรกอย่างระมัดระวังรูปเด็กผู้หญิงตัวเล็กยืนกอดต้นแอปเปิลผมเปียสองข้าง แก้มเปื้อนดิน
มาซาอากิหลุดยิ้ม“นี่คุณหรือ”
“อือ”
“ซนมาก แม่บอกว่าปีนต้นไม้เก่งกว่าลิงอีก”
เธอพลิกหน้าต่อไปรูปงานกีฬาสี รูปวันหิมะแรก รูปเทศกาลฤดูร้อน รูปครอบครัว แต่ละรูปมีรอยยับเล็ก ๆตรงมุมบ่งบอกว่ามันถูกเปิดดูมาหลายครั้ง อาโออิหยุดที่รูปหนึ่งเป็รูปเธอกับพ่อกำลังช่วยกันเก็บแอปเปิล
เธอลูบรูปนั้นเบาๆ ก่อนพูดขึ้น “ฉันเคยคิดว่า”
เสียงของเธอแ่ลง“รูปถ่ายมีไว้เก็บความทรงจำ”
เธอหันมองมาซาอากิ“แต่ตอนนี้” เธอสูดลมหายใจช้า ๆ “ฉันเพิ่งรู้”
ปลายนิ้วแตะขอบรูปอย่างอ่อนโยน“บางทีรูปถ่ายอาจไม่ได้ช่วยให้เราจำอดีต”
เธอยิ้มบางๆ ทั้งที่ดวงตาเริ่มชื้น “แต่มันช่วยให้เราไม่ลืมคนที่เรารัก”
มาซาอากิมองรูปในอัลบั้มก่อนหันกลับมามองหญิงสาวเขาไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ดีว่าบางประโยคหากตอบออกไปมันอาจทำให้ความงดงามของความเงียบหายไป
แสงแดดอ่อนยามสายค่อยๆ ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาตกลงบนอัลบั้มภาพที่เปิดค้างอยู่ราวกับกำลังบอกว่า
ความทรงจำบางอย่างแม้เวลาจะพยายามพาให้ไกลออกไปก็ยังคงส่องแสงอยู่เสมอ
อาโออิค่อยๆ ปิดอัลบั้มภาพปลายนิ้วลูบปกผ้าสีน้ำเงินเบา ๆ ก่อนวางมันกลับลงบนโต๊ะ ห้องทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้งแต่เป็ความเงียบที่สบายกว่าเมื่อสองวันก่อนมาซาอากิยกถ้วยชาขึ้นดื่มชาอุ่นลงไปมากแล้ว
“ผมไปช่วยคุณลุงก่อนดีกว่า” เขาพูดขึ้น
อาโออิพยักหน้า“อือ”
เขาลุกขึ้นกำลังจะเดินออกจากห้องแต่เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้น
“คุณคุโรคาวะ”
มาซาอากิหันกลับมา
“วันนี้...” เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อยเหมือนกำลังชั่งใจ “ฉันไปด้วยได้ไหม”
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ “ได้สิ”
---
ลมหนาวยังคงพัดผ่านสวนแอปเปิลอย่างสม่ำเสมอเคนจิกำลังตรวจบันไดไม้หลังโรงเก็บของ เมื่อเห็นทั้งสองเดินมาเขาก็ยิ้ม
“อ้าว นึกว่าวันนี้จะพัก”
อาโออิส่ายหน้า“อยู่แต่ในบ้านยิ่งฟุ้งซ่าน”
เคนจิพยักหน้าเข้าใจไม่พูดอะไรต่อเพียงยื่นค้อนให้มาซาอากิ
“ช่วยจับตรงนี้หน่อย”
ทั้งสองเริ่มซ่อมบันไดเสียงตอกตะปูดังเป็จังหวะกึก กึก กึก
อาโออินั่งอยู่บนลังไม้ใกล้ๆ มองทั้งสองคนทำงาน ผ่านไปพักหนึ่งเธอก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปที่กองเชือกค่อย ๆม้วนเชือกเส้นที่กระจัดกระจายเข้าหากันทีละเส้นอย่างตั้งใจ มิซากิเดินถือกระติกน้ำร้อนออกมาจากบ้านเมื่อเห็นลูกสาวเธอก็ยิ้มอาโออิไม่ได้นั่งเฉยเธอกำลังหาวิธีของตัวเองที่จะช่วยงานแม้จะช่วยได้ไม่มากเหมือนเดิม
---
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงบันไดซ่อมเสร็จเรียบร้อยเคนจิทดลองปีนขึ้นไปสองสามขั้นก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ
“ใช้ได้”
เขาหันมาทางลูกสาว“อาโออิ”
“คะ”
“ช่วยพ่อหยิบตะปูในกล่องหน่อย”
“ได้”
หญิงสาวเดินไปยังกล่องเครื่องมือเธอก้มลงเปิดฝากล่องภายในมีอุปกรณ์หลายอย่างวางปะปนกัน ค้อน ตลับเมตร ไขควง ตะปู อาโออิชะงักเธอมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือเข้าไปปลายนิ้วััของทีละชิ้น
ค้อนไม่ใช่
ไขควงไม่ใช่
เธอแตะกล่องตะปูก่อนหยิบขึ้นมา“อันนี้ใช่ไหม”
เคนจิรับมา“ใช่”
เขายิ้ม“ขอบใจ”
อาโออิยิ้มตอบแต่ทันทีที่หันหลังรอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ จางลงมาซาอากิมองเห็นทุกอย่าง เมื่อก่อนเธอไม่เคยต้องใช้เวลาหาของนานขนาดนี้
หลังจากเก็บเครื่องมือเสร็จทั้งสี่คนนั่งพักใต้ต้นแอปเปิลมิซากิรินชาร้อนใส่แก้วกระดาษไออุ่นลอยขึ้นตัดกับอากาศหนาว เคนจิยื่นแก้วให้อาโออิหญิงสาวรับมาแต่จังหวะที่ยื่นมือรับแก้วกลับคลาดจากมือของพ่อเพียงเล็กน้อยน้ำชาร้อนหกลงบนหลังมือเธอ
“อ๊ะ” อาโออิสะดุ้งรีบปล่อยแก้ว
มาซาอากิรับไว้ทันก่อนตกถึงพื้น
มิซากิคว้ามือของลูกสาวขึ้นมาดู“แสบไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะ” อาโออิรีบตอบทั้งที่รอยแดงเริ่มขึ้นบนหลังมือ
เคนจินิ่งไปเขามองแก้วในมือของมาซาอากิก่อนหันมองลูกสาวแววตาของผู้เป็พ่อเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“พ่อขอโทษ”
อาโออิส่ายหน้าแรง“ไม่ใช่ความผิดพ่อนะ”
เธอยิ้มบางๆ “เป็เพราะฉันกะระยะผิดเอง”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบเพราะมันเป็ครั้งแรกที่อาโออิพูดถึงข้อจำกัดของตัวเองโดยไม่หลบเลี่ยงโดยไม่หาข้ออ้างเธอเพียงยอมรับมันอย่างสงบ
---
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งใบเมเปิลสีแดงปลิวตกลงบนตักของอาโออิหญิงสาวหยิบมันขึ้นมามองเส้นใบไม้ที่แตกแขนงออกจากกันก่อนยื่นให้มาซาอากิ
“ให้”
เขารับมา“ทำไมให้ผม”
เธอยิ้ม“เมื่อก่อนฉันชอบเก็บใบไม้สวย ๆ”
เธอก้มมองมือของตัวเอง“แต่ต่อไป”
เธอหัวเราะเบาๆ “คุณช่วยมองแทนฉันนะ”
มาซาอากิก้มมองใบเมเปิลในมือมันไม่ใช่ใบที่สวยที่สุดมุมหนึ่งขาดไปเล็กน้อยสีแดงก็ไม่สม่ำเสมอแต่เขากลับกำมันไว้เบาๆ ราวกับเป็ของสำคัญ
“ได้” เขาตอบสั้น ๆ “ต่อไปผมจะช่วยมอง”
อาโออิพยักหน้าก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าเมฆเริ่มบางลงแสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆส่องลงมาระหว่างกิ่งไม้เป็แสงแบบเดียวกับทุกปีแต่สำหรับเธอมันงดงามกว่าที่เคยเพราะเธอไม่รู้ว่าจะได้เห็นมันอีกกี่ครั้ง
---
่บ่าย อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อยแสงแดดลอดผ่านกิ่งแอปเปิลที่เหลือใบไม่มากทั้งสวนนิ่งสงบเคนจิกับมิซากิช่วยกันย้ายลังไม้ไปไว้ในโรงเก็บของ อาโออิเดินถือเชือกม้วนเล็ก ๆตามหลัง มาซาอากิอุ้มลังเปล่าอยู่ไม่ไกลทุกอย่างดำเนินไปช้า ๆ ไม่มีใครเร่ง ไม่มีใครพูดมากแต่ทุกคนกำลังทำงานร่วมกันเหมือนครอบครัว
“อาโออิ” เคนจิเรียก “ช่วยพ่อจดจำนวนลังหน่อย”
หญิงสาวพยักหน้าเธอหยิบสมุดเล่มเล็กกับดินสอออกจากกระเป๋าเสื้อ สมุดเล่มนี้เธอใช้มาั้แ่เริ่มช่วยงานที่สวน
เคนจิชี้ไปยังลังไม้“แถวนี้สิบสอง”
อาโออิก้มลงเขียนปลายดินสอหยุดชั่วครู่เธอเพ่งสายตาก่อนเขียนตัวเลขต่อ มาซาอากิสังเกตเห็นว่าตัวหนังสือของเธอใหญ่ขึ้นกว่าปกติเมื่อก่อนอาโออิเป็คนเขียนตัวเล็กและเป็ระเบียบ วันนี้ตัวอักษรแต่ละตัวห่างกันมากขึ้นเส้นบางเส้นเริ่มเอียงหญิงสาวปิดสมุดอย่างรวดเร็วเหมือนไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นแต่เขาเห็นแล้วและเลือกที่จะไม่พูด
---
ไม่นานนักเสียงเด็กๆ ดังมาจากทางเดินหน้าสวน
“พี่อาโออิ”
เด็กชายสามคนวิ่งเข้ามาในมือถือแอปเปิลคนละลูก
อาโออิหันไปตามเสียงก่อนยิ้มทันที“วันนี้ไม่ไปโรงเรียนหรือ”
เด็กคนหนึ่งหัวเราะ“วันนี้เลิกเร็ว”
อีกคนยื่นแอปเปิลในมือขึ้นมา“พี่ครับ อันนี้ผมเก็บเองลูกใหญ่ไหม”
อาโออิรับแอปเปิลมาเธอหมุนมันช้าๆ ปลายนิ้วลูบผ่านผิวผลไม้ก่อนสูดกลิ่นเบา ๆ “หอมมาก”
เด็กทั้งสามยิ้มกว้าง“แต่...” เด็กชายตัวเล็กสุดเกาหัว “พี่ไม่ดูสีเหรอ”
อาโออิชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนยิ้มอ่อนโยน
“วันนี้” เธอชูแอปเปิลขึ้น “พี่ขอใช้มือดูแทน”
เด็กทั้งสามมองหน้ากันเหมือนไม่เข้าใจนักแต่ก็พยักหน้าสำหรับเด็กคำตอบนั้นเพียงพอแล้ว
“งั้นคราวหน้าผมจะเลือกลูกที่หอมที่สุดมาให้” เด็กชายพูดด้วยความภูมิใจ
อาโออิหัวเราะ“ตกลง”
เด็กๆ โบกมือให้ก่อนวิ่งจากไปเสียงหัวเราะของพวกเขาค่อย ๆ เบาลงตามระยะทาง
อาโออิมองแอปเปิลในมืออยู่พักใหญ่
“เด็กคนนั้น” เธอพูดขึ้น “ชื่อยูตะ”
มาซาอากิพยักหน้า
“อีกคนชื่อฮารุ ส่วนคนตัวเล็กสุดชื่อโซตะ”
หญิงสาวยิ้ม“ฉันจำเสียงได้”
เธอหัวเราะเบาๆ “แต่ไม่รู้แล้วว่า วันนี้พวกเขาใส่เสื้อสีอะไร”
มาซาอากิหันไปมองถนนเด็กทั้งสามวิ่งห่างออกไปแล้วเสื้อของพวกเขาสีแดง สีเขียวและสีน้ำเงิน สีสดใสตัดกับใบไม้สีทอง
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น“ฮารุใส่เสื้อสีเขียว ยูตะใส่สีแดงและโซตะใส่สีน้ำเงิน”
อาโออิหันมาทางเสียงของเขา“จริงหรือ”
“อือ”
เธอยิ้ม“ขอบคุณ”
จากนั้นเธอหลับตาลงแล้วพูดเบาๆ “อย่างน้อย ตอนนี้ฉันก็นึกภาพออกแล้ว”
---
่บ่ายคล้อยงานในสวนเสร็จเกือบหมดเคนจิขับรถออกไปส่งของที่สหกรณ์ มิซากิเข้าครัวเตรียมอาหารเย็นเหลือเพียงอาโออิและมาซาอากิทั้งสองเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ระหว่างต้นแอปเปิล ลมหนาวพัดเอากลิ่นดินชื้นขึ้นมา
อาโออิหยุดเดินก่อนเงยหน้าขึ้น“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
เธอเงียบอยู่พักหนึ่งเหมือนกำลังรวบรวมความกล้า“ฉันมีเื่จะขอ”
มาซาอากิหันมอง
“ช่วยถ่ายรูปให้ฉันหน่อยได้ไหม”
เขาชะงัก“ทำไม”
อาโออิยิ้มบางๆ “ฉันไม่ค่อยถ่ายรูปตัวเอง”
เธอมองไปยังต้นแอปเปิลที่เหลือผลอยู่ไม่กี่ลูก“แต่จู่ ๆ ฉันก็คิดขึ้นมา”
เธอสูดลมหายใจลึก“ถ้าวันหนึ่งฉันมองไม่เห็นจริง ๆ อย่างน้อย.....”
เธอหัวเราะเบาๆ “ฉันก็อยากรู้ว่าตัวเองเคยยืนอยู่ตรงไหน”
คำพูดนั้นทำให้มาซาอากิกำกล้องในมือแน่นขึ้นเขารับกล้องจากเธอก่อนมองผ่านช่องมองภาพ อาโออิยืนอยู่ใต้ต้นแอปเปิลลมพัดปลายผมของเธอเบาๆ ใบเมเปิลสีแดงปลิวผ่านด้านหลัง เธอไม่ได้ยิ้มกว้าง ไม่ได้โพสท่าเพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเป็ธรรมชาติที่สุด
มาซาอากิค่อยๆ ยกกล้องขึ้น นิ้ววางบนปุ่มชัตเตอร์แต่เขาไม่กดทันทีเพราะทันใดนั้นเขาเข้าใจความหมายของการถ่ายรูปเป็ครั้งแรกมันไม่ใช่การเก็บภาพแต่มันคือการพยายามเก็บ่เวลาที่กำลังจะผ่านไปให้คงอยู่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
มาซาอากิค่อยๆ ลดกล้องลงเขาไม่ได้กดชัตเตอร์
อาโออิเอียงศีรษะเล็กน้อย“ทำไมไม่ถ่ายล่ะ”
“ผมกำลังคิด”
หญิงสาวหัวเราะ“คิดอะไร”
เขามองผ่านต้นแอปเปิลไปยังแนวูเาก่อนหันกลับมาหาเธอ
“คุณเคยบอกผมรูปที่ดีที่สุดไม่ใช่รูปที่สวยที่สุด”
อาโออินิ่งไปเธอจำได้เธอเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ วันที่ทั้งสองออกไปถ่ายรูปด้วยกัน
“มันคือรูปที่ทำให้เราจำความรู้สึกของวันนั้นได้” เธอพูดต่อแทนเขา
มาซาอากิพยักหน้า“ใช่และตอนนี้”
เขายกกล้องขึ้นอีกครั้ง“คุณยังไม่ได้ยิ้ม”
หญิงสาวหลุบตาลงเธอแตะปลายผมตัวเองเบาๆ ก่อนหัวเราะเขิน ๆ
“ฉันไม่รู้จะยิ้มยังไง”
“ไม่ต้องฝืน” เขาตอบทันที “ยืนเฉย ๆ ก็ได้”
อาโออิมองหน้าเขาแม้ใบหน้าของชายตรงหน้าจะพร่ากว่าเมื่อก่อนแต่เธอกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาชัดเจนขึ้นทุกวันเธอสูดลมหายใจเข้าปล่อยลมหายใจออกช้าๆ แล้วปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลาย
ลมพัดผ่านอีกครั้งปอยผมด้านข้างปลิวไหว ดวงตาของเธอทอดมองสวนแอปเปิลตรงหน้า ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีน้ำตามีเพียงความสงบ
แชะ
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นมาซาอากิลดกล้องลง
อาโออิยังยืนอยู่ที่เดิม“เสร็จแล้วหรือ”
“อือ”
หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้“ขอดูหน่อย”
มาซาอากิยื่นกล้องให้อาโออิรับมันมาช้าๆ หน้าจอค่อย ๆ สว่างขึ้นเธอมองภาพอยู่นานนิ้วโป้งค่อย ๆขยายรูปเล็กน้อยเธอเพ่งสายตาก่อนยิ้มบาง ๆ
“แปลกจัง”
“อะไร”
“ฉันดูเศร้ากว่าที่คิด”
มาซาอากิเงียบ
อาโออิหัวเราะเบาๆ “แต่ก็ไม่เป็ไร”
เธอลูบหน้าจออย่างอ่อนโยน“อย่างน้อยนี่ก็เป็ฉัน”
เธอปิดหน้าจอแล้วยื่นกล้องคืน“ขอบคุณนะ”
เขารับกล้องมา“ผมต่างหาก”
หญิงสาวขมวดคิ้ว“ขอบคุณเื่อะไร”
มาซาอากิมองกล้องในมือก่อนเงยหน้าขึ้น“ที่สอนผมว่ารูปถ่ายไม่ได้มีไว้ถ่ายคนที่กำลังยิ้มแต่มีไว้เก็บคนที่กำลังมีชีวิต”
อาโออินิ่งไปดวงตาของเธอสั่นไหวเพียงเล็กน้อยประโยคนั้นไม่มีคำปลอบใจ ไม่มีคำว่าต้องเข้มแข็งแต่กลับทำให้หัวใจของเธออุ่นขึ้นอย่างประหลาด
---
ทั้งสองเดินต่อไปตามทางเดินในสวนเงียบเหมือนเดิมแต่เป็ความเงียบที่ไม่หนักอีกแล้วลมพัดเอาใบไม้ปลิวผ่านปลายเท้า อาโออิก้มลงเก็บลูกแอปเปิลลูกหนึ่งที่หล่นอยู่บนพื้นเธอเช็ดมันกับชายเสื้อเบา ๆ ก่อนยื่นให้มาซาอากิ
“ให้”
“อีกแล้วหรือ”
“อือ” เธอหัวเราะ “วันนี้ฉันให้ของคุณหลายอย่างเลย”
มาซาอากิรับแอปเปิลมา“มีเหตุผลหรือเปล่า”
อาโออิเดินต่อไม่ได้ตอบทันทีผ่านไปหลายก้าวเธอจึงพูดขึ้นเบาๆ
“เมื่อก่อนฉันชอบเก็บของสวย ๆ ไว้คนเดียว”
ลมหนาวพัดผ่านระหว่างต้นไม้
“แต่ตอนนี้” เธอหันมายิ้มให้เขารอยยิ้มเล็ก ๆ แต่จริงใจ “ฉันอยากแบ่งให้คนอื่นจำด้วย”
มาซาอากิก้มมองแอปเปิลในมือสีแดงของมันเข้มกว่าลูกอื่นเล็กน้อยไม่ได้สมบูรณ์แบบมีรอยช้ำเล็ก ๆ ตรงขั้วแต่กลับงดงามอย่างประหลาด
“ผมจะเก็บไว้” เขาพูด
“อย่ากินนะ” อาโออิรีบพูด
เขาหัวเราะ“ทำไม”
“เพราะฉันให้ไว้” เธอพูดเหมือนเป็เื่ธรรมดา “มันก็ต้องอยู่”
มาซาอากิชะงักประโยคนั้นเหมือนพูดถึงแอปเปิลแต่เขากลับรู้สึกว่าเธอกำลังพูดถึงอย่างอื่น
หญิงสาวเดินนำไปข้างหน้าแสงแดดอ่อนยามบ่ายตกกระทบบนแผ่นหลังของเธอมาซาอากิมองภาพนั้นก่อนยกกล้องขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้บอกให้เธอหันมา ไม่ได้เรียกชื่อเพียงกดชัตเตอร์เบา ๆ
แชะ
อาโออิหันกลับมาตามเสียง“เมื่อกี้ถ่ายหรือ”
“อือ”
เขายิ้ม“ขอให้รูปนี้เป็รูปที่คุณไม่รู้ตัว”
หญิงสาวหัวเราะ
“รูปแบบนั้นมักจะออกมาดี เ้าของกล้องเคยบอกไว้”
อาโออิยิ้มกว้างขึ้นครั้งนี้เป็รอยยิ้มที่มาจากหัวใจจริงๆ ไม่มีการฝืน ไม่มีการพยายามเป็รอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพราะเธอลืมความเศร้าไปชั่วขณะมาซาอากิไม่ได้กดชัตเตอร์อีก เขาเพียงมองรอยยิ้มนั้นแล้วเก็บมันไว้ในความทรงจำของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งกล้องเพราะเขารู้ว่ามีบาง่เวลาที่ต่อให้ไม่มีรูปถ่ายก็ไม่มีวันเลือนหายไปจากหัวใจ
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านสวนอีกครั้งใบเมเปิลสีแดงปลิวลงมาระหว่างคนทั้งสอง ไม่มีใครเอื้อมมือไปรับทั้งคู่เพียงมองมันจนตกลงบนพื้นอย่างแ่เบาก่อนจะเดินต่อเคียงข้างกันช้ากว่าเมื่อวานแต่มั่นคงกว่าเดิม
---
แสงแดดยามบ่ายค่อย ๆ อ่อนลง ลมเย็นพัดผ่านสวนแอปเปิลอีกครั้งกลิ่นดินหลังฝนเมื่อสองวันก่อนยังคงหลงเหลืออยู่จาง ๆ อาโออิเดินช้าลงก่อนหยุดอยู่ใต้ต้นแอปเปิลต้นหนึ่งต้นนี้เป็ต้นเดียวกับที่เธอเคยปีนเมื่อยังเด็กรอยแผลเก่าบนลำต้นยังอยู่ เธอเอื้อมมือแตะมันเบาๆ ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบผ่านพื้นผิวที่หยาบกร้านราวกับกำลังทักทายเพื่อนเก่าคนหนึ่ง
มาซาอากิยืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้เร่ง ไม่ได้ถาม เพียงปล่อยให้เธออยู่กับความทรงจำของตัวเอง
“ต้นนี้” อาโออิพูดขึ้น “ฉันเคยตกลงมาด้วย”
มาซาอากิหันมามอง“จริงหรือ”
เธอหัวเราะ“ตอนนั้นอายุประมาณสิบขวบ”
“ร้องไห้ไหม”
“ไม่” เธอส่ายหน้า “แต่พ่อร้อง”
มาซาอากิหลุดหัวเราะ“สลับกันหรือ”
“อือ” หญิงสาวยิ้ม “พ่อวิ่งหน้าตื่นมาอุ้มฉันทั้งที่ฉันแค่เข่าถลอกนิดเดียว”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ“ตอนนั้นฉันคิดว่าพ่อเว่อร์”
ปลายนิ้วยังคงแตะอยู่บนเปลือกไม้“แต่ตอนนี้”
เธอสูดลมหายใจช้าๆ “ฉันเข้าใจแล้ว”
มาซาอากิไม่ได้ถามว่าเข้าใจอะไรเพราะเขารู้คำตอบ
---
ทั้งสองเดินต่อไปจนถึงเนินเล็กๆ ด้านหลังสวน ตรงนั้นสามารถมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้ หลังคาบ้านไม้เรียงตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ควันสีขาวลอยขึ้นจากปล่องไฟบางหลัง เสียงรถไฟจากสถานีดังมาแ่ ๆ อาโออินั่งลงบนม้านั่งไม้เก่าม้านั่งตัวเดิมที่เธอกับมาซาอากิเคยนั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน
หญิงสาวลูบพื้นไม้เบาๆ “ฉันจำวันที่เรามาที่นี่ครั้งแรกได้”
มาซาอากินั่งลงข้างๆ “ผมก็จำได้”
“ตอนนั้น” เธอหัวเราะ “ฉันยังคิดว่าคุณเป็คนเงียบ ๆที่น่าเบื่อ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
เธอหันมายิ้ม“ยังเงียบอยู่”
เขาหัวเราะ
“แต่ไม่น่าเบื่อแล้ว”
ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันเสียงหัวเราะเบาๆ ลอยไปกับสายลม
ความเงียบกลับมาอีกครั้งครั้งนี้ไม่มีใครรีบทำลายมัน อาโออิมองไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างแม้ภาพจะไม่คมชัดเหมือนเดิมแต่เธอยังจำตำแหน่งของทุกอย่างได้บ้านของยายฟูมิ ลำธาร ป้ายรถเมล์ สวนของตัวเอง เธอค่อย ๆสูดลมหายใจลึกก่อนพูดขึ้นเบา ๆ
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“เมื่อก่อน”
เธอเว้นจังหวะ“ฉันคิดว่าถ้าวันนี้มาถึง ฉันคงไม่เหลืออะไร”
มาซาอากิหันมองเธอ
หญิงสาวยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ผ่านน้ำตามาแล้ว
“แต่พอมันมาถึงจริง ๆ” เธอก้มมองมือของตัวเอง “ฉันยังมีหลายอย่าง”
เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง“ฉันยังมีพ่อ มีแม่ มียายฟูมิ”
เธอหันมาทางเขาดวงตาคู่นั้นยังพร่ามัวแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
“แล้วก็...” เธอเม้มริมฝีปากเหมือนกำลังเขินกับคำพูดของตัวเอง “มีคุณ”
มาซาอากินิ่งไปหัวใจของเขาเต้นช้าลงไม่ใช่เพราะใแต่เพราะประโยคสั้นๆ นั้นหนักแน่นเกินกว่าจะรีบตอบ
หญิงสาวรีบหัวเราะกลบเกลื่อน“ฉันหมายถึงมีเพื่อน อย่าคิดมากนะ”
มาซาอากิยิ้มเป็รอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด“ผมรู้”
เขาตอบเพียงเท่านั้นแต่ในใจเขารู้ดีว่าคำว่า“เพื่อน” ของอาโออิกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนความหมาย
---
แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลงสีของท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีส้ม อาโออิเอนตัวพิงพนักม้านั่งหลับตาลง ลมเย็นแตะแก้มเบา ๆ
“ฉันไม่รู้ว่า” เธอพูดทั้งที่ยังหลับตา “อีกกี่ปีหรืออีกกี่เดือนฉันจะยังเห็นพระอาทิตย์ตกแบบนี้”
มาซาอากิมองไปยังขอบฟ้าก่อนตอบช้าๆ “งั้น”
เขาสูดลมหายใจเข้า“เรามาดูมันด้วยกัน”
หญิงสาวลืมตาขึ้น
เขาพูดต่อ“ทุกครั้งที่มีโอกาสจนกว่าคุณจะเบื่อ”
อาโออิหัวเราะ“ฉันไม่มีวันเบื่อหรอก”
“ผมก็เหมือนกัน”
ไม่มีคำว่าตลอดไปไม่มีคำว่าสัญญาแต่ทั้งคู่ต่างเข้าใจว่านี่คือคำสัญญาในแบบของมาซาอากิ
---
พระอาทิตย์ค่อยๆ ลดต่ำลงหลังแนวูเา แสงสีส้มอาบไปทั่วสวนแอปเปิล อาโออิยกกล้องขึ้นช้า ๆ เธอมองผ่านช่องมองภาพอยู่นานก่อนลดกล้องลง
มาซาอากิหันมามอง“ไม่ถ่ายหรือ”
หญิงสาวส่ายหน้าก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน“ไม่ล่ะ”
“ทำไม”
เธอหันไปมองพระอาทิตย์ตกอีกครั้ง
“วันนี้” เธอพูดเบามาก “ฉันอยากใช้ตาดู”
เธอสูดลมหายใจลึกราวกับกำลังเก็บแสงสีส้มทั้งหมดไว้ในหัวใจ
“รูปถ่าย” เธอยิ้ม “เอาไว้วันหลังก็ได้”
มาซาอากิไม่ได้พูดอะไรเขาเองก็ไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาเช่นกันทั้งสองคนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิมมองพระอาทิตย์ตกดินโดยไม่มีชัตเตอร์ดังขึ้นแม้แต่ครั้งเดียวเพราะในเย็นวันนั้นทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามีบาง่เวลาที่ไม่จำเป็ต้องเก็บไว้ในรูปถ่ายตราบใดที่มันยังคงอยู่ในหัวใจของคนสองคน
ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเนินเขาอีกครั้งพระอาทิตย์ค่อยๆ ลับหลังูเาอย่างช้า ๆ และเป็ครั้งแรกนับั้แ่วันที่โลกของอาโออิพังทลายที่เธอไม่ได้มองพระอาทิตย์ตกด้วยความหวาดกลัวแต่เลือกมองมันด้วยความขอบคุณที่วันนี้เธอยังมองเห็น