ชายร่างใหญ่ปรากฏตัวอยู่ ณ ตรงหน้าของกวี กล้ามเนื้อที่เผยผ่านเสื้อกล้ามผืนเล็กแลดูแข็งแกร่งคงกระพันประหนึ่งหินผา เมื่อนำเทียบกับเขา ส่วนสูงของโอเกอร์คงมากกว่ากวีที่ราวสองต่อหนึ่ง
“ยินดีที่ได้รู้จักครับท่านผู้กล้า ไม่นึกเลยว่าโอกาสที่จะได้คุยกับท่านจะมาถึงจริงๆ หนึ่งปีมันก็ไม่ได้นานเท่าไหร่”
เสียงของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมาพร้อมรอยยิ้ม ทว่าเมื่อแอนนาได้ยิน เธอกลับเร่งเหลียวมองซ้ายขวาครู่ใหญ่ ครู่ต่อมาริมฝีปากก็เริ่มสั่นไหวพร้อมเปล่งวาจาออกมาบางเบาราวเสียงกระซิบ
“หยุดเรียกท่านกวีว่าผู้กล้าได้แล้ว อย่าลืมสิว่าภายในค่ายแห่งนี้มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่รู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของท่านกวีน่ะ”
ดวงตาของโอเกอร์เบิกกว้างทะลักถลน เขาเร่งเหลียวมองซ้ายและขวา กระนั้นก็นับว่ายังโชคดี รอบกายของเขาในยามนี้มิได้ปรากฏรูปลักษณ์ของใครอื่นนอกเสียจากพวกเขา
โอเกอร์วางสัตว์อสูรลงสู่พื้นดิน แต่แล้วบรรยากาศทั่วทั้งบริเวณกลับเงียบสงบลงในทันใด
เสียงเอ่ยของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมา หากแต่ว่าใบหน้าของเขาในยามนี้กลับแลดูจริงจังพร้อมคิ้วทั้งสองข้างได้ขมวดเข้าหากัน
“ต้องขอโทษกับเื่เมื่อครู่จริง ๆ ครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมมีเื่ที่ต้องแจ้งท่านแอนนาให้ได้”
ราวกับว่าเขามีเื่ที่้าสื่อสารให้เร็วที่สุด ทว่าด้วยสีหน้าและท่าทาง ย่อมมีความเป็ไปสูงว่ามันคงมิใช่เื่ดี
“ว่ามาสิ ?” แอนนาเองก็อยากจะรู้เต็มทน
โอเกอร์เร่งเหลียวมองรอบกายอีกครั้ง ประหนึ่งว่าเขากำลังมองดูว่ามีใครยืนอยู่ ณ บริเวณร้อยเมตรหรือไม่
ยามนี้ ณ ที่แห่งนี้มีเพียงพวกเขาเพียงสามคน
“อาจจะเป็แค่เื่บังเอิญ แต่ผมไปได้ข่าวสำคัญมาอย่างหนึ่งในระหว่างที่ผมได้ออกไปล่าอสูรเมื่อเช้านี้ ดูเหมือนว่า ซิลเวอร์จะปรากฏตัวขึ้นมา ณ บริเวณใดสักแห่งของทะเลทรายอาวาเลสครับ”
นามของใครบางคนได้ถูกเอ่ยขึ้น ย่อมไม่มีทางที่กวีจะล่วงรู้ถึงคนผู้นั้น
ทว่ากลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไป กลิ่นอายอำมหิตได้แผ่ขยายออกมาจากที่ใดสักแห่ง
“ท่านแอนนา..” กวีเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกไป พลันเมื่อเขาได้เห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความแค้นอันลึกล้ำของเธอ ในหัวของเขาก็ย้อนระลึกนึกถึงถ้อยคำที่เธอนั้นเคยกล่าวเอาไว้
.
< นอกเหนือไปจากชั้น.. ก็คงมีอีกเพียงสองคนที่ล่วงรู้ว่าท่านกวียังมีชีวิตอยู่ >
.
ถ้อยคำนั้นมีความหมายสื่อถึงบางสิ่ง ดวงตาของเธอเมื่อยามนั้นกับ่เวลานี้มันช่างเหมือนกันยิ่งนัก ราวกับว่ามีเปลวเพลิงแห่งความแค้นถูกสุมอยู่ภายในจิตใจ
หากลองวิเคราะห์และคาดเดาด้วยหลักฐานที่มี นอกเหนือไปจากองค์หญิงแอนนา จะมีอีกเพียงแค่สองคนที่ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกวี
หนึ่งในนั้นก็คือโอเกอร์ เช่นนี้แล้วอีกคนที่ใกล้เคียงก็คือชายผู้มีนามว่าซิลเวอร์
ทว่าซิลเวอร์กลับไม่เคยถูกเอ่ยถึงในทางที่ดี ท่าทีที่โอเกอร์และแอนนาที่มีต่อเขามิได้ใกล้เคียงกับคำว่าพวกพ้อง
หรือก็คือ..
‘ซิลเวอร์คือคนทรยศ’
ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความเป็ไปได้สูงทีเดียว
“เื่พรรนั้นจะยังไงก็ช่าง! ตอนนี้เรามีสิ่งที่ต้องทำอยู่ !!”
แอนนาเปล่งเสียงออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง อารมณ์ของเธอก็ถูกชักนำให้อยู่เหนือการควบคุมของหลักเหตุและผล
“ขอโทษค่ะ..” แอนนากล่าวพลางก้มหน้าและจึงลาจาก
กวีและโอเกอร์จ้องมองแผ่นหลังของเธอจนหายลับไปจากสายตา
“จะดีหรือครับ ที่จะไม่ถามว่านี่มันเื่อะไรกันน่ะ” โอเกอร์พูด
ทว่าแม้จะใคร่รู้สักเพียงใด กวีเองก็ย่อมรู้ดีว่าเื่บางเื่คนนอกก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“ผมคิดว่าท่านแอนนาคงจะหนักใจไม่น้อย จนกว่าเธอจะเป็ฝ่ายเล่าเอง การไม่เข้าไปสอดรู้สอดคงจะเป็ตัวเลือกที่ดีกว่าครับ”
โอเกอร์ััได้ถึงกิริยามารยาทที่ถูกขัดเกลามาเป็อย่างดี ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาช่างเป็ชายผู้มีความเป็สุภาพบุรุษอยู่พอตัว
ทันใดนั้น โอเกอร์พลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ แววตาของเขาจดจ้องมองไปยังชายหนุ่มและจึงพูดขึ้น
“ท่านกวี เรามาประลองกันเถอะครับ”
ช่างเป็คำขอที่เขาไม่อยากยอมรับ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของโอเกอร์ที่แต้มแต่งไปด้วยความตื่นเต้นอย่างเต็มร้อย เช่นนี้แล้วกวีเองก็คงไม่หลงเหลือทางเลือกใดอื่นอีกแล้ว
ราวสิบนาทีต่อมา ณ ลานกว้างใจกลางค่ายนักเดินทาง
ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ รอบข้างมีผู้คนหลายสิบชีวิตเรียงรายในขณะที่สายตาต่างจดจ้องมองไปยังจุดเดียวกัน ซึ่งเป็บริเวณใจกลาง ที่แห่งนั้นในขณะนี้ได้ปรากฏรูปลักษณ์ของชายฉกรรจ์สองนาย
กวีและโอเกอร์ต่างประจันหน้าเข้าหากันโดยมีระยะห่างราวสิบเมตร ในมือของพวกเขาแต่ละคนมีดาบไม้เล่มหนึ่ง ไร้ซึ่งคมดาบแหลมคม เป็เพียงดาบไม้ทื่อ ๆ สำหรับฝึกซ้อมเพียงหนึ่งเล่ม
“ผมคิดมาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าหากเมื่อใดที่ท่านกวีฟื้นขึ้นมา หากเป็ไปได้ผมอยากจะขอท้าสู้กับท่านสักครั้งครับ”
ใบหน้าของโอเกอร์ในยามนี้ปรากฏอยู่เพียงรอยยิ้ม ชายผู้นี้คาดหวังสิ่งใดจากร่างกายอันผอมแห้งของกวีกันแน่
ชายหนุ่มเร่งส่ายหัวเพื่อบอกปัดปฏิเสธ ริมฝีปากสั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเริ่มเอ่ยขึ้น
“คุณโอเกอร์ คุณคาดหวังกับผมมากเกินไปแล้วครับ ตัวผมไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย ผมมันก็แค่เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง”
ทุกสิ่งที่เขาพูดออกมาล้วนเป็ความจริง กระทั่งในโลกใบเก่า กวีเองก็เป็เพียงนักศึกษาธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป หาได้มีพลังเวทมนตร์อันมหัศจรรย์หรือพลังกายอันกล้าแกร่งประดุจดังหินผาแต่อย่างใด
ทว่าโอเกอร์กลับไม่คิดเช่นนั้น มุมปากของเขายกขึ้นเป็ริ้วอย่างมีเลศนัยราวกับว่าเขานั้นกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัว
“แล้วท่านกวีจะอธิบายเื่ที่ท่านสามารถต่อกรกับกองทัพโครงกระดูกเช่นไรดีครับ ?”
บรรยากาศเงียบสงัดลงในชั่วครู่หนึ่ง เมื่อเขาได้ยินถ้อยคำของคู่ประลอง แทนที่กวีจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดกลับไป ตัวเขากลับเลือกหยุดยั้งทุกถ้อยคำมิให้มันถูกเปล่งออกมา
“เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันเองในการต่อสู้ครั้งนี้”
ดาบในมือขวาของโอเกอร์ได้ถูกยกขึ้น ท่าทางในยามนี้ราวกับว่าเขาพร้อมจะเข้าจู่โจมได้ทุกเมื่อ
“ชั้นลงข้างท่านโอเกอร์ พวกนายเอาไง ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ชั้นลงข้างท่านโอเกอร์ ไอ้เด็กผอมแห้งแรงน้อยพรรค์นั้นรึคิดจะมาต่อกรกับั์ร้ายสีครามแห่งวารีคลั่งของพวกเรา ฝันไปเถอะ ฮ่า ๆ ๆ !!”
เหล่าผู้ชมราวสองสามคนล้วนกล่าวในทำนองเดียวกันพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะ การท้าประลองคือเครื่องมือทำเงินสำหรับนักพนัน กระนั้นเสียงข้างมากกลับถ่ายเทไปทางโอเกอร์กันเสียส่วนใหญ่
“ชั้นได้ยินนะเฟ้ย ไอ้พวกบ้า”
กวีเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงเบา แต่คงมิใช่ความผิดของพวกเขา เพราะเมื่อเปรียบตนกับคู่ต่อสู้ ตัวเขาย่อมมิอาจเทียบเคียงกับอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่ปลายก้อย
ห่างออกไปสักระยะหนึ่ง แอนนาที่ยามนี้สามารถสงบอารมณ์ให้สงบลงได้เดินเข้ามาหาและจึงพูดขึ้น
“มีเื่อะไรกัน ?”
“โอ้ ท่านแอนนามาพอดีเลย” หนึ่งในนั้นก็เร่งเปล่งวาจาออกไปเมื่อได้ยลโฉมรูปลักษณ์ของนายหญิง
“พวกเรากำลังพนันกันอยู่ว่าท่านโอเกอร์หรือเ้าหนู ใครกันที่จะเป็ฝ่ายชนะในการประลองครั้งนี้ แล้วท่านแอนนาล่ะครับ ท่านเองก็ลองลงพนันสักหน่อยไหมครับ ?”
พลันสิ้นเสียงของพลทหารวัยกลางคน แววตาของแอนนาก็ได้จดจ้องไปยังคู่ต่อสู้ทั้งสอง เธอเงียบเสียงไปในฉับพลัน สีหน้าที่แสดงออกมาราวกับว่ายามนี้เธอกำลังใช้ความคิด
ทันใดนั้น มุมปากของท่านหญิงพลันยกขึ้นอย่างเป็ริ้ว
“เช่นนั้นชั้นขอเดิมพันข้างท่านกวี หากทางนี้แพ้ ชั้นจะยอมทำทุกอย่างตามที่พวกนายสั่ง คิดว่าไงล่ะ แบบนี้พอจะมีค่าให้ลงพนันบ้างรึเปล่า ?”
องค์หญิงผู้เลอโฉมกล่าวออกไปด้วยสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ พลันได้ยินถ้อยคำดังกล่าวของเธอ สายตาของเหล่าทหารก็เหลือบมองไปยังเรือนร่างอันอวบอิ่มขององค์หญิงด้วยสีหน้าอันหื่นกระหาย
“อะไรก็ได้.. ท่านคงไม่คิดจะไม่ถอนคำพูดใช่ไหมครับ ?”
ถ้อยคำนี้สื่อได้ถึงความ้า ณ เบื้องลึกของเหล่าทหาร แต่แล้วพวกมันก็สูญสลายหายไป เมื่อจิตสังหารอันแรงกล้าได้เคลือบคลานเข้ามาหาอย่างรุนแรง พลันพวกเขาเร่งหันกลับไป ทุกคนต่างก็หวาดกลัวจนหัวหดเพราะใบหน้าของโอเกอร์ในยามนี้ช่างคล้ายคลึงกับยักษาผู้โกรธา
“จะดีหรือครับท่านแอนนา เกี่ยวกับคำพูดเมื่อครู่ ?”
โอเกอร์เร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาหาแอนนาด้วยความเป็ห่วง มิใช่ว่าเขาคิดจะดูถูกความสามารถของกวี ทว่าคำท้าทายเมื่อครู่มิใช่สิ่งที่องค์หญิงผู้มีศักดิ์สูงเช่นเธอสมควรเอื้อนเอ่ยออกมา
ทว่าแอนนากลับไม่คิดเช่นนั้น พร้อมกับบนใบหน้าของเธอเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องเป็ห่วงๆ เพราะสิ่งสำคัญก็แค่ท่านกวีชนะ แค่นั้นทุกอย่างก็จบแล้ว”
แววตาของเธอยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทว่าด้วยเหตุใดกันตัวเธอจึงไม่วอกแวกในสัตย์วาจาของตน
ย้อนกลับไปเมื่อราวหนึ่งปีก่อน เมื่อครั้นที่กวีจำต้องต่อกรกับกองทัพแห่งความตายด้วยตัวคนเดียว แอนนาและผู้พิทักษ์ทั้งสองก็ได้ลักลอบเข้าไปเพื่อหวังจะช่วยเหลือเขา
แต่กลับต้องละทิ้งภารกิจไปกลางคัน กองกำลังที่คุ้มกันนั้นแ่ายิ่งนัก ยังมีสามผู้กล้าที่ยากจะต่อกร การจะบุกเข้าไปคงเปรียบได้เพียงการฆ่าตัวตาย
กระนั้นพวกเธอหาได้กลับมามือเปล่า แม้จะมิอาจช่วยเหลือกวีให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของปีศาจร้าย ทว่าเมื่อได้เห็นการต่อสู้ในวันนั้น แอนนาและเหล่าผู้พิทักษ์ทั้งสองต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าชายผู้นี้มีพลังเร้นลับกำลังหลบซ่อนอยู่ในตัว
กลับมายังปัจจุบัน
ยามนี้โอเกอร์ได้ก้าวเดินกลับมายังที่ประลอง การต่อสู้กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่นาน
“เริ่มการต่อสู้ได้ !!”
เสียงของแอนนาดังก้องกังวาน พลันสิ้นสุดเสียงของเธอ โอเกอร์จึงไม่รอช้าพร้อมเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูในทันที
“เร็วเกินไปแล้ว !!”
ความเร็วของอีกฝ่ายช่างมากมายมหาศาล เพียงชั่วครู่เดียว รูปลักษณ์ใหญ่โตของโอเกอร์ก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้ะบันดาบเข้าใส่อย่างรุนแรง
เพียง่เวลาอันน้อยนิดราวกับการกะพริบตาเพียงหนึ่งครั้ง ดาบไม้ในมือขวาของกวีถูกยกขึ้นป้องอยู่เหนือศีรษะ คมดาบทั้งสองพลันเข้าปะทะกัน เป็การป้องกันการโจมตีอย่างทันท่วงที
.
< ดาบของคุณโอเกอร์แม่งหนักเป็บ้า !! >
.
แม้จะปัดป้องได้ทันอย่างฉิวเฉียด กระนั้นความรุนแรงที่ส่งผ่านเมื่อดาบทั้งสองเข้ากระทบกันกลับทำให้ร่างกายของกวีเริ่มต้นสั่นไหว
พลันรู้สึกได้ถึงอันตรายที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ กวีก็จึงเร่งฝีเท้าล่าถอยออกมาอย่างรวดเร็ว
ตำแหน่งของทั้งสองอยู่ห่างกันในระยะทางราวสิบเมตร แววตายังคงจดจ้องไปยังฝ่ายตรงข้าม หากแต่ว่ากลับไม่มีฝ่ายใดที่คิดจะเคลื่อนไหวหรือขยับเขยื้อนตัว
โอเกอร์เผยยิ้มขึ้นบนมุมปาก แววตาเขาแสดงออกมาถึงความปลื้มปีติยินดี
“ไม่นึกเลยว่านี่จะเป็ร่างกายของชายที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมาแรมปี เท่าที่ผมจำได้ ศาสตร์เฉพาะของท่านคือหมอผี ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่มันไม่ใช่ศาสตร์เฉพาะที่เน้นการต่อสู้ระยะประชิด”
ถ้อยคำของโอเกอร์สื่อถึงความเชยชมที่ตนมอบให้แก่อีกฝ่าย ทว่ากวีกลับล่วงรู้ได้เป็อย่างดี ว่าทั้งหมดนั้นหาได้เป็คำกล่าวชมแต่อย่างใด หากแต่ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ถ่อมตัวจนเกินไป
.
< พลังบ้าอะไรกันวะเนี่ย ทั้งความเร็ว ทั้งพละกำลังทางกายภาพ ทั้งเทคนิคการต่อสู้ คุณโอเกอร์เหนือกว่าเราหมดทุกอย่าง แต่ทำไมกันนะ เรากลับไม่คิดว่าการโจมตีเมื่อครู่จะใช่การเอาจริงของเขา >
.
กวีครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง สองมือของเขาในยามนี้กำลังสั่นเทาเพราะสองเหตุผล
หนึ่งคือการตอบสนองของร่างกายจากแรงปะทะ และสองคือความหวาดกลัวที่ตนนั้นมีต่ออีกฝ่าย
ทุกการเคลื่อนไหวของโอเกอร์ไม่เสียเปล่า ทุกการกระทำล้วนถูกวางหมากมาก่อนล่วงหน้า
ในการประชันดาบเมื่อครู่ ตัวกวีมีโอกาสที่จะโจมตีสวนกลับด้วยเท้าสักข้างหนึ่ง กระนั้นตัวเขากลับเปลี่ยนใจและเร่งหลีกหนีออกมาในฉับพลัน
แม้ว่าจะเป็ยามที่เขาจู่โจมเข้ามา โอเกอร์กลับมิได้ย่อหย่อนในเื่ของการป้องกัน ไม่มีช่องโหว่ให้สวนกลับ นี่คือคุณสมบัติของยอดนักรบที่ยอดเยี่ยมทั้งเื่รุกและรับ
“ในวันที่ท่านต่อสู้กับกองทัพโครงกระดูก” ท่ามกลางการหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวของทั้งสอง เสียงของโอเกอร์ก็ถูกเอ่ยขึ้น “ในวันนั้น ผมได้เห็นถึงทักษะการต่อสู้ของท่าน ดูเหมือนว่าท่านจะไม่ใช่คนธรรมดาที่ไม่รู้เื่การต่อสู้อะไรเลยสินะครับ”
แม้ว่าแววตาของเขามิได้ปรากฏอาการที่แลดูทุกข์ร้อน กระนั้นมันกลับแทนที่ด้วยสีหน้าอันเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
ได้ยินเช่นนั้น กวีก็จึงเอ่ยตอบกลับไป
“ไม่เลยครับ จะบอกว่าเป็ทักษะการต่อสู้ก็กระไรอยู่ มันก็แค่การออกกำลังกายในยามว่างเท่านั้น ว่าแต่คุณเถอะ พละกำลังช้างสารนั่นมันอะไร แต่ก็สมแล้วที่ถูกขนานนามว่าแข็งแกร่งราวยักษา”
ต่างฝ่ายต่างยกยอปอปั้นให้แก่กัน เพียงแต่ว่า เมื่อเปรียบตัวกวีกับอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ย่อมไม่มีทางที่เขาจะเอาชนะโอเกอร์ได้ไม่ว่าจะด้วยตัวแปรใดก็ตาม
เหตุผลก็พอมีอยู่ เพราะหากการต่อสู้ยังคงยืดเยื้อและดำเนินต่อไป ฝ่ายที่จะเสียเปรียบก็ย่อมเป็ตัวของกวี
ทันใดนั้น กวีกลับชี้ดาบไปที่โอเกอร์ พร้อมริมฝีปากได้ขยับพลางพูดขึ้น
“มาลองทดสอบสมมุติฐานกันหน่อยดีกว่า”
สิ้นสุดถ้อยคำว่ากล่าว ครั้งนี้กวีได้เป็ฝ่ายเปิดฉากการจู่โจม
สองเท้ามุ่งตรงไป แววตาจดจ้องอยู่เพียงศัตรู พร้อมมือขวากำดาบแน่นเตรียมเข้าฟาดฟัน
“เ้าเด็กคนนี้..”
แม้มิอาจล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด ทว่าโอเกอร์กลับน้อมรับคำท้าทายของเขาแต่โดยดี
เรือนร่างของโอเกอร์ยังคงนิ่งสงบอยู่ ณ ที่แห่งเดิม แววตาจดจ้องไปข้างหน้าพร้อมเผยรอยยิ้ม ราวกับว่าแม้ศัตรูจะพุ่งตรงเข้ามาเพื่อหวังปลิดชีพตน ตัวเขาก็พร้อมจักน้อมรับมันโดยไร้ซึ่งคำปฏิเสธใด ๆ
“ซุ่ม !!”
เพียงชั่วครู่เดียว เรือนร่างของกวีที่เข้าใกล้โอเกอร์ในระยะสายตาจึงเร่งตวัดคมดาบเข้าใส่ในทันที
“เข้ามาเลย !!”
ในแววตาของโอเกอร์ไร้ซึ่งความหวาดกลัว พลันได้เห็นถึงคมดาบของศัตรูที่ทะยานเข้ามา เมื่อนั้นเขาก็เร่งยกดาบขึ้นอยู่เหนือศีรษะเพื่อหวังจะปัดป้อง
คมดาบทั้งสองใกล้เข้ากระทบกัน แต่แล้วใน่เวลาก่อนหน้านั้นเพียงเสี้ยววินาที ริมฝีปากของกวีกลับสั่นไหวพร้อมมีเสียงได้ถูกเปล่งออกมาหากแต่ว่ามันช่างบางเบา
“โล่อากาศ ฟาเรม”
สิ้นเสียงของเขา โล่แสงสีขาวได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ พร้อมกับการโจมตีของโอเกอร์ได้ถูกปัดป้องจนร่างกายของเขาจำต้องหยุดชะงัก
“นี่มันอะไรกัน !!”
แววตาของโอเกอร์แลดูตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทันใดนั้น จากเื้ัของเขา ผู้ซึ่งที่ถูกเรียกขานว่าั์ร้ายกลับััได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้า
พลันเมื่อเขาเร่งหันหลังกลับไป เรือนร่างของกวีก็ได้ปรากฏกายขึ้นมาอยู่ตรงหน้า คมดาบได้พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว จุดหมายของมันก็เพื่อ่ชิงดวงตาข้างซ้ายของโอเกอร์ให้มืดบอดลงเสีย!
ทุกสายตาต่างจับจ้องอย่างทะลักถลนและตกตะลึงกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น คงไม่มีผู้ใดที่จะคาดคิด ว่าั์ร้ายสีครามแห่งวารีคลั่งผู้เปรียบได้ดั่งผู้พิทักษ์เพียงหนึ่งเดียวของพวกเขากลับกำลังถูกไล่ต้อนโดยเด็กหนุ่มที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก
เพียงแต่ว่า สิ่งที่ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นใน่เวลาที่ไม่คาดคิดเสมอ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย ดาบในมือขวาของโอเกอร์ได้หลุดร่วงออกจากมือ พลันคมดาบใกล้พุ่งทะยานเข้ามาทิ่มแทง ในยามนั้น เขาใช้่เวลาอันน้อยนิดหยุดยั้งคมดาบของกวีได้ด้วยสองมือ
จิตสังหารแรงกล้าส่งผ่านมาถึงกวีในฉับพลัน เย็นะเืประหนึ่งน้ำแข็ง น่าสะพรึงราวกับกำลังเล่นจ้องตากับปีศาจร้าย ความรู้สึกหวาดกลัวจนเสียวสันหลังก่อเกิดขึ้นมาในชั่วครู่ขณะ ราวกับว่าเขายืนตัวเปล่าท่ามกลางทุ่งหิมะอันหนาวเหน็บ
“เราต้องหนี !!”
กวีเร่งทิ้งดาบและเลี่ยงหลีกออกมาโดยเร็ว ถึงกระนั้น โอเกอร์กลับยังคงนิ่งสงบอยู่ ณ ที่แห่งเดิมไม่ยอมไล่ตามมา
ความรู้สึกหวาดสะพรึงเมื่อครู่ยังมิได้จางหาย หยาดเหงื่อยังคงหลั่งไหลอาบสองแก้มของเขา อาจมิใช่เื่แปลกเพราะตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ทว่าหยาดเหงื่อเหล่านี้จะเป็เพราะความร้อน หรือว่ามันจะเป็เพราะความกดดันที่แผ่ขยายออกมาจากร่างกายของชายร่างั์ ณ เบื้องหน้ากันแน่
.
< สู้ไม่ได้เลย มันไม่มีวิธีที่จะทำให้เราเอาชนะคุณโอเกอร์ได้เลยรึไง หรือเราควรจะขอยอมแพ้ั้แ่เนิ่น ๆ ดีไหม ? >
.
กวีครุ่นคิดถึงหลากหลายสิ่งอยู่ในหัว พลังของโอเกอร์นั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าเขามากนัก การพุ่งทะยานเข้าไปโจมตีโดยไร้ซึ่งแผนการคงเปรียบได้ดังการฆ่าตัวตาย
ถึงกระนั้น บนโลกใบนี้จะมีแผนการใดที่ทำให้เขาสามารถโค่นล้มชายผู้นี้ได้
เวลาล่วงผ่านไปราวหนึ่งนาที โอเกอร์ได้ก้มลงและหยิบเอาดาบที่ร่วงหล่นขึ้นมา
เขาเร่งโยนดาบในมือซ้ายกลับคืนให้แก่ศัตรู
ดาบไม้ร่วงหล่นอยู่ตรงหน้าของกวี เขาจึงไม่รอช้าพลันเร่งคว้ามันเอามาไว้ในมืออีกครั้ง
.
< ทำยังไงดี เราจะต้องทำยังไง ต่อหน้าพลังที่มากกว่า ลืมความคิดที่จะเอาชนะด้วยพละกำลังและความเร็วไปได้เลย เราจะต้องวางแผนจากสิ่งที่มีอยู่ หลอกล่อด้วยคำพูด ใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือทำให้เขาไขว้เขว แต่จะต้องทำยังไงล่ะ ? >
.
แม้จะครุ่นคิดมากเท่าใด ตัวกวีกลับมิอาจมองหาหนทางเอาชนะโอเกอร์ได้แม้แต่วิธีเดียว
ในขณะเดียวกัน ผู้ชมรอบกายยังคงเฝ้ามองว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น และฝ่ายใดกันแน่ที่จะได้รับชัยชนะ!
เวลายังคงล่วงผ่านไป จนระยะเวลาจำกัดการใช้งานของฟาเรมได้สิ้นสุดลงและพร้อมใช้งานอีกครั้ง
ถึงกระนั้น ตัวโอเกอร์กลับยังคงไร้ซึ่งท่าทีว่าเขาจะเริ่มต้นเคลื่อนกายเข้าจู่โจมศัตรู
และแล้ว มุมปากของเขาได้ยกขึ้นอย่างเป็ริ้ว และในครู่ต่อมาเพียงหนึ่งการกะพริบตาโดยที่ผู้ใดไม่ทันตั้งตัว รูปลักษณ์ของเขาก็ได้หายลับไปจากทัศนียภาพของทุกคนอย่างรวดเร็ว
“หายไปไหน คุณโอเกอร์อยู่ที่ไหน ?!!”
กวีเปล่งเสียงออกมาและเร่งกวาดสายตามองรอบกาย นับั้แ่ที่การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น ความเร็วของโอเกอร์ก็มีมหาศาลเพียงพอจะโค่นล้มกวีได้อย่างไม่ยากเย็น ทว่าในยามนี้กลับแตกต่างออกไป ความเร็วของเขาเพิ่มทวีคูณมากขึ้นอีกนับเท่าตัว!
.
< ซ้าย ขวา หน้า หรือหลัง เขาจะมาจากทางไหนกันแน่ ?!! >
.
กวีเร่งตั้งสมาธิให้แน่วแน่ เสียงที่หูได้ยินหาใช่เสียงลม หากแต่เป็ย่างก้าวของศัตรูที่เคลื่อนกายไปมาจนก่อให้เกิดการปั่นป่วนของอากาศโดยรอบ
นี่คือ่เวลาที่กวีมิอาจละเลยััทั้งหเา เพราะเมื่อใดที่เขาพลั้งเผลอ เมื่อนั้นจะถือเป็ความพ่ายแพ้ของเขาในทันที
“ทางซ้าย !!”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง โล่แสงสีขาวได้ปรากฏขึ้นมาเพื่อปัดป้องคมดาบของศัตรูได้อย่างทันท่วงที
แต่แล้วเพียงชั่วครู่ขณะ เรือนร่างของโอเกอร์กลับเลือนหายไปจากสายตานับจากการปรากฏตัวก็เพียงเสี้ยววินาที
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
ย่างก้าวของชายเขาเคลื่อนย้ายไปมาอย่างไม่หยุดยั้ง
“โล่อากาศ ฟาเรม !!”
จิตสังหารของโอเกอร์เคลือบคลานได้จากด้านหลัง พลันสิ้นเสียงของกวี โล่แสงสีขาวก็จึงปรากฏขึ้นมาพร้อมกับปัดป้องการโจมตีของศัตรูได้อีกครั้ง
เพียงแต่ว่าใน่เวลาเดียวกัน ตัวกวีกลับครุ่นคิดถึงบางสิ่งในทางที่ไม่ดี
.
< แย่ล่ะ ฟาเรมไม่เหลือแล้ว !! >
.
กวีตกอยู่ในสภาวะลนลาน เขาไม่หลงเหลือความสามารถมากพอจะใช้ตรรกะและหลักเหตุผล ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นช่างรวดเร็ว ระยะเวลาในการโจมตีสองครั้งของโอเกอร์รวมกันแล้วคือห้าวินาที
เรือนร่างของโอเกอร์ได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ดาบในมือขวาพลันถูกยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะเพื่อเตรียมเข้าจู่โจม
โอเกอร์เร่งตวัดดาบเข้าใส่ศัตรูเพื่อหวังปิดฉากการต่อสู้ กวียามนี้ล่วงรู้ดีว่าตนนั้นกำลังดำดิ่งสู่ความสิ้นหวัง ไม่มีทางใดที่เขาจะสามารถหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้ไปได้
พลันคิดได้เช่นนั้น ดวงตาทั้งสองของเขาก็ปิดลงอย่างเชื่องช้า ในใจละทิ้งความทะเยอทะยานพร้อมรับเอาความพ่ายแพ้มาแต่โดยดี
เพียงแต่ว่า..
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย เสียงของใครสักคนได้ดังก้องกังวานขึ้นมาในหัวของเขา
.
< กวีเอ๋ย.. >
.
< เ้าอย่าได้ยึดติดกับเื่ทางโลก.. >
.
< และจงปล่อยร่างกาย ให้เป็อิสระ >
.
พลันเสียงนั้นสิ้นสุดลง ภาพของกวีในวัยเด็กก็ได้ปรากฏขึ้นมา
เท่าที่จำความได้ ตัวเขากำลังยืนอยู่บนพื้นลานของโรงฝึกแห่งหนึ่ง ภายในสถานที่นี้มีเพียงสองคน หนึ่งในนั้นคือตัวเขาในวัยสิบขวบ และอีกหนึ่งคนคือชายชราในชุดฝึกสีขาวบริสุทธิ์พร้อมมีเชือกสีดำรัดอยู่ที่เอว
“นี่มันอะไรกัน มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?!!”
โอเกอร์มิอาจล่วงรู้ได้ว่าสิ่งใดกันกำลังบังเกิดขึ้นเบื้องหน้า ขนทั่วร่างของเขาลุกซู่ตั้งชันอย่างพร้อมเพรียง ในใจยังคงเฝ้ามองหาเหตุผลมายืนยัน ว่าเพราะเหตุใดดวงตาของกวีในยามนี้จึงเปล่งประกายแสงสีแดงฉานได้อย่างน่าสะพรึง
ในเสี้ยววินาทีอันเล็กน้อยยิ่งกว่าการกะพริบตา ดาบในมือขวาของกวีได้หลุดร่วงลงสู่พื้นดิน ทุกสายตาต่างจดจ้องมาที่ทั้งสอง สองมือของเขาได้ััไปที่แขนของโอเกอร์อย่างเบาบาง
เพียงแค่การกะพริบตาหนึ่งครั้ง พลันเมื่อโอเกอร์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เรือนร่างเขาของเขากลับโบยบินขึ้นสู่ห้วงอากาศได้ราวกับมีปีก
“ทำไมชั้นถึงอยู่สูงกว่าคนอื่น ?”
ทุกสายตาต่างจดจ้องด้วยความตกตะลึง แม้กระทั่งแอนนาเองที่เดิมพันข้างกวีก็มีสายตามิได้แตกต่าง
ไม่เคยมีผู้ใดคาดคิด ว่าชายผู้มีร่างกายผอมแห้งเช่นนี้ จะสามารถทุ่มชายร่างั์ให้โบยบินขึ้นสู่ฟากฟ้าได้ราวการโยนก้อนหินก้อนเล็ก