พิกัดที่2 เสพติดเลยล่ะ
ถ้าจะถามว่าวันนั้นผมพาชูก้ากลับบ้านยังไงล่ะก็ บอกได้แค่ว่ามันโคตรจะวุ่นวายเลยล่ะ
แต่ก็ช่างมันเถอะ ความวุ่นวายนั้นไม่ใช่เื่ใหญ่ เพราะความจริงที่เป็อยู่ตอนนี้คือเ้าแมวที่มาจากต่างโลกหรือต่างมิติจะเรียกแบบไหนก็ช่าง ได้เข้ามาอยู่ในบ้านผมได้ครบสามเดือนแล้ว
หลังจากวันนั้น ผมก็พยายามทำท่าทางน่าอายนั้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน วันละนับสิบรอบเห็นจะได้ แต่พักหลังมานี้ผมก็ลดเหลือแค่สองถึงสามครั้งต่อวัน เพราะไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถเปิดรอยแยกนั้นได้อีกเลยนับั้แ่ครั้งสุดท้ายที่ทำสำเร็จ ไม่ว่าจะลองไปทำซ้ำที่สวนสาธารณะเดิม ที่บ้าน หรือแม้แต่ในห้องน้ำก็ไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จได้อีกเลยสักนิด
เอาจริงนะ ผมอาจจะเป็บ้าไปแล้วก็ได้ บางทีผมอาจจะแค่เห็นภาพหลอน ส่วนเ้าแมวตัวนี้ก็เป็แค่แมวหลุดมา หรือไม่ก็เป็แมวจรจัดอยู่แล้วก็ได้ ใช่...! ผมโคตรอยากให้มันเป็แบบนั้นจริงๆ จะได้รีบไปหาจิตแพทย์สักที แล้วบอกเขาว่าผมเป็บ้าบวกกับเป็พวกเบียวไปเลยด้วย
แต่สุดท้าย ความจริงก็ตบหน้าผมอย่างจัง เพียงเพราะถุงวัตถุปริศนาแค่ถุงเดียว จะเรียกว่าถุงน้ำตาลก็คงไม่ได้ เพราะผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร เพียงแต่มองจากภายนอก มันเป็ผลึกเม็ดเล็กๆ สีขาวที่ดูเหมือนกับน้ำตาลก็เท่านั้น
ข้างหน้าถุงเป็โลโก้อะไรสักอย่าง ที่ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจ
เป็ภาพนางฟ้ากำลังยืนอยู่บนก้อนเมฆท่ามกลางกระแสน้ำ นางฟ้าถือชามที่บรรจุก้อนสีขาวคล้ายก้อนน้ำตาลหรือน้ำแข็ง และกำลังรินสิ่งนั้นลงสู่สายน้ำที่ไหลอยู่เบื้องล่าง

ผมลองถ่ายภาพโลโก้นี้แล้วใช้ Aether Lens ค้นหาที่มาของมัน ผลคือไม่มีรูปภาพใดที่เหมือนกันเลย มีแค่ภาพที่คล้ายกันเท่านั้น Aether Lens ให้ผลสรุปว่าโลโก้นี้ไม่เคยถูกเผยแพร่บนสื่อออนไลน์มาก่อน พูดง่ายๆ คือมีความเป็ไปได้สูงที่ภาพโลโก้นี้ ไม่เคยมีอยู่จริงในโลกใบนี้
และหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าผมไม่ได้บ้า คือวันผลิตและวันหมดอายุของมัน
วันผลิต (MFG Date) 17/11/2030 วันหมดอายุ (EXP Date) 16/11/2034
อีกความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ปีที่ผมอยู่ถ้านับเป็ปีคริสต์ศักราชคือค.ศ 2025 แปลว่าของสิ่งนี้จะถูกผลิตในอีกห้าปีข้างหน้า…
ไม่สิ จะคิดแบบนั้นไม่ได้ มันเป็การด่วนสรุปไปว่านี่คือการเดินทางข้ามเวลา เพราะรอยแยกที่ผมสังเกตเห็น… มันคือภาพของห้องที่คุ้นตาแต่แปลกแยก ห้องที่เหมือนห้องนั่งเล่นบ้านผมทุกกระเบียดนิ้ว เพียงแต่สีของกำแพงและเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนเดิมเลยสักอย่าง
หรือมันกำลังบ่งบอกว่า นั่นคืออนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น? ตกลงแล้วสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่นี้คือการเดินทางข้ามเวลาหรือเป็เพียงการก้าวเข้าสู่โลกคู่ขนานกันแน่—หรือเป็ได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน
แต่ถึงจะมีหลักฐานทั้งหมดนี่ ก็ยังสรุปไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสิ่งที่กำลังเจอ ผมไม่ได้คิดไปเองเพราะนอกจากด้านหน้าถุง มีแค่โลโก้ลึกลับที่หาที่มาไม่ได้ ส่วนด้านหลังนอกจากวันหมดอายุ ก็ไม่มีอะไรอื่นอีกเลย ไม่มีที่อยู่บริษัท ไม่มีชื่อผู้ผลิต
ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปตัวผมก็อยู่ระหว่างคนบ้าที่เห็นภาพหลอน และใช้ตัวเลขวันผลิตที่พิมพ์ผิดมาเป็ข้ออ้างเพื่อยึดโยงตัวเองกับโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น หรือผู้ค้นพบที่กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่ใหญ่หลวงเหนือความเข้าใจของมนุษย์เพียงลำพัง แต่ว่านะ ไม่ว่าจะเป็แบบไหน มันก็เป็ปัญหาทั้งนั้นเลยนี่หว่า…
.
.
.
ว่าแต่ทำไม...?
ทำไมแมวถึงคาบถุงน้ำตาล มันกินน้ำตาลเป็อาหารด้วยหรือไง...?
"ห…ห๊ะ!? จริงสิๆ ก็เป็แบบนั้นไปได้เหมือนกัน ทำไมก่อนหน้านี้ถึงคิดไม่ออกกันนะ…"ผมพึมพำออกมากับตัวเอง
ผมเคยอ่านเจอในโลกอินเทอร์เน็ต ว่าร่างกายของแมวไร้ซึ่งเอนไซม์ที่จะย่อยน้ำตาลได้ หากเป็เช่นนั้นจริง แมวก็ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องสนใจหรือคาบถุงน้ำตาลเลยสักนิด…
ถ้าเป็ไปตามที่คิดจริง…เ้านี่ที่ผมเรียกว่าถุงน้ำตาล อาจไม่ใช่น้ำตาลเลยก็ได้ แต่เป็อะไรบางอย่างที่แมวกินได้
เพราะผมยังจำได้ดี วันที่ผมถือมันกลับมาพร้อมถุงนั้น ชูก้าวิ่งตามผมไม่หยุด ดวงตาของมันเปล่งประกายราวกับรู้ว่าในมือผมกำลังถือสิ่งล้ำค่าอยู่ ผมจึงตัดสินใจซ่อนถุงนั้นไว้ในลิ้นชักของตัวเอง
แปลกดี…แมวที่ไม่เคยยอมให้ผมลูบได้อย่างเต็มมือ กลับแสดงท่าทีออดอ้อน ราวกับกำลังเรียกร้องขนมแมวเลียที่มันโปรดปรานที่สุด เพียงเพราะถุงใบนั้นอยู่ในมือของผม
มันอาจเป็อาหารแมวชนิดผง แน่นอน…มันอาจฟังดูแปลก เพราะโลกของเราไม่มีอาหารแมวที่เป็ผง แต่ทันทีที่คิดเช่นนั้น ทุกอย่างก็เริ่มสมเหตุสมผลทันที เพราะอาหารชนิดนี้ไม่ได้มาจากโลกของเราั้แ่แรก
และผมขอยืนยันเลยว่า ในอีกห้าปีข้างหน้า อาหารแมวแบบผงไม่มีทางที่จะได้รับความนิยมแน่นอน การันตีได้จากประสบการณ์ของเด็กติดคอมที่ชอบอยู่บ้านเป็หลัก หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Gen Z
ลองคิดดูสิ...อาหารแมวแบบผงเนี่ยนะ? ถ้าเป็ผงไว้โรยบนอาหารแมวก็พอเข้าใจได้อยู่ แต่แค่ลองนึกภาพว่าแมวนั่งกินเลียผงอย่างเดียวก็ดูประหลาดแล้ว
จะมานั่งคิดให้ยุ่งยากทำไมกัน? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็มีทางเดียว...เปิดถุงแล้วลองชิมเอง
.
.
.
"แคว่กกก—" เสียงพลาสติกถูกฉีกขาด
ผมแกะถุงออกและจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าลองชิมเข้าไปก็คงเท่ากับกำลังกินอาหารแมวน่ะสิ...จะเป็อะไรไหมนะ? แค่ลองนิดหน่อยคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง ผมตัดสินใจยื่นจมูกเข้าไปดมกลิ่นดู
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยออกมาจากถุงเป็ความหอมนุ่มนวลที่คล้ายกับกลิ่นดอกไม้บางชนิด
น้ำตาลคงจะไม่มีทางมีกลิ่นหอมแบบนี้แน่ แล้วมันคืออะไรล่ะ?
ผมจิ้มลงไปในถุงด้วยนิ้ว มันติดนิ้วเหมือนน้ำตาลเป๊ะๆ รูปร่างจากภายนอกก็ยังเหมือนน้ำตาลทุกประการ แต่กลิ่น…กลับหอมสดชื่นจนทำให้หัวโล่งอย่างน่าประหลาด
ค่อยๆ แลบลิ้นออกมาแตะผงที่ติดอยู่บนปลายนิ้ว...
"เอ๊ยยยยยยยย.........รสหวานสุดท้ายก็ไม่พ้นน้ำตาลนี่หว่า!"
จบสิ้นแล้ว…สุดท้ายก็เป็น้ำตาล ผมกลายเป็บ้าจริงๆ ด้วย แต่ก็นะเป็น้ำตาลที่รสอร่อยดีแฮะ
นิ้วชี้ค่อยๆ ดันเข้าไปในปาก ลิ้นเลียส่วนของน้ำตาลที่เหลือติดนิ้วอย่างช้าๆ
ถึงจะไม่รู้หรอกว่าน้ำตาลที่อร่อยมันรสชาติเป็ไง แต่ก็นะ
"อ่า…ไม่รู้ ก็ไม่เป็ไรหรอก…อะไรก็ไม่รู้…น้ำตาลนี่มัน…อร่อยโคตรๆ ฮ่าๆ อ๊ะๆ อร่อยจริงๆ ด้วยเหรอวะเนี่ย ฮ่าๆ"
"กำลังขำอยู่เนี่ย…เป็บ้าจริงๆ ด้วย ฮือออ…แบบนี้จะไปบอกมินะยังไงดี…ฮ่าๆ"
จากนิ้วเดียว ค่อยๆ เปลี่ยนเป็กำมือ…และวันนั้นก็กลายเป็วันที่ผมโคตรรู้สึกมีความสุขมากที่สุดในชีวิต