เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 40 นภาไพรศาลเมฆาสีรุ้ง(3)

    ในช่วงเวลนั้นที่ราวกับเวลาหยุดนิ่งก่อนที่ผ่ามือและไม้เท้าของสองปรมาจารย์จะมาถึงตัวเสวียนเทียนชิงพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันกระทันหันแล้วจากส่วนลึกสุดของห้วงวิญญาณเสวียนเทียนชิงปรากฏเมล็ดวิญญาณที่กำลังขยายตัวออกในชั่วพริบตาพลังอันลึกลับแปร่กระจายไปทั่วร่างหมุนวนอย่างบ้าคลั่งกลับคืนสู่ตันเถียน

                    ครึ้ม!

                    สมองของเสวียนเทียนชิงราวกับถูกระเบิดลูกใหญ่ยัดเข้ามาทว่าความรู้สึกหลังจากนั้นกลับไม่ใช่แรงกดดันหรือพลังทำลายอะไรแต่เป็นความอิ่มเอิบราวกับได้สูดอากาศบริสุทธิ์เหนือท้องนภาจิตใจท่องทะยานกว้างไพรศาล!

                    ภายในตันเถียนจากเดิมทีที่ไอหมอกบางเบาจนแทบจะเลือดหายไปหมดก็ถูกเติมเต็มในทันทีทั้งไอหมองเหล่านี้ยังทอแสงระยิบระยับงดงามยิ่งก่อนหน้านี้เสวียนเทียนชิงฝึกปราณพิสุทธิ์ไพรศาลได้จริงแน่นอนเพียงแต่นั้นเป็นการกลั่นพลังฟ้าดินภายนอกเข้ามาแทนที่ปราณแท้ของเขาเขายังไม่ใช่ขั้นญาณทิพย์ดังนั้นจึงได้แต่ทำเช่นนี้เพื่อสั่งสมปราณพิสุทธิ์ไพรศาลดังนั้นแล้วหลังจากต่อสู้ไปยิ่งนานปราณพิสุทธิ์ไพรศาลก็ยิ่งหมดแม้จะฟื้นฟูกลับมาได้แต่นั่นก็คือปราณแท้ของเขาเอง

                    ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว!

                    ปราณแท้ที่ถูกเติมเต็มก็คือปราณพิสุทธิ์ไพรศาลบรรลุขั้นญาณทิพย์สำเร็จปราณพสุทธิ์ไพรศาลขั้นแรกก็เท่ากับว่าเขาเป็นคนผู้หนึ่งที่เดินบนเส้นทางปราณสายนี้ของนอกกายอย่างไรก็เป็นของนอกกายมีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่เสวียนเทียนชิงได้สัมผัสถึงความหมายของคำว่าพิสุทธิ์ไพรศาล!

                    ยิ่งใหญ่...บริสุทธิ์...เสรีไร้ข้อผูกมัด!

                    แม้บาดแปลภายนอกจะคงน่าอนาถแต่ตอนนี้ในร่างกายของเสวียนเทียนชิงกลับมาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแล้วทั้งยังมากกว่าเดิมนับสิบเท่า! ในช่วงเวลาที่แววตาของเขากลับมาสดใสทอปรากยนั้นกลิ่นอายและปราณแท้พิสุทธิ์ไพรศาลก็ระเบิกออกราวคลื่นทะลวงผลักดันฝ่ามือและไม้เท้าเพลิงกระเด็นกลับไปเวลาที่ราวกับหยุดนิ่งก็กลับมารวดเร็วดังเดิมอีกครั้งเสวียนเทียนชิงสะบัดมือเล็กน้อยปราณแท้หอบหนึ่งก็ม้วนเอาร่างของชิงเหนียวที่พุ่งเข้ามาก่อนหน้านี้ลอยกลับไปยังรถม้า

                    “ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีรถม้าคันนั้นจะต้องกลับถึงจวนเสวียน!”

                    เสียงของเสวียนเทียนชิงดังขึ้นทำให้ชิงเหนียวกับลู่หยาที่เบาใจลงได้บ้างน้ำตาที่อ่อล้นออกมาไม่ได้ไหลลงอาบแก้มแววตาของพวกนางเต็มไปด้วยความกังวลและความภาคภูมิใจอย่างไม่ปกปิดวันนี้ในที่สุดนายน้อยของพวกนางก็ทะลวงผ่านคอขวดได้แล้ว!

                    “เป็นปราณแท้ที่ยิ่งใหญ่นักเขาฝึกวิชาปราณอะไรกัน?”

                    “เจ้าเด็กนี่เป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่นี่คือสัญญาณการทะลวงญาณทิพย์ไม่ใช่หรือ? อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านั้นเขายังเป็นแค่ขั้นเบิกวิญญาณคนหนึ่ง?”

                    สี่ปรมาจารย์ล้วนตื่นตะลึงจนลืมโจมตีไปแล้ว!เรื่องกลิ่นอายของปรารแท้เป็นเรื่องที่พวกเขาสนใจอย่างยิ่งแต่ว่าหลังจากได้ยินคำพูดประโยคหลังของชายถือดาบใหญ่ก็ทำให้พวกเขาได้สติและยิ่งตกตะลึงจนอ้าปากค้าง! เป็นจริงอย่างที่ชายถือดาบใหญ่กล่าวไว้พวกเขาคือปรมาจารย์ขั้นห้ามีใครดูไม่ออกบ้างว่าเมื่อครู่นี้เสวียนเทียนชิงบรรลุขั้นญาณทิพย์!

                    อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น!

                    เดิมทีกระทั่งเสวียนเทียนชิงเองก็ยังไม่รู้ตัวหลังจากเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นญาณทิพย์แม้แต่พลังของตัวเองก็ยังไม่มีเวลาทำความเข้าใจด้วยซ้ำเพราะตอนนี้เขากำลังต่อสู้อยู่นอกจากความรู้สึกสดชื่อเปี่ยมไปด้วยพลังแล้วเขาก็ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับระดับของตนเองในตอนนี้เลยดังนั้นหลังจากกล่าวกับสาวใช้ทั้งสองประโยคเดียวเขาก็ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเตรียมเข้าสู่การต่อสู้อีกครั้งแล้ว

                    ทว่าหนึ่งเท้าที่ก้าวออกไปครั้งนี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมากมายหนึ่งฝ่าเท้าเหยียบลงไปเบื้องหน้าก็ปรากฏเสียงดังสะท้านขึ้นในห้วงวิญญาณของเขาปราณแท้พิสุทธิ์ไพรศาลที่ถูกเติมเต็มพลันหมุนวนราวกับพายุคลั่งอยู่ในตันเถียนเมล็ดวิญญาณที่เดิมทีขยายขนาดจากเมล็ดข้าวตอนนี้มีขนาดเท่ากับหัวแม้มือแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย

                    เสวียนเทียนชิงติดอยู่ในขั้นเบิกวิญญาณมาสองปีกว่านั้นไม่ใช่เรื่องแปลกขั้นเบิกวิญญาณคนหนึ่งโดยเฉลี่ยแล้วก็ใช้เวลาประมานสองถึงสามปีในการทะลวงขั้นนี่เป็นขอบเขตของอัจฉริยะที่ล้ำเลิศในแดนเบญจภพแล้วหากเป้นคนทั่วไปอาจต้องใช้เวลามากถึงห้าปีสิบปีถึงจะทะลวงผ่านเป็นขั้นญาณทิพย์ได้

                    อย่างไรก็ตามเสวียนเทียนชิงไม่ใช่คนปกติทั่วไปยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทะลวงขั้นยาณทิพย์เลยด้วยอายุของเขาเมื่อสองปีก่อนสามารถมาถึงขั้นเบิกวิญญาณได้ก็สั่นสะเทือนไปทั่วแดนเบญจภแล้วเรียกได้ว่าคนในวัยใกล้เคียงกันไม่เกินสามปีนั้นได้แต่มองฝุ่นที่เท้าเขา ส่วนหลังจากทะลวงขั้นเบิกวิญญาณได้แล้วมีแค่ตัวเสวียนเทียนชิงและสาวใช้ทั้งสองเท่านั้นที่รู้ว่าเขาใช้เวลาแค่แปดเดือนเท่านั้นก็สามารถวางรากฐานมั่นคงพร้อมทะลวงสู่ขั้นฐาณทิพย์

                    ดังนั้นแล้วสรุปได้ว่าเพราะปัญหาในการฝึกฝนพลังจิตวิญญาณที่ทรงพลังเกินไปทำให้การฝึกฝนของเขาถูกแช่แข็งมาเป็นเวลาเกือบสองปีพอมาถึงตอนนี้คอขวดถูกทำลายเสวียนเทียนชิงจึงมีสภาพอย่างที่เห็น...การเลื่อนระดับของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่ขั้นญาณทิพย์ขั้นที่หนึ่ง!

                    พึ่บ!

                    เสวียนเทียนชิงไม่มีเวลามาสนพวกปรมาจารย์ขั้นห้าตรงหน้าแล้วตอนนี้ภายในตันเถียนและห้วงจิตวิญญาณของเขาปั่นป่วนอย่างมากพลังอันมหาศาลกำลังก่อตัวขึ้นอาละวาดไปทั่วร่างกาย หากจัดการไม่ดีเขาได้เจอปัญหาจริงๆแน่

                    “เอาอย่างไรดี? ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี้กำลังจะทะลวงขั้นติดกัน? หากลงมือตอนนี้ก็สามารถจัดการเขาได้ง่ายๆเลย”

                    แม่เฒ่ากล่าวออกมาด้วยสีหน้าแปลกๆชายถือดาบใหญ่แค่นเสียงเหอะออกมาคำหนึ่งก็ไม่ได้พูดอะไรอีกส่วนคนสวมชุดดำยิ่งแทบไม่ส่งเสียงตั้งแต่มาถึงทุกอย่างก็ปล่อยให้บัณฑิตหลุเป้นคนตัดสินใจเถิดแค่ปรมาจารย์ขั้นห้าอย่างพวกเขาสี่คนมารุมรังแกเด็กรุ่นหลังคนหนึ่งก็อับอายมากพออยู่แล้วหากต้องใช้วิธีสกปกขัดขวางตอนที่เสวียนเทียนชิงกำลังทะลวงขั้นเช่นนั้นก็ไม่เหลือหน้าเอาไว้ประดับศรีษระแล้วจริงๆคนในวัยรุ่งโรจน์อย่างพวกเขาที่รักเสียยิ่งกว่าชีวิตก็คือชื่อเสียง!

                    “รออีกหน่อยเถอะทะลวงสองระดับติดต่อกันเช่นนี้มีโอกาสเกิดผลสะท้อนกลับไม่น้อยต่อให้เขาทะลวงขั้นได้สำเร็จก็ไม่แน่ว่าจะอยากสู้ต่อ”

                    บัณฑิตหลูกล่าวออกมาทำให้ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยดีแล้วที่ไม่สั่งให้พวกเขาลงมือตอนนี้ต่อให้อีกฝ่ายทะลวงสองขั้นรวดเดียวกลายเป็นปรมาจารย์ขั้นสองแต่พวกเขาสี่คนจะเอาชนะไม่ได้เชียวหรือ? จะว่าไปแล้วนี่ก็เป้นเหตุกรณ์ประวัติศาสตร์ของแดนเบญจภพเสวียนเทียนชิงอายุเท่าไหร่กันเชียว? ตอนนี้ทะลวงขึ้นปรมาจารย์ขั้นสองย่อมสั่นสะเทือนไปทั่วหล้าพวกเขาได้อยู่เป็นสักขีพยานก็นับว่าเข้าท่าอยู่บ้าง!

                    เสวียนเทียนชิงนั่งลงทำสมาธิแล้วคราวนี้สองสาวใช้ไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไปรีบลากรถม้ามาไว้ด้านหลังเสวียนเทียนชิงสองพวกนางคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าส่วนอีกคนยืนอยู่ด้านหลังเสวียนเทียนชิงด้วยอาวุธครบมือเสวียนเทียนชิงเข้าสมาธิกะทันหันไม่ได้ต่อสู้เสี่ยงเป้นเสี่ยงตายแต่กลับอันตรายยิ่งกว่า

                    ส่วนเจ้าตัวนั้นตอนนี้ใบหน้าแม้จะดูสดใสแต่คิ้วกลับขมวดเป็นปมแน่นเทียบกับคนอื่นแล้วปราณแท้ของเขาที่สั่งสมมาตลอดสองปีในขั้นเบิกวิญญาณนั้นทรงพลังและบริสุทธิ์กว่าคนอื่นนับสิบเท่าทว่าปราณพิสุทธิ์ไพรศาลที่นำพลังฟ้าดินมาฝึกฝนก่อนหน้านี้ก็ยังทรงพลังกว่าปราณแท้ขิงเขานับสิบเท่าอีกต่อหนึ่ง

                    ดังนั้นตอนนี้เข้าเลื่อนระดับขึ้นสู่ญาณทิพย์มีพลังจิตวิญญาณเป้นตัวก่อเกิดมีปราณแท้เป้นเชื้อเพลิงสิ่งที่สั่งสมเอาไว้ตลอดสองปีนี้ก็พลันปะทุออกมาเหมือนภูเขาไฟนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เขาเลื่อนระดับทันทีหลังจากขึ้นสู่ขั้นญาณทิพย์อย่างไรก็ตามมีทั้งไฟทั้งเชื้อเพลิงแล้วแต่กลับไม่มีเตาที่ดี!

                    ตันเถียนของเสวียนเทียนชิงตอนนี้จะว่าแข็งแกร่งก็แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปแต่ถึงอย่างไรก็ยากที่จะรองรับปราณแท้ในระดับนี้ได้อย่างกระทันหันแม้ปัญหานี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่จำต้องใช้เวลาในการกลั่นปราณเปลี่ยนปริมาณเป้นคุณภาพแต่ด้วยสถานกาณณ์ไม่อำนานจึงทำให้เสวียนเทียนชิงกังวลขึ้น

                    ‘ทำสมาธิให้ดีไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น’

                    เสียงอันคุ้นเคยสายหนึ่งดังก้องในโศตประสารทของเสวียนเทียนชิงมาถึงตอนนี้ความกังวลทั้งหมดของเขาถึงได้คลายลงอย่างสมบูรณ์เลิกต่อต้านการไหลเวียนของปราณแท้พริบตานั้นกลิ่นอายของเขาก็ระเบิดออกมาเป็นวงกว้างแผ่กระจายไปทั่วท้องนภาปล่อยให้ปราณแท้มหาศาลในร่างระเบิดออกมาก่อนจะเริ่มควบคุมดูดซับกลับไปกลั่นปรษรแท้ตามวิชาของตำราพิสุทธิ์ไพรศาล

                    จิตใจลอยล่องเสรีดุจเมฆาปราณแท้ดั่งนภากว้างใหญ่ไพรศาล!

                    ในยามนี้เพียงมองชายหนุ่มผู้น่าอัศจรรย์ตรงหน้าไม่ว่าใครก็ล้วนผุดคำพูดประโยคที่คล้ายคลึงกันนี้ขึ้นมาในใจนี่อัตลักษณ์ของสองวิชาชั้นเลิศที่ตัวให้หาทั่วแดนเบญจภพก็ไม่เคยปรากฏให้เห็น!

                    ครึ้ม!

                    ขณะเดียวกันนั้นเรื่องน่าตื่นตะลึงก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งจู่ๆรังสีกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งตรงจากใจกลางเมืองหลวงขึ้นสู่ท้องฟ้ารังสีกระบี่นี้ทั้งงดงามและดุดันหาใดเปรียบเป็นความเผด็จการที่พุ่งตรงบุกทะลวงชั้นฟ้าขึ้นสู่สวรรค์ด้วยรังสีกระบี่อันทรงพลังนี้ทำให้ฟ้าเปิดไร้เมฆเป็นโพรงยาวที่ปราณโพลงนั้นปรากฏจิตมรรคฟ้าดินส่องแสงระยิบสาดส่องลงมาส่งผลให้หมูเมฆารอบด้านกลายเป็นสีรุ้ง

    กลิ่นอายอันลึกล้ำสายหนึ่งแผ่กระจายออกมากดดันชั้นฟ้าบีบรัดผืนปฐพีส่วนที่มาของต้นตอกลิ่นอายอันทรงพลังนี้ก็คือจวนตระกูลเสวียน!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน