คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 สุราแห่งการเฉลิมฉลอง

            

            เสียงของซูฉางอันไม่ได้ดังกึกก้องอะไรมากมาย ทว่ากลับทรงพลังเหลือเกิน

            เสียงของเขาดังสะท้อนในโสตประสาทของฝูงชนอย่างชัดเจนราวเป็นเสียงสวดมนต์จากเทพเจ้า แต่ก็คล้ายเสียงส่งวิญญาณจากนักพรตผู้ทรงพลัง...

            ทางด้านข้ากระบี่ที่ยืนอยู่ข้างๆอาจเพราะตกตะลึงในรัศมีแห่งอำนาจของซูฉางอัน หรืออาจเป็นเพราะบารมีและอำนาจของสำนักเทียนหลานหลังชะงักไปเล็กน้อยในตอนแรก ข้ากระบี่ก็ได้สติกลับมาอีกครั้งในวินาทีต่อมาทันใดนั้น เขาก็รีบวิ่งออกไปจากโถงทันทีคาดว่าน่าจะไปรายงานเรื่องนี้กับบรรดาคนใหญ่คนโตหรือผู้อาวุโสในสำนักนั่นเอง

            เดิมที ซูฉางอันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรือแสดงตัวโดดเด่นเช่นนี้เขาเพียงปรารถนาจะรักษาสำนักเทียนหลานเอาไว้เท่านั้น เหตุนี้ ก่อนหน้านี้เขาจึงเตรียมใจสำหรับการโดนดูถูกจากคนนอกไว้แล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าซือหม่าสวี่กับสำนักปาฮวงจะชั่วร้ายถึงเพียงนี้ต่อให้เขาจะอยู่แต่ในสำนักเทียนหลานโดยไม่ทำอะไรเลยพวกเขาก็ไม่มีวันปล่อยเขาไปอยู่ดี

            ก็เหมือนในงานครั้งนี้ เพียงเพื่อบีบให้เขาออกมาจากสำนักเทียนหลาน พวกนั้นถึงกับยกชีวิตของมู่กุยอวิ๋นขึ้นมาขู่เลยทีเดียวและในงานครั้งนี้ พวกเขาก็ให้เขาได้อยู่ในตำแหน่งอันแสนสูงส่งเพื่อหวังจะทำลายเขาด้วยการยกยอ เหมือนในงานหลอมดาวไม่มีผิด...

            ซูฉางอันเป็นมิตรและอ่อนโยนมาโดยตลอด แต่สมดั่งคำโบราณที่ว่าเอาไว้ทุกคนย่อมมีโทสะอยู่กับตัว ซูฉางอันก็เช่นกัน

            ในเมื่อกดดันกันถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ลองมาเสี่ยงวัดดูแล้วกันว่าหากซูฉางอันทุ่มเทด้วยทุกอย่างที่มีแล้ว จะสอยผู้ทรงอำนาจเหล่านั้นลงมาจากที่สูงได้หรือไม่...

            เมืองฉางอันคล้ายดั่งกรงขัง

            ส่วนข้าเป็นดั่งสัตว์ในกรง

            ทว่าแม้จะถูกกักขัง แต่สัตว์ป่าเช่นข้าก็สู้สุดใจ ไม่ตายไม่เลิก...

            เมื่อเห็นว่าซูฉางอันเดินไปนั่งประจำที่อย่างไม่เกรงใจใครผู้คนรอบด้านจึงพากันซุบซิบขึ้นอีกครั้ง

            เนื้อหาในบทสนทนาของพวกเขา ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าเหตุใดซูฉางอันที่เป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของสำนักเทียนหลานถึงมาร่วมงานด้วยท่าทีผยองเช่นนี้และแน่นอนว่าบางคนในนั้น ยังพูดถึงข่าวลือเรื่องที่ซูฉางอันเป็นคนทำให้ท่านอวี้เหิงสิ้นใจลงด้วย

            แต่เหล่าศิษย์ ณ ที่แห่งนี้หาใช่กบในกะลาเหมือนสามัญชนด้านนอกไม่ เหล่าศิษย์ส่วนมากต่างก็มีความคิดความอ่านมีวิสัยทัศน์ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงรู้จักวิเคราะห์ข่าวสารและมีความคิดเป็นของตัวเองเหตุนี้ เหล่าศิษย์ที่ยกข่าวลือขึ้นมาพูด จึงได้รับสายตาดูหมิ่นเหยียดหยามจากคนรอบด้านไปโดยปริยาย

            จะว่าไปแล้ว มนุษย์หาใช่ต้นไม้ใบหญ้าย่อมต้องมีความรู้สึกต่อบาปบุญคุณโทษเป็นธรรมดา

            ในคืนนั้น อวี้เหิงช่วยชีวิตผู้คนในเมืองฉางอันเอาไว้เหตุการณ์ในตอนนั้นเพิ่งผ่านมาเพียงไม่นาน หากนึกย้อนกลับไป พวกเขายังจำภาพในคืนนั้นได้ขึ้นใจราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเช่นนั้น อีกอย่าง เหล่าศิษย์ในที่แห่งนี้ล้วนเป็นคนวัยรุ่นที่เพิ่งเผชิญโลกได้เพียงไม่นานจึงไม่มีความคิดเจ้าเล่ห์ หรือแผนร้ายใดๆ มากนัก พวกเขารู้สึกไม่ยุติธรรมแทนซูฉางอันที่ต้องมาเจอเรื่องพวกนี้แต่ก็รู้สึกเสียดายที่เขาเลือกที่จะมาร่วมงานที่เป็นดั่งกับดักสังหารในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

            ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงกังวานก็ดังขึ้น

            “สำนักคุนหวู่มาถึงแล้ว!”

            ทันทีที่สิ้นเสียง ฝูงชนก็หันกลับไปมองตามเสียงอย่างพร้อมเพรียงทำให้พบว่าชายวัยกลางผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาภายในงานโดยมีหนุ่มสาวหลายคนเดินตามหลังมาด้วย

            ชายวัยกลางที่เดินนำเข้ามามีใบหน้าเด็ดเดี่ยว ฝีเท้ามั่นคง มือถือกระบี่ยาวเอาไว้อย่างไม่แน่นหนาทว่าก็ไม่หลวมจนเกินไปดูก็รู้ว่าเป็นนักกระบี่ที่ศึกษาศาสตร์นี้มานาน เบื้องหลังของเขากลุ่มวัยรุ่นชายหญิงหลายคนที่เดินตามมา แม้จะยังมีอายุน้อยแต่ร่างกายที่แลดูอ่อนเยาว์กลับแฝงไปด้วยรังสีแห่งความสง่าผ่าเผยแลดูทรงพลังเหลือเกิน

            สำนักที่ถูกจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรกของเมืองฉางอัน พิเศษไปจากสำนักทั่วไปจริงๆศิษย์ของพวกเขาก็เช่นกัน เมื่อนำไปเทียบกับศิษย์จากสำนักอื่นแล้วลำพังแค่รังสีแห่งอำนาจที่กระจายออกมา ก็ทำให้พวกเขาอยู่เหนือกว่าศิษย์จากสำนักทั่วไปไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

            กลุ่มคนจากสำนักคุนหวู่เดินตรงเข้ามา เมื่อชายวัยกลางคนที่เป็นผู้นำนั่งลงในที่นั่งลำดับที่สามที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับซูฉางอันศิษย์ที่เดินตามเข้ามาจึงยืนในท่ามือไขว้หลังที่ด้านหลังเขาอย่างเป็นระเบียบ

            “คุนหวู่ สำนักอันดับหกของเมืองฉางอัน” กู่เซี่ยนจวินขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบข้างหูซูฉางอัน ลมหายใจอุ่นๆ ที่ถูกพ่นออกมาจากปากของนางกระทบเข้ากับใบหูของซูฉางอันทำให้เขารู้สึกชาไปทั้งหู “ชายผู้นั้นชื่อหม่าอันเยี่ยนเป็นหนึ่งในสามผู้อาวุโสสายกระบี่ของสำนักคุนหวู่เขามีวิชากระบี่อยู่ในระดับสูงแล้วได้ข่าวว่าเขามีแดนอำนาจแห่งกระบี่เป็นของตัวเองตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว ตอนนี้พลังของเขาเป็นรองเพียงระดับศาสตร์แห่งพรตเท่านั้น”

            “อืม” ซูฉางอันหยิบสุราบนโต๊ะขึ้นมาจิบด้วยสีหน้านิ่งเรียบและขานรับด้วยท่าทางสงบ

            “นินทาคนอื่นลับหลัง ไม่ใช่มารยาทที่ดีเลยนะ” ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆชายที่ชื่อหม่าอันเยี่ยนก็หันมาทางซูฉางอัน แล้วเอ่ยขึ้นดังนั้น

            ซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินสะดุ้งตกใจไปตามๆ กันพลางนึกตกตะลึงในความแข็งแกร่งของชายผู้นี้ไปด้วย

            ในการฝึกพลังจะว่ากันด้วยเรื่องของระดับและปริมาณรวมไปถึงความหนาแน่นของพลัง แต่ในการต่อสู้จริงๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่สายตาต้องคอยสอดส่องไปทั่วทุกทิศหูต้องรับฟังเสียงจากทุกมุมเพื่อหาจังหวะและเตรียมพร้อมต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเหตุนี้คนที่มีไหวพริบดีจึงมักจะมีพลังในการต่อสู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าคนในระดับเดียวกันนั่นเอง

            ซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินเพียงสนทนาด้วยเสียงที่เบามากทั้งยังอยู่ห่างจากชายผู้นั้นกว่าหลายเมตร ไม่คิดว่าเขาจะได้ยิน เหตุนี้ทั้งสองจึงรู้สึกหวาดระแวงชายตรงหน้าขึ้นมาทันที

            “สำนักปาฮวงมาถึงแล้ว!”

            และในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในห้องโถง

            ซูฉางอันกับกู่เซี่ยนจวินหัวใจกระตุกวูบพวกเขารู้ดีว่าตัวเอกของงานในวันนี้มาถึงแล้ว จึงลดความตกตะลึงเมื่อครู่ลงแล้วหันกลับไปมองตามที่มาของเสียงแทน

            และพวกเขาพบกับชายชราที่มีใบหน้าเยือกเย็นซึ่งบริเวณแขนขวามีแต่ความว่างเปล่าผู้หนึ่ง เดินเข้ามาพร้อมกับวัยรุ่นอีกหลายคน

            แน่นอนว่าซูฉางอันรู้จักชายชราที่เดินนำเป็นอย่างดี เขาก็คืออินซานโจ๋ว ผู้ที่ถูกฉู่ซีฟงใช้ดาบฟันจนแขนขวาขาดภายในงานหลอมดาวทางด้านศิษย์ที่เดินตามหลังมาด้วยกันก็ทรงพลังและงามสง่าไม่ต่างกันโดยสองคนในนั้นแลดูโดดเด่นและสะดุดตามากเป็นพิเศษ...

            หนึ่งในนั้นเป็นสตรีนางหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีอายุประมาณสิบหกปีเห็นจะได้ นางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินมีดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ปักประดับอย่างงดงาม เอวบางถูกผ้าคาดเอวสีขาวพันรอบเอาไว้เส้นผมสีดำถูกเกล้าสูง โดยมีปิ่นหยกรูปดอกเหมยสีขาวซึ่งแม้จะมีเพียงสีขาวบริสุทธิ์ แต่ก็ให้ความรู้สึกสง่างามและใสสะอาดปักอยู่ด้านบนใบหน้าของนางผู้นี้ งดงามไม่ด้อยไปกว่ากู่เซี่ยนจวินและเซี่ยโหวฟ่งอวี้เลย

            ทว่าดวงหน้าที่แสนงดงามกลับแฝงไปด้วยรังสีสังหารที่แสนรุนแรงทันทีที่ก้าวเข้ามาในโถง นางก็เหลียวซ้ายแลขวา ราวกำลังมองหาใครบางคนเช่นนั้นแต่จนแล้วจนรอด นางก็ไม่เจอคนที่ตามหาเสียทีนั่นทำให้ดวงตาคู่นั้นถูกความหมองหม่นเข้าปกคลุมในที่สุด

            ส่วนอีกคน เป็นคนที่ทำให้กู่เซี่ยนจวินและซูฉางอันหวาดกลัวไปตามๆ กันแม้ทั้งสองจะเตรียมใจก่อนมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อได้เห็นหลิงเลี่ยโป๋บุตรแห่งเทพนักรบที่ตายไปแล้วมายืนอยู่ตรงหน้าตัวเป็นๆ เช่นนี้ พวกเขาก็ยังตกตะลึงอย่างไม่อาจหักห้ามอยู่ดี

            โลกใบนี้...

            มีวิชาแห่งนักพรตและนักสู้เคียงคู่กันมาโดยตลอด

            ทว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือนักรบแห่งดาราจักรเพราะพวกเขามีพลังกายที่แข็งแกร่งจนสามารถเปลี่ยนผันแม่น้ำลำธาร โยกย้ายทะเลภูเขาและมีพลังจิตที่ทำให้โลกผันแปรได้เลยทีเดียว

            ในสายตาของคนทั่วไป นักรบแห่งดาราจักรถือเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งไม่ต่างไปจากเทพเจ้าผู้ควบคุมโลกเลย

            ทว่าแม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งเพียงนั้น ก็ไม่อาจหนีจากกฎแห่งกาลเวลาพ้นอยู่ดีแม้แต่อวี้เหิงที่สุดแสนแข็งแกร่ง ก็ยังถูกกาลเวลาเล่นงานจนแก่ชราเลยไม่ใช่หรือ?

            ส่วนเรื่องของการคืนชีพให้คนตายก็เป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเท่านั้น หากจะมีจริงก็คงจะเกิดขึ้นแต่ในหนังสือนิยายที่ซูฉางอันเคยอ่านเท่านั้น

            เหตุนี้ ทันทีที่เห็นตู้หงฉางตัวเป็นๆ มายืนอยู่ตรงหน้านอกจากจะไม่รู้สึกดีใจ ทั้งสองกลับยังรู้สึกหนาวสะท้านตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว

            สำนักที่เป็นสำนักอันดับสองรองจากสำนักเทียนหลานย่อมต้องนั่งอยู่ในที่นั่งทางซ้ายของโต๊ะประธานในอยู่แล้วพวกเขาเดินเข้ามาภายใต้การจับจ้องของคนทั้งหลาย ในตอนที่เดินผ่านหน้าซูฉางอันตู้หงฉางก็ส่งสายตาที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มเย็นมาให้ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่

            นั่นทำให้ซูฉางอันและกู่เซี่ยนจวินมีสีหน้าเย็นยะเยือกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

            ทันทีที่อินซานโจ๋วนั่งประจำที่โถงจัดงานที่เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบก็เงียบสงัดลงทันตา

            ใครๆ ก็รู้ว่าในงานหลอมดาวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาฉู่ซีฟงตัดแขนขวาของอินซานโจ๋วเพื่อซูฉางอัน และในตอนนี้อวี้เหิงที่เป็นที่พึ่งของซูฉางอันก็ตายไปแล้ว ส่วนฉู่ซีฟงก็อยู่ที่เจียงตงอีกอินซานโจ๋ว ผู้มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นมาแต่ไหนแต่ไร เกรงว่าวันนี้ซูฉางอันต้องลำบากแน่

            “คุณชายซู ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เป็นดังคาดทันทีที่นั่งประจำที่อินซานโจ๋วก็หรี่ตาลง พลางมองมายังซูฉางอันโดยมีกลิ่นอายแห่งพลังที่เย็นยะเยือกกระจายเข้ามาพร้อมกัน

            ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบเขาขับเคลื่อนพลังวิญญาณภายในร่างกายเพื่อต้านพลังอันเย็นยะเยือกที่แสนรุนแรงซึ่งกระจายเข้ามาหาอย่างเร่งด่วนในงานหลอมดาว อินซานโจ๋วเคยใช้ไม้นี้กับเขามาแล้วเขาในตอนนั้นมีพลังเพียงระดับหลอมจิต ย่อมไม่อาจต้านพลังนั้นได้เป็นแน่

            แต่ ณ เวลานี้ ซูฉางอันมีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งแล้ว แม้จะยังห่างชั้นกับอินซานโจ๋ที่มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณอยู่มากแต่หากต้องการจะเอาชนะซูฉางอันด้วยการกระจายระลอกแห่งพลังเข้ามาข่มเช่นนี้ ย่อมเป็นได้เพียงฝันลมๆแล้งๆ เท่านั้น

            ซูฉางอันเลิกคิ้วขึ้นสูง ขณะที่ดวงตาใสบริสุทธิ์ก็ทอดตรงไปสบกับสายตาของอินซานโจ๋วอย่างไม่กลัวเกรง“ไม่ได้เจอท่านผู้อาวุโสตั้งหลายเดือน ไม่ทราบว่าตอนนี้แขนของท่านผู้อาวุโสดีขึ้นแล้วหรือไม่?” เขาพูดด้วยเสียงกังวาน

            เมื่อสิ้นเสียงกล่าว ใบหน้าที่เคยประดับประดาไปด้วยความเย็นยะเยือกของอินซานโจ๋วก็ถอดสีไปทันทีเขาสบถเสียงอย่างเย็นชา ขณะที่มืออีกเพียงข้างเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ตบลงบนโต๊ะเบื้องหน้าอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้แก้วสุราที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตลอยขึ้นไปในอากาศ

            “ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณที่อุตส่าห์เป็นห่วงข้าขอดื่มให้เจ้าสักแก้วก็แล้วกัน” เขากล่าวเช่นนั้นก่อนดวงตาที่เคยหรี่เล็กจะเบิกโพลงขึ้นเฉียบพลัน แล้วกระแสพลังอันแสนมหาศาลก็ระเบิดไปทั่วโถงจัดงาน

            เสียงระเบิดกระหึ่มขึ้นกลางห้องโถงเป็นจังหวะเดียวกับที่แก้วสุราเปลี่ยนไปเป็นระลอกแสง พุ่งเข้าหาซูฉางอันอย่างรวดเร็ว

            เมื่อเห็นแก้วสุราที่พุ่งเข้าหาซูฉางอันก็รู้ทันทีว่ามันแฝงไปด้วยพลังที่รุนแรงมากขนาดไหน เมื่อเห็นท่าไม่ดีเขาจึงประกายความเย็นเฉียบขึ้นในแววตา แล้วขับเคลื่อนพลังวิญญาณขึ้นอย่างฉับพลันโดยแขนข้างหนึ่งก็ถูกยื่นออกไปข้างหน้า ด้วยหวังจะรับแก้วนั้นเอาไว้

            ทว่ากลิ่นอายแห่งพลังอันแสนเยือกเย็นที่กระจายออกมาจากแก้วกลับทำให้มือของเขาชะงักลงทันทีซูฉางอันรู้สึกราวฝ่ามือกำลังจะถูกแช่แข็ง ทั้งที่ยังไม่ทันได้สัมผัสโดนแก้วสุราเสียด้วยซ้ำ

            “หึ!” เสียงสบถจากอินซานโจ๋วดังขึ้นอย่างแผ่วเบานั่นทำให้ซูฉางอันใจกระตุกวูบ พลันเพลิงศักดิ์สิทธิ์ในร่างก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง แล้วพวยพุ่งไปที่ท่อนแขนซึ่งเตรียมจะคว้าแก้วสุราเอาไว้ทำให้เพลิงศักดิ์สิทธิ์และพลังที่เย็นยะเยือกของอินซานโจ๋เข้าปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใครที่ปลายนิ้วของซูฉางอันเป็นเวลานานกว่าหลายอึดใจเลยทีเดียว

            นิ้วมือของซูฉางอันเปลี่ยนไปเป็นสีแดงฉาน คาดว่าน่าจะเป็นรอยเลือดที่เกิดจากเนื้อใต้ผิวหนังแหลกเละเพราะการปะทะอันแสนรุนแรงจากเปลวเพลิงและไอเย็นนั่นเอง

            ตุ้บ!

            เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ จู่ๆเส้นเลือดและเอ็นบนใบหน้าของซูฉางอันก็ปูดบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขากระแทกฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนโต๊ะเบื้องหน้าอย่างรุนแรงทำให้เพลิงศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างสูบฉีดไปที่ฝ่ามืออีกข้างด้วยความรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าเดิม

            ในที่สุดกระแสพลังอันแสนเย็นยะเยือกของอินซานโจ๋วก็เริ่มอ่อนกำลังลงจนได้มันค่อยๆ ถูกเพลิงศักดิ์สิทธิ์สลายลงไปทีละนิดๆ อย่างเชื่องช้า และในตอนนั้นเองในที่สุดซูฉางอันก็จับแก้วสุราได้อย่างมั่นคงเสียที

            เขาเก็บกลั้นความเจ็บปวดที่แสนสาหัส ซึ่งถูกส่งมาจากทางฝ่ามือเอาไว้แล้วยกแก้วสุราขึ้นมาจรดที่ริมฝีปาก ทำท่าราวจะดื่มมันเข้าไป

            แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็มีท่าทีราวฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

            “แม้นี่จะเป็นสุราชั้นเลิศ แต่ข้าไม่ชอบดื่มสุรามาตั้งนานแล้วและไม่ชอบมากกว่า หากต้องดื่มกับคนที่ตัวเองรู้สึกไม่ชอบ” กล่าวไปพลาง เขาก็ปรากฏรังสีเย็นเยียบขึ้นในแววตาจากนั้นสะบัดแขนออกไป ทันใดนั้น แก้วสุราก็ถูกโยนกลับไปที่อินซานโจ๋วอีกครั้ง

            อินซานโจ๋วมีสีหน้าเปลี่ยนไปตั้งแต่วินาทีที่ซูฉางอันรับแก้วสุราเอาไว้ได้แล้วเพราะแม้เขาจะไม่ได้ส่งแก้วนั้นออกไปด้วยพลังทั้งหมดที่มี แต่อย่างไรเสียในนั้นก็มีพลังอันแสนเย็นยะเยือก เป็นพลังที่มีอานุภาพรุนแรงจนกลายเป็นพลังที่ขึ้นชื่อของเขาผสมอยู่ แม้แต่นักรบระดับคุมพิภพ ยังต้องเสียแรงมากจึงจะรับมันเอาไว้ได้ในที่สุดแต่ซูฉางอันผู้นี้ ทั้งที่เพิ่งฝึกพลังได้เพียงไม่นานเท่านั้น เมื่อหนึ่งปีก่อนในงานหลอมดาว แค่กระจายพลังออกไปแค่เล็กน้อย อินซานโจ๋วก็ข่มเด็กหนุ่มคนนี้เอาไว้ได้อย่างสิ้นเชิงแล้วแต่นี่... ทั้งที่เวลาก็เพิ่งผ่านไปได้เพียงไม่นานเท่านั้นแต่เจ้าหนุ่มคนนี้กลับรับพลังสองในสิบของเขาได้แล้วเช่นนั้นหรือ...

            ช่างเป็นความก้าวหน้าที่รวดเร็วอะไรเช่นนี้?

            เมื่อนำมาเทียบกับเด็กหนุ่มผู้นี้เกรงว่าแม้แต่มั่วทิงอวี่ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในรอบร้อยปีของเผ่ามนุษย์ก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งมากเกินกว่านี้ได้สักเท่าไหร่...

            เขาคิดขึ้นเช่นนั้น ขณะอีกด้านก็รู้สึกยกย่องสำนักเทียนหลานขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเขาคิดขึ้นในใจว่าหากกลับไปเมื่อใดต้องนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อท่านผู้ดูแลสูงสุดประจำสำนักอย่างละเอียดทันทีว่าหากไม่กำจัดซูฉางอันให้ได้ในเร็ววัน เกรงว่าสำนักเทียนหลานต้องกลับมารุ่งเรืองได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเป็นแน่

            เขาคิดเช่นนั้นในหัว โดยคาดไม่ถึงว่าแก้วสุราจะถูกโยนกลับมาอีกครั้ง

            เขาสะดุ้งตกใจในตอนแรก ทว่าก็เผยประกายรอยยิ้มเย็นยะเยือกขึ้นในวินาทีต่อมาอินซานโจ๋วนึกขึ้นในใจว่าท้ายที่สุดแล้วซูฉางอันก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มเลือดร้อนคนหนึ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาโยนแก้วสุราไปให้ซูฉางอันด้วยจุดประสงค์สองประการ ประการที่หนึ่ง ต้องการจะหักหน้าซูฉางอันต่อหน้าผู้คนส่วนอีกประการ ก็เพื่อทดสอบระดับพลังของซูฉางอันนั่นเอง

            แต่ด้วยพลังที่ซูฉางอันมีในตอนนี้เจ้าหนุ่มคนนี้จะเขวี้ยงแก้วออกมาได้อย่างรุนแรงขนาดไหนกันเชียว? แล้วเขาจะรับแก้วสุราที่คนรุ่นหลังอย่างซูฉางอันโยนเข้ามาไม่ได้เลยหรือ?

            คิดไปพลาง อินซานโจ๋วก็ยื่นแขนซ้ายซึ่งเป็นแขนข้างเดียวที่ยังเหลืออยู่ออกไปด้วยหวังว่าจะรับแก้วที่พุ่งเข้าหาเอาไว้ในคราเดียว ริมฝีปากที่มีสีม่วงผสมอยู่อ้าออกเล็กน้อยด้วยเตรียมจะกล่าวเย้นหยันซูฉางอันต่อทันที

            แต่จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับหยดน้ำที่สาดกระจายออกมาจากแขนซ้ายของเขา

            หยดน้ำที่กระจายออกไปในอากาศร่วงหล่นลงมาปานเป็นสายฝนในฤดูร้อน มันสาดกระเซ็นไปทั่วร่างของอินซานโจ๋วก่อนกลิ่นหอมของสุราจะปะทุขึ้นในเวลาต่อมา

            ในตอนนั้นเอง ในที่สุดเขาก็กระจ่างแจ้งขึ้นเสียที

            ซูฉางอันย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอินซานโจ๋วอยู่แล้ว แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะเล่นแง่เช่นนี้

            แก้วสุราที่ส่งกลับออกไปมีพลังจิตแฝงอยู่ด้วยนั่นเอง ซึ่งแม้แก้วใบนั้นจะดูคล้ายยังมีสภาพสมบูรณ์ทุกประการทว่าความจริงแล้วแก้วใบนั้นถูกพลังวิญญาณของซูฉางอันแหลกทำลายจนไม่มีชิ้นดีไปแล้วต่างหาก เหตุนี้เมื่อเขารับแก้วนั้นเอาไว้ และออกแรงจับเพียงเล็กน้อย ของเหลวที่อยู่ภายในจึงสาดกระจายไปทั่วจนอินซานโจ๋วเปียกโชกไปทั้งตัว เฉกเช่นเมื่อครู่นั่นเอง

            อินซานโจ๋วที่เดิมเตรียมจะกล่าวเย้ยหยันซูฉางอัน กลับพูดไม่ออกขึ้นมาทันที

            เขาฝืนข่มโทสะในใจเอาไว้ ยกมือขึ้นด้วยเตรียมจะเช็ดสุราบนใบหน้าออกไปทว่าในตอนนั้นเอง เสียงใสๆ ของซูฉางอันก็ดังขึ้นเสียก่อน

            “ดูท่า ท่านผู้อาวุโสก็คงจะชื่นชอบสุราไม่น้อย ถึงได้ใจร้อนขนาดนี้ยังไม่ทันจะรับแก้วเอาไว้ ก็ด่วนลิ้มรสของสุราในแก้วเสียแล้ว”

            น้ำเสียงของซูฉางอันแลดูจริงจังและจริงใจเป็นอย่างมากราวกับว่าเขารู้สึกยกย่องในการกระทำของอินซานโจ๋วจากใจจริง

            เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าศิษย์ที่รู้ชื่อเสียงความอำมหิตของอินซานโจ๋วก็ลอบร้องตะโกนว่า‘ดี’ ขึ้นในใจอย่างลับๆแต่เพราะคำนึงถึงฐานะและพลังที่เหนือกว่าของอีกฝ่าย จึงเงียบปากเอาไว้ดังเดิมทว่าเมื่อได้ยินคำพูดที่ฟังดูเผินๆ อาจคล้ายเป็นการชื่นชมแต่ความจริงกลับแฝงไปด้วยการเย้ยหยันจากซูฉางอัน ในที่สุดหนุ่มสาวทั้งหลายก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเกินกลั้นไหวอีกต่อไป

            อินซานโจ๋วที่เคยประจักษ์กับความสามารถในการแกล้งโง่ของซูฉางอันมาแล้วเดิมทียังฝืนข่มความโกรธในใจลงได้ ทว่าเมื่อได้ฟังคำเย้นหยันรวมไปถึงเสียงหัวเราะจากผู้คนรอบด้าน ในที่สุด ไฟแห่งโทสะก็โหมขึ้นมาอีกครั้ง

            ไฟแห่งความโกรธระเบิดขึ้นในจิตใจยิ่งเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตอนที่ตนถูกตัดแขนขวาออกไปในที่สุดโทสะที่เขาพยายามเก็บกลั้นอยู่นานก็มีมากจนไม่อาจอดกลั้นเอาไว้อีกต่อไป

            เขาสบถเสียงออกมาอย่างเย็นยะเยือก พลันกระแสพลังที่หนาวเย็นไม่ต่างไปจากหิมะที่ปลิดปลิวอยู่ด้านนอกก็ระเบิดออกมาจากร่างชราโหมกระหน่ำไปที่ซูฉางอันอย่างทรงพลังทันที

            “เจ้าเด็กบ้า บังอาจล้อเล่นกับข้า!”เขาประกาศกร้าว พลันรังสีสังหารก็ระเบิดขึ้นในแววตา

            ทว่าซูฉางอันกลับเพียงขับเคลื่อนเพลิงศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างกายขึ้นเพื่อต้านพลังอันเย็นเฉียบที่พุ่งเข้าหาและทำราวกับมองไม่เห็นรังสีสังหารที่พุ่งออกมาจากร่างของอินซานโจ๋วอย่างไรอย่างนั้น

            เขาเงยหน้าขึ้นเพ่งดวงตาที่ใสสะอาดไปสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารของอินซานโจ๋วอย่างไม่คิดจะหลีกเลี่ยง

            ซูฉางอันพูดด้วยท่าทางใสซื่อ “ผู้อาวุโส เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นออกมาท่านอุตส่าห์ลดตัวมาดื่มให้ข้าข้าน้อยที่เป็นคนรุ่นหลังย่อมต้องดื่มกลับตามมารยาทเป็นธรรมดาข้ายกสุราเพื่อเคารพท่านแท้ๆ เหตุใดท่านถึงบอกว่านี่เป็นการกลั่นแกล้งเล่า?”

            “เลิกแกล้งโง่เสียที! เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอะไรเจ้าอย่างนั้นหรือ?”อินซานโจ๋วคำรามดังสนั่น ร่างผอมลุกพรวดขึ้นทันที ที่ขมับข้างใบหน้าผอมปรากฏเส้นเลือดปูดขึ้นอย่างฉับพลัน ดูเหมือนว่าเขาจะโกรธจริงๆ เสียแล้ว

            ทางด้านศิษย์ที่ชมเหตุการณ์อยู่รอบด้านก็หุบยิ้มลงทันตาไม่มีใครกล้าท้าทายอินซานโจ๋วที่หากสติแตกก็กล้าทำได้ทุกอย่างผู้นี้อีกขณะที่อีกด้านก็ลอบคิดขึ้นในใจว่าซูฉางอันช่างวู่วามเหลือเกิน ทั้งที่ไม่มีใครคุ้มกะลาหัวแล้วแท้ๆไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะจบเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน...

            แน่นอนว่าในบรรดาศิษย์ทั้งหลาย มีทั้งคนที่เป็นกังวลและมีคนที่รู้สึกสมน้ำหน้าด้วยเช่นกัน

            จิตใจมนุษย์เป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาแต่ไหนแต่ไร แม้เมื่อไม่กี่วันก่อนอวี้เหิงเพิ่งจะช่วยชีวิตของพวกเขาเอาไว้ก็ตามทีแต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่พอใจที่เด็กบ้านนอกอย่างซูฉางอันได้เข้าไปศึกษาในสำนักเทียนหลานซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินต้าเว่ยอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รับการถ่ายทอดวิชาจากมั่วทิงอวี่และอวี้เหิงโดยตรงอีก!

            แต่ก็มีคนบางพวกที่ชมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนจนเกินจะอธิบายยกตัวอย่างเช่นหญิงสาวที่เดินเคียงมากับตู้หงฉาง ซึ่งเดินตามหลังอินซานโจ๋วมาเมื่อครู่นี้บัดนี้ นางกำลังมองมายังซูฉางอันตาไม่กะพริบพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าเป็นการเย้ยหยันหรือชื่นชมกันแน่ดูท่านางจะสนอกสนใจไม่น้อย ว่าซูฉางอันจะทำอย่างไรต่อไป

            ราวจะรับรู้ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของอินซานโจ๋ว ในที่สุดหนุ่มวัยรุ่นผู้เป็นทายาทของสำนักเทียนหลานก็เก็บความใสซื่อบนใบหน้ากลับเข้าไป ลุกขึ้นยืนในท่ามือไขว้หลังพร้อมกับสายตาที่เย็นยะเยือกในที่สุด

            “ข้าไม่ได้คิดไปเองว่าเจ้าไม่กล้าทำร้ายข้า!แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าไม่กล้าทำอะไรข้าแน่!”

            น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกถ่ายทอดถ้อยคำที่ไม่มีใครคาดคิดออกมาด้วยความมั่นใจ

            ฝูงชนในโถงอึ้งไปตามๆ กัน อินซานโจ๋วก็อึ้งไปเช่นกันไม่เข้าใจว่าซูฉางอันมีความมั่นใจอะไร เหตุใดถึงกล้าพูดเช่นนั้นออกมา

            ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ซูฉางอันก็กล่าวต่อไปด้วยเสียงที่ดังมากขึ้นกว่าเดิม

            “ข้า เป็นศิษย์หลานของท่านอวี้เหิงแห่งสำนักเทียนหลานเป็นทายาทของมั่วทิงอวี่ อาจารย์ของข้าเคยเดินทางไปสังหารเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าปีศาจถึงแผ่นดินทางเหนืออาจารย์ปู่ของข้าปกปักรักษาเผ่ามนุษย์มานานหลายร้อยปี ตราบใดที่สำนักเทียนหลานยังมีทายาทสืบต่อเผ่ามนุษย์จะดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย! เจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ?หากเป็นเช่นนั้น เจ้าย่อมได้ชื่อว่าทำลายรากฐานของเผ่ามนุษย์ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเผ่าต้องดับสูญลงสำนักปาฮวงที่อยู่เบื้องหลังเจ้าจะรับผิดชอบเรื่องนี้ไหวหรือ?”

            “จริงอยู่ที่สำนักเทียนหลานร่วงโรยลงแล้ว แต่เหนือนภาแห่งแผ่นดินต้าเว่ย ยังมีดาวไคหยางชีพดาราแห่งอาจารย์ปู่ของข้าส่องสว่างอยู่ ทั้งดาวนภาหมองดาราประจำกายของอาจารย์ข้าที่ยังส่องสว่างอยู่อีก เจ้า อินซานโจ๋วเจ้ามันก็เป็นแค่สุนัขแก่ๆ ตัวหนึ่ง ชีวิตของเจ้าด้อยค่านัก จึงไม่น่าเสียดายอะไรแต่ข้าขอถามหน่อยเถิด ว่าอำนาจที่สะสมมานานกว่าร้อยปีของสำนักปาฮวงจะทนรับดาบจากฉู่ซีฟงอาจารย์ของข้าไหวหรือไม่?”

            แม้เขาจะไม่ได้กล่าวด้วยเสียงที่ดังจนกึกก้องไปทั้งโถงแต่เสียงนั้นก็ดังและมีน้ำหนักเหลือเกิน

            แม้จะไม่ได้ทรงพลังมากมาย แต่ก็เป็นเสียงที่ผ่าเผยมาก

            พลังวิญญาณที่ฝ่ามือ ซึ่งอินซานโจ๋วกำลังจะส่งออกไปถูกเก็บกลับเข้าไปอีกครั้ง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ราวกับต้นไม้แห้งเหี่ยวปรากฏเม็ดเหงื่อปะทุออกมาไม่น้อย

            เขาไม่ได้กลัวว่าตนจะตกเป็นคนบาปของเผ่ามนุษย์อย่างที่ซูฉางอันว่าไว้แต่อย่างใดและไม่ได้กลัวไคหยางกับฉู่ซีฟงที่อยู่ที่ไหนไม่รู้กลับมาล้างแค้นด้วย

            แต่เขากำลังกลัวซูฉางอันอยู่ต่างหาก

            เด็กหนุ่มที่เขาคิดว่าเป็นเพียงเด็กหัวอ่อนที่เข้ามาในเมืองฉางอันพร้อมกับความฝันที่ล่องลอยตามประสาเด็กหนุ่มผู้นี้กลายเป็นคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน... เขาประกาศฐานะรวมไปถึงความหมายของตนเอง ว่าเป็นตัวแทนของสิ่งใดบ้าง ซึ่งอาจยังไม่มีใครรู้หรือถูกหลงลืมไปแล้ว ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ยกตนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งของผู้มีคุณธรรมและบีบให้อินซานโจ๋วตกอยู่ในสถานะของฝ่ายอธรรมในทันที ทำให้คนชราจบเรื่องไม่ได้ เช่นคนที่ขึ้นหลังเสือแล้วหาทางลงไม่ได้เช่นนั้น...

            จู่ๆ อินซานโจ๋วก็รู้สึกว่าการยั่วโมโหเรื่องแก้วสุราจวบจนการพูดเย้ยหยันจนเขาระเบิดโทสะ แล้วลงไม้ลงมือในตอนจบล้วนเป็นแผนที่เด็กหนุ่มตรงหน้าจัดวางเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว...

            กระทั่งตอนนี้อินซานโจ๋วจึงเพิ่งตระหนักขึ้นได้ว่าเวลาเพียงหนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้เด็กหนุ่มที่เคยนั่งตัวสั่นภายใต้การข่มเหงของเขา เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เพียงระดับพลังเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงนิสัยและความคิดอ่านด้วย... 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน