ฉางเฟิงที่ได้ยินการสนทนาของทั้งสองคนก็หน้าเปลี่ยนสีรีบใช้พลังจิตของตนเองกางม่านพลังเอาไว้ทำให้ไม่มีใครสามารถแอบฟังได้
“พลังจิตระดับราชันยอดเยี่ยมมากจริงๆ แถมยังเป็นขั้นที่ 9 อีกด้วย” หวั่นเซียนอดที่จะตกตะลึงในใจไม่ได้
“ข้าไม่คิดเลยว่าพวกท่านทั้งสองจะประมาทแบบนี้”ฉางเฟิงกล่าว
“ตามจริงแล้วไม่มีใครสามารถได้ยินสิ่งที่พวกเราคุยกันได้หรอกยกเว้นราชาจงเย่ที่ควขคุมค่ายกลอยู่แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสจักรพรรดิสุราได้ตรงไปหาเขาแล้วดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลามาแอบฟังพวกเราคุยกันหรอกแต่ในเมื่อเจ้าช่วยกางผ่านพลังเอาไว้ข้าก็เบาใจและสามารถพูดออกมาได้แล้ว” หวั่นเซียนกล่าว
ฉางเฟิงอดที่จะคิ้วกระตุกดูเหมือนว่าการที่เขามาพบกับสนมคนนี้จะไม่ใช่เรื่องดีเสียแล้ว
“เจ้าไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอกข้าไม่คิดจะดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องหรอกเพราะถึงอย่างไรข้าก็แค่อยากจะให้เฉียนเอ๋อปลอดภัยหลังจากที่ข้าเริ่มแผนการไปแล้ว”หวั่นเซียนกล่าว
“แล้วพระสนมต้องการจะทำอะไร”ฉางเฟิงแสดงสีหน้าจริงจัง
“ก่อนอื่นข้าจะบอกเจ้าถึงเรื่องราวของข้าเสียก่อนตระกูลหวั่นเคยเป็นตระกูลขุนนางของราชวงศ์จงเย่เรียกได้ว่าตระกูลหวั่นมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์เสมอมา ทุกครั้งที่เกิดสงครามตระกูลหวั่นของข้าก็พร้อมจะออกเป็นแนวหน้าต่อสู้ทำให้ราชวงศ์จงเย่รุ่งเรืองมาถึงตอนนี้
เพียงแต่ว่าเมื่อ20 ปีก่อนข้านั้นอายุได้ 20 ปีและเป็นหญิงงามในเมืองหลวงตอนนั้นข้านั้นมีคนรักอยู่คนหนึ่งเขาเป็นทหารกล้าคนหนึ่งและเป็นผู้ที่ท่านพ่อของข้าให้การยอมรับเขานั้นได้ทำผลงานเอาไว้มากมายจนราชาจงเย่องค์ก่อนมอบสถานะขุนนางให้กับเขาและเพราะแบบนั้นทำให้พวกเราสามาระที่จะรักกันได้อย่างเปิดเผยพวกเรานั้นเตรียมพร้อมที่จะแต่งงานกันในอีกไม่นาน
เพียงแต่ว่าอยู่ๆรัชทายาทของราชวงศ์จงเย่หรือราชาจงเย่ในปัจจุบันก็คัดค้านเรื่องการแต่งงานของข้าและต้องการให้ข้าเป็นนางสนมของเขาแน่นอนว่าพวกข้าไม่ยอมรับทำให้ราชาจงเย่กล่าวหาว่าพวกเราทรยศ
พวกเขาข่มขู่ข้าว่าถ้าข้าไม่ยอมเป็นสนมให้กับรัชทายาทพวกขาจะทำลายตระกูงหวั่นรวมถึงชายที่ข้ารักอีกด้วยตัวข้าไม่มีทางเลือก เพื่อปกป้องชีวิตของคนที่ข้ารักเพื่อครอบครัวข้าจึงต้องเข้ามาอยู่ในวังหลวง
แต่ใครจะคิดว่าคนพวกนั้นจะผิดสัญญาสุดท้ายตระกูลหวั่นก็ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงและตลอดการเดินทางยังถูกโจมตีจากมืองสังหารทำให้คนตระกูลหวั่นล้มตายไปจำนวนมากสุดท้ายมีเพียงผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนแต่ละคนล้วนเป็นเด็กและคนแก่
แต่ถึงอย่างงั้นมรดกทั้งหมดของตระกูลหวั่นกลับถูกทำลายไปแล้วรากฐานทั้งหมดล้วนหายไปส่วนชายที่ข้ารักเขาถูกประหารด้วยน้ำมือของราชาจงเย่คนปัจจุบัน” หวั่นเซียนกล่าวพร้อมกับใบหน้าที่งดงามของนางแสดงออกถึงความโกรธแค้นออกมา
“พวกสวะพวกนี้มันสมควรจะตายให้หมด”แม้แต่เย่เฉียนยังโกรธจนร้องให้ออกมา
“เวลาผ่านไปข้านั้นอยากจะฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่เพราะข้านั้นอยากจะแก้แค้นให้กับครอบครัวและคนรักของข้าทำให้ข้าอดทนรอเวลาจนกระทั่งมีลูกหลานของตระกูลหวั่นที่รอดชีวิตแอบเข้ามาในเมืองหลวงและติดต่อกับข้าและพวกนางทั้งสองก็เป็นลูกหลานของตระกูลหวั่น” หวั่นเซียนชี้ไปทางคนรับใช้ทั้งสอง
“เป็นแบบนี้นี่เองแล้วท่านคิดจะแก้แค้นอย่างไร” ฉางเฟิงกล่าว
ตอนแรกฉางเฟิงก็แค่ไม่ชอบเย่หลางเท่านั้นแต่พอมาคิดๆดูแลลูกไม้ต้องหล่นใกล้ๆต้นอยู่แล้ว พ่อเป็นแบบใหนลูกก็เป็นแบบนั้น เย่หลางโหดเหี้ยมชั่วร้ายแล้วราชาจงเย่จะไม่เป็นแบบนั้นได้อย่างไร
“ตอนนี้กองกำลังมากมายได้แอบเตรียมกำลังเอาไว้แล้วตามจริงหลายปีมานี้เย่หลางได้ทำให้หลายคนโกรธแค้นอย่างมากและพวกเขาก็เริ่มรวมตัวกับพวกเราเตรียมโค่นล้มราชวงศ์จงเย่ทิ้ง”หวั่นเซียนกล่าว
“แต่จากที่ข้ารู้ราชางจงเย่ถึงอย่างไรก็เป็นพี่น้องกับจักรพรรดิของราชวงศ์จงโจว ต่อให้ท่านโค่นล้มอีกฝ่ายได้สำเร็จแล้วท่านคิดบ้างใหวว่าจงโจวจะปล่อยพวกท่านเอาไว้หรือไม่”ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนอยู่แล้วแต่ข้าไม่เสียใจ ข้านั้นเป็นห่วงแค่อย่างเดียวก็คือเฉียนเอ๋อขอแค่นางปลอดภัยเรื่องอื่นข้าไม่สน” หวั่นเซียนกล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่
“ดูท่าท่านคงตัดสินใจไปแล้วย่อมได้ ข้าจะช่วยเหลือนางเอาไว้ต่อให้จักรพรรดิจงโจวมาด้วยตนเองเขาก็จะไม่สามารถทำอะไรเย่เฉียนได้”ฉางเฟิงกล่าว
“ได้ยินคำสัญญานี้จากปากของเจ้าข้าก็พอใจแล้วเอาละเมื่อเจ้าสัญญาขนาดนี้ข้าก็พร้อมจะมอบของล้ำค่าที่ข้าได้รับมากจากคนรักของข้าเมื่อนานมาแล้วให้กับเจ้าก็แล้วกัน”หวั่นเซียนนำกล่องหยกขนาดเท่ากำปั้นออกมา
“นี่คืออะไร”ฉางเฟิงสงสัย
“ข้างในคือเม็ดยาระดับ6 เม็ดยาฟื้นคืน มันสามารถรักษาอาการบาดเจ็บจากการโจมตี หรือถูกพิษก็ได้มันเป็นของล้ำค่าที่เขามอบให้กับข้าแต่ตอนนี้ข้าไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้ว”หวั่นเซียนกล่าว
“ของล้ำค่าแบบนี้ข้ารับไว้ไม่ได้แล้วอีกอย่างข้าเป็นนักปรุงยาอีกไม่นานข้าก็สามารถหลอมยาระดับ 6 ได้อยู่แล้วเอาละเรื่องที่ข้าตกลงไว้ยังไงข้าก็ทำตามแน่” ฉางเฟิงกล่าว
“ข้าขอขอบคุณเจ้าอีกครั้ง”หวั่นเซียนคาวะไปทางฉางเฟิงทันที
“ท่านแม่...”เย่เฉียนอดที่จะร้องให้ออกมาไม่ได้
“พวกเจ้าไปเถอะถ้าอยู่นานกว่านี้คนๆนั้นจะสงสัยเอา”หวั่นเซียนกล่าว
ทั้งสองออกมาจากตำหนักของหวั่นเซียนหลังออกมาจักรพรรดิสุราก็ปรากฏตัวและพาทั้งสองจากไป
“ในเมืองหลวงตอนนี้ได้มีคนของราชวงศ์จงโจวมาถึงแล้วและอีก1 วันอัจฉริยะจากนิกายที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 4 ก็จะมาถึง” จักรพรรดิสุรากล่าว
“ความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่ระดับใหน”ฉางเฟิงกล่าว
“อัจฉริยะเหล่านั้นล้วนแต่อายุ20 ปีและมีพลังระดับปฐพีขั้นที่ 9 ส่วนคนของราชวงศ์จงโจวผู้ที่มาเหมือนจะเป็นองค์ชาย9 และผู้ติดตาม องค์ชาย 9 ผู้นี้อายุ 21 ปีแต่กลับเป็นระดับราชันแล้ว ส่วนผู้ติดตามก็เป็นระดับราชันขั้นที่9” จักรพรรดิสุรากล่าว
“ดูเหมือนท่านเองก็รู้เรื่องแผนการของพระสนมสินะ”ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็คือศิษย์ข้าข้าย่อมช่วยเหลือนางมาตลอดหลายปีมานี้”จักรพรรดิสุรากล่าว
“ท่านอาจารย์ท่านสามารถช่วยเหลือท่านแม่ได้หรือไม่”เย่เฉียนรีบข้อร้องจักรพรรดิสุราทันที
“ถ้าข้าได้ดื่มสุราเซียนข้าก็พอจะต่อรองกับจักรพรรดิโจวได้บ้างแต่ว่าสุราเซียนใช่ว่าจะหมักได้ง่ายๆ”จักรพรรดิสุราส่ายหัว
ฉางเฟิงก็พยักหน้าเห็นด้วยเพราะแม้แต่ตอนเองก็ยังหมักไม่ได้เช่นกัน
“แต่ถ้าจะมีคนที่สามารถกดดันจักรพรรดิโจวได้ก็คงมีอยู่เพียงแค่สองคน”จักรพรรดิสุราจ้องมองไปยังร่างของเสี่ยวจินที่ปรากฎออกมาจากช่องว่างมิติด้วยสีหน้าที่พึงพอใจ